ผมมากับคุณปู่ที่สถานที่ซึ่งเรียกว่าสนามบิน แต่ไม่เห็นมีเรือหรือแม้แต่ทะเลเลยสักนิด
“เรืออยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
“เรือ?”
คุณปู่ขมวดคิ้วแล้วเอียงคอด้วยความสงสัย
ดูเหมือนว่าเราไม่ได้จะเดินทางด้วยเรือ
“งั้นไปด้วยรถเหรอครับ?”
คิดดูอีกที ถึงแม้ว่าเรือจะเร็วขึ้นแค่ไหน แต่มันก็คงไม่เร็วกว่ารถยนต์หรอก
“เราต้องไปด้วยเครื่องบินน่ะสิ”
เครื่องบินเหรอ?
ผมไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร คุณปู่เลยพูดว่า ‘แอร์เพลน’
ฟังดูเหมือนเป็นคำที่ประกอบจากคำว่า ‘อากาศ’ กับ ‘ผ้า’ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“อย่างไรก็ตาม ฮุนอา เวลาอยู่ยุโรปต้องพกสร้อยคอเส้นนั้นไว้กับตัวตลอดนะ ห้ามทำหายเด็ดขาด”
คุณปู่กำชับไม่ให้ผมทำสร้อยคอที่จางมีแรให้ไว้หาย
มันเป็นสร้อยที่มีชื่อ เบอร์โทร และที่อยู่ของผมกับคุณปู่เขียนไว้ในหลายภาษา
‘น่าอายจัง’
หลงทางในเนเธอร์แลนด์เนี่ยนะ?
มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยนึกภาพออกเลย
ถึงแม้จะหลงทาง แต่ก็ยังสื่อสารกันได้อยู่ดี ไม่น่าจะต้องกังวลอะไรนัก
“ไปกันเถอะ”
ระหว่างที่เดินข้ามทางเดินยาว ๆ ผมเหลือบไปเห็นรถยนต์ขนาดใหญ่มาก ๆ ผ่านกระจก
มันดูไม่เหมือนรถยนต์ที่ผมเคยเห็นมาก่อนเลย
มีบางอย่างคล้ายปีกอยู่สองข้าง ล้อก็ดูเล็ก ๆ เหมือนไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไร
‘อาจจะพยายามทำให้ทรงตัวได้ล่ะมั้ง?’
เพราะด้านหน้าและหลังของมันยาว และตัวรถก็ค่อนข้างสูง ดูแล้วปีกน่าจะช่วยให้มันทรงตัวได้
แต่ว่า ถ้าจะขนคนเยอะ ๆ ใช้รถบัสน่าจะมีประสิทธิภาพกว่ามาก
‘อ้อ’
แต่พอได้เข้ามาข้างใน ผมก็เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงเลือกใช้รถยนต์ที่ดูไร้ประสิทธิภาพคันนี้
แม้ว่าผมตัวเล็ก แต่ก็สามารถเหยียดขา นอนได้เลยด้วยซ้ำ แถมยังเหลือพื้นที่อีกเยอะ
มันกว้าง และถ้าปิดม่านลงก็จะบดบังสายตาได้
แม้แต่ตรงหน้าก็ยังมีแท็บเล็ตติดอยู่ ช่วยให้คลายเหงาระหว่างการเดินทางไกล
ยานยนต์ขนาดยักษ์นี้คงเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับคนรวยแน่ ๆ
ในห้องกว้าง ๆ นี้ มีแค่ผมกับคุณปู่ และคนที่ดูเหมือนจะเป็นพนักงานเท่านั้น
เป็นเพราะคุณปู่นี่แหละ ผมถึงได้สัมผัสกับความหรูหราแบบนี้
“ปู่จะนอนสักหน่อย ฮุนเองก็นอนเถอะนะ”
“ผมอยากอ่านอันนี้มากกว่าครับ”
ผมอยากดูหนังสือนำเที่ยวอัมสเตอร์ดัมที่คุณปู่ให้มา ถึงแม้อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้เห็นของจริงแล้ว แต่อยากรู้ก่อนว่าที่นั่นเปลี่ยนไปแค่ไหน
“งั้นก็ได้ ดูพอประมาณแล้วก็นอนพักบ้างนะ ใช้เวลานานเลยล่ะ”
“ครับ”
