สวี่อิงหมดอาลัยตายอยากมานานแล้ว การโค้งคำนับให้เทพอาภรณ์เขียวถือเป็นการเซ่นไหว้แล้ว ส่วนธูปเทียนผลไม้ อย่าได้คิดฝันถึงเลย
ตัวเขาเองยังไม่มีอะไรจะกิน นับประสาอะไรกับการนำของไปถวายเทพ
ส่วนชาวบ้านอีกสองคนที่ถูกเทพอาภรณ์เขียวเอ่ยชื่อกลับมีสีหน้าซีดเผือด
ชาวบ้านเจี่ยงลู่เป็นชายวัยสี่สิบกว่าปี แต่กลับดูแก่ชราเหมือนคนอายุแปดสิบกว่า ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย หลังค่อมงอ กล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ท่านเทพผู้เป็นเจ้า ผู้เฒ่าไม่มีข้าวกิน เมื่อคืนวานได้แต่แทะเปลือกไม้กิน ท่านเจ้าพนักงานก็มาขูดรีดภาษีเบ็ดเตล็ดอีก จะมีปัญญาหาของที่ไหนมาถวายท่านได้...”
เทพอาภรณ์เขียวเหลือบมองเขาปราดหนึ่งแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าถวายของให้เจ้าพนักงาน แต่ไม่ถวายให้ข้าอย่างนั้นรึ คิดว่าข้ายังด้อยกว่าเจ้าพนักงานอีกหรือ”
เจี่ยงลู่ไม่กล้าเอ่ยคำใด
นัยน์ตาของเทพอาภรณ์เขียวกลอกไปมา กล่าวว่า “เจ้ายังมีลูกสาวไม่ใช่รึ ยกนางให้ข้าสิ ข้าจะรับเจ้าเป็นพ่อตา รับรองว่าเจ้าจะมีกินมีใช้ไปทั้งชาติ!”
ขาของเจี่ยงลู่พลันอ่อนแรง คุกเข่าลงกับพื้นกล่าวว่า “เรียนท่านเทพผู้เป็นเจ้า เมื่อคืนวานท่านเจ้าพนักงานมาขูดรีดภาษีเบ็ดเตล็ด ผู้เฒ่าจ่ายไม่ไหว ท่านเจ้าพนักงานจึงพาลูกสาวคนเล็กของข้าไป บอกว่าสามารถยกเว้นภาษีเบ็ดเตล็ดให้ผู้เฒ่าได้...”
เทพอาภรณ์เขียวแค่นเสียงเย็นชา หมัดใหญ่เท่าไหเหล้าฟาดลงมา พลางตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้ามีลูกสาวสองคนไม่ใช่รึ ยังคิดจะซ่อนไว้อีกคนหรือ”
เจี่ยงลู่ถูกหมัดเดียวซัดกระเด็นไปหลายจั้ง กระแทกเข้ากับกำแพงฝั่งตรงข้าม ซี่โครงที่หักแทงทะลุหน้าอก ปลายกระดูกโผล่ออกมาด้านนอก เลือดไหลทะลักออกจากปาก
ชาวบ้านจำนวนมากในศาลบรรพชนต่างตัวสั่นงันงก ไม่กล้าทั้งโกรธและไม่กล้าเอ่ยคำใด
สวี่อิงกำหมัดแน่น ทำเป็นว่าตนเองมองไม่เห็น
นั่นคือเทพเจ้า มีความน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่น คนธรรมดาสามัญเมื่อเผชิญหน้ากับเทพย่อมไม่เกิดความคิดที่จะต่อต้านขึ้นมาเลย แม้แต่สวี่อิงที่ฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางไท่อีมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเผชิญหน้ากับเทพอาภรณ์เขียวก็ได้แต่ตัวสั่นงันงกเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อบุญธรรมและปู่ของเขาสอนมาตั้งแต่เด็กว่าราษฎรไม่ต่อกรกับขุนนาง ไม่ต่อกรกับเทพ คนจับงูเสี่ยงชีวิตจับงูพิษ ก็เพื่อความอยู่รอด การต่อกรกับขุนนางและเทพ ก็คือการรนหาที่ตาย!
เจี่ยงลู่พยายามจะลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ขึ้น
เทพอาภรณ์เขียวตะคอกด่าว่า “ลูกสาวอีกคนของเจ้าเล่า ส่งนางออกมา วันนี้ข้าจะเข้าหอกับนาง! อย่าทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
ทันใดนั้น เศรษฐีเจี่ยงแห่งทุ่งตระกูลเจี่ยงก็กล่าวพลางยิ้มว่า “ท่านเทพผู้เป็นเจ้าอาจไม่ทรงทราบ บ่าวรู้ว่าท่านต้องตาต้องใจลูกสาวบ้านเจี่ยงลู่ จึงใช้เงินซื้อมนางมา ตั้งใจว่าจะส่งมอบให้ท่านเทพในวันนี้พอดี คนอยู่ไหน เชิญเจ้าสาวออกมา!”
เทพอาภรณ์เขียวลิงโลดใจ กล่าวพลางยิ้มว่า “มีแต่เศรษฐีเจี่ยงที่รู้จักความ”
เขาหันไปมองชาวบ้านคนอื่นๆ แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “พวกเจ้าไม่มีแม้แต่ของเซ่นไหว้ ยังคิดจะได้รับการคุ้มครองจากข้างั้นรึ วันนี้ ใครไม่มีของเซ่นไหว้ นาของบ้านพวกเจ้าจะได้รับน้ำฝนแค่สามนิ้วตลอดทั้งปี ใครไม่มีแม้แต่ธูปเทียน จะไม่ได้น้ำแม้แต่หยดเดียว สมควรแล้วที่พวกเจ้าสารเลวจะต้องกระหายน้ำจนตาย! และเจ้าด้วย!”
เทพอาภรณ์เขียวชี้ไปที่เจี่ยงลู่แล้วตะคอกว่า “เดิมทีข้าตั้งใจจะให้เจ้าเป็นพ่อตาของข้า ให้ผลประโยชน์เจ้าบ้าง! แต่ตอนนี้ลูกสาวของเจ้าเป็นของเซ่นไหว้ที่เศรษฐีเจี่ยงถวายให้ข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้าแม้แต่น้อย! เจ้ามามือเปล่า ไม่มีของเซ่นไหว้ให้ข้า ปีนี้นาของบ้านเจ้าจะไม่มีน้ำฝนแม้แต่หยดเดียว!”
เจี่ยงลู่นั่งนิ่งอยู่ใต้กำแพง สภาพเหี่ยวแห้ง ใบหน้าไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง
ในนาไม่มีน้ำฝน พืชผลก็เก็บเกี่ยวไม่ได้
“แล้วข้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร” เขาสิ้นหวังอย่างที่สุด
เทพอาภรณ์เขียวหัวเราะเสียงดัง โอบกอดเจ้าสาวแล้วกล่าวพลางยิ้มว่า “เลือกวันมิสู้ลงมือเลย วันนี้ก็เข้าหอเลยแล้วกัน ไม่ต้องรอถึงกลางคืน!”
เศรษฐีเจี่ยงรีบกล่าวประจบประแจงว่า “บัดนี้ก็เป็นฤกษ์งามยามดีแล้วขอรับ!”
สวี่อิงหันหลังอย่างเงียบงัน เดินตามผู้คนออกจากศาลบรรพชน เรื่องเทพเจ้าแต่งงานเช่นนี้เขาไม่เคยเห็น แต่เคยได้ยินมาบ้าง
หมู่บ้านและเมืองอื่น ๆ ก็เซ่นไหว้เทพเจ้าเช่นกัน ชาวบ้านบางคนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหว ก็ยกบุตรสาวของตนให้เป็นภรรยาของเทพ เขาได้ยินมาว่าเทพแห่งสายน้ำเซียวสุ่ยถึงกับแต่งงานกับหญิงสาวกว่าร้อยคน ล้วนเป็นหญิงสาวที่หมู่บ้านและเมืองใกล้เคียงมอบให้แก่เทพองค์นี้
เจี่ยงลู่ลุกขึ้นอย่างสั่นเทา สวี่อิงเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไป ตั้งใจจะพยุงเขา
ความสัมพันธ์ของเจี่ยงลู่กับเขาไม่เลว ตอนที่สวี่อิงได้รับการช่วยเหลือจากปู่ของเขาจากกองเพลิงและมาถึงทุ่งตระกูลเจี่ยง เจี่ยงลู่ยังเคยให้หมั่นโถวแก่เขาหนึ่งลูก ปู่ของเขาให้สวี่อิงเรียกเขาว่าท่านลุง
สวี่อิงจดจำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
“ท่านลุง ข้าจะไปส่งท่านกลับบ้าน...” สวี่อิงกล่าว
ทันใดนั้น เจี่ยงลู่ก็พุ่งเข้าหากำแพง
“ปัง!”
เลือดสดสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าของสวี่อิง
สายตาของสวี่อิงพร่ามัว มีเลือดสองสามหยดกระเด็นเข้าตา เขาเห็นชายชราผู้นั้นโขกศีรษะของตนเองเข้ากับกำแพงอย่างแรง รอยเลือดเปรอะเปื้อนกำแพงสีขาวในทันที ราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานบนหิมะในฤดูหนาว
ในหูของสวี่อิงมีเสียงหึ่งๆ สมองของเขาว่างเปล่าในทันที
“ท่านลุง...”
เขายื่นมือออกไป แต่กลับเห็นศีรษะที่แหลกเหลวของเจี่ยงลู่แนบอยู่กับกำแพง ร่างกายค่อยๆ เลื่อนลงมา วาดลำต้นที่แข็งแกร่งของต้นเหมยไว้บนกำแพงสีขาว
ร่างของชายชราผู้นี้ ราวกับเป็นลำต้นของต้นเหมย คุกเข่าอยู่หน้ากำแพง
ในศาลบรรพชนเกิดความโกลาหล ผู้คนวิ่งหนีกระจัดกระจาย กรีดร้องไม่หยุด
เทพอาภรณ์เขียวโอบกอดเจ้าสาวที่ร้องไห้จนแทบสิ้นใจ กล่าวพลางยิ้มว่า “เศรษฐีเจี่ยง จัดการเก็บศพให้เรียบร้อย ทาสีกำแพงใหม่ อย่ามาทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของข้า”
เศรษฐีเจี่ยงรีบขานรับ เดินเร็วๆ มาอยู่ตรงหน้าสวี่อิง ผลักสวี่อิงทีหนึ่งแล้วตวาดว่า “อาอิ้ง รีบย้ายศพออกไปเร็ว ท่านเทพผู้เป็นเจ้าจะเข้าหอแล้ว!”
ในหัวของสวี่อิงมีเสียงหึ่งๆ ร่างกายสั่นเทา กำหมัดแน่น
เศรษฐีเจี่ยงตวาดว่า “เจ้าจะขัดขืนท่านเทพผู้เป็นเจ้าใช่หรือไม่...”
“ปัง!”
สวี่อิงเหวี่ยงหมัดออกไป กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเศรษฐีเจี่ยง ใบหน้าของเศรษฐีเจี่ยงยุบเข้าไปในศีรษะ ด้านหลังศีรษะของเขาระเบิดออกทันที ร่างกายโงนเงนแล้วล้มลงกับพื้น
“ฆ่าคนแล้ว! อาอิ้งฆ่าคนแล้ว!” บ่าวรับใช้บ้านเศรษฐีเจี่ยงวิ่งหนีอย่างแตกตื่น
ร่างกายของสวี่อิงยังคงสั่นเทา ในสมองยังคงว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงชกจนศีรษะของเศรษฐีเจี่ยงระเบิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนจึงไม่สามารถระงับความโกรธไว้ได้!
“ข้าฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว... ข้าไม่ได้อยากฆ่าคน...”
เขามือสั่น คราบเลือดบนใบหน้ายังไม่แห้ง เขาสั่นเทาพลางเงยหน้าขึ้น คนที่เขาอยากฆ่าไม่ใช่เศรษฐีเจี่ยง
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของเทพอาภรณ์เขียว คนที่เขาอยากฆ่าจริงๆ คือเทพองค์นี้
“แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ข้าถึงควบคุมมือตัวเองไม่ได้ อยากจะทุบตีเจ้าให้ตาย!”
สวี่อิงหอบหายใจรุนแรงเหมือนสัตว์ป่า ตวาดใส่ศพของเศรษฐีเจี่ยงที่ล้มอยู่บนพื้น “เจ้าน่ารำคาญเกินไปแล้ว! อย่าพูดอีก! อย่าเร่งข้า... ข้าบอกแล้วว่าอย่าเร่งข้า! ข้าจะฆ่ามันเดี๋ยวนี้!”
ศีรษะของเศรษฐีเจี่ยงระเบิดไปแล้ว กะโหลกศีรษะยุบลงไป ย่อมไม่สามารถพูดได้อีก
แต่ในหัวของสวี่อิงยังคงเต็มไปด้วยเสียงจอแจวุ่นวายดังหึ่งๆ กระตุ้นให้เขาไปฆ่าเทพที่อยู่ตรงหน้า
ม่านตาของเทพอาภรณ์เขียวหดเล็กลง จ้องเขม็งไปที่สวี่อิง
จากแววตาของสวี่อิง ทันใดนั้นเขาก็มองไม่เห็นความหวาดกลัวที่คุ้นเคย สิ่งนี้จุดไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวให้ลุกโชนขึ้นในอกของเขาทันที
แววตาที่หวาดกลัว คือแววตาที่เขาคุ้นเคยที่สุด คือความหวาดกลัวที่มนุษย์ควรมีต่อเทพเจ้า!
ก่อนหน้านี้ เขาสามารถมองเห็นความยำเกรงนี้ในแววตาของสวี่อิง นั่นคือความยำเกรงของแมลงต่อผู้ยิ่งใหญ่
แต่บัดนี้ ความยำเกรงนั้นหายไปแล้ว!
สิ่งที่มาแทนที่ กลับเป็นการลบหลู่เทพเจ้า!
คือจิตสังหาร!
เขาเห็นเจตนาฆ่าอันเปลือยเปล่าที่มีต่อตนเองจากดวงตาของเด็กหนุ่มคนนี้!
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เขาพบว่าตนเองกลับหวาดกลัวสายตาแบบนี้อยู่บ้าง!
เทพอาภรณ์เขียวโกรธจัด ปล่อยเจ้าสาวทิ้งไป ยกหมัดขนาดเท่าไหเหล้าขึ้นฟาดใส่หน้าอย่างแรง พลางตวาดว่า “ไอ้สารเลว! นั่นมันสายตาอะไรของเจ้า”
สวี่อิงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นป้องกัน รู้สึกราวกับถูกวัวกระทิงหนักหลายพันชั่งพุ่งชน ร่างลอยละลิ่วไปด้านหลัง โครมสนั่น พังกำแพงศาลบรรพชนจนทะลุ กระเด็นออกไปนอกศาล!
เทพอาภรณ์เขียวก้าวขาข้ามกำแพงที่พังทลายลงมา กล่าวอย่างเย็นชาว่า “มนุษย์เดินดิน ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมที่เทพเจ้าจัดสรรให้ ไม่อาจต่อต้านได้! สวี่อิง ข้าเห็นความคิดชั่วร้ายที่ลบหลู่เทพเจ้าในดวงตาของเจ้า! ข้าจะชำระล้างบาปของเจ้า!”
สวี่อิงลงถึงพื้น เท้าทั้งสองข้างปักลงบนดิน ไถลไปด้านหลังกว่าหนึ่งจั้ง ในที่สุดก็ทรงตัวได้
“ดูเหมือนว่าท่าน...” สวี่อิงสะบัดมือทั้งสองข้าง เงยหน้าขึ้น สายตาดูแปลกประหลาด “ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ข้าจินตนาการไว้”
“ว่าอะไรนะ”
เทพอาภรณ์เขียวโกรธจัด ยกขาเตะกวาด ขาอันใหญ่โตนั้นราวกับเสาที่เหวี่ยงมา เสียงลมดังกระหึ่มหวีดหวิว!
“มนุษย์ตัวเล็กๆ กล้าวิจารณ์พลังของเทพ! เจ้าสมควรตกนรกขุมดึงลิ้น!”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ลูกเตะนี้ ราวกับสามารถกวาดสวี่อิงลงนรกได้โดยตรง ทำให้จมดิ่งชั่วนิรันดร์!
สวี่อิงเร่งพลังลมปราณและโลหิตทั่วร่างอย่างสุดกำลัง เหวี่ยงหมัดหนึ่งออกไปรับลูกเตะที่กวาดมาของเทพเจ้า!
ในใจของเขาปรากฏภาพคัมภีร์ที่เพิ่งอ่านไปเมื่อครู่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แผนภาพเส้นทางการโคจรพลังลมปราณและโลหิตในเพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างหลั่งไหลเข้ามา ทำให้เขาโคจรพลังลมปราณและโลหิตตามเนื้อหาในคัมภีร์โดยไม่ทันได้คิด!
พลังลมปราณและโลหิตของเขาโคจรด้วยความเร็วที่บ้าคลั่งอย่างยิ่งภายในร่างกาย พลังปราณสั่นสะเทือนอวัยวะภายในทั้งห้าและเครื่องในทั้งหก เสียดสีกับกล้ามเนื้อและพังผืด เสียงร้องของช้างดังกึกก้องออกมาจากอกของเขาจนหูแทบดับ!
สวี่อิงส่งพลังไปที่แขนขวา พลังลมปราณและโลหิตที่พลุ่งพล่านทำให้แขนขวาของเขาหนาขึ้นในทันที มือขวาใหญ่ขึ้นหนึ่งรอบในทันใด ลมหมัดปะทะอากาศเกิดเป็นเสียงหวีดหวิว!
เพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างกระบวนท่าที่หนึ่ง พลังเขาผ่าภูผา!
พลังของสวี่อิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมัดหนึ่งปะทะเข้ากับขาขวาที่เตะกวาดมาของเทพอาภรณ์เขียวดัง ‘ปัง’ ทะลวงขาขวาอันหนาใหญ่ของเทพอาภรณ์เขียวเป็นรู!
ในขณะเดียวกัน เสียงระเบิด ‘เปรี๊ยะปร๊ะ’ ก็ดังขึ้นจากภายในร่างกายของเขา นั่นคือเสียงผิดปกติที่เกิดจากการที่พลังลมปราณและโลหิตของเขาทะลวงด่าน!
เจ็ดปีแห่งการบำเพ็ญเพียรของเขา ฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางไท่อีอย่างขมขื่น ไม่เคยฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาก่อน ไม่รู้ว่าตนเองฝึกฝนถึงขั้นไหนแล้ว บัดนี้เมื่อได้สัมผัสกับวิชาการต่อสู้เป็นครั้งแรก ก็ได้ปลดปล่อยพลังที่สั่งสมมาตลอดเจ็ดปีของเขาทั้งหมดออกมา!
เคล็ดวิชานำทางไท่อีเป็นการขัดเกลาพลังลมปราณและโลหิต ซึ่งเป็นพื้นฐานการบำเพ็ญเพียรของสวี่อิง ส่วนวิชาการต่อสู้คือหนทางในการปลดปล่อยพลังบำเพ็ญเพียรนั้นออกมา!
เจ็ดปีลับกระบี่หนึ่งเล่ม คมดาบน้ำค้างแข็งยังมิทันได้ลอง
ในที่สุด วินาทีที่เขาจะได้ทดลองคมดาบน้ำค้างแข็งก็มาถึง!
ที่บ้านของสวี่อิง ในที่สุดอสูรงูก็ต่อกระดูกที่เคลื่อนหลุดทุกข้อได้สำเร็จ กำลังจะหนีออกจากหมู่บ้าน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดแปลกๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ตกตะลึง รีบมองตามเสียงไป
“เพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างขั้นที่สอง สาม สี่ ถูกเขาทะลวงผ่านในพริบตา! เจ้าเด็กเหลือขอนี่ เป็นคนหรือปีศาจกันแน่ ทำไมถึงบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วขนาดนี้”
เขาเพิ่งคิดถึงตรงนี้ พลันพลังลมปราณและโลหิตของสวี่อิงก็โคจร เสียงร้องของช้างที่เปี่ยมด้วยพลังดังกระหึ่มออกมาจากอกของเขา หนักแน่นและกังวาน ทำให้หน้าต่างของบ้านทั้งหกสิบเจ็ดหลังคาเรือนในทุ่งตระกูลเจี่ยงสั่นสะเทือนระรัว!
น้ำในอ่างล้างหน้า ตุ่มน้ำ หรือแม้แต่ในคูน้ำและสระน้ำ ก็สั่นไหวจนเกิดระลอกคลื่น!
ในหัวของอสูรงูเกิดเสียงดังสนั่น
ในพริบตาเดียวพลังลมปราณและโลหิตทะลวงด่าน ทะลวงผ่านเพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างขั้นที่สี่ได้ ก็นับว่าน่าตกตะลึงแล้ว แต่สวี่อิงกลับทะลวงผ่านไปอีกด่าน บรรลุถึงขั้นที่ห้า!
เขารีบมองไปทางสวี่อิง ก็เห็นพลังลมปราณและโลหิตของสวี่อิงโคจรอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดซึมออกมาจากรูขุมขนบนผิวหนัง!
พลังลมปราณและโลหิตที่ล้นทะลักออกมา รวมตัวกันเป็นภาพนิมิตของเทพเจ้าศีรษะช้างอยู่ด้านหลังของเขา!
ภาพนิมิตนี้ประกอบขึ้นจากพลังลมปราณและโลหิต ดูเลือนรางอย่างมาก ราวกับภาพลวงตาโปร่งใส สูงกว่าสวี่อิงประมาณหนึ่งฉื่อเจ็ดแปดนิ้ว เคลื่อนไหวไปตามหมัดและเท้าของสวี่อิง!
นี่คือภาพนิมิตที่จะปรากฏขึ้นเมื่อบำเพ็ญเพียรถึงขั้นที่ห้าเท่านั้น!
เพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างมีทั้งหมดเจ็ดขั้น ขั้นที่หนึ่ง โลหิตไหลเวียนทั่วร่าง ปราณโคจรทั่วร้อยกระดูก ขั้นที่สอง พลังลมปราณและโลหิตสองเท่า ขั้นที่สาม พลังจินทะลุหนึ่งจั้ง ขั้นที่สี่ พลังแห่งช้างศักดิ์สิทธิ์ ขั้นที่ห้า ภาพนิมิตเทพอสูรช้าง ขั้นที่หก กายาอสูรโลหิตปราณ และขั้นที่เจ็ด กายาเทพราชันช้าง!
ผู้แข็งแกร่งในเผ่าพันธุ์อสูร หากบำเพ็ญเพียรวิชาการต่อสู้ถึงขั้นที่เจ็ด ก็จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นราชาอสูร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพภูผาหรือเจ้าแห่งแม่น้ำ!
บำเพ็ญเพียรถึงขั้นที่ห้า ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นอสูรใหญ่แล้ว!
สวี่อิงในตอนนี้ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นอสูรใหญ่!
“แต่ว่า เจ้าเด็กนี่เป็นคนชัดๆ...” อสูรงูงุนงง
ในหัวของสวี่อิงไม่ได้คิดอะไรมาก ใช้เพลงหมัดอสูรวัวพลังช้างกระบวนท่าที่สอง ช้างเผือกสะบัดงวง!
เขาทรงตัวหมุนไปด้านข้าง ขาขวาแหวกอากาศราวกับงวงช้างที่สะบัดออก อากาศถูกฉีกขาด เกิดเสียงหวีดแหลม!
ด้านหลังของเขา เทพเจ้าศีรษะช้างกายคนหันกลับและเหวี่ยงขาไปพร้อมกัน ขาช้างซ้อนทับกับขาของเขา เสียงดัง ‘เพียะ’ กังวานใส กระแทกเข้าที่เอวของเทพอาภรณ์เขียว ทำให้เทพองค์นั้นโซซัดโซเซ เอวบิดงอ ร่างกายแทบจะราบไปกับพื้น
เทพอาภรณ์เขียวทั้งตกใจทั้งโกรธ ถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อหลบการโจมตีของสวี่อิง ทันใดนั้นก็รื้อกำแพงข้างๆ ลงมา ยกขึ้นสูง เหมือนกับจะตบแมลงวัน หมายจะทับสวี่อิงไว้ใต้กำแพง!
กำแพงพังทลายลงมาอย่างกะทันหัน สวี่อิงชกกำแพงจนแตกละเอียด อิฐหินปลิวกระจาย กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเทพองค์นั้น
เทพอาภรณ์เขียวยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้า อีกหมัดหนึ่งชกออกมา
หมัดของเขาปะทะกับหมัดของสวี่อิงที่พุ่งเข้ามา ได้ยินเสียง ‘แกรก’ กังวานใส กลับหักสะบั้นอย่างไม่น่าเชื่อ!
ในใจของเทพอาภรณ์เขียวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อสายตาของเขาสบกับสายตาของสวี่อิง จิตใจของเขาก็ถูกครอบงำด้วยความกลัวนั้นอีกครั้ง
นั่นคือความหวาดกลัวที่มนุษย์มีต่อเทพเจ้า!
เขาเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาราวกับเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ในขณะที่สวี่อิงกลับราวกับเป็นเทพเจ้าผู้กุมชะตาชีวิตและความตายของเขา!
เขาปัดป้องซ้ายขวา แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป
เขาเห็นหมัดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของสวี่อิงพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเขา รีบตะโกนเสียงดังว่า “ข้าเป็นเทพที่เจ้าพ่อหลักเมืองแต่งตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนทั้งของสภายมโลกและราชสำนัก เจ้าฆ่าข้าถือเป็นการฝ่าฝืนกฎสวรรค์...”
คำว่า “สวรรค์” ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก หมัดของสวี่อิงก็ทะลวงผ่านใบหน้าของเขา ทะลุออกไปทางด้านหลังศีรษะ เจาะหัวของเขาเป็นรูขนาดใหญ่!
เทพอาภรณ์เขียวตะลึงงันไปชั่วครู่ ร่างกายโงนเงน ล้มลงกับพื้น พลังชีวิตสลายไป กลายเป็นกองไม้กองหนึ่ง
“อ๊าาาาาา——” ที่ไม่ไกลออกไป อสูรงูอ้าปากค้าง กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว