หัวของมังกรแดงตัวยาวนั้นเล็กจิ๋วและดูอ่อนเยาว์ ไร้รูปร่างไร้ตัวตน ทว่ากลับปรากฏชัดเจนในสายตาของหลี่กวนอี
ดูเหมือนมันจะถูกกระตุ้นให้โกรธเกรี้ยวด้วยรูปลักษณ์ธรรมของพยัคฆ์ขาวเมื่อครู่นี้
ปฏิกิริยาของมังกรแดงรุนแรงมาก ราวกับลูกแมวน้อยที่ยังไม่หย่านมแต่กลับมีอารมณ์ฉุนเฉียว มันอ้าปากส่งเสียงร้องที่แฝงความเยาว์วัยใส่หลี่กวนอีครั้งแล้วครั้งเล่า
นี่คือ...
ฝ่ามือของหลี่กวนอีสัมผัสเบาๆ มังกรแดงตัวนั้นมีเพียงส่วนหัวและลำคอบางส่วนที่หลุดออกมาจากติ่งสัมฤทธิ์ ส่วนที่เหลือยังคงประทับอยู่บนผนังติ่ง มันเพียงแค่โกรธเกรี้ยวตามสัญชาตญาณ กรงเล็บข้างหนึ่งที่ยื่นออกมายังคงดูโปร่งใส เกาะกุมอยู่บนนิ้วชี้ของหลี่กวนอี
หลี่กวนอีใช้นิ้วลูบไล้เบาๆ รู้สึกได้ว่ามังกรแดงตัวนี้ราวกับสามารถซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขาได้
ปราณภายใน 'บทเพลงทลายค่ายกล' ในร่างกายคล้ายจะมีความรู้สึกเร่งความเร็วขึ้นมาจางๆ
ความเร็วในการเดินลมปราณที่ถูกพิษร้ายสะกดและบั่นทอน กลับเพิ่มพูนขึ้นมาบ้าง
ประกายความประหลาดใจและยินดีวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของหลี่กวนอี
หรือว่ามังกรแดงที่เห็นได้ชัดว่าได้มาจากเยว่เชียนเฟิงตัวนี้ จะสามารถแก้ปัญหาพิษร้ายที่สะกดการหมุนเวียนของปราณภายในได้? คนขับรถม้าเห็นหลี่กวนอีชะงักงัน จึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาถามด้วยความสงสัย
"เป็นอะไรไปหรือขอรับ? อาจารย์น้อยหลี่?"
หลี่กวนอีรู้ดีว่าตอนนี้นังไม่ใช่เวลาที่จะทดสอบในทันที สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน ละสายตาออกมาแล้วตอบว่า "แค่รู้สึกว่า เรื่องการเข้าสู่ขอบเขตพลังนั้น ช่างห่างไกลไร้กำหนดการเสียจริง"
เขาถอนหายใจพลางใช้นิ้วเขี่ยกรงเล็บอ่อนเยาว์ของมังกรแดงตัวนั้นไปพลาง
ข้าจะเขี่ย!
ข้าจะเขี่ย! เอ๊ะ? กรงเล็บเล็กๆ นี้เกาะแน่นไม่เบา ทว่าตัวตนอย่างมังกรแดงหรือพยัคฆ์ขาวเช่นนี้ กลับสามารถสัมผัสได้จริงหรือ? หรือว่าแท้จริงแล้วมันสามารถรวมตัวและแตกฉานซ่านเซ็นได้ตามใจนึก?
เยว่เชียนเฟิง รวมไปถึงอดีตผู้นำตระกูลเซวีย อยู่ในขอบเขตพลังระดับใดกันแน่?
ด้านคนขับรถม้าก็หัวเราะอย่างเข้าใจ "กำลังคิดถึงเรื่องที่ยาวไกลปานนั้นอยู่หรือขอรับ?"
"การฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์ต้องค่อยเป็นค่อยไป อาจารย์น้อย ท่านเพิ่งจะอายุสิบสามปี อายุยังน้อยแค่นี้ก็มีวรยุทธ์ติดตัวแล้ว การเข้าสู่ขอบเขตพลังสำหรับท่าน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดแน่นอน มาๆๆ ไปดูลาดเลากันก่อน ลานกว้างๆ ทางด้านนั้นคือลานฝึกยุทธ์ มีทั้งกุญแจหิน ดาบหนัก ครบครัน เวลาว่างอาจารย์น้อยก็ไปเล่นสนุกได้"
"ตรงนี้คือโรงอาหาร ด้านในมีข้าวปลาอาหารเตรียมไว้ตลอดเวลา"
"ตรงนี้คือห้องยา ด้านในมีสมุนไพรครบทุกชนิด คนของตระกูลเซวียสามารถซื้อได้ในราคาทุน แน่นอนว่าห้ามนำไปขายต่อคนภายนอก หากถูกจับได้จะต้องรับโทษหนัก"
"ตรงนี้คือที่ทำการของผู้ดูแล"
"ตรงนี้คือโรงตัดเย็บเสื้อผ้า"
พื้นที่ของตระกูลเซวียกว้างใหญ่มาก หลี่กวนอีถูกพาเดินวนดูอยู่พักใหญ่จนจดจำสถานที่ต่างๆ ได้หมด จากนั้นก็ถูกพาเข้าไปในโรงตัดเย็บเสื้อผ้าและเปลี่ยนชุดใหม่ คนขับรถม้ารออยู่ด้านนอก เขาล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าสี่เหลี่ยมที่พับไว้อย่างดีออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดออก ด้านในก็คือถั่วลิสงอบเกลือกำมือหนึ่ง
ถั่วลิสงราคาไม่ถูก การนำมาอบเกลือยิ่งเป็นวิธีทำที่หรูหราฟุ่มเฟือย
ทว่ารสชาติของมันกลับตราตรึงใจยาวนาน
คนขับรถม้าหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ด โยนเข้าปาก แล้วลิ้มรสอยู่นานสองนาน
ทั้งรอทั้งกิน รสชาติอร่อยล้ำเกินบรรยาย
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลังจากที่อาจารย์น้อยผู้นั้นเข้าไป ด้านในก็มีเสียงหญิงสาวอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นมา จากนั้นเสียงหยอกล้อก็ดังไม่ขาดสาย ชายร่างกะทัดรัดมือเท้าหยาบกร้านอย่างคนขับรถม้าไม่เข้าใจเลยว่า วันก่อนๆ ที่พวกเขามาขอเบิกเสื้อผ้าที่โรงตัดเย็บแห่งนี้ พวกช่างเย็บผ้าหญิงเหล่านั้นทำไมถึงไม่เห็นจะดีอกดีใจเช่นนี้บ้างเลย?
ถึงแม้จะไม่ได้พูดว่าท่าทีไม่ดี แต่ก็เป็นเพียงการพูดคุยตามปกติเท่านั้น
มีเสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
คนขับรถม้าเงยหน้ามองป้ายชื่อของโรงตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้ ก้มหน้าลงแล้วพึมพำว่า "ก็ไม่ใช่ว่ากระโถนอุจจาระข้างในระเบิดเสียหน่อย ทำไมถึงได้ตื่นตูมกันนัก?" จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นระลอกหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นเห็นประตูโรงตัดเย็บเปิดออก หญิงสาวหลายคนเดินยิ้มแย้มออกมา คนขับรถม้าเงยหน้าขึ้นมอง และแล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความสว่างไสว
เด็กหนุ่มคนก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาสวมเสื้อผ้าสีน้ำตาลที่ใส่มานานแสนนาน เสื้อผ้าถูกซักจนซีดขาว ขอบเสื้อผ้าลุ่ยจนเป็นขุย รองเท้าเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นหนาเตอะ ทรงข้าก็แค่มัดไว้อย่างง่ายๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากครอบครัวยากจน ทว่าท่วงท่ากลับดูดี นัยน์ตากระจ่างใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกถูกชะตา
ทว่าเด็กหนุ่มที่เดินออกมาในตอนนี้
สวมรองเท้าบูตสีดำทะมึน สวมชุดคลุมคอปกสีฟ้าสาบเสื้อป้ายเฉียงดูสะอาดสะอ้าน
ปกคอเสื้อและปลายแขนเสื้อขลิบด้วยขอบสีขาวชั้นหนึ่ง
เอวคาดด้วยเข็มขัดหนังแบบมีห่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์นิยมใช้ รัดเอวให้กระชับ ดูองอาจห้าวหาญ
ผมสีดำมัดไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่างามสง่าจับตา แต่ก็เรียกได้ว่าหล่อเหลาเอาการ
ในตระกูลเซวีย หากไม่นับคนของสายหลักแล้ว แทบไม่มีใครที่มีรูปลักษณ์และท่วงท่าสง่างามเช่นนี้เลย
หญิงสาวในโรงตัดเย็บเสื้อผ้าต่างเอ่ยชมไม่ขาดปาก จู่ๆ พวกนางก็ปรบมือหัวเราะ หยิบหยกพกคุณภาพธรรมดาชิ้นหนึ่งออกมาให้เด็กหนุ่มผูกไว้ แล้วปรบมือหัวเราะร่วน "สมคำร่ำลือจริงๆ หยกปลอมราคาไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงิน พอมาอยู่บนตัวของอาจารย์น้อย กลับดูเหมือนหยกเนื้อดีราคาร้อยตำลึงเสียอย่างนั้น"
"หยกชิ้นนี้ขอมอบให้อาจารย์น้อยก็แล้วกัน อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไร"
คนขับรถม้าชะงักงัน มองดูหญิงสาวในโรงตัดเย็บเสื้อผ้าเดินมาส่งเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม และเดินออกไปพร้อมกับหลี่กวนอีที่รูปลักษณ์และท่วงท่าดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน คนขับรถม้ามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับมองสัตว์ประหลาด อดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากถาม
"พวกนางไม่เคยให้อะไรใครเลยนะขอรับ อาจารย์หลี่ ท่านมีเวทมนตร์คาถาอะไรหรือเปล่า?"
หลี่กวนอีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย"
คนขับรถม้าสงสัย
หลี่กวนอีกล่าวว่า "ก็แค่เรียกพวกนางว่าพี่สาวไปสองสามคำเท่านั้นเอง"
คนขับรถม้า "............"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถั่วลิสงอบเกลือที่อยู่ในปากเมื่อครู่นี้ จู่ๆ ก็หมดความอร่อยไปเสียดื้อๆ หลี่กวนอีไปที่ที่ทำการของผู้ดูแลอีกครั้งเพื่อลงนามในสัญญา
"ค่าจ้างรายเดือนสามสิบก้วน นอกจากนี้ยังมีข้าวสารและแป้งให้เดือนละห้าสิบชั่ง เนื้อสัตว์ยี่สิบชั่ง"
"เสื้อผ้าสองชุด"
"อาหารสามมื้อ หากตกลงก็สามารถฝากท้องไว้ที่นี่ได้เลย"
"นอกจากนี้ ให้มาที่นี่ทุกวันเพื่อสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้คุณหนูใหญ่และคุณชายเพียงวันละหนึ่งชั่วยามก็พอ"
ทำงานวันละหนึ่งชั่วยาม ก็ได้เงินหนึ่งก้วนต่อวัน
หลี่กวนอีถอนใจกับงานที่แสนจะสบายนี้ เขานึกถึงคำพูดของคนขับรถม้าจ้าวต้าปิ่งก่อนหน้านี้ว่าสามารถเบิกของจากสมาคมการค้าตระกูลเซวียได้ในราคาทุน เมื่อลองคิดดู เขาก็ตัดสินใจซื้อของมากมายที่นี่โดยตรง และยังไปหานายหน้าเช่าบ้านของตระกูลเซวียเพื่อหาบ้านเช่าหลังใหม่ที่ดีกว่าเดิม
เงินในมือถูกใช้ไปเกินกว่าครึ่งอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับมีความรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
เป็นความรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังค่อยๆ ดีขึ้น
สุดท้ายหลี่กวนอีชี้ไปทางหนึ่งแล้วกล่าวว่า "รบกวนด้วย สุราไหไห่นี้ ช่วยห่อให้ข้าด้วยเถิด"
........................
ในขณะเดียวกัน บนที่ราบรื่นร้างห่างจากเมืองกวนอี้ออกไปนับพันลี้
เสียงคำรามกึกก้องของมังกรครามดังกังวานสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ ชายสวมเกราะดำถืออาวุธครบมือนับสิบคนปลิวว่อนไปทั่วสารทิศราวกับเศษผ้าขาดๆ แล้วร่วงกระแทกพื้น ม้าฝีเท้าดีสี่ตัวหัวเข่าแหลกละเอียด คุกเข่าลงกับพื้น เลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด ผิวหนังภายนอกยังคงสมบูรณ์ดี ทว่าอวัยวะภายในกลับแหลกเหลวเป็นเนื้อบดไปเสียแล้ว
ภายในรถม้า ท่านปู่ใหญ่ผู้มีหนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนกำลังหลับตาดีดพิณ เสียงพิณดังกังวานไพเราะ
มีเสียงห้าวหาญดุดันดังขึ้น "เผชิญหน้ากับการไล่ล่าสังหาร สีหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยน ท่วงท่ายังคงสงบนิ่งเช่นเคย"
"ท่านอาจารย์อาวุโสจู่ สมกับที่เป็นปราชญ์เลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน เยว่ผู้นี้เลื่อมใสยิ่งนัก!"
เสียงพิณของท่านปู่ใหญ่ค่อยๆ หยุดลง เขายื่นมือออกไปเลิกม่านรถม้าขึ้น ชายร่างสูงโปร่งสวมเกราะดำคนหนึ่งกำลังถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งตะปบศีรษะไว้ เขาดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าพลังปราณอันมหาศาลในร่างกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง เมื่อไล่สายตาไป เจ้าของมือใหญ่ข้างนั้นมีหนวดเคราและเส้นผมยุ่งเหยิง ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังสงบนิ่ง
ชายร่างใหญ่ผู้นั้นสะบัดมือขวาขึ้นอย่างแรง
นักฆ่าที่ติดอันดับหนึ่งในร้อยของแผ่นดินผู้นี้ถูกโยนขึ้นไปบนท้องฟ้า
สะบัดมือชกออกไปหนึ่งหมัด
มังกรแดงตัวยาวคำรามก้อง บดขยี้ร่างนั้นจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ชายร่างใหญ่ประสานมือคารวะท่านปู่ใหญ่ผู้นั้นเล็กน้อย น้ำเสียงห้าวหาญดุดัน ทว่าบนใบหน้ากลับมีความเคารพอยู่บ้าง "ขุนพลเจิ้นเวยขั้นสี่ใต้สังกัดจอมพลเยว่ ผู้บัญชาการทัพซ้าย อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดทั้งสี่เหล่าทัพแห่งกองกำลังเทียนอู่ของแคว้นเฉิน เยว่เชียนเฟิง"
"คารวะท่านอาจารย์อาวุโสจู่"
ท่านปู่ใหญ่ผู้นี้คือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน ผู้ไขความลับแห่งกฎเส้นรอบวง เชี่ยวชาญทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ เป็นผู้อาวุโสแห่งเต๋า ทว่ากลับไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์ บัดนี้เพื่อช่วยเหลือจอมพลเยว่ เขาจึงต้องการเดินทางไปยังเมืองหลวง ทว่ากลับถูกนักฆ่ายอดฝีมือพรรคพวกมารุมล้อมสังหาร หากไม่ใช่เพราะเยว่เชียนเฟิงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน เกรงว่าเขาคงต้องจบชีวิตลงใต้หน้าผาสูงชันแห่งนี้เสียแล้ว
หลังจากท่านปู่ใหญ่กล่าวขอบคุณแล้ว ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ขุนพลเยว่ เหตุใดท่านจึงรู้ว่าชายชราผู้นี้อยู่ที่นี่?"
เยว่เชียนเฟิงประคองท่านปู่ใหญ่ออกมาพลางกล่าวว่า "ช่างบังเอิญนัก ก่อนหน้านี้ข้ารอท่านผู้อาวุโสอยู่ที่เมืองกวนอี้ตามนัดหมาย ทว่ากลับถูกพลม้าทะยานราตรีค้นพบ หากเป็นนิสัยเดิมของข้าคงฆ่าทิ้งหมดไปแล้ว ทว่าเพราะต้องฝึกฝนเจ้าเด็กคนหนึ่ง จึงเหลือศพสายลับไว้ให้สมบูรณ์ เมื่อค้นตัวดู จึงได้รู้ว่าท่านผู้อาวุโสถูกรุมสังหาร"
"จึงได้มาช่วยท่านที่นี่ โชคดีที่มาทันเวลา"
เยว่เชียนเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "ท่านผู้เฒ่าจู่ การเดินทางครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก ยังจะไปเมืองหลวงอีกหรือ?"
ท่านอาจารย์อาวุโสจู่พยักหน้า "ยิ่งพวกมันกลัวข้าไป ข้าก็ยิ่งต้องไป"
"เพียงแต่ก่อนจะเข้าเมืองหลวง ข้าต้องไปเยือนเมืองกวนอี้สักครา"
"เรื่องของจอมพลเยว่ในครั้งนี้ สั่นสะเทือนสถานการณ์ทั่วทั้งแผ่นดิน ราชวงศ์เหนือ นอกด่าน ทูเจวี๋ย ล้วนถูกดึงเข้ามาพัวพัน เรื่องนี้หากไม่สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างอื่น คงต้องคิดอ่านเตรียมการสำหรับเรื่องหลังจากนี้ไว้บ้างแล้ว"
"สมัยหนุ่มๆ ชายชราผู้นี้เคยมีวาสนาต่อเมืองกวนอี้อยู่คราหนึ่ง ครั้งนี้จึงปล่อยโจทย์เล็กๆ ที่น่าสนใจออกไปข้อหนึ่ง สำนักศึกษาทั้งเล็กใหญ่ในเมืองกวนอี้ก็น่าจะรู้เรื่องแล้วล่ะ"
"หากมีผู้ใดแก้โจทย์ได้ ก็สามารถมาแก้โจทย์ข้อต่อๆ ไปของข้าได้"
"ข้าจะคัดเลือกยอดอัจฉริยะจากในกลุ่มนั้นมาเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียว"
"ชายชราผู้นี้ตายได้"
"ทว่าฉายาเต๋า สรรพวิชา และยันต์ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นหนึ่งในยี่สิบสี่จี้จิ่วแห่งสำนักเต๋านี้ อย่างไรก็ต้องหาผู้สืบทอดให้จงได้"
"เมืองกวนอี้..."
เยว่เชียนเฟิงพลันนึกถึงเจ้าเด็กหนุ่มที่เพิ่งจากกันมาได้ไม่นาน
ไม่รู้ว่าตอนที่กลับไป เขาจะเข้าสู่ขอบเขตพลังขั้นแรกได้หรือยัง? เยว่เชียนเฟิงหัวเราะร่วน ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "ดี"
"เยว่ผู้นี้จะคุ้มครองท่านผู้อาวุโสกลับไปเอง"
"ถือโอกาสแวะไปดูเจ้าเด็กบ้าคนหนึ่งด้วย ไม่รู้ป่านนี้เจ้าเด็กนั่นกำลังทำอะไรอยู่?"
..................
หลี่กวนอีไม่มีทางรู้เลยว่าเยว่เชียนเฟิงได้พูดถึงตน เขาเพียงแค่สาวเท้าเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ท่านอาหญิงกำลังเดินเล่นอยู่ข้างนอกและแวะซื้อผักผลไม้กลับมา ที่บ้านจึงไม่มีใคร หลี่กวนอีกลับไปที่เตียงผุพังของตน นั่งขัดสมาธิ แล้ววางมือลงบนติ่งสัมฤทธิ์
ติ่งสัมฤทธิ์สั่นสะเทือน ก้นบึ้งดวงตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เอาล่ะ ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่า แท้จริงแล้วเจ้าคือตัวอะไรกันแน่?"