คุณปู่ตื่นแต่เช้ามาก คงจะเหนื่อยเลยหลับไปอย่างรวดเร็ว
‘ไหนดูซิ’
สิ่งแรกที่ผมเปิดดูในหนังสือคือพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะที่ถูกแนะนำไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ว่ากันว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของผม วินเซนต์ แวนโก๊ะ ไว้มากที่สุดในโลก
แม้จะเห็นจากหนังสือแบบนี้ ผมก็ยังแทบไม่เชื่อ
ผมยังไม่ทันได้พัฒนาฝีมือจนพอใจเลย พอเริ่มวาดได้ดีหน่อย อาการชักและอัมพาตก็มาเยือน ทำให้ผมต้องหยุดลงกลางคัน
ตอนนั้น ภาพวาดที่ขายได้ก็มีแค่ของใช้เล็ก ๆ ไม่กี่ชิ้น
ถึงแม้จะมีคนสนับสนุนอยู่บ้าง อย่างธีโอหรือโลแทร็ก แต่ผมก็ยังเป็นแค่จิตรกรโนเนมจากบ้านนอกอยู่ดี
แต่มีพิพิธภัณฑ์สำหรับผมเนี่ยนะ
ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ
"พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของแวนโก๊ะ รวมถึงภาพสีน้ำมันกว่า 200 ภาพ ภาพร่างกว่า 500 ชิ้น จดหมายและของสะสมต่าง ๆ ของเขา นอกจากนี้ยังมีผลงานของศิลปินร่วมสมัยที่จัดแสดงควบคู่กันอีกด้วย"
ตอนตัดสินใจจะเป็นศิลปิน ผมวาดรูปไปประมาณ 900 ชิ้นในระยะเวลา 10 ปี
ก่อนจะตาย ผมเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเริ่มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเร่งวาดวันละภาพ
เพราะรู้สึกว่ามันใกล้จะถึงจุดจบแล้ว
เพราะผมอยากจะวาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“……”
จะมีใครบางคนในตอนนั้นที่เข้าใจความกระหายของผมบ้างไหมนะ
แม้ตอนนี้จะเต็มไปด้วยคำถาม แต่หากไปถึงพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ผมอาจได้รู้ความลับที่ซ่อนอยู่ที่นั่น
‘ว่าแต่……’
ทำไมถึงเก็บจดหมายของผมไว้กันนะ ทั้ง ๆ ที่มีเนื้อหาหลายอย่างน่าอายจนไม่อยากให้ใครเห็นเลย
‘……ไม่นะ คงไม่มีใครอ่านหรอก’
แค่กังวลไปเอง
รถยนต์ที่เรียกว่าเครื่องบินเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ยุคสมัยที่พัฒนาไปมากจนสามารถสร้างถนนสำหรับรถยนต์ขนาดยักษ์นี้ได้
มีหลายอย่างเปลี่ยนไปมากจริง ๆ แล้ว ‘ผม’ ในตอนนั้นจะถูกมองต่างไปจากเดิมด้วยหรือเปล่านะ
ถึงจะยังสงสัยอยู่ลึก ๆ แต่ก็อดหวังเล็ก ๆ ไม่ได้
‘หือ?’
ภาพที่เห็นจากหน้าต่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกได้ถึงการเร่งความเร็ว แล้วระดับสายตาก็ค่อย ๆ สูงขึ้น
“หะ?!”
โอ้พระเจ้า
ถ้าหัวใจผมอ่อนแอกว่านี้ คงหยุดเต้นไปแล้ว
รถยนต์กำลังลอยห่างจากพื้นดินขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณปู่! คุณปู่ครับ!”
ผมตกใจมากจนต้องรีบโบกมือซ้ายปลุกคุณปู่
“อือฮึ?”
“ไม่น่าใช่เวลานอนนะครับ! มันลอยแล้ว! ลอยขึ้นไปแล้ว!”
