ภายในเรือนไม้ของหลี่ผิงอัน
มือใหม่ที่เพิ่งก้าวสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรผู้นี้กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาสัมผัสถึงพลังเวทอันเปี่ยมล้นในร่าง สัมผัสวิญญาณที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างฉับพลันจากการทะลวงระดับอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนทะเลลมปราณและเส้นลมปราณที่ถูกขยายออกอย่างฝืนทน พลางนึกย้อนถึงรสชาติของการเฉียดเป็นเฉียดตายเมื่อครู่นี้
หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เขาสะสมความรู้แจ้งไว้มากพอ จนสามารถทะลวงผ่านด่านพลังขั้นเลี่ยนชี่ (หลอมรวมลมปราณ) ระดับสี่ ห้า และหกไปได้ติดต่อกัน เขาคงถูกพลังเวทที่พุ่งพรวดขึ้นมาระหว่างบำเพ็ญเพียรดันจนร่างระเบิดไปแล้ว! เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หลี่ผิงอันรู้สึกมึนงงอยู่บ้างจริงๆ
ตามความเข้าใจของเขา การบำเพ็ญมรรคเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ต้องสะสมความรู้แจ้ง สะสมพลังเวท สั่งสมจนเต็มเปี่ยมแล้วจึงทะลวงขอบเขต เมื่อขอบเขตสูงขึ้น อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้น ร่างกายแห่งมรรคก็จะแข็งแกร่งขึ้น ก้าวเดินไปบนเส้นทางเซียนทีละก้าวเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ
เนื่องจากพรสวรรค์ของเขาขาดธาตุดินในเบญจธาตุ อีกทั้งยังเริ่มบำเพ็ญเพียรตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ระดับพลังจึงเชื่องช้ามากแต่เดิม ต่อให้พยายามบำเพ็ญเพียรมาได้ระยะหนึ่งจนโชคดีได้รับความรู้แจ้งแห่งมรรคขั้นต้น ก็เป็นเพียงการก้าวไปข้างหน้าได้แค่ไม่กี่ก้าวเล็กๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็!
มีคนแอบถ่ายทอดพลังให้เขางั้นหรือ?
หลี่ผิงอันรู้สึกสังหรณ์ใจ การทะลวงระดับอย่างกะทันหันในครั้งนี้ของตน ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับผู้เป็นพ่อ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเจ็บปวดไปทั้งตัวและทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เขาเคยเห็นกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ และดาวดวงใหญ่ที่ส่องประกายเจิดจ้าดวงหนึ่ง
หลี่ผิงอันล้วงเอาแหวนหยกสวมนิ้วโป้งวงหนึ่งออกมาจากใต้หมอน
ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะสามารถใช้งานของวิเศษเก็บของชิ้นนี้ได้แล้ว
ในใจของหลี่ผิงอันมีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน เขาเตรียมจะส่งพลังเวทเข้าไปเพื่อหลอมรวมแหวนเก็บของวงนี้อย่างง่ายๆ ทันที ทว่าเขายังไม่ทันได้ทำอะไร นอกหน้าต่างก็มีเสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้น "ผิงอัน!"
"พ่อ?"
หลี่ผิงอันคว้าเสื้อคลุมยาวมาสวมแล้วรีบเดินไปที่หน้าต่าง เมื่อผลักบานหน้าต่างออกก็เห็นผู้เป็นพ่อยืนอยู่บนเมฆ
หลี่ผิงอันยิ้มเจื่อน "พ่อ นี่พ่อ! พ่อขี่เมฆได้แล้วเหรอเนี่ย?"
"นี่คือกลุ่มเมฆหมอกที่ปรมาจารย์ของแกหลอมสร้างขึ้นมาต่างหาก พ่อยังห่างไกลจากการเหาะเหินเดินอากาศอีกเยอะ!"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะแหะๆ พลางมุดเข้ามาในห้องของหลี่ผิงอัน
ไม่ได้เจอกันช่วงหนึ่ง พุงของหลี่ต้าจื้อไม่เพียงไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น รอยย่นบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น ดูเหมือนเด็กลงไปยี่สิบปี เวลาหัวเราะใบหน้าก็อิ่มเอิบแดงปลั่ง
หลี่ต้าจื้อหันมองซ้ายขวา แล้วพิจารณาหลี่ผิงอันอย่างละเอียด ก่อนจะส่งเสียงพึมพำในลำคอสองสามครั้ง
"ผิงอัน ระดับพลังของแก... เพิ่มขึ้นหรือเปล่า?"
"เพิ่มขอรับ ก่อนหน้านี้จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาช่วงหนึ่ง" หลี่ผิงอันขมวดคิ้ว "พ่อไปขอให้เซียนถ่ายทอดพลังให้ข้าเหรอ?"
หลี่ต้าจื้อพลันหัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจ
เขามองสำรวจที่พักของลูกชายซ้ายทีขวาที พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เดินไปที่โต๊ะหนังสือด้านข้าง แสร้งทำเป็นอมพะนำ โคลงศีรษะไปมาแล้วเอ่ยว่า "เรื่องนี้ห้ามบอกกล่าวแก่คนนอกเด็ดขาด!"
หลี่ผิงอันยกกาน้ำชาที่เย็นชืดแล้วเดินตามมา
"พ่อ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?"
"ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก"
หลี่ต้าจื้อนั่งเอนกายบนเก้าอี้พนักโค้ง เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า "ต่อไปแกก็ไม่ต้องกังวลเรื่องบำเพ็ญเพียรแล้วล่ะ! ปรมาจารย์ของแกยอมสูญเสียตบะร้อยปี เพื่อหล่อหลอมวิชาศักดิ์สิทธิ์สายเลือดเผ่ามนุษย์ยุคโบราณให้พ่อใหม่ วิชาศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อได้มาก็น่าสนใจดี แค่พ่อรู้สึกถึงความเชื่อมโยงในใจ ก็สามารถเปิดใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ มอบพลังเวทส่วนหนึ่งให้แกได้
"พ่อขอเรียกมันว่า พ่อลูกร่วมใจ ก็แล้วกัน
"พ่อบำเพ็ญเพียรง่ายจะตาย ส่วนแกบำเพ็ญเพียรยุ่งยากแค่ไหน แกก็ไม่ต้องกดดันขนาดนั้นหรอก นอนรอเฉยๆ ให้พ่อพาบินก็พอแล้ว"
มุมปากของหลี่ผิงอันกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจ แล้วนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นพ่อ
เขาไม่ได้บอกว่าตัวเองเกือบถูกพลังเวทขุมนั้นดันจนร่างระเบิด เพียงแค่เตือนผู้เป็นพ่ออย่างอ้อมๆ ว่าไม่จำเป็นต้องจงใจถ่ายเทพลังเวทมาให้เขา
"ผิงอัน พ่อรู้ว่าแกอยากพึ่งพิงตัวเองในทุกๆ เรื่อง เราสองพ่อลูกนิสัยเหมือนกัน ดื้อรั้นทั้งคู่"
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจ "แต่แกลองคิดดูสิ แกเป็นญาติเพียงคนเดียวของพ่อบนโลกใบนี้ พ่อไม่ช่วยแกแล้วจะให้ไปช่วยใคร ถ้าแกได้วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้มา แกจะไม่ช่วยพ่อเหรอ?
"ตอนนี้เราสองพ่อลูกมาอยู่ในโลกบำเพ็ญเซียนแล้ว สำนักเซียนแห่งนี้ดูเหมือนสงบสุข แต่ความจริงแล้วเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน สำนักหมื่นเมฆาใช่ว่าจะไม่มีศัตรู ในสำนักก็มีเซียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจพ่อที่เป็นแค่พ่อค้าธรรมดาๆ ที่จู่ๆ ก็โผล่มา
"ยิ่งระดับพลังของแกสูงเท่าไหร่ ความสามารถในการป้องกันตัวก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น พ่อก็จะยิ่งสามารถบำเพ็ญเพียรต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร้ความกังวล
"อีกอย่าง ผิงอันแกก็รู้ ต่อให้พ่อจะมีวาสนา มีพรสวรรค์ แต่ระดับพลังไปถึงขั้นสูงก็ไม่ใช่คนที่จะเป็นบุคคลสำคัญได้ เป็นได้แค่ทัพหน้า เป็นแม่ทัพใหญ่ไม่ได้หรอก
"แต่แกไม่เหมือนกันนะผิงอัน แกหัวไว ไหวพริบดี ความเข้าใจก็ล้ำเลิศ... พ่อให้พลังเวทแกนิดหน่อยเพื่อช่วยแกบำเพ็ญเพียรแล้วมันจะเป็นอะไรไป คนอื่นอยากได้ยังไม่ได้เลย!"
หลี่ผิงอันพึมพำในลำคอสองสามคำ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ อย่างจนใจ
"พ่อ สิ่งที่พ่อให้ข้า ข้าจะไม่ปฏิเสธ แต่พวกเราต้องตกลงกันสองสามเรื่อง"
หลี่ต้าจื้อโบกมือใหญ่ "เรื่องอะไรล่ะ ว่ามาเลย เรื่องในบ้านตามใจแกหมดนั่นแหละ"
"ทุกครั้งที่พ่อจะถ่ายทอดพลังให้ข้า พ่อต้องมาที่นี่ ข้าจะได้เตรียมตัวสักหน่อย"
หลี่ผิงอันดึงเสื้อคลุมยาวออก เผยให้เห็นเสื้อตัวในที่ยังไม่ทันได้เปลี่ยน
บนเสื้อตัวในเต็มไปด้วยรอยเลือดสกปรก
นี่คือร่องรอยที่หลี่ผิงอันทิ้งไว้เมื่อตอนข้ามผ่านด่านเป็นด่านตายก่อนหน้านี้
หลี่ต้าจื้อเห็นดังนั้นก็เหงื่อเย็นผุดพราย รีบพูดว่า "โทษพ่อเอง" "โทษพ่อเอง"
"ยังมีอีก พ่อ วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้ของพ่อ ทางที่ดีให้รู้กันแค่เราสองคนก็พอ แล้วพ่อก็ถ่ายทอดพลังให้ข้าได้มากสุดปีละครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ต้องให้ข้ามากเกินไป อย่าให้กระทบกับการบำเพ็ญเพียรของตัวเองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย
"ข้าได้ยินพ่อเพิ่งพูดว่า มีคนในสำนักไม่พอใจพ่อเหรอ? พ่อเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังดีๆ ก่อน อย่าให้มีอันตรายซ่อนเร้นอะไร"
หลี่ต้าจื้อยิ้มพลางส่ายหน้า "รู้อย่างนี้ไม่บอกแกเรื่องพวกนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องให้แกมากังวล"
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลี่ต้าจื้อก็ออกจากสำนักเมฆาคล้อยไปอย่างเงียบๆ
หลี่ผิงอันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วนั่งลงหลังโต๊ะหนังสือครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ปัญหาที่ผู้เป็นพ่อกำลังเผชิญ จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก
ทรัพยากรภายในสำนักเดิมทีก็มีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะทรัพยากรระดับยอดเยี่ยมเหล่านั้น—เช่น โควตาลูกศิษย์ของนักพรตคงหมิง
นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้พ่อถูกผู้วิเศษขั้นเทียนเซียน (เซียนสวรรค์) หลายคนอิจฉาริษยา
สำนักหมื่นเมฆามียอดเขาประธานทั้งหมดสามสิบหกยอด มีสายสืบทอดมรรคาน้อยใหญ่สามสิบหกสาย ก็เท่ากับมีขั้วอำนาจสามสิบหกกลุ่ม ขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นสายของเจ้าสำนักหมื่นเมฆา
นักพรตคงหมิงคือปรมาจารย์ของสายเจ้าสำนัก ปรมาจารย์ขั้นจินเซียน (เซียนทองคำ) อีกสองท่านก็มีความเกี่ยวข้องกับสายเจ้าสำนักไม่มากก็น้อย
ขอเพียงนักพรตคงหมิงเอ่ยปากเพียงประโยคเดียว ตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไปก็ถือเป็นอันยุติ
นี่จึงก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เซียนในสำนักจำนวนไม่น้อยต่างพากันพูดว่า ศิษย์ที่นักพรตคงหมิงเพิ่งรับเข้ามานั้นเนื่องจากมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ในตัว อาจถูกเลือกเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป เช่นนี้ก็จะสามารถยืมวาสนาอันยิ่งใหญ่ของศิษย์ผู้นั้นมาขับเคลื่อนวาสนาของสำนักได้
เรื่องนี้สำหรับสำนักแล้วถือเป็นเรื่องดี แต่สำหรับยอดฝีมือขั้นเทียนเซียนที่มีความทะเยอทะยานต่อตำแหน่งเจ้าสำนักเหล่านั้น กลับเป็นข่าวร้ายอย่างยิ่ง
นี่จึงปรากฏขั้วอำนาจอีกกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อ
ขั้วอำนาจสองกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น แท้จริงแล้วมีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่มาก
หลี่ผิงอันครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่นาน จึงหยิบพู่กันขึ้นมาเริ่มขีดเขียน
ภายในสำนักเซียนแห่งนี้ก็มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจเช่นกัน
แม้พ่อจะทำธุรกิจมาหลายปี แต่ก็ล้วนเป็นการทำโรงงานในที่เล็กๆ เนื้อแท้แล้วมีนิสัยซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในหน้าที่—ซึ่งนี่ก็ถูกหล่อหลอมมาจากยุคสมัยที่พ่อเติบโตขึ้นมา
หลี่ผิงอันกลัวว่าผู้เป็นพ่อจะเสียเปรียบ ยังไงก็ต้องวางแผนให้พ่อดีๆ สักหน่อย
ต้องมั่นใจเต็มเปี่ยม ถึงจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้
เขาก้มหน้าเขียนอยู่ครึ่งค่อนวัน รอจนตะวันคล้อยต่ำ หลี่ผิงอันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตนยังไม่ได้ดูแหวนที่พ่อให้มาก่อนหน้านี้เลย
หลี่ผิงอันหยิบแหวนออกมา ใช้วิธีที่ตนอ่านเจอจากในหนังสือมาหลอมอย่างง่ายๆ สัมผัสวิญญาณสายหนึ่งก็แทรกเข้าไปในนั้นอย่างรวดเร็ว
โอ้โห!
สมกับเป็นของขวัญรับศิษย์ของจินเซียน! หลี่ผิงอันเห็นศิลาวิญญาณชั้นยอดกองเป็นภูเขาขนาดสามฉื่อ เห็นโอสถรักษาอาการบาดเจ็บในขวดกระเบื้องสองขวด และยังเห็นกล่องผ้าไหมใบหนึ่ง บนกล่องผ้าไหมเขียนคำว่า 'ชีวิต' เอาไว้
เขาสัมผัสอย่างละเอียด สัมผัสวิญญาณได้กลิ่นหอมของโอสถที่เข้มข้น
นี่น่าจะเป็นโอสถวิญญาณรักษาชีวิตที่ปรมาจารย์ขั้นจินเซียนประทานให้พ่อ แต่พ่อกลับยัดมันใส่มือเขา
ในใจของหลี่ผิงอันมีความอบอุ่นผุดขึ้นมาหลายส่วน และก็ลอบเตือนสติตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นพลังเวทที่พ่อให้มา หรือโอสถและของวิเศษ ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงพลังภายนอก ตนยังคงต้องพยายามบำเพ็ญเพียร ต้องไปทำความเข้าใจหลักแห่งมหาวัฏจักร ถึงจะสามารถดำรงอยู่คู่กับมหาวัฏจักรได้
พลังเวทไม่ได้เป็นตัวแทนของขอบเขตการบำเพ็ญมรรค ทุกสิ่งล้วนต้องดูที่ความรู้แจ้งต่อมหาวัฏจักรของตนเอง
ได้รับผลกระทบจากวิชาศักดิ์สิทธิ์ใหม่ที่พ่อได้มา หลี่ผิงอันจึงปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแผนการบำเพ็ญเพียรของตนเล็กน้อย แต่ข้อสรุปสุดท้ายที่ได้กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
—ในระยะนี้ต้องให้ความสำคัญกับการทำให้พลังโคจรในร่างกายได้เองเป็นอันดับแรก
นี่คือตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขา
หลี่ผิงอันรู้มานานแล้วว่า ขอบเขตการบำเพ็ญมรรคสามขั้นแรกคือ เลี่ยนชี่ (หลอมรวมลมปราณ) จวี้เสิน (รวบรวมจิต) และหนิงกวง (ควบแน่นแสง) สามขอบเขตหลังจากนั้นคือ เลี่ยนซวี (หลอมรวมความว่างเปล่า) เหอเจิน (ผสานสัจธรรม) และเทียนตี้เฉียว (สะพานฟ้าดิน)
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหนิงกวงเท่านั้นที่สามารถทำให้พลังเวทในร่างกายโคจรได้เอง ดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินมาเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณและพลังเวทของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอย่างขั้นเลี่ยนชี่และจวี้เสิน จะสามารถรักษากระแสการโคจรและดูดซับพลังวิญญาณมาใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้นเฉพาะตอนที่นั่งสมาธิเท่านั้น
หลังจากระดับพลังของหลี่ผิงอันพุ่งพรวดขึ้นมาระลอกนี้ เขาก็ยังคงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด สัมผัสวิญญาณไม่แข็งแกร่ง จิตวิญญาณอ่อนแอ ยังไม่สามารถจุดประกายแสงบนแท่นวิญญาณได้...
การจะทำ 'การโคจรได้เอง' ในตอนนี้ ช่างยากลำบากจริงๆ
"ความสำเร็จอยู่ที่คนทำ"
หลี่ผิงอันบิดขี้เกียจ ลุกขึ้น ผลักหน้าต่าง มองออกไปไกลๆ พ่นลมขุ่นมัวในอกออกมา ทำห้วงแห่งความรู้ให้ว่างเปล่า ผ่อนคลายจิตใจ
เด็กหนุ่มข้างบ้านกำลังรำเพลงหมัดชุดเสริมสร้างพลังลมปราณอยู่ในลานบ้าน
ไกลออกไปมีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังฝึกวิชายันต์อยู่ริมสระน้ำ กระดาษยันต์สีเหลืองหลายแผ่นถูกสะบัดออกไป สองแผ่นในนั้นกลายเป็นนกกระจอกวิญญาณ บินวนเวียนกระพือปีกอยู่รอบตัวเด็กสาว เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ราวกับกระดิ่งเงินดังขึ้นเป็นระยะ
กระท่อมผู้ดูแลที่ลานหน้าบ้านยังคงถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างของค่ายกล ต้นสนรับแขกต้นนั้นมองจากไกลๆ ก็เหมือนบอนไซที่ประณีตงดงาม
หลี่ผิงอันไม่ได้มองทิวทัศน์เหล่านี้มากนัก เขาปิดประตูหน้าต่างโดยตรง แล้วกลับไปนั่งสมาธิบนเตียงต่อ
ต้องทำให้เกิดการโคจรได้เองให้ได้!
เขารวบรวมสมาธิกระตุ้นพลังลมปราณในร่างกายให้โคจรเป็นวัฏจักร สัมผัสถึงความลึกล้ำต่างๆ นานา ขณะที่พลังลมปราณในร่างกายโคจรอย่างละเอียด
พลังวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศค่อยๆ ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขา มุดเข้าทางปากและจมูก ซึมซาบเข้าสู่รูขุมขนทั่วร่าง หลังจากวนไปหนึ่งรอบ พลังวิญญาณปริมาณเล็กน้อยก็ตกค้างอยู่ในร่างกาย ถูกพลังลมปราณกลืนกินอย่างช้าๆ พลังเวทในร่างกายก็เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
จะรักษากระบวนการนี้ด้วยตัวเองได้อย่างไร?
ขณะที่หลี่ผิงอันกำลังครุ่นคิด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่เจือแววไร้เดียงสาเล็กน้อยตะโกนถาม "ขอถามหน่อย! ที่นี่มีคนดูแลหรือเปล่า!"
เสียงตะโกนนี้ดังมาจากลานด้านหน้า
หลี่ผิงอันที่ถูกรบกวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่ายหน้า แล้วตั้งใจนั่งสมาธิต่อ
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เสียงผู้หญิงคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง น่าจะมีระดับพลังอยู่บ้าง น้ำเสียงนุ่มนวลจึงกังวานใสมาก
"มีผู้ดูแลของสำนักอยู่ไหม? ข้าเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งมา"
หลี่ผิงอันลืมตาขึ้น เบ้ปากด้วยความรำคาญเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจสองสามประโยค:
ศิษย์คนนี้ทำไมไม่อดทนรออีกหน่อย ที่ลานด้านหน้าก็มีผู้ดูแลเวยเหยียนจื่ออยู่แล้ว...
อา ใช่ ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อเก็บตัวฝึกตนอยู่นี่นา
ตอนนี้เขาเป็นผู้ดูแลรักษาการ
หลี่ผิงอันลอบถอนหายใจ 'ยุ่งยากจริง' ชำเลืองมองป้ายคำสั่งผู้ดูแลบนโต๊ะ จึงจำใจต้องลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมยาว สวมรองเท้าผ้าวิ่งลงไปชั้นล่าง
ก่อนออกจากเรือนไม้ เขาแต่งกายเรียบร้อย มัดผมมวยเรียบร้อย ถือป้ายคำสั่งนั้นไว้ในมือ แล้วรีบเดินไปที่ลานด้านหน้า
มีศิษย์เด็กสามห้าคนชะเง้อมองไปข้างหน้าอยู่ที่ประตูหลังบ้านแล้ว
เมื่อหลี่ผิงอันมาถึงที่นี่ เด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้ก็หันหน้ามามอง
แม้ทุกคนจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ก็ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน
เมื่อเห็นหลี่ผิงอันถือป้ายคำสั่งผู้ดูแล เด็กหนุ่มเด็กสาวก็ประสานมือคารวะอย่างเป็นธรรมชาติ
หลี่ผิงอันประสานมือคารวะตอบ เอ่ยว่า "ศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายทุกท่านตั้งใจบำเพ็ญเพียรเถอะ ข้าจะไปดูที่ลานด้านหน้าเอง"
พูดจบก็ก้าวเท้าออกจากลานด้านหลัง เลี้ยวผ่านกำแพงบังตาด้านหน้า เงยหน้ามองไปที่ตรงกลางลานด้านหน้า
หญิงสาววัยแรกรุ่นนางหนึ่งถือกระบี่ยืนอยู่
ต่อให้เป็นหลี่ผิงอันที่มีจิตใจสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น ในยามนี้ก็ยังต้องตาเป็นประกาย
สิ่งที่ทำให้หลี่ผิงอันตาเป็นประกาย ไม่ใช่งดงามดั่งดอกไม้หรือดวงจันทร์ของเด็กสาวผู้นี้ และไม่ใช่ทรวดทรงองเอวอันอ้อนแอ้นของนาง แต่เป็นกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของนางต่างหาก
สดใสบริสุทธิ์ โดดเด่นไม่ธรรมดา นางราวกับกระบี่คมกริบที่หลุดจากฝัก คล้ายกับจะตัดฝุ่นละอองในอากาศให้ขาดสะบั้น
เด็กสาวผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามีระดับพลังอยู่ในตัวแล้ว
หากพูดถึงรูปลักษณ์ภายนอก เด็กสาวผู้นี้เกิดมาหน้าตางดงามมาก คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ริมฝีปากแดงดั่งผลอิงเถา (เชอร์รี่) ตาสว่างฟันขาวรูปหน้าเมล็ดแตงโม ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนยังคงเห็นว่าผิวพรรณของนางขาวผ่องละเอียดอ่อน ดวงตาดอกท้อมีประกายน้ำกระเพื่อมไหว ใบหูเล็กกะทัดรัดโปร่งใสราวกับคริสตัล
กระโปรงยาวสีน้ำเงินขาวปกปิดเรียวขาและเท้าดอกบัวของนางเอาไว้ ใต้ชายกระโปรงที่ยาวเกือบจรดพื้น คือรองเท้าปักลายดอกกล้วยไม้คู่หนึ่ง
ดูจากรูปร่างหน้าตาของนางน่าจะอายุแค่สิบสามสิบสี่ปี หว่างคิ้วยังคงมีความไร้เดียงสาหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ตอนนี้ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจนแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะสูงโปร่งยิ่งกว่านี้อีกหรือไม่
หญิงสาวในโลกมนุษย์อายุสิบห้าก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนนี้นางก็แค่ขาดส่วนสูงไปนิดหน่อยเท่านั้น
หลี่ผิงอันจ้องมองกระบี่พกพร้อมฝักในมือของนางอยู่สองสามครั้ง นึกถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยพบเจอหลายครั้งในโลกมนุษย์ แล้วมองท่าทางการยืนของเด็กสาวผู้นี้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่โคจรอย่างช้าๆ ในร่างกายของนาง ทำให้เกิดความอยากรู้เกี่ยวกับที่มาของนางขึ้นมาหลายส่วน
เขากำลังพิจารณาเด็กสาวผู้นี้ อีกฝ่ายย่อมกำลังพิจารณาเขาอยู่เช่นกัน
เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ริมฝีปากแดงฟันขาวเดินออกมาท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน เด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะมองเพิ่มอีกสองสามครั้ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนเสียมารยาท จึงรีบก้มหน้าทำความเคารพ ประสานมือคารวะ
นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "คารวะผู้อาวุโสเจ้าค่ะ"
ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับน้ำเสียงกังวานใสก่อนหน้านี้ของนาง
หลี่ผิงอันหัวเราะ "ข้าก็เป็นศิษย์ของที่นี่เหมือนกัน เพิ่งมาเมื่อไม่นานนี้เอง นักพรตเวยเหยียนจื่อผู้ดูแลสำนักเมฆาคล้อยช่วงนี้เก็บตัวฝึกตน เขาอยู่ในเรือนที่ถูกค่ายกลปกคลุมทางด้านโน้น... นี่คือหลักฐานที่ผู้ดูแลมอบให้ข้า เพื่อให้ข้ารักษาการตำแหน่งผู้ดูแลชั่วคราว"
นางชำเลืองมองป้ายหยกนั้น ริมฝีปากสีชมพูอ่อนแย้มยิ้มบางๆ แล้วประสานมือคารวะอีกครั้ง "คารวะศิษย์พี่เจ้าค่ะ"
หลี่ผิงอันคารวะตอบ ถามตรงๆ ว่า "แม่นางมาที่นี่เพื่อกราบอาจารย์บำเพ็ญเพียรหรือ?"
"เจ้าค่ะ!"
หลี่ผิงอันถามอีก "ไม่ทราบว่าแม่นางขึ้นเขามาได้อย่างไร?"
เด็กสาวอธิบายว่า "ผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆาสองสามท่านไปตามหาเด็กเซียนที่บ้านเกิดของข้า แม้ท่านพ่อท่านแม่จะตัดใจให้ข้าเดินทางไกลไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าหากข้ายังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้านต่อไป เกรงว่าในอนาคตคงยากที่จะประสบความสำเร็จ จึงให้ข้ากลับมาที่สำนักหมื่นเมฆา"
หลี่ผิงอันรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
กลับมา? ฟังจากความหมายในคำพูดของแม่นางผู้นี้ คนในครอบครัวของนางน่าจะเป็นศิษย์สายนอกของสำนักหมื่นเมฆา
เด็กสาวอธิบายด้วยตัวเอง:
"ท่านแม่กับท่านอาหญิงของข้าล้วนเป็นศิษย์สายนอกของสำนักหมื่นเมฆา บำเพ็ญเพียรอยู่ที่สำนักหมื่นเมฆามาสิบยี่สิบปี เมื่อรู้ตัวว่าหมดหวังในเส้นทางเซียน จึงกลับสู่โลกโลกีย์เพื่อปราบปรามปีศาจและปกป้องมนุษย์ปุถุชน
"ข้าติดตามท่านแม่บำเพ็ญเพียรมาหลายปี ท่านแม่ปฏิบัติตามกฎของสำนัก ยอมให้ข้าฝึกฝนเพียงแค่วิธีบำรุงลมปราณบางอย่างและวิทยายุทธ์ของโลกมนุษย์เท่านั้น"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง ศิษย์น้องเชิญทางนี้"
หลี่ผิงอันก็ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เมื่อถามไถ่ที่มาของนางจนชัดเจนแล้ว ก็พานางไปที่หน้าประตูห้องของนักพรตเวยเหยียนจื่อ
"นี่คือโอสถธัญพืช ในหนึ่งขวดมียี่สิบเม็ด เจ็ดวันรับได้หนึ่งขวด
"หากใช้เร็วเกินไป จะมารับในสามห้าวันก็ไม่เป็นไร
"บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นหนิงกวงจึงจะสามารถงดอาหารได้ การใช้โอสถแทนอาหารจะสามารถปรับปรุงสภาพร่างกายของเจ้าได้อย่างต่อเนื่อง"
จากนั้น หลี่ผิงอันก็พานางไปรับชุดนักพรตและรองเท้าผ้าที่ห้องข้างๆ แล้วพานางไปที่ลานด้านหลังของสำนักเมฆาคล้อย
เช่นเดียวกับที่เวยเหยียนจื่อคอยแนะนำเขา หลี่ผิงอันก็อธิบายไปตลอดทางเช่นกัน
"ที่นี่มีเรือนหลังเล็กๆ ว่างอยู่มากมาย ศิษย์น้องเลือกพักได้ตามใจชอบเลย
"ในสำนักเมฆาคล้อย ทุกเดือนจะมีผู้อาวุโสเซียนมาบรรยายธรรมสามครั้ง นี่คือโอกาสที่ผู้อาวุโสเซียนจะรับศิษย์ หากไม่มีธุระอะไรก็ต้องพยายามมาฟังบรรยายให้ได้
"เรือนว่างในลานด้านหลังล้วนสามารถเข้าพักได้ เรือนเหล่านี้ติดตั้งค่ายกลพื้นฐานเอาไว้ หากปิดประตูหน้าต่าง ค่ายกลก็จะทำงานเอง สามารถปิดกั้นการตรวจสอบจากสัมผัสวิญญาณได้
"ศิษย์ที่อยู่ที่นี่เจ้าก็เห็นแล้ว เมื่อเทียบกับเจ้าและข้าแล้วอายุยังน้อยกว่านิดหน่อย แต่พวกเขาก็ขึ้นเขามาได้หนึ่งถึงสองปีแล้ว เวลาที่เราเจอหน้าก็ต้องเรียกศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายเช่นกัน
"เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรและคาถาพื้นฐานควรได้รับการถ่ายทอดจากผู้ดูแลภายในสำนัก ช่วงนี้คงต้องให้ศิษย์น้องลำบากสักสองสามวันแล้ว ผู้ดูแลบอกว่าเขาจะออกจากด่านในสามถึงห้าวันหรือสามถึงห้าเดือน เรื่องนี้ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
"เอาล่ะ เลือกที่พักสักแห่งเถอะ"
เด็กสาวกะพริบตา ชี้ไปที่เรือนไม้หลังเล็กอันประณีตงดงามที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงไก่ "ที่นี่มีคนอยู่ไหมเจ้าคะ?"
หลี่ผิงอันกล่าวอย่างเรียบเฉย "มีแสงไฟจุดอยู่ย่อมมีคนอยู่"
"เรือนไม้หลังนี้ไฉนถึงได้เตะตาขนาดนี้"
เด็กสาวเดาะลิ้น "ไม่คิดเลยว่า ในเขาก็ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นด้วย
"เรือนรอบๆ ล้วนเป็นบ้านชั้นเดียวเตี้ยๆ แต่บ้านหลังนี้กลับเป็นเรือนไม้อันโอ่อ่า มีการจัดสวนอย่างประณีต หรือว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลในสำนักเมฆาคล้อยแห่งนี้? ศิษย์พี่ ข้าเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน แต่ก็ติดตามท่านแม่ท่องยุทธภพในโลกมนุษย์มาหลายปี พบเห็นพวกที่เรียกตัวเองว่าผู้มีอำนาจมาก็มาก
"คนที่พักอยู่ที่นี่มีระดับพลังร้ายกาจไหม? หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจวี้เสิน วันหลังข้าคงต้องไปขอคำชี้แนะและประลองฝีมือสักกระบวนท่าสองกระบวนท่าแล้ว"
หลี่ผิงอันไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงชำเลืองมองกระบี่พกที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเด็กสาวสองสามครั้ง
นางมั่นใจในตัวเองขนาดนี้มาตลอดเลยหรือ? แม้ว่าความสามารถในการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่โดยทั่วไปจะอ่อนด้อย ยันต์ไม่ทำร้ายคน ของวิเศษโจมตีได้ไม่เกินหนึ่งจ้าง แต่เด็กสาววัยแรกรุ่นคนหนึ่งกลับกล้าพูดว่าจะสามารถต่อสู้กับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นจวี้เสินได้ ถือว่าโอ้อวดเกินไปหน่อยจริงๆ
"ในสำนักห้ามมิให้ศิษย์ในสำนักต่อสู้กันเอง นี่เป็นความผิดร้ายแรงอันดับหนึ่ง"
หลี่ผิงอันเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เลือกที่พักสักแห่งเถอะ"
เขาต้องรีบกลับไปบำเพ็ญเพียร
เด็กสาวเอียงคอเล็กน้อย จ้องมองเสี้ยวหน้าของหลี่ผิงอันอย่างละเอียด แล้วเอ่ยถามเสียงเบา "ศิษย์พี่ ท่านไม่คิดจะถามหน่อยหรือว่าข้าแซ่อะไรชื่ออะไร มีฉายาอะไรบ้าง?"
หลี่ผิงอันอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ทำงานเป็นอาสาสมัครในสถานสงเคราะห์เด็ก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:
"แล้วเจ้าแซ่อะไรชื่ออะไร มีฉายาอะไรบ้างล่ะ?"
นางยิ้มอย่างมีความสุขทันที สองมือโอบกระบี่ เผยให้เห็นฟันขาวราวไข่มุก ริมฝีปากเล็กๆ ขยับไปมา ท่อง 'บทพูด' ที่นางท่องมาตลอดทางออกมา: "ข้าชื่อมู่หนิงหนิง!
"บ้านอยู่เมืองอวิ๋นฮั่นทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปบูรพา! นั่งสมาธิตั้งแต่อายุสามขวบ ฝึกยุทธ์ตอนหกขวบ สิบเอ็ดขวบสังหารสัตว์ประหลาดปกป้องชาวบ้านปุถุชน ท่องยุทธภพมาจนถึงตอนนี้ก็สามปีแล้ว! รู้ตัวดีว่าวิถีแห่งยุทธ์มีขีดจำกัด แต่วิถีแห่งเซียนนั้นไร้ขอบเขต จึงขึ้นเขาแสวงหาเซียน ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักหมื่นเมฆา หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสทุกท่าน! วันหน้าหากสามารถเข้าสู่ดินแดนเซียน บรรลุสัจธรรมที่แท้จริง ย่อมต้องกำจัดมารพิทักษ์มรรคา ปกป้องสรรพสัตว์เผ่ามนุษย์ของพวกเรา!"
"มีความตั้งใจดี"
หลี่ผิงอันยกนิ้วโป้งให้ ยิ้มพลางกล่าวว่า:
"งั้นก็รีบเลือกที่พักเถอะ"
มู่หนิงหนิงถามเสียงเบา "แล้วศิษย์พี่ล่ะเจ้าคะ? ข้าแนะนำตัวเสร็จแล้ว ก็ถึงตาท่านแนะนำตัวบ้างสิ" "ข้าชื่อหลี่ผิงอัน เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียร เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางเท่านั้น"
หลี่ผิงอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง:
"ขอให้เลือกที่พักเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะจัดแจงให้เจ้าเข้าพักแล้วก็ต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรต่อ
"ข้ายังไม่ได้กราบอาจารย์เซียน เรื่องบำเพ็ญเพียรจึงไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่น้อย ขอศิษย์น้องอย่าได้ถือสา"
"งั้นก็ได้เจ้าค่ะ"
มู่หนิงหนิงชี้ส่งเดชไปที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีแสงไฟและไม่มีค่ายกล
"ข้าเลือกเรือนทางด้านนี้ก็แล้วกัน"
"เชิญ งั้นข้าขอตัวก่อน"
หลี่ผิงอันโบกมือใหญ่ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
มู่หนิงหนิงลอบถอนหายใจเบาๆ
'มนุษยสัมพันธ์ในสำนักเซียนเย็นชาขนาดนี้เชียวหรือ?'
'ท่านแม่ยังบอกให้ข้าผูกมิตรกับศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายให้มากหน่อย วันหน้าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น... บางทีอาจเป็นแค่ศิษย์พี่คนนี้ที่มีนิสัยค่อนข้างเย็นชาเฉยๆ มั้ง?'
'เอาเถอะ ศิษย์พี่ผู้เย็นชา'
นางยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิม ทว่ากลับเห็นหลี่ผิงอันก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้านของตน แล้วมุดเข้าไปในเรือนไม้หลังนั้น
"เอ๊ะ!"
มู่หนิงหนิงกะพริบตา ฝืนยิ้มแข็งทื่อให้กับความมืดมิดในยามค่ำคืน
ขึ้นเขามาวันแรก พูดแค่สามประโยคก็ล่วงเกินศิษย์พี่ผู้มีอิทธิพลเสียแล้ว...
นางอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับ ในใจรีบคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์
...
'นิสัยของมู่หนิงหนิงคนนี้ก็ไม่เลวเลยนะ น่าสนใจดี'
หลี่ผิงอันกลับมาที่ห้องฝึกวิชา ถอดเสื้อคลุมยาว สลัดรองเท้าผ้าทิ้ง แล้วนั่งขัดสมาธิฝึกตนต่อ รีบดึงสถานะก่อนหน้านี้กลับมาอย่างรวดเร็ว
รู้แจ้งในมรรคาแห่งความอมตะ ประตูแห่งความล้ำลึกย่อมยากจะค้นพบ
หลี่ผิงอันโคจรพลังเป็นวัฏจักรและค่อยๆ เข้าสู่สมาธิอย่างไม่รู้ตัว การนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรได้เข้ามาแทนที่การนอนหลับในยามปกติไปแล้ว
รอจนพลังวิญญาณในอากาศรอบๆ มีความร้อนรุ่มเพิ่มขึ้นหลายส่วน หลี่ผิงอันก็ตื่นจากสมาธิ เมื่อลืมตาขึ้น นัยน์ตาก็มีประกายแสงสว่างวาบ เขาก้มหน้าครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้รับจากการเข้าฌานในครั้งนี้
เขาดูเหมือนจะค้นพบเส้นทางการโคจรได้เองอย่างเลือนราง เพียงแต่เส้นทางนี้ยังคงคลุมเครือ ไม่ได้ปรากฏชัดเจนนัก
"ใจร้อนไม่ได้จริงๆ สินะ"
หลี่ผิงอันลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
ล้างหน้าบ้วนปากเปลี่ยนเสื้อผ้า ผลักหน้าต่างมองออกไปไกลๆ
เขาหยิบขวดหยกบนขอบหน้าต่างขึ้นมา เทโอสถธัญพืชออกมาหนึ่งเม็ดแล้วส่งเข้าปาก โอสถแปรเปลี่ยนเป็นของเหลวชุ่มคอ ท้องที่ว่างเปล่าก็รู้สึกอิ่มขึ้นมาทันที
'แค่พึ่งพาโอสถแบบนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรคงยากที่จะมีคนอ้วนล่ะมั้ง'
หลี่ผิงอันอมยิ้มบางๆ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่ง กำลังตั้งใจจะไปอ่านคัมภีร์ยามเช้า แต่สายตากลับถูกดึงดูดด้วยเงาร่างหลายสายที่อยู่นอกหน้าต่าง
เด็กหนุ่มเด็กสาวหลายคนยืนอยู่บนกำแพงลานบ้าน พร้อมใจกันชะเง้อมองไปที่ลานบ้านแห่งหนึ่ง
'กำลังดูอะไรกันอยู่?'
หลี่ผิงอันเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด สัมผัสวิญญาณยังไม่สามารถแผ่ออกไปได้ไกลนัก จึงโคจรพลังลมปราณ กระโดดออกจากหน้าต่าง แล้วรวบรวมพลังลมปราณในร่างกายไปที่เท้าทั้งสองข้าง ยืมพลังจากความว่างเปล่า พลิกตัวกลับดั่งนกนางแอ่น ร่อนลงบนหลังคาบ้านของตนอย่างมั่นคง
เขากระโดดไปที่ชายคาด้านหนึ่ง ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างอันงดงามที่ดึงดูดให้ศิษย์ร่วมสำนักจำนวนมากพากันจับตามอง
นางคือมู่หนิงหนิงที่เพิ่งมาเมื่อคืนนี้นั่นเอง
มู่หนิงหนิงกำลังฝึกวิทยายุทธ์อยู่ในลานบ้านของนาง
กระบี่ยาวเหล็กธรรมดาอันสว่างวาบเล่มนั้นเมื่อตกอยู่ในมือของนาง ก็ราวกับได้รับจิตวิญญาณ มีความขลังขึ้นมา บางครั้งก็สาดประกายกระบี่ออกไปเป็นม่าน บางครั้งก็พุ่งทะยานดั่งดาวตกที่พาดผ่านท้องฟ้า เสียงกระบี่แหวกอากาศดังขึ้นไม่ขาดหู
รูปร่างของนางเคลื่อนไหวไปตามกระบี่ ฝีเท้าเบาหวิวราวกับภาพลวงตา การออกกระบี่มักจะอยู่ในมุมที่คาดไม่ถึงเสมอ ระหว่างที่ตัวกระบี่สั่นสะเทือน บางครั้งก็มีปราณกระบี่หลุดรอดออกมาสายหนึ่ง
กระบี่ร่ายรำดั่งงูวิญญาณร่ายรำ คมกระบี่ตวัดลงดั่งกระเรียนเมฆาตื่นตระหนก
หลี่ผิงอันดูเหมือนจะได้รับความรู้แจ้งบางอย่าง เขายืนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่บนชายคา
'ตอนที่มู่หนิงหนิงคนนี้ฝึกกระบี่หรือยืนนิ่งๆ พลังลมปราณในร่างกายล้วนโคจรเป็นวัฏจักรอย่างนั้นหรือ?'
ในใจของหลี่ผิงอันมีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
ครึ่งชั่วยามต่อมา มู่หนิงหนิงก็ร่ายรำเพลงกระบี่จบ แล้วมานั่งสมาธิบนเบาะรองนั่งตรงกลางลานบ้าน เด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านั้นต่างก็แยกย้ายกลับเรือนของตนไป
หลี่ผิงอันโคจรพลังลมปราณ รูปร่างเบาดั่งขนนก ลอยละล่องจากชายคาเรือนไม้ของตน ไปลงที่หน้าประตูบ้านของมู่หนิงหนิง
นี่คือวิชาตัวเบาที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
หลี่ผิงอันไม่ได้รบกวนมู่หนิงหนิง เพียงแค่ยืนรอเงียบๆ ในหัวมีภาพเพลงกระบี่ที่มู่หนิงหนิงเพิ่งใช้เมื่อครู่นี้ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เขาทำนิ้วเป็นรูปกระบี่แล้วลองคำนวณดูคร่าวๆ ก็พอจะจับทางเส้นทางการโคจรของลมปราณในร่างกายของนางได้แล้ว
สืบทอดมาจากเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนักหมื่นเมฆา
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันคือเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนักหมื่นเมฆาที่ถูกนำมาดัดแปลงอย่างง่ายๆ นั่นเอง
หลี่ผิงอันลอบหัวเราะในใจ 'นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แม่ของนางสอน ศิษย์สายนอกแอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ลูกหลาน แม้จะเป็นข้อห้ามของสำนัก แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ล่ะนะ
'คิดดูแล้ว แม่ของนางน่าจะอยากให้นางมาบำเพ็ญเพียรในสำนักตั้งนานแล้ว จึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาเข้าสำนักให้ล่วงหน้า
'เดี๋ยวค่อยระวังอย่าไปเปิดโปงเรื่องนี้เข้า จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้นาง'
เอี๊ยด—
ประตูลานบ้านถูกดึงเปิดออก ตรงหน้าของหลี่ผิงอันมีเงาร่างอันงดงามปรากฏขึ้น ข้างหูได้ยินเสียงร้องอุทานเบาๆ "อ๊ะ! ศิษย์พี่!"