สวี่อิงหน้าแดงเล็กน้อย กล่าวว่า "อ่านจบแล้วเดี๋ยวก็คืน นี่ไม่ใช่ว่ายังอ่านไม่จบหรอกหรือ? ดูเจ้าสิร้อนรนไปได้ ทำอย่างกับข้าจะฮุบหนังสือของเจ้าไปอย่างนั้นแหละ"
หมีดำตัวนี้เป็นปีศาจในภูเขาเสี่ยวซาน นับว่าเป็นคนคุ้นเคยเก่าแก่ของเขา
เด็กบ้านยากจนต้องรู้จักรับผิดชอบครอบครัวแต่เนิ่นๆ สวี่อิงเป็นคนจับงูแห่งหลิงหลิง วันธรรมดาก็มักจะวิ่งตะลอนไปทั่วทั้งภูเขาและทุ่งนาเพื่อตามหางูประหลาด เมื่อเดินป่าบ่อยเข้า ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจ
แม้เขาจะเป็นเด็กซื่อๆ แต่ฝึกฝนวิชาเต๋าอินไท่อีมาตั้งแต่เด็ก ลมปราณและเลือดลมจึงกล้าแข็ง ปีศาจทั่วไปไม่ใช่คู่มือของเขาเลยจริงๆ ดังนั้นสวี่อิงจึง "ไม่ตีกันไม่รู้จักกัน" กับปีศาจมากมายในภูเขาหลิงหลิง
เนื่องจากเขาฝึกฝนวิชาเต๋าอินไท่อีมาหลายปี ระดับการบำเพ็ญเพียรมาถึงจุดสูงสุดจนไร้หนทางให้ไปต่อ ดังนั้นจึงกรรโชกทรัพย์พวกปีศาจเหล่านี้ รีดไถคัมภีร์ของพวกมันมาศึกษา เพื่อพยายามค้นหาเส้นทางในขั้นต่อไป
ปีศาจหมีสยงเชียนหลี่ก็คือหนึ่งในเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
"พวกเราจะไม่กินเขาจริงๆ หรือ?" ปีศาจงูหยวนชีเหลือบมองหมีดำ เลียริมฝีปาก พลางกระซิบว่า "ข้าชักจะหิวแล้วสิ"
สยงเชียนหลี่ถลึงตาใส่ "คนแซ่สวี่ พวกเจ้าคิดจะกินข้าจริงๆ ด้วย!"
สวี่อิงเกลี้ยกล่อมอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เชียนหลี่ เจ้าก็รู้จักข้าดี ข้าเป็นคนรูปงามจิตใจดี ไม่กินปีศาจหรอก ถ้าข้าจะกินเจ้า ข้ากินไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว" พูดจบ ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาอย่างไม่รักดี
สยงเชียนหลี่ตกใจสะดุ้ง หดตัวอยู่ในมุมมืดไม่กล้าออกมามากกว่าเดิม
สวี่อิงรื้อค้นในถ้ำอยู่พักหนึ่ง ระฆังใหญ่ที่อยู่ด้านหลังก็เดินตามเขา ชนโน่นชนนี่ดังหง่างเหง่งไปทั่ว โชคดีที่เป็นวันพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่สามารถขึ้นเขาได้ มิฉะนั้นเสียงนี้คงดึงดูดทหารที่ตามล่ามาแน่
เขาค้นหาอยู่ครึ่งค่อนวัน ในถ้ำมีเพียงหม้อไหกะละมังและหนังสือเก่าๆ ไม่กี่เล่ม รวมทั้งมันเทศและมันแกวอีกเล็กน้อย ไม่มีอาหารอื่นเลย
สวี่อิงเหลือบมองสยงเชียนหลี่ในมุมมืดแวบหนึ่ง หมีดำตัวนั้นสั่นสะท้าน ร้องลั่นว่า "อย่ามามองข้านะ ข้าไม่กินคน! คราวก่อนเจ้าบอกว่าห้ามทำร้ายคน ข้าก็เลยเลิกกินแม้กระทั่งไก่เป็ดแมวหมา ที่นี่ไม่มีเนื้อสัตว์หรอก! เจ้าดูแปลงนาหน้าถ้ำสิ มันเทศกับมันแกวพวกนี้ข้าก็ปลูกเองกับมือ!"
สวี่อิงเกาหัว กล่าวว่า "วันธรรมดาก็กินของป่าบ้างก็ได้ เอาเถอะ ข้าก็ไม่ใช่พวกขาดเนื้อไม่ได้ กินมันเทศมันแกวหน่อยก็คงไม่ตายหรอก"
เขาหยิบมันเทศและมันแกวมาจำนวนหนึ่ง โยนเข้าไปย่างในกองไฟ ผ่านไปครู่หนึ่ง กลิ่นหอมก็โชยมา
หมีดำก็หิวแล้วเช่นกัน มันค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง แล้วขอแบ่งไปกินสองสามหัว
ปีศาจงูหยวนชีเห็นท่าทางไม่เอาถ่านของมันก็อดโมโหไม่ได้ ร้องว่า "ที่นี่มันถ้ำของเจ้านะ มันเทศมันแกวเจ้าก็ปลูกเอง ไม่ใช่ของเขาสักหน่อย เจ้าถึงกับต้องระวังตัวขนาดนี้เลยหรือ?"
หมีดำปาดน้ำตา สะอื้นไห้กล่าวว่า "เจ้าไม่เคยโดนเขาซ้อมน่ะสิ..."
หยวนชีอดน้ำตาไหลรินไม่ได้ "สหาย ที่แท้เจ้าก็มีชะตากรรมแบบเดียวกับข้า"
สวี่อิงวางมันเทศย่างลง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "เชียนหลี่ ข้าคิดว่าพวกเราเป็นเพื่อนกันเสียอีก ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะพูดจาแบบนี้!"
หมีดำทำตัวลีบ นั่งลงข้างหยวนชี กระซิบว่า "เขายังเคยหยิบก้อนหินขึ้นมา บีบน้ำออกจากหิน แล้วบอกว่าถ้าข้าไม่ให้คัมภีร์เขา จะบีบหัวข้าให้คั้นน้ำออกมา แล้วยังจะบังคับให้ข้ากินด้วย!"
สวี่อิงได้ยินเต็มสองหูถึงกับหน้าดำทะมึนไม่พูดจา ก้มหน้าก้มตากินมันเทศ นึกในใจว่า "ปากก็บอกว่ายินดีเป็นเพื่อนกับข้า แต่กลับเอาไปนินทาลับหลัง! ฮึ!"
ปีศาจงูหยวนชีแอบเหลือบมองสวี่อิงแวบหนึ่ง กระซิบว่า "ตอนที่เขาขู่ให้ข้าส่งคัมภีร์ให้ เขาก็บีบน้ำออกจากหิน บีบจนน้ำไหลออกมา น่าขนลุกสุดๆ ไปเลย!"
สยงเชียนหลี่กดเสียงต่ำ กล่าวว่า "นิสัยอันธพาลชัดๆ สู้พวกปีศาจอย่างเราที่ยังมีความสุภาพก็ไม่ได้!"
ปีศาจงูหยวนชีพยักหน้าหงึกๆ กล่าวว่า "วันธรรมดาสหายชอบอ่านหนังสืออะไรล่ะ?"
สยงเชียนหลี่ทั้งตกใจทั้งดีใจ "เจ้าก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันหรือ?"
ปีศาจทั้งสองรู้สึกราวกับได้พบสหายรู้ใจ มีเรื่องราวมากมายอยากจะคุยกัน น่าเสียดายที่สวี่อิงอยู่ข้างๆ คอยขวางหูขวางตา
สวี่อิงต้มยาเสร็จ ก็แบ่งเป็นยาทาภายนอกกับยากินภายใน แล้วทายาให้ปีศาจงูหยวนชี ปีศาจงูหยวนชีใช้หางม้วนหม้อใบใหญ่ขึ้นมา แล้วซดยาน้ำอึกๆ จนหมด
สวี่อิงทายาให้ตัวเอง อาการบาดเจ็บภายในของเขาไม่นับว่าสาหัส แต่บาดแผลภายนอกสาหัสเอาการ ต้องรีบรักษาแต่เนิ่นๆ
ทายาเสร็จ สวี่อิงมองออกไปข้างนอก แม้ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม แต่ยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน
"หยวนชี ระฆังใหญ่ถ่ายทอดวิชาเพ่งภายในให้ข้า สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายใน ทั้งยังช่วยยกระดับการบำเพ็ญเพียร เปลี่ยนปราณของอวัยวะภายในให้กลายเป็นปราณแท้ได้ ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้า"
สวี่อิงนั่งอยู่หน้ากองไฟ อธิบายวิธีหลอมรวมจิตสำนึกเป็นสัมปชัญญะ ใช้สัมปชัญญะเปิดประตู และเปิดดินแดนซีอี๋ไปรอบหนึ่ง กล่าวว่า "หากเจ้าเปิดดินแดนซีอี๋ในร่างกายได้ ก็จะมองเห็นอวัยวะภายในของตัวเอง หัวใจและปอดราวกับภูเขาที่แขวนกลับหัว อวัยวะทั้งห้ามีปราณทั้งห้า เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ห้าสี ผสมผสานกับดวงตะวันหลอมกายาก็จะสามารถมองเห็นได้ หากเจ้ารวบรวมปราณทั้งห้าได้ ก็จะสามารถทำให้เบญจปราณบรรจบหยวน บำเพ็ญจนเกิดปราณแท้ได้ เมื่อทำถึงขั้นนี้ พลังฝีมือจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การกลายเป็นราชันปีศาจก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
ปีศาจงูหยวนชีฟังอย่างใจจดใจจ่อ ปีศาจหมีสยงเชียนหลี่ก็นั่งฟังอยู่ข้างกองไฟด้วย ทว่ายังมีท่าทีงุนงงอยู่บ้าง
สวี่อิงอธิบายจบ ก็ปล่อยให้พวกเขาฝึกฝนไป ส่วนตัวเองก็เพ่งภายในอีกครั้ง สัมปชัญญะเข้าสู่ดินแดนซีอี๋ในร่างกาย
ปีศาจงูหยวนชีเป็นงูประหลาด เดิมทีมีฝีมือพอๆ กับสวี่อิง สู้กับสวี่อิงอยู่สามวันสามคืนถึงถูกจับได้ พรสวรรค์ดั้งเดิมของมันถือว่าไม่ธรรมดา สวี่อิงอธิบายเพียงรอบเดียว มันก็เข้าใจได้มากมาย ไม่นานก็ใช้สายตามองจมูก จมูกมองใจ เข้าสู่สมาธิ
หมีดำตัวนั้นสมองไม่ค่อยฉับไวเท่าไรนัก จึงทำได้เพียงนั่งขบคิดอยู่ข้างกองไฟช้าๆ
สวี่อิงนั่งอยู่หน้ากองไฟ ตั้งจิตรักษาไท่อี ระหว่างที่ดวงตาลืมครึ่งหลับครึ่ง ภายใต้เปลือกตามีแสงศักดิ์สิทธิ์วูบวาบไปมา ราวกับหน่อไม้อ่อนสีเหลือง
เบื้องหน้า ประตูหยกขาวบานนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาผลักประตูเข้าไป เข้าสู่ดินแดนซีอี๋ในร่างกายอีกครา
คราวก่อนเข้าไปในดินแดนซีอี๋ใช้เวลาสั้นเกินไป สวี่อิงไม่ได้รั้งอยู่นานนัก คราวนี้ฝนตกหนัก ขัดขวางทหารที่ตามล่า เขาจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะสำรวจโลกภายในร่างกายแห่งนี้
แม้จะเป็นการเข้าสู่ดินแดนซีอี๋เป็นครั้งที่สอง แต่ความรู้สึกตื่นตะลึงเมื่อแรกเข้าก็ยังคงไม่ลดลงแม้แต่น้อย!
สวี่อิงลอยอยู่กลางอากาศ มองไปรอบๆ สีสันละลานตาในดินแดนซีอี๋ซึ่งไม่น่าจะมีอยู่บนโลก ทำให้เขาหลงใหลอย่างล้ำลึก
ปราณแท้ในอากาศกลายเป็นกระแสน้ำ กระแสปราณพาดผ่านท้องฟ้ายาวเหยียด ราวกับสายรุ้งประดับฟ้า หัวใจและปอดที่แขวนลอยอยู่เบื้องบนราวกับภูเขาห้อยหัวลงมา ปราณทั้งห้าราวกับน้ำตก ปลิวไสวร่วงหล่นลงมา รวมตัวกันเป็นหยวน
ปราณแท้ระเหยขึ้น เมื่อพบกับอัสนีบาตก็กลายเป็นสายฝน หรือมิฉะนั้นก็รวมตัวกันเป็นก้อน กลายเป็นดวงตะวันแผดเผา โคจรไปตามขุนเขาและแม่น้ำ สาดส่องอวัยวะภายในทั้งหมด
สวี่อิงรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ สัมปชัญญะล่องลอยไปตามกระแสของปราณแท้ท่องไปในฟ้าดิน อาศัยปราณแท้รักษาอาการบาดเจ็บภายใน
ท่ามกลางหมู่เมฆ สายฟ้าฟาดแต่ละสายช่างชัดเจน ช่างบาดตา ถึงขั้นมองเห็นทุกรายละเอียดของสายฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยพลังและความเฉียบคม!
"ระฆังใหญ่บอกว่าข้าเอาแต่สนใจการดูดซับปราณ แต่กลับไม่รู้จักการเพ่งภายในและจินตนาการ ตอนนี้ข้าเรียนรู้การเพ่งภายในแล้ว แล้วการจินตนาการคืออะไรกันล่ะ?" สวี่อิงนึกในใจ
ระฆังใหญ่เพื่อปกป้องชีวิตเขา ได้ต่อสู้กับเทพารักษ์ประจำเมืองและโจวอีหัง จนใช้พลังอำนาจเฮือกสุดท้ายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้ยังคงหลับใหล สวี่อิงก็ไม่สามารถติดต่อกับมันได้ การจินตนาการคืออะไร เขาย่อมไม่มีทางล่วงรู้
สวี่อิงท่องไปในดินแดนซีอี๋อยู่นาน ทันใดนั้น อาศัยแสงสว่างที่ปะทุขึ้นตอนสายฟ้าหลอมกายา เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ภายในร่างกายของตนยังมีพื้นที่มืดมิดอีกมากมายที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน!
"ตรงนั้นคือที่ไหนกัน?"
พร้อมกับแสงสว่างของสายฟ้า เขามองเห็นเทือกเขาสูงตระหง่านในความมืดมิดอย่างเลือนราง ทอดยาวคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์ ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด เมื่อเขาอาศัยแสงสายฟ้ามองตามแนวเทือกเขาไป ก็เห็นว่าทิศทางของเทือกเขานี้กลับดูเหมือนมาจากเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า!
สวี่อิงตื่นตระหนกสงสัย ทันใดนั้นก็เห็นสายน้ำในแม่น้ำอันเชี่ยวกรากถาโถม บ่าไหลมาจากสุดขอบฟ้า ราวกับจะกลืนกินหมู่มวลขุนเขา!
ข้างเทือกเขานั้น กลับดูเหมือนมีแม่น้ำสวรรค์สายหนึ่งแขวนกลับหัวอยู่!
แสงสว่างของสายฟ้าสว่างวาบแล้วหายไป เทือกเขายักษ์และแม่น้ำสายยาวที่เชี่ยวกรากก็หายลับไปในความมืดอีกครั้ง
สวี่อิงตั้งสติ สายฟ้าในร่างกายสว่างขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าร้อง เขามองเห็นประตูบานหนึ่งที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าค้ำดินอยู่ระหว่างเทือกเขากับแม่น้ำใหญ่ในความมืดมิดอย่างเลือนราง ทอดตัวอยู่ระหว่างฟ้าดิน ขวางกั้นเทือกเขาและแม่น้ำสวรรค์เอาไว้!
ประตูบานนั้น ส่องประกายแวววาวราวกับเหล็กทมิฬท่ามกลางแสงสายฟ้า!
เมื่อสายฟ้าผ่านพ้นไป ประตูที่ส่องประกายเหล็กทมิฬบานนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดเช่นกัน
"ประตูบานนั้น..."
สวี่อิงจิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สัมปชัญญะลอยขึ้น พยายามจะบินเข้าไปดูใกล้ๆ นึกไม่ถึงว่าพอเพิ่งมาถึงริมขอบความมืด ทันใดนั้น "เบื้องหน้า" ของเขาก็พร่ามัว สัมปชัญญะมีลางว่าจะแตกซ่าน
เขาลังเลเล็กน้อย แล้วเดินหน้าต่อไป สัมปชัญญะก็พร่ามัว ทันใดนั้นก็พังทลายสลายไป
สวี่อิงฟื้นขึ้นมาจากการเพ่งภายใน กำลังจะลุกขึ้น กลับรู้สึกหน้ามืดตาลาย ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังตุบ แล้วสลบไสลไป
การสลบไปในครั้งนี้ สวี่อิงรู้สึกเพียงว่าในความฝันตัวเองปวดหัวแทบระเบิด สะลึมสะลือ ฝันร้ายสารพัดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันแล้วอันเล่า ฝันร้ายนั้นพิลึกพิลั่นเกินเปรียบ น่าสะพรึงกลัว ราวกับมารร้ายบุกรุกจิตใจ
รอจนกระทั่งเขาค่อยๆ ได้สติกลับมา กลับจำความฝันไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
สวี่อิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกเพียงว่าในหัวยังคงปวดร้าวอย่างรุนแรง ราวกับมีขวานจามเข้าที่ศีรษะซีกซ้าย จนถึงตอนนี้ก็ยังเสียบคาหัวอยู่ไม่ได้ดึงออก
สายตาของเขาค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ปรากฏใบหน้าของปีศาจงูหยวนชีและสยงเชียนหลี่ มหาปีศาจทั้งสองมองเขาด้วยความเป็นห่วง พอเห็นเขาฟื้นขึ้นมา ปีศาจทั้งสองถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"จู่ๆ เจ้าก็สลบไป ทำเอาพวกเราสองพี่น้องตกใจแทบแย่!" ปีศาจงูหยวนชีร้องบอก
เมื่อเห็นสวี่อิงสงสัย เขาก็รีบอธิบายว่า "ตอนที่เจ้าสลบไป ข้ากับเชียนหลี่คุยกันถูกคอ ตอนนี้สาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว ข้าเป็นพี่"
"ข้าเป็นน้อง!" สยงเชียนหลี่กล่าวอย่างตื่นเต้น "เราเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรกว่าพวกเรามีเรื่องคุยกันเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ร่วมสาบานเป็นพี่น้องก็คงต้องแต่งงานกันแล้วล่ะ!"
คืนนี้ ปีศาจหมีและปีศาจงูพอคุยกันเรื่องสวี่อิง ก็มีเรื่องให้พูดกันไม่รู้จบ
สวี่อิงส่ายหัว แล้วตบแรงๆ อีกสองสามที ก็ยังคงปวดหัวข้างเดียวอยู่ มหาปีศาจทั้งสองมีสีหน้าห่วงใย แต่แววตากลับแฝงความคาดหวังอยู่บ้าง กลัวว่าถ้าเขาออกแรงสักนิด ก็คงจะตบหัวตัวเองจนระเบิดไปแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง สวี่อิงถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง เหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า "เมื่อกี้ตอนที่อยู่ในดินแดนซีอี๋ ข้าเหมือนจะมองเห็นด่านที่เชื่อมจากขั้นไฉ่ชี่ไปยังระดับถัดไป"
ปีศาจงูหยวนชีชะงักไปเล็กน้อย ปีศาจหมีสยงเชียนหลี่ก็ร่างกายสะท้านเฮือกเช่นกัน
ปีศาจทั้งสองสบตากัน หยวนชีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "อาอิ้ง เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
สวี่อิงคิดทบทวน มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด จึงกล่าวว่า "ข้าฝึกวิชาเต๋าอินไท่อี รู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าตัวเองฝึกจนถึงจุดสูงสุด มีสภาวะเลือดลมพุ่งทะลวงด่าน แต่กลับไม่มีด่านให้ทะลวง ไม่มีหนทางให้ไปต่อ ทว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่ข้าเพ่งภายในตัวเอง ข้ามองเห็นด่านนั้น เป็นประตูสีดำสนิทที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืด! ข้ามีความรู้สึกว่า ขอเพียงทะลวงผ่านด่านนั้นไปได้ ก็จะเป็นโลกใบใหม่!"
ปีศาจงูหยวนชีตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก เอ่ยเสียงสั่นว่า "เจ้าเห็นด่านนั้นจริงๆ หรือ? หลังด่านนั้น ยังมีหนทางอยู่จริงๆ หรือ?"
สยงเชียนหลี่ก็เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เบิกตากว้างมองเขา รอคอยคำตอบจากเขา
สวี่อิงพยักหน้าหนักแน่น "มีหนทางแน่นอน!"
หยวนชียืนบื้อเป็นไก่ไม้ ทันใดนั้นน้ำตาก็อาบหน้า พึมพำว่า "มีหนทางจริงๆ มีหนทางจริงๆ... ฮ่าฮ่าฮ่า! เยี่ยมไปเลย มีหนทางจริงๆ ด้วย! อาอิ้ง เจ้าคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าปีศาจเรา!"
มันดีใจจนแทบคลั่ง ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก โห่ร้องยินดีไม่หยุด
สยงเชียนหลี่ตื่นเต้นจนน้ำตาคลอเบ้า กอดปีศาจงูกระโดดโลดเต้น หัวเราะร่วนไม่ขาดปาก
เผ่าปีศาจบำเพ็ญเพียร สามารถฝึกฝนได้ถึงแค่ขั้นไฉ่ชี่เท่านั้น อย่างมากก็ฝึกจนกลายเป็นราชันปีศาจ แล้วก็ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้อีก โดยพื้นฐานแล้ว มหาปีศาจที่ฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดของขั้นไฉ่ชี่ ล้วนรู้สึกได้ว่าเลือดลมพุ่งทะลวงด่าน แต่กลับไม่มีด่านให้ทะลวง ไม่สามารถเข้าสู่ระดับถัดไปได้อย่างสิ้นเชิง!
หากสวี่อิงสามารถค้นหาประตูสู่ระดับถัดไปได้จริงๆ เช่นนั้นสำหรับเผ่าปีศาจแล้ว ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีอันยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน!
"เผ่าปีศาจจงเจริญ!" สยงเชียนหลี่ฮึกเหิม กำหมัดแน่น ชูขึ้นสูง
"โค่นล้มการปกครองอันโหดร้ายของมนุษย์!" ปีศาจงูหยวนชีตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
ปีศาจทั้งสองสบตากัน เอ่ยขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า "แผ่นดินเสินโจวเป็นของมนุษย์ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะต้องเป็นของเผ่าปีศาจเรา!"
สวี่อิงลุกขึ้นนั่ง ไม่ได้เข้าไปร่วมวงฉลองอย่างบ้าคลั่งกับปีศาจทั้งสอง พึมพำว่า "แต่พวกเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือ? จนถึงตอนนี้ พวกเจ้ายังไม่มีใครฝึกการเพ่งภายในสำเร็จเลย แถมยังไม่ได้เข้าสู่ดินแดนซีอี๋ด้วย กลับเป็นข้าที่เป็นมนุษย์ฝึกสำเร็จก่อน นี่หมายความว่า เคล็ดวิชาของเผ่าปีศาจอาจจะไม่ใช่วิชาของเผ่าปีศาจก็ได้ใช่ไหม?"
เขานึกถึงที่ระฆังใหญ่เคยบอกว่าวิชาปีศาจคือวิชาของผู้ฝึกปราณ จึงกล่าวว่า "ข้าคิดว่า วิชาปีศาจอาจจะไม่ใช่วิชาปีศาจ แต่อาจจะเป็นวิชาของเผ่ามนุษย์ วิชาที่ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ใช้ฝึกฝน ทว่าไม่รู้ทำไมถึงได้สูญหายไป..."
"ทำไมต้องเป็นผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ด้วยล่ะ ทำไมถึงเป็นผู้ฝึกปราณเผ่าปีศาจไม่ได้?"
ปีศาจหมีสยงเชียนหลี่คว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเขา กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "ข้ากับพี่เจ็ดคุยกันมาทั้งคืน ได้ข้อสรุปสำคัญว่า เจ้าจะต้องเป็นปีศาจที่หน้าตาเหมือนมนุษย์แน่ๆ! จัดอยู่ในหมวดปีศาจสายพันธุ์ประหลาดรูปร่างมนุษย์!"
ปีศาจงูหยวนชีขยับเข้ามาเบียดจากอีกด้านหนึ่ง กอดคอตีสนิท หัวเราะหึๆ กล่าวว่า "อาอิ้ง ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องเผยร่างเดิมออกมาแน่!"
————สถานการณ์โรคระบาดในซูโจว ยืดเยื้อมาสี่เดือนแล้ว ถูกขังมานานขนาดนี้ ไจ๋จู(คนเขียน)มักจะสงสัยอยู่เสมอว่าสภาพจิตใจตัวเองเริ่มจะไม่ค่อยปกติ สภาพจิตใจดูเหมือนจะผิดปกติไปบ้าง หลายวันมานี้มีความรู้สึกอยากจะหนีออกจากซูโจวอยู่ตลอดเลย ทว่าหนีออกไปไม่ได้ ก็ปิดเมืองอีกแล้ว ภรรยาออกไปซื้อกับข้าว ชั้นวางของก็ว่างเปล่าไปหมด ยกเว้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสผักกาดดองที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่