คุณปู่ยังไม่รู้เลยว่านี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินแค่ไหน ขยี้ตาอย่างสบายใจ แล้วพอมองออกไปนอกหน้าต่างก็แค่หัวเราะเบา ๆ
“ใช่ ลอยแล้วล่ะ”
แล้วก็หลับต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
ถึงจะใจเย็น แต่ก็เกินไปหน่อยไหมกับสถานการณ์แบบนี้
“คุณปู่!”
“จ้ะ ๆ ตื่นเต้นล่ะสิ?”
ผมพยายามจะปลุกอีกครั้ง แต่คุณปู่ก็ไม่ลืมตาขึ้นมาเลย
ผมหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อประเมินสถานการณ์ แล้วก็เห็นว่าเราอยู่สูงจากพื้นดินมากเกินกว่าจะเชื่อได้
ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวแบบนี้มาก่อนเลย
ไม่กล้ามองลงไปแล้ว
รู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิดออกมา
“……”
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่เคยเห็นวิวแบบนี้มาก่อนในชีวิต
แม้จะรู้สึกขาสั่น แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพื้นดินจะดูเป็นยังไงจากที่สูงแบบนี้
ผมจึงหยิบสมุดสเก็ตช์และดินสอสีออกมา
แต่มันสั่นมากจนวาดออกมาได้ไม่ดีนัก
หลังจากงีบยาว ๆ โกซูยอลก็ยกมือขอน้ำจากพนักงานต้อนรับบนเครื่อง
เขาหาวออกมายาวเหยียด แล้วหันไปมองดูหลานชายที่ดูจะตื่นเต้นกับการได้นั่งเครื่องบิน
โกฮุนห่อตัวแน่น วาดภาพอย่างเร่งรีบ แล้วก็หันไปมองนอกหน้าต่างเป็นระยะ ๆ
“ทำอะไรอยู่เหรอ?”
โกซูยอลลูบหัวโกฮุนเบา ๆ แล้วถาม
โกฮุนหันกลับมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดจัด
“โอ๊ะ หลานปู่ทำไมหน้าดุแบบนี้ล่ะ?”
โกซูยอลที่นอนหลับสบายโดยไม่รู้เลยว่าโกฮุนต้องเผชิญกับความกลัวเพียงลำพัง คงไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ
แต่นั่นก็แค่ชั่วครู่
โกฮุนยื่นสมุดสเก็ตช์ของตัวเองมาให้ดู
“เพิ่งเคยเห็นวิวจากฟ้าแบบนี้เลยอยากลองวาดดูครับ ถึงจะเคยจินตนาการไว้นะ แต่พอได้เห็นของจริง… คุณปู่รู้ไหมครับว่า ทะเลมันกว้างขนาดนี้เลยเหรอ?”
แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่เขาหลับไป หลานชายก็วาดสเก็ตช์ได้ถึงแปดหน้าแล้ว ซึ่งทำให้โกซูยอลตกใจไม่น้อย
“วาดเยอะเหมือนกันนะเนี่ย”
โกฮุนหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งอย่างลังเล
ทั้ง ๆ ที่ดูกลัวขนาดนั้น แต่กลับสามารถเดินทางต่างประเทศมาหลายครั้งได้ยังไงกัน
‘…ก็ใช่สิ เพราะจำอะไรไม่ได้เลยนี่นา’
โกซูยอลมองหลานชายที่ความจำยังไม่กลับคืนด้วยความสงสาร แล้วลูบหัวอย่างอ่อนโยน
‘ว่าแต่…เริ่มหิวแล้วแฮะ’
พนักงานต้อนรับที่นำเอาน้ำมาเสิร์ฟก็ถามถึงเมนูอาหารพอดี
“ฮุนอา จะกินอะไรดี?”
“อาหารเหรอครับ?”
โกฮุนกระพริบตาโตอย่างตื่นเต้นราวกับทุกอย่างบนโลกนี้ดูน่าอัศจรรย์ไปหมด
“มีให้เลือกระหว่างไก่ตุ๋นกับซีฟู้ดต้มเผ็ดนะ”
ตามคำแนะนำของพนักงานต้อนรับ โกฮุนก็เริ่มลังเล
“แพ็กซุกคืออะไร แล้วแฮมุลจิมคืออะไรเหรอครับ?”
“แพ็กซุกคือไก่ต้ม ส่วนแฮมุลจิมคืออาหารทะเลนึ่งแบบเผ็ดน่ะ”
“งั้นผมเอาแพ็กซุกครับ”
หลานชายที่กินเผ็ดไม่เก่งเลือกไก่ต้มแทน
“ขอแพ็กซุกสองที่ครับ”
“ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ”
พอพนักงานต้อนรับเดินจากไป โกฮุนก็ถามขึ้น
“มีข้าวด้วยไหมครับ?”
“แน่นอนสิ จะให้เดินทางทั้งทีก็ต้องมีอะไรกินตลอดทางแหละ”
โกฮุนพยักหน้า แล้วก็ถามอีกครั้ง โกซูยอลมองหลานชายที่เต็มไปด้วยความสงสัยด้วยความเอ็นดู
“งั้นเขาเตรียมของกินไว้หมดก่อนออกเดินทางเหรอครับ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
“ถึงว่าทำไมมันถึงได้ใหญ่ขนาดนี้”
หลานชายที่เหมือนจะเข้าใจทุกอย่างในแบบของตัวเองก็เริ่มเก็บสมุดสเก็ตช์กับดินสอสี
“กินข้าวเสร็จแล้วก็นอนสักหน่อยนะ เหลืออีกตั้งแปดถึงเก้าชั่วโมงกว่าจะถึง”
โกฮุนกระพริบตาปริบ ๆ
“แปดถึงเก้าชั่วโมงเหรอครับ?”
“นานใช่ไหมล่ะ?”
โกซูยอลก็คิดว่ามันคงน่าอึดอัดไม่น้อยสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ต้องอยู่ในที่แคบ ๆ แบบนี้ตั้งครึ่งวัน
“ไม่ใช่หนึ่งเดือนเหรอครับ?”
“หนึ่งเดือนอะไรนะ?”
“ก็...เราจะไปอัมสเตอร์ดัมไม่ใช่เหรอครับ? มันอยู่อีกซีกโลกหนึ่งเลยนะ”
“ใช่แล้ว”
“...แต่นี่มันดูช้าออกครับ จะถึงเร็วขนาดนั้นได้ยังไงกัน?”
โกฮุนชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
“ฮ่า ๆ นั่นเพราะเราบินอยู่สูงมาก มันเลยดูเหมือนช้า จำได้ไหมล่ะ เวลาเราขับรถแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังมีคนบอกให้ช้าลงเลย”
“งั้นตอนนี้เราบินเร็วแค่ไหนเหรอครับ?”
โกซูยอลชี้ไปที่จอหน้าที่นั่งตรงข้าม
“ดูสิ เขียนไว้ตรงนั้นไง”
บนจอเขียนว่า ความเร็วภาคพื้นดิน 900 กม./ชม.
โกฮุนเอียงคอแล้วมองจอด้วยสายตาน่าสงสัย ความเร็วแบบนี้เกินขอบเขตที่เด็กซึ่งกลัวความเร็วจะเข้าใจได้
โกซูยอลหลุดยิ้มแล้วลูบหน้าตัวเองเบา ๆ
...
ในห้องทำงานของศูนย์ข่าวหนังสือพิมพ์แทฮันอิลโบ เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด
เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ศิลปินระดับโลก "อ็องรี มาร์โซ" ได้ซื้อภาพวาดของเด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งในราคาถึง 2 ล้านยูโร
แทฮันอิลโบก็รายงานข่าวนี้อย่างครึกโครมไม่ต่างจากสำนักข่าวอื่น ๆ แต่ปัญหาก็คือ... บทความนั้นมีปัญหา
บรรณาธิการข่าวคิมจุนยงเรียกผู้สื่อข่าวอาวุโสทั้งหมดเข้ามา แล้วพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน? ฉันสั่งให้พวกแกไปสัมภาษณ์โกฮุนมาใช่ไหม?”
คิมจุนยงถอดแว่น แล้วลูบหน้าตัวเองอย่างอ่อนล้า
เมื่อไม่มีใครตอบ เขาก็หันไปชี้หน้าอีอินโฮ ผู้สื่อข่าวอาวุโสจากฝ่ายบันเทิง
“อีอินโฮ พูดมา”
“คะ...คือว่า ผมขอสัมภาษณ์ไปแล้วครับ แต่จิตรกรโกซูยอลเขาปฏิเสธ…”
“แล้วงั้นแมกกาซีนอะไรนั่น เยฮวาอะไรสักอย่าง ถึงสัมภาษณ์ไม่ได้เหมือนกันน่ะเหรอ? แล้วพวกแกยังมีหน้าก็อปมาทั้งดุ้นอีก?”
เสียงของคิมจุนยงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“คือว่า...ไม่ใช่แค่เราที่…”
“นั่นมันข้อแก้ตัวเหรอ? แกยังมีสติอยู่ไหม? เรื่องที่บรรณาธิการสั่งด้วยตัวเอง แกกลับไปก็อปข่าวเขามาโดยไม่รายงานอะไรเลยเนี่ยนะ?”
“ขอโทษครับ...”
“ขอโทษแล้วมันหายเหรอ? ขอโทษแล้วบทความปลอม ๆ นั่นจะหายไปไหม? ความคิดเห็นที่ว่า ‘แทฮันอิลโบนี่มันสื่อไร้จรรยาบรรณชัด ๆ’ จะหายไปเหรอ? ทำไมพวกแกถึงก๊อปมาคำต่อคำได้ลงคอขนาดนั้น? บ้าไปแล้วรึไง!”
ภายใต้เสียงก่นดุ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมอง
“แบบนี้จะหวังยอดวิวได้ยังไง? บริษัทหาเงินไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเงินเดือนพวกแกกัน?”
คิมจุนยงถอนหายใจหนัก ๆ
“อีอินโฮ”
“ครับ…”
“ฉันจะให้โอกาสสุดท้าย เอาข่าวโกฮุนมาทำต่อ เจาะให้หมด เข้าใจไหม?”
“คือว่า…”
“อะไรอีกล่ะ?”
“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะเลย…”
“โอ๊ย! แกกล้าพูดแบบนั้นกับฉันเนี่ยนะ? นี่แกอยู่แผนกศิลปะวรรณกรรมไม่ใช่เหรอ?”
“……”
“หรืออยากลาออก? คิดว่ามีใครในนี้จบสายศิลปะมาไหม? ไม่มีหรอก! แต่แกต้องเป็นคนลุยเรื่องนี้!”
อีอินโฮอยากจะบ่นว่างานอื่นก็ล้นมืออยู่แล้ว แต่พอสบตากับบรรณาธิการคิม ความคิดที่จะเถียงก็หายไปหมด
“โกฮุนคนนั้น ฉันรู้สึกได้เลย ว่าเขาไม่ธรรมดา อย่าให้ใครแย่งไปได้ แกต้องดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
“ครับ… รับทราบครับ”
อีอินโฮตอบแบบไม่อาจหลีกเลี่ยง
คิมจุนยงกวาดตามองนักข่าวคนอื่น ๆ และพูดต่อ
“จำไว้ให้ดี ยุคที่ตั้งชื่อบทความสวย ๆ เพื่อปั่นยอดคลิกมันจบแล้ว พวกแกต้องเขียนข่าวที่ไม่มีใครหาที่อื่นได้ เข้าใจไหม ถ้าอยากได้เงินเดือนก็ต้องเขียนข่าวที่มันมีค่าหน่อย!”
“ครับ!”
“ไปได้!”
เสียงตวาดของคิมจุนยงดังลั่น นักข่าวทุกคนก็รีบลุกออกจากห้องบรรณาธิการ
‘เฮ้อ…’
อีอินโฮที่เบียดตัวออกมากับคนอื่น รู้สึกได้เพียงความว่างเปล่าและหนักอึ้ง