กาเวนเดินทางในครั้งนี้ไม่เร็วนัก
แม้ว่าตลอดทางรีเบคก้าจะดูร้อนใจอยู่บ้าง แต่กาเวนยังคงจัดกำหนดการเดินทางตามจังหวะของตนเอง เขาสั่งให้ขบวนแวะพักในทุกเมืองที่ผ่าน จากนั้นก็จะจัดให้ทหารเหล่านั้นปลอมตัวเป็นนักเดินทางหรือทหารรับจ้างปะปนเข้าไปในฝูงชน เพื่อเผยแพร่ข่าว “การฟื้นคืนชีพของวีรบุรุษกาเวนเซซิล ดยุกผู้ก่อตั้งอาณาจักร” และ “ดยุกกาเวนจะเดินทางถึงนครเซนต์ซูนิลในเร็วๆ นี้” พร้อมกันนั้นก็ใช้เงินจ้างวานกวีพเนจรและพวกนักเลงอันธพาลในท้องถิ่นให้ช่วยเผยแพร่ข่าวลือในเนื้อหาเดียวกันแต่เป็นฉบับที่พิสดารและแปลกประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเงินทุนที่ได้รับจากไวเคานต์แอนดรูว์ก็เพียงพอให้เขาทำเรื่องเหล่านี้ได้สำเร็จ
เดิมทีกาเวนยังกังวลว่าทั้งตนเองและรีเบคก้าต่างไม่มีประสบการณ์ในการเจรจากับพวกเจ้าถิ่นลักษณะนี้ ไม่รู้ว่าจะพบเจอกับอุปสรรคในการทำเรื่องเหล่านี้หรือไม่ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าอัศวินไบรอนที่ร่วมเดินทางมาด้วยจะแสดงความสามารถที่ไม่ธรรมดาออกมา ความแข็งแกร่งของอัศวินวัยกลางคนผู้นี้อาจไม่นับว่าสูงส่งในหมู่เพื่อนร่วมอาชีพ แต่ความสามารถในการติดต่อกับพวกคนว่างงานในสังคมกลับแข็งแกร่งจนน่าทึ่ง โดยพื้นฐานแล้วเมื่อไปถึงเมืองใดเมืองหนึ่ง ไม่นานเขาก็จะสามารถติดต่อกับ ‘พวกหนูสกปรก’ เหล่านั้นได้ จากนั้นก่อนที่เหล่าทหารจะทันได้กระจายข่าวออกไป ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับแดนใต้ก็ได้เริ่มแพร่กระจายในหมู่ชนชั้นล่างของสังคมแล้ว...
กาเวนนึกถึงชาติกำเนิดของอัศวินไบรอนผู้นี้ ตามที่รีเบคก้าเล่า ไบรอนไม่ใช่ลูกหลานขุนนางแท้ๆ แต่เคยเป็นทหารรับจ้างที่เดินทางรอนแรมไปทั่วทิศ เขาได้รับการอุปถัมภ์จากไวเคานต์เซซิลรุ่นก่อนและได้ก้าวขึ้นสู่ชนชั้นอัศวินหลังจากเหตุการณ์หนึ่ง บัดนี้ดูเหมือนว่าประสบการณ์ในอดีตของอดีตทหารรับจ้างผู้นี้ยังไม่สูญเปล่าไปเสียจริง
ส่วนอีกคนที่ช่วยได้มากก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของกาเวน แอมเบอร์เก่งกาจในการรับมือกับพวกนักเลงอันธพาลจริงๆ และควรจะพูดว่าจิตวิญญาณแห่งอาชีพสูงหรือฝีมือทางธุรกิจแข็งแกร่งกันแน่... กาเวนให้เงินทุนแก่คุณหนูครึ่งเอลฟ์ผู้นี้ไปจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ติดสินบนพวกนักเลง แต่พอเธอทำธุระเสร็จกลับมา เงินกลับเพิ่มขึ้นมาเสียอีก...
พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมถูกประณามอย่างรุนแรงจากรีเบคก้าที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี และเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันสูงส่งของตนเองต่อหน้าลูกหลาน กาเวนจึงทำได้เพียงกดหัวของแอมเบอร์ไว้แล้วให้เธอรับปากว่าจะนำเงินที่ขโมยมาไปคืนทั้งหมด และสัญญาว่าจะไม่ทำอีกในอนาคต
เรื่องนี้ทำให้แอมเบอร์เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง ราวกับคุณค่าในชีวิตของเธอถูกปฏิเสธ กาเวนรู้สึกว่าการจะสร้างค่านิยมที่ปกติให้กับความอัปยศของเอลฟ์ตนนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
และการเดินทางที่แวะพักเป็นระยะๆ นี้ นอกจากเพื่อปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัดแล้ว อีกเป้าหมายหนึ่งของกาเวนกลับเป็นเรื่องที่พูดออกไปได้ไม่สะดวกนัก นั่นคือเขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้น
ไม่ใช่เพราะความทรงจำในหัวของเขากับยุคปัจจุบันมีช่องว่างถึงเจ็ดร้อยปี แต่เป็นเพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้เลย ภาพที่เห็นจากบนท้องฟ้าท้ายที่สุดแล้วก็ใช้ได้เพียงเป็นแผนที่ ส่วนความทรงจำที่ได้รับมาก็ขาดความรู้สึกร่วมและความยืดหยุ่นที่เพียงพอ เรื่องนี้เขาตระหนักได้หลังจากพยายามค้นหาความทรงจำหลายครั้งแต่กลับไร้ผลเพราะไม่เข้าใจ ‘คีย์เวิร์ด’ ที่สอดคล้องกัน ดังนั้นสำหรับกาเวนในตอนนี้ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดก็คือการทำความเข้าใจโลกใบนี้
กระบวนการนี้ถือว่าราบรื่นดี
เขาได้เห็นหมู่บ้านชนบททางตอนใต้ที่ยากจนและล้าหลังของอาณาจักรอันซู ได้เห็นเมืองทางตอนกลางที่เจริญรุ่งเรืองและคึกคัก ได้เห็นป่าเขาและพงไพร และได้เห็นป้อมปราการที่มนุษย์สร้างขึ้น และทั้งหมดนี้กำลังค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับแผนที่มุมมองจากด้านบนในความทรงจำของเขา
จากการตัดสินรายละเอียดบางอย่าง เขายืนยันได้ว่าแผนที่มุมมองจากด้านบนที่ ‘ใหม่ที่สุด’ ในหัวของเขาน่าจะยังไม่ล้าสมัยเกินไปนัก มันน่าจะเป็นบันทึกที่หลงเหลืออยู่เมื่อประมาณสิบปีก่อน ซึ่งเป็นภาพสุดท้ายที่เขาเห็นตอนที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
สำหรับโลกที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าใบนี้ แผนที่เมื่อสิบปีก่อนยังสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วนเรื่องการจากแดนใต้มานานขนาดนี้ เมืองแทนซานจะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่นั้น กาเวนไม่ได้กังวลเหมือนรีเบคก้า เขาเชื่อมั่นในความสามารถของเฮตตี้ และค่อนข้างแน่ใจว่าไวเคานต์แอนดรูว์จะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเชื่อในคุณธรรมของท่านไวเคานต์ แต่เขาเชื่อว่าผลประโยชน์จะสามารถผูกมัดอีกฝ่ายไว้กับตระกูลเซซิลได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนที่จะออกจากแดนใต้ เขาได้จัดแจงให้อัศวินฟิลิปไปปล่อยข่าวลือต่างๆ นานา ข่าวเหล่านั้นนอกจากจะทำให้ทุกคนรู้เรื่องการฟื้นคืนชีพของกาเวนเซซิลแล้ว ยังทำให้ชาวแคว้นเซซิลที่รอดชีวิตกลายเป็นจุดสนใจของผู้คน และยังทำให้ไวเคานต์แอนดรูว์ที่รับดูแลคนเหล่านั้นไม่มีทางเลือกอื่น เขาทำได้เพียงเลี้ยงดูผู้ลี้ภัยเหล่านั้นต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่กาเวนเซซิลกลับมาจากเมืองหลวงและทุกอย่างคลี่คลายลง
ไม่ว่าจะใช้เวลานานเพียงใด การเดินทางย่อมมีจุดสิ้นสุด หลังจากออกจากแดนใต้ได้สองเดือน กำแพงเมืองอันสูงตระหง่านของนครเซนต์ซูนิลก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าคณะเดินทางของกาเวนในที่สุด
นี่คือเมืองที่สร้างขึ้นบนที่ราบ ขนาดของมันใหญ่โตเกินกว่าที่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ที่ยากจนและล้าหลังจะเทียบได้ กำแพงเมืองสีขาวบริสุทธิ์และหลังคาสีฟ้าสดใสที่เรียงรายกันเป็นทิวแถวคือลักษณะเด่นที่สุดของเมืองนี้ ดังนั้นมันจึงมีอีกสองสมญานามอันงดงามว่า “นครศักดิ์สิทธิ์สีขาว” และ “มงกุฎยอดคราม”
นับตั้งแต่เจ็ดร้อยปีก่อนที่ปฐมกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 ผู้ก่อตั้งอาณาจักรได้นำพาราษฎรมาบุกเบิกไร่นาและก่อร่างสร้างเมืองบนที่ราบแห่งนี้ เมืองนี้ก็ได้ผ่านการขยายและปรับปรุงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กำแพงดินและหินดั้งเดิมสูญสลายไปนานแล้ว เหลือเพียงแนวกำแพงที่ระลึกไม่กี่แห่งในเขตเมืองเก่า ส่วนกำแพงหินยักษ์ที่สร้างขึ้นใหม่นั้นขยายใหญ่กว่าเดิมถึงสิบเท่า วัสดุหินที่ใช้สร้างกำแพงล้วนเป็นหินแข็งจากสันเขาหินแกร่งทางตอนเหนือและพื้นที่ทางตะวันออก ระหว่างอิฐหินถูกหล่อเชื่อมด้วยทองแดงและตะกั่วที่หลอมเหลว และภายในกำแพงที่หนาและแข็งแกร่งเช่นนี้ ทุกๆ ร้อยเมตรยังมีการฝังผลึกที่ได้รับการอวยพรจากธาตุดินไว้หนึ่งก้อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่แตกร้าวพังทลาย ความหรูหราอลังการระดับนี้ บรรพบุรุษผู้บุกเบิกมาถึงที่นี่ในตอนนั้นคงไม่เคยคาดฝันถึงเป็นแน่
กาเวนยืนอยู่ใต้กำแพงเมืองซูนิล แหงนมองก้อนอิฐหินที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ใต้แสงอาทิตย์ และพบว่าในหัวของเขากลับไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่สอดคล้องกันเลย
เมืองนี้กับเมืองเล็กๆ ในความทรงจำของกาเวนเซซิลไม่ใช่ที่เดียวกันอีกต่อไปแล้ว
ด้วยเอกสารผ่านทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหลักฐานยืนยันสถานะขุนนางที่เชื่อถือได้ การเข้าเมืองของคณะเดินทางของกาเวนจึงไม่ประสบกับอุปสรรคใดๆ
องค์กษัตริย์ฟรานซิสที่ 2 ผู้ปกครองอาณาจักรอันซูทั้งมวลกำลังรอคอยแขกผู้มาเยือนจากแดนใต้อยู่ในพระราชวังของพระองค์ ปราสาทซิลเวอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังรอคอยการมาถึงของแขกผู้พิเศษที่มาจากเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน
ที่จริงแล้วพระองค์รอมาหลายวันแล้ว รอจนแทบจะเป็นโรคประสาทอยู่แล้ว
บรรพบุรุษแม่งสร้างเรื่องเก่งชิบหาย กษัตริย์รุ่นนี้ขอบอกว่าเล่นกันแบบนี้ที่ไหนเล่า สารลับจากที่ต่างๆ ในแดนใต้และข่าวกรองจากทุกเมืองตลอดเส้นทางจากใต้ขึ้นเหนือแทบไม่เคยหยุดหย่อน ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากขุนนางทุกระดับชั้นรวมกับข่าวลือที่รวบรวมมาจากชาวบ้านกองรวมกันบนโต๊ะทรงอักษรได้สูงกว่าหนึ่งเมตรแล้ว ในนั้นมีเนื้อหาอย่างน้อยกว่าร้อยฉบับ ยังไม่นับฉบับภาษาถิ่น และไม่ว่าจะเป็นฉบับไหน เนื้อหาใจความหลักก็คือเรื่องที่บรรพบุรุษท่านนั้นจู่ๆ ก็ลุกขึ้นจากโลงศพ นำพาลูกหลานมุ่งตรงมายังเมืองหลวง แต่มีเพียงข่าวสารเหล่านี้ที่ถูกส่งมาไม่หยุดหย่อนในแต่ละวัน ส่วนตัวบรรพบุรุษท่านนั้น...
ทำไมถึงยังไม่มาอีกวะ!?
แผนสำรองที่เตรียมไว้หลังจากได้รับสาสน์ลับจากไวเคานต์แอนดรูว์ในตอนแรกได้ถูกยกเลิกไปนานแล้ว วิธีการรับมือที่ปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาคนสนิทก็ทยอยใช้ไม่ได้ผลไปทีละอย่าง ท่ามกลางการท่องเที่ยวชมวิวและเดินสายอวดบารมีตลอดเส้นทางของบรรพบุรุษท่านนั้น มาบัดนี้การกลับมาของกาเวนเซซิลกลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วแล้ว แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการแพร่กระจายข้อมูลในยุคนี้ การพูดว่ารู้กันทั่วอาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่อย่างน้อยที่สุดพวกพ่อค้าวาณิชและขุนนางชั้นผู้น้อยที่มีความสามารถในการสืบข่าวก็ย่อมต้องรู้เรื่องนี้กันทุกคน
ดังนั้นสิ่งที่ฟรานซิสที่ 2 ทำได้จึงมีจำกัดมาก
นั่งอยู่ในปราสาทซิลเวอร์ ต้อนรับดยุกในตำนานผู้กลับมาอย่างเปิดเผยและสง่างาม สนทนากับเขาอย่างเปิดเผยและสง่างาม แล้วก็ส่งบรรพบุรุษที่มีชีวิตนี้กลับไปอย่างเปิดเผยและสง่างาม
อย่างน้อยที่สุด ในทุกขั้นตอนที่จะเป็นที่จับตามองของผู้อื่น จะต้องเปิดเผยและสง่างาม
ทว่ากาเวนยังไม่คิดจะปล่อยให้องค์กษัตริย์ผู้นั้นได้หลุดพ้นไปง่ายๆ หรือจะพูดได้ว่า เป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของเขาบรรลุผลแล้ว ตอนนี้เขาต้องการจะทดสอบท่าทีของกษัตริย์องค์นั้นและคนรอบข้างเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ขบวนรถมุ่งหน้าไปยังปราสาทซิลเวอร์อย่างเงียบๆ แต่หลังจากเข้าเมืองมาได้ไม่นานก็สั่งให้ทหารทั้งหมดนำธงที่เตรียมไว้ในรถม้าออกมา
บนธงนั้นมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลเซซิล และตราดาบกับโล่ของราชวงศ์อันซู ตราสัญลักษณ์ทั้งสองประดับเคียงข้างกัน เป็นธงที่กาเวนจำลองขึ้นตามความทรงจำ ซึ่งเป็นธงที่กาเวนเซซิลเคยใช้ในสมัยที่ยังเป็นดยุกแห่งแดนใต้
แม้จะมีทหารเลวกว่าสิบสองนาย ก็ต้องเดินให้ได้ท่วงท่าของกองทหารเกียรติยศ
ตระกูลเซซิลตกต่ำลงแล้วก็จริง แต่แม้จะตกต่ำถึงเพียงนี้ ตระกูลที่เคยร่วมบุกเบิกแผ่นดินกับปฐมกษัตริย์และสร้างตัวขึ้นด้วยการทหารก็ยังคงรักษาความภาคภูมิใจสุดท้ายเอาไว้ นั่นคือการปกป้องประชาชนและผืนดิน ไม่ยอมประนีประนอมในสนามรบ รีเบคก้าในวัยสิบเจ็ดปีที่ทำได้แค่ร่ายไฟร์บอลอาจกล่าวