ต้นเดือนสิงหาคมเข้าสู่ช่วงวันที่ร้อนที่สุดของปี ตั้งแต่เช้าดวงอาทิตย์ก็แขวนตัวอยู่บนท้องฟ้าสูงลิ่ว สาดส่องความอบอุ่นไปทั่วทุกหนแห่งราวกับผู้ชายเจ้าชู้ที่หว่านเสน่ห์ไปทั่ว
ดังนั้นต่อให้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หลินเฉาหยางก็ขี้เกียจออกจากบ้าน สู้หมกตัวอยู่แต่ในบ้านให้เย็นสบายดีกว่า
บ้านของเขามีทิศทางลมโปร่งทะลุถึงกันทั้งเหนือและใต้ พอเปิดหน้าต่างทั้งสองด้าน ขอแค่ข้างนอกมีลมพัดมาสักหน่อย ภายในบ้านก็จะเกิดกระแสลมหมุนเวียน เย็นสบายเป็นอย่างมาก การได้นั่งพักผ่อนในห้องรับแขกช่วงฤดูร้อนจึงเป็นอะไรที่สุขสบายสุดๆ
เถาอวี้โม่หายตัวไปตั้งแต่เช้าตรู่ เดิมทีหลินเฉาหยางคิดว่าเธอคงออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนร่วมชั้น นึกไม่ถึงว่าพอเก้าโมงกว่าเธอก็กลับมา แถมยังมีคนเดินตามหลังมาด้วยอีกสองคน
หลินเฉาหยางเห็นทั้งสองคนก็ประหลาดใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถามยิ้มๆ ว่า "เจิ้นอวิ๋น พวกนายไม่ได้กลับบ้านเกิดหรอกเหรอ"
หลิวเจิ้นอวิ๋นตอบยิ้มๆ ว่า "ไม่ได้กลับครับ มหาวิทยาลัยหาลู่ทางให้ทำงานหาเงินพิเศษอีกแล้ว"
ฐานะทางบ้านของหลิวเจิ้นอวิ๋นไม่ค่อยดีนัก แม้แต่ละเดือนจะมีเงินอุดหนุน แต่เขาก็ไม่เคยกล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เวลาอยู่โรงอาหารก็ไม่เคยกล้าสั่งกับข้าวที่ราคาเกินหนึ่งเหรียญสิบเฟิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ตามปกติก็ล้วนเป็นเครื่องแบบทหารที่ได้รับแจกตอนอยู่กองทัพ ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัด
เงินที่ประหยัดมาได้ ส่วนใหญ่ก็นำไปซื้อหนังสือ นิตยสาร และดูการแสดง พฤติกรรมการใช้จ่ายแบบนี้ของเขาไม่ใช่กรณีพิเศษ เพราะใครๆ ต่างก็ทำกันแบบนี้
ช่วงนี้เขามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ 'คนบ้านเดียวกัน' อย่างกัวเจี้ยนเหมย
"สวัสดีครับน้องเจี้ยนเหมย!" หลินเฉาหยางยิ้มทักทายกัวเจี้ยนเหมย
กัวเจี้ยนเหมยตอบรับด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย เธอเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์รุ่นปี 79
เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเถาอวี้โม่ นอกจากตอนที่เจอกันที่สนามบาสเกตบอลแล้ว ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเจอหลินเฉาหยางมาแล้วหลายครั้งเพราะเถาอวี้โม่ ทว่าไม่เคยได้พูดคุยกันเลย
ครั้งนี้เธอมาเป็นแขกที่บ้านของเขาพร้อมกับหลิวเจิ้นอวิ๋น เท่ากับเป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกขวยเขินอยู่บ้าง
ปีที่แล้วกัวเจี้ยนเหมยสอบเข้าม.เยียนจิงได้ บ้านของเธอและบ้านของหลิวเจิ้นอวิ๋นอยู่ตำบลติดกัน ด้วยความสัมพันธ์นี้ หลิวเจิ้นอวิ๋นจึงคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีเมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัย ไปๆ มาๆ ทั้งสองก็กลายมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
หลินเฉาหยางฟังเรื่องราวการพบรักกันระหว่างกัวเจี้ยนเหมยกับหลิวเจิ้นอวิ๋นจบ ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อว่า "เธอน่ะ ถูกรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูซื่อๆ ของเขาหลอกเข้าให้แล้ว หมอนี่เจ้าเล่ห์จะตายไป เผลอแป๊บเดียวก็ตกหลุมพรางเขาแล้ว!"
คำพูดของเขาทำให้กัวเจี้ยนเหมยหน้าแดงขึ้นมาอีกรอบ ส่วนหลิวเจิ้นอวิ๋นก็ถูกพูดจนรู้สึกขัดเขินเช่นกัน
"ผมเป็นคนซื่อสัตย์มากนะครับ!" หลิวเจิ้นอวิ๋นแย้ง
หลินเฉาหยางหัวเราะร่วนออกมา
ปิดเทอมฤดูร้อนนี้กัวเจี้ยนเหมยก็อยู่ทำงานพาร์ตไทม์ที่มหาวิทยาลัยเช่นกัน เดิมทีเถาอวี้โม่ตั้งใจจะไปหาเธอเพื่อเที่ยวเล่น แต่แล้วก็พบว่าตัวเองดูเหมือนจะเป็นส่วนเกิน จึงตั้งใจจะกลับบ้าน
แต่หลิวเจิ้นอวิ๋นกลับพูดถึงเรื่องที่ก่อนหน้านี้เขามาหาหลินเฉาหยางแล้วไม่เจอ เถาอวี้โม่ก็เลยพาทั้งสองคนมาด้วยกันเสียเลย
หลิวเจิ้นอวิ๋นเคยมาที่บ้านของหลินเฉาหยางแล้ว ทว่ากัวเจี้ยนเหมยเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก
เธอแอบพิจารณาการตกแต่งภายในบ้านของหลินเฉาหยาง แววตาซ่อนความประหม่าและความอิจฉาเอาไว้เล็กน้อย
บ้านหลังนี้เกรงว่าจะดีกว่าบ้านที่พวกศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยอยู่เสียอีกมั้ง?
"วันนั้นน่ะสิ บังเอิญเป็นวันที่หลี่ทัวย้ายบ้านพอดี ก็เลยไปฉลองขึ้นบ้านใหม่ที่บ้านเขามา"
หลินเฉาหยางอธิบายกับหลิวเจิ้นอวิ๋นประโยคหนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกัน
เถาอวี้ซูเตรียมจะออกไปซื้อกับข้าว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้าน ก็มีคนมาที่บ้านอีกกลุ่มหนึ่ง
เป็นพี่เมีย เฉินเจี้ยนกง และหลี่ทัว โดยมีชายชราแปลกหน้าคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย
พอเข้ามาในบ้าน หลายคนก็ทักทายกันก่อนสองสามประโยค จากนั้นเฉินเจี้ยนกงก็หยิบ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ออกมาฉบับหนึ่ง แล้วพูดโอ้อวดกับหลินเฉาหยางว่า "เฉาหยาง นวนิยายของฉันตีพิมพ์แล้วนะ!"
นวนิยายขนาดสั้นเรื่องล่าสุดของเขา 'ตาหงส์' ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ฉบับเดือนสิงหาคม นวนิยายเรื่องนี้ผลาญพลังงานเขาไปไม่น้อย และเขาก็คาดหวังกับมันไว้มาก
"นี่กะจะมาฉลองงั้นสิ? งั้นนายต้องเป็นเจ้ามือนะ!" หลินเฉาหยางหยอกล้อ
"เรื่องเลี้ยงข้าวคงยังไม่ถึงคิวฉันหรอก" เฉินเจี้ยนกงพูดพลางเบนสายตาไปทางคนข้างๆ ด้วยท่าทีลึกลับเล็กน้อย
หลินเฉาหยางเข้าใจความหมายของเขาทันที การที่พวกเขาวิ่งแห่กันมาที่นี่ คงต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่างแน่
เขาจึงถามว่า "มีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นเหรอ"
หลี่ทัวยิ้มๆ แล้วหยิบนิตยสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
หลินเฉาหยางรับมาดูหน้าปกแวบหนึ่ง มันเป็นภาษาอังกฤษล้วน เขาจึงคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่ามันคือนิตยสารต่างประเทศ
แต่เมื่อเพ่งมองคำศัพท์บนหน้าปกให้ดีๆ ถึงได้อ่านออกมาอย่างกระจ่างแจ้งว่า "'วรรณกรรมจีน'?"
"เคยได้ยินไหม" หลี่ทัวถาม
หลินเฉาหยางพยักหน้า "ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงไม่มีอะไรหรอก มีแต่วารสารกับนิตยสารนี่แหละที่เยอะ"
นิตยสาร 'วรรณกรรมจีน' ฉบับภาษาอังกฤษที่หลี่ทัวส่งมาให้นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1951 เป็นสิ่งพิมพ์อย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของประเทศจีนจนถึงปัจจุบันที่ทำหน้าที่แปลและแนะนำผลงานวรรณกรรมและวัฒนธรรมจีนสู่สายตาชาวโลก โดยอยู่ภายใต้การจัดการของกรมวรรณกรรมต่างประเทศ
ในช่วงปีแรกๆ สิ่งพิมพ์ฉบับนี้จะแนะนำแต่ผลงานที่มีความเป็นปฏิวัติอย่างชัดเจนและผลงานของท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่ในช่วงสองปีมานี้ กระแสในแวดวงวรรณกรรมในประเทศเปลี่ยนไป ผลงานวรรณกรรมที่ 'วรรณกรรมจีน' นำเสนอก็มีความหลากหลายมากขึ้น มีการแนะนำกระแสใหม่ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศอย่างวรรณกรรมบาดแผล วรรณกรรมปฏิรูป และอื่นๆ อีกมากมาย
นับตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน 'วรรณกรรมจีน' มีประวัติยาวนานเกือบสามสิบปี แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ แต่เนื่องจากเป็นนิตยสารเพียงฉบับเดียวในประเทศที่ทำหน้าที่แปลและแนะนำผลงานวรรณกรรมจีนสู่ภายนอก จึงมีสถานะอันเป็นเอกลักษณ์ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศมาโดยตลอด
ในที่สุดเถาอวี้เฉิงก็เอ่ยปากแนะนำชายชราที่เดินตามหลังพวกเขามา และยังไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้านให้หลินเฉาหยางรู้จัก
"ท่านนี้คือหยางเซี่ยนอี้จากกรมวรรณกรรมต่างประเทศ เป็นรองบรรณาธิการบริหารของ 'วรรณกรรมจีน' ครับ ที่มาครั้งนี้ก็เพื่ออยากจะพูดคุยกับคุณเรื่องการนำ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ไปแปลและตีพิมพ์ลงใน 'วรรณกรรมจีน' เพื่อแนะนำให้นักอ่านต่างชาติได้รู้จัก"
เมื่อได้ยินคำแนะนำจากพี่เมีย หลินเฉาหยางก็มีสีหน้าประหลาดใจ เขาจับมือชายชรา "คุณหยาง ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วครับ!"
"สวัสดีสหายเฉาหยาง ฉันเองก็ได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้วเหมือนกัน!"
หยางเซี่ยนอี้จับมือกับหลินเฉาหยาง เสียงหัวเราะของเขาสดใสเบิกบาน
เขาเป็นหนึ่งในนักแปลชื่อดังของประเทศเรา แต่แตกต่างจากนักแปลหลายคนที่มักจะแปลผลงานต่างประเทศเป็นภาษาจีน หยางเซี่ยนอี้อุทิศทั้งชีวิตให้กับการแปลผลงานวรรณกรรมจีนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีนให้ทั่วโลกได้รับรู้
เรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเหล่าเซียนเซิงก็คือการที่เขากับภรรยาใช้เวลาสิบกว่าปีแปลผลงานชิ้นเอกอย่าง 'ความฝันในหอแดง' จนเสร็จสมบูรณ์ และเนื่องจากคาบเกี่ยวช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม กระบวนการแปล 'ความฝันในหอแดง' จึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ
ในที่สุด 'ความฝันในหอแดง' ฉบับภาษาอังกฤษก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศจนสำเร็จ และได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางในแวดวงการศึกษาจีนวิทยาในต่างประเทศ
ทั้งสองพูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หลินเฉาหยางถึงได้รู้ว่า ช่วงที่ผ่านมา 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ได้สร้างผลกระทบอย่างมากในแวดวงวรรณกรรม จนทำให้ 'วรรณกรรมจีน' เกิดความสนใจในนวนิยายเรื่องนี้
บังเอิญว่าจูกวงเฉี่ยนรู้จักกับหยางเซี่ยนอี้ ตอนที่ทั้งสองคุยกันก็เผลอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หยางเซี่ยนอี้ถึงได้รู้ว่าผู้แต่งนวนิยายเรื่องนี้กลับกลายเป็นลูกเขยของศาสตราจารย์เถาจิ้งฝ่าแห่งม.เยียนจิง เขาจึงขอให้จูกวงเฉี่ยนช่วยแนะนำให้รู้จัก และนั่นก็เป็นที่มาของการที่เถาอวี้เฉิงพาหยางเซี่ยนอี้มาในวันนี้
'วรรณกรรมจีน' มุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ผลงานวรรณกรรมจีนสู่สายตาชาวโลก โดยมีจุดประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศจีน รวมทั้งแสดงให้ผู้อ่านชาวต่างชาติได้เห็นถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสภาพสังคมของจีน
หยางเซี่ยนอี้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับหลินเฉาหยางอย่างเรียบง่าย ก่อนจะเอ่ยว่า "ผลงานเรื่องล่าสุดของคุณอย่าง 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เขียนได้ดีมาก ทั้งสืบทอดข้อดีของวรรณกรรมกระแสสำนึก และผสมผสานวัฒนธรรมจีนเข้าไปได้อย่างสร้างสรรค์ นับเป็นผลงานชั้นดีที่หาได้ยาก นิตยสารของเราตั้งใจว่าจะตีพิมพ์เป็นตอนๆ"
'วรรณกรรมจีน' เป็นนิตยสารรายเดือน ทุกฉบับจะแนะนำผลงานวรรณกรรมจีนหลายเรื่องให้ผู้อ่านในต่างประเทศได้รู้จัก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการแนะนำสั้นๆ มีเพียงผลงานระดับมาสเตอร์พีซเท่านั้นถึงจะได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ในรูปแบบต่อเนื่อง
นิตยสารที่หลี่ทัวเพิ่งส่งให้หลินเฉาหยางเมื่อครู่นี้ก็คือ 'วรรณกรรมจีน' ฉบับที่แปดของปีนี้ ซึ่งผลงานที่ได้รับการแปลและแนะนำเป็นหลักในฉบับนี้ก็คือ 'เซียวเซียว' หนึ่งในนวนิยายขนาดสั้นชิ้นเอกของเสิ่นฉงเหวิน
'วรรณกรรมจีน' ต้องการนำผลงานของเขาไปเผยแพร่ในต่างประเทศ หลินเฉาหยางย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังจงใจถามถึงค่าต้นฉบับ ซึ่งหยางเซี่ยนอี้ก็บอกว่าพันตัวอักษรต่อแปดหยวน
ตามปกติแล้วค่าต้นฉบับสำหรับการตีพิมพ์ผลงาน ผู้แต่งจะได้รับแต่เพียงผู้เดียว ทว่าสำนักพิมพ์นิตยสาร 'วรรณกรรมจีน' กลับจ่ายค่าต้นฉบับเป็นสองเท่า พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องจ่ายค่าต้นฉบับให้ผู้แต่งต้นฉบับเท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายค่าต้นฉบับให้นักแปลอีกด้วย
ราคาพันตัวอักษรแปดหยวนถือว่าสูงมากแล้ว เพราะนี่เทียบเท่ากับการรีปรินต์หรือตีพิมพ์ซ้ำ
'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' มีสองแสนตัวอักษร พันตัวอักษรแปดหยวนก็คือหนึ่งพันหกร้อยหยวน
คนรอบข้างที่ได้ยินแทบจะน้ำลายสอ เงินนี่มันหามาได้ง่ายเกินไปแล้ว
จะไปโทษว่าพวกพ้องไม่เคยเห็นโลกกว้างก็ไม่ได้ หลิวเจิ้นอวิ๋นในตอนนี้ยังอยู่ในช่วงมือสมัครเล่น ส่วนการสร้างสรรค์ผลงานของหลี่ทัวและเฉินเจี้ยนกงก็เน้นไปที่นวนิยายขนาดสั้นเป็นหลัก ตีพิมพ์ผลงานสักเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยมก็แค่ค่าต้นฉบับสองร้อยหยวน
พอเห็นหลินเฉาหยางได้รับการเก็บเกี่ยวค่าต้นฉบับหนึ่งพันหกร้อยหยวนในรวดเดียว พวกเขาจะไม่รู้สึกอิจฉาริษยาได้อย่างไร
คุยธุระเสร็จ หลินเฉาหยางตั้งใจจะรั้งหยางเซี่ยนอี้ให้อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน แต่สหายอาวุโสกลับรีบขอตัวกลับ โดยบอกว่าต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก หลินเฉาหยางจึงทำได้เพียงเดินไปส่งเขาที่หน้าประตู
พอหลินเฉาหยางกลับเข้าบ้าน หลี่ทัวกับเฉินเจี้ยนกงและคนอื่นๆ ก็เริ่มจัดการเรื่องกินข้าวกัน
พวกเขาทะนงตัวว่าวันนี้อุตส่าห์พาหยางเซี่ยนอี้มาที่บ้าน ถือว่ามีความดีความชอบใหญ่หลวง ก่อนมาหลี่ทัวยังอุตส่าห์ไปหานิตยสาร 'วรรณกรรมจีน' มาเล่มหนึ่ง หลินเฉาหยางได้รับการเก็บเกี่ยวค่าต้นฉบับก้อนโตขนาดนี้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องเลี้ยงข้าวทุกคนสักมื้อ ท่าทางของพวกเขาแทบจะเหมือนพวกตกอับที่มาขอส่วนบุญอยู่แล้ว
หลินเฉาหยางไม่รังเกียจที่จะเลี้ยงข้าว ช่วงนี้เขากำลังฝึกฝนฝีมือทำอาหารอย่างหนักพอดี จะได้ถือโอกาสใช้พวกเขาเป็นหนูทดลองเสียเลย
เดิมทีเถาอวี้ซูตั้งใจจะไปซื้อกับข้าว แต่เฉินเจี้ยนกงกลับอาสาเป็นคนไปซื้อเอง
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น พวกเขามาเป็นแขกที่บ้านหลินเฉาหยาง ก็ไม่ได้กะจะมาขูดรีดกันจริงๆ เฉินเจี้ยนกงเพิ่งได้รับค่าต้นฉบับมา ก็เลยตั้งใจจะกินของดีๆ สักมื้อ
หลินเฉาหยางไม่อยากให้เฉินเจี้ยนกงต้องเสียเงิน จึงเสนอตัวไปเป็นเพื่อนเขา
"พี่เขย ต้องซื้อปลาช่อนกุ้ยฮวามาสักตัวให้ได้นะ" ก่อนที่หลินเฉาหยางจะออกจากบ้าน เถาอวี้โม่ก็กำชับเขา
ตั้งแต่ได้กินปลาช่อนกุ้ยฮวาทอดกรอบฝีมือหลินเฉาหยางคราวก่อน เธอก็ยังคงคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา
ออกไปซื้อกับข้าวอยู่นานกว่าชั่วโมง กว่าหลินเฉาหยางและเฉินเจี้ยนกงจะกลับมาก็ปาเข้าไปตอนเที่ยงแล้ว
"พี่เขย ทำไมพวกพี่เพิ่งจะกลับมาล่ะ!" เถาอวี้โม่หิวจนไส้กิ่ว พูดด้วยสีหน้าอมทุกข์
ป่านนี้เพิ่งซื้อกับข้าวกลับมา กว่าจะทำเสร็จก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง กว่าจะได้กินข้าวก็คงบ่ายคล้อยแล้ว
หลินเฉาหยางแกว่งถุงผักในมือให้เธอดู "ของอร่อยก็ต้องรอหน่อยสิ"
พอเถาอวี้โม่เห็นปลาและเนื้อในถุง ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที "นี่มันอะไรกันบ้างเนี่ย"
"เนื้อหมู ปลาช่อนกุ้ยฮวา มันฝรั่ง หัวไชเท้า กวางตุ้งฮ่องเต้ เห็ด..."
เถาอวี้โม่ไม่รอให้หลินเฉาหยางตอบ เธอก็คุ้ยถุงดูเอง คุ้ยไปคุ้ยมาจนสุดท้ายก็เห็นกระเพาะหมูและเซี่ยงจี๊อีกหนึ่งชุด สาเหตุหลักที่หลินเฉาหยางกับเฉินเจี้ยนกงกลับมาสายก็เป็นเพราะต้องต่อคิวซื้อกระเพาะหมูและเซี่ยงจี๊ชุดนี้นี่แหละ
"ไปล้างผักไป!"
หลินเฉาหยางดุเธอไปหนึ่งประโยค เถาอวี้โม่ก็ไม่กล้าเถียง ใครใช้ให้เธอกินฟรีดื่มฟรีกันล่ะ
วันนี้ที่บ้านมีแขกเยอะ อาหารการกินก็ต้องเตรียมไว้เยอะหน่อยเป็นธรรมดา
เนื้อหมูสองชั่งถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่มีทั้งมันและเนื้อแดงนำไปทำหมูสามชั้นน้ำแดง
อีกส่วนเป็นมันหมูล้วน หลินเฉาหยางนำมันหมูไปต้มจนสุกครึ่งหนึ่ง หั่นเป็นแผ่นใหญ่ ต้มถั่วแดงแล้วนำไปบดเป็นไส้ถั่วแดง นำเนื้อหมูเรียงลงในชาม ทาด้วยข้าวเหนียวที่คลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายแดง แล้วนำไปนึ่งในซึ้งจนเปื่อย นี่คือ 'หมูสอดไส้ถั่วแดง' ที่เขาเรียนรู้มาจากตำราอาหาร
ปลาช่อนกุ้ยฮวายังคงนำไปทอดกรอบ กินคู่กับเกลือพริกไทย
ส่วนกระเพาะหมูกับเซี่ยงจี๊ เขานำไปตุ๋นรวมกับมันฝรั่ง หัวไชเท้า และเห็ด กลายเป็นสตูว์รวมมิตรฉบับลดเครื่องปรุงไปหนึ่งหม้อ
หลินเฉาหยางใช้เวลาทำอาหารสี่อย่างนี้ไปสองชั่วโมงกว่า ล้วนแต่เป็นอาหารคาวทั้งสิ้น หากเป็นในยุคสมัยนี้ก็ถือว่าเป็นมื้อใหญ่ที่แท้จริง
อาหารหอมกรุ่นถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ตอนนี้ใกล้จะบ่ายสามโมงแล้ว ทุกคนต่างก็หิวจนไส้กิ่ว พออาหารมาเสิร์ฟก็พากันสวาปามอย่างตะกละตะกลาม
"อร่อย! อร่อยจริงๆ!"
"ฝีมือของเฉาหยางนี่ เทียบชั้นพ่อครัวใหญ่ได้เลยนะเนี่ย!"
กินไปได้สักพัก ปลาช่อนกุ้ยฮวาทอดกรอบ หมูสามชั้นน้ำแดง และสตูว์รวมมิตรก็ถูกทุกคนฟาดเรียบไปกว่าครึ่ง มีเพียงหมูสอดไส้ถั่วแดงเท่านั้นที่ไม่มีใครแตะต้อง
"ทำไมพวกนายไม่กินจานนี้ล่ะ" หลินเฉาหยางถาม
เห็นทุกคนไม่มีปฏิกิริยา หลินเฉาหยางจึงดันจานหมูสอดไส้ถั่วแดงไปตรงหน้าเถาอวี้โม่ "อวี้โม่ กินสิ!"
"พี่เขย..." คนอื่นไม่กล้าใช้ตะเกียบคีบก่อน แต่เป็นเพราะช่วงนี้ในท้องของเถาอวี้โม่ไม่ได้ขาดแคลนของมันๆ ต่างหาก
ข้อเสียของการกินฟรีดื่มฟรีปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในวินาทีนี้ พี่เขยให้เธอกิน เธอจะไม่กินได้เหรอ ขืนไม่กิน วันหลังยังคิดจะมากินฟรีดื่มฟรีอีกไหม
ขณะที่เธอกำลังลังเล ทุกคนก็มองเห็นหลิวเจิ้นอวิ๋นเป็นฝ่ายคีบมันหมูชิ้นหนึ่งเข้าปากไปก่อน
คนอื่นบนโต๊ะอาหารไม่ได้ขาดแคลนของมันๆ ในท้อง แต่หลิวเจิ้นอวิ๋นนั้นขาดแคลนของจริง ตอนไปโรงอาหาร แม้แต่กับข้าวราคาหนึ่งเหรียญห้าเฟินเขายังไม่กล้าสั่งเลย
เมื่อกี้ทุกคนกำลังลังเล ไม่มีใครขยับตะเกียบ เขาก็เลยไม่กล้าลงตะเกียบเป็นคนแรก
ในเมื่อตอนนี้ทุกคนต่างก็ลำบากใจ เขาก็ย่อมเต็มใจที่จะเป็นหนูทดลองคนแรก
เขาเคี้ยวเนื้อด้วยริมฝีปากที่มันเยิ้ม พอลิ้มรสชาติได้แล้ว ดวงตาก็หรี่ลงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะยื่นตะเกียบคีบให้กัวเจี้ยนเหมยอีกชิ้น
"เจี้ยนเหมย เธอชิมดูสิ!"
แม้หลิวเจิ้นอวิ๋นจะไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทีของเขาก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว
หมูสอดไส้ถั่วแดงจานนี้ รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
"เติมน้ำตาลทรายขาวลงไปนิดนึง รสชาติจะดีกว่านะ" หลินเฉาหยางเตือนกัวเจี้ยนเหมยประโยคหนึ่ง
กัวเจี้ยนเหมยกินเนื้อเข้าไป ดวงตาก็เป็นประกาย
คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันยื่นตะเกียบออกไป หมูสอดไส้ถั่วแดงที่ตอนแรกไม่มีใครเหลียวแลจึงถูกแย่งกันจนเกลี้ยง
หมูสอดไส้ถั่วแดงที่ทำจากมันหมูหนึ่งชั่งมีปริมาณไม่มากนัก พอคนกินเยอะขนาดนี้ก็เลยดูน้อยลงไปอีก
เถาอวี้โม่ได้กินไปแค่สองชิ้น สีหน้าดูเหมือนยังกินไม่อิ่ม
"พี่เขย วันหลังทำเมนูนี้เยอะๆ หน่อยนะ"
"เธอกินให้น้อยๆ หน่อยเถอะ!" เถาอวี้ซูปรายตามองหน้าน้องสาว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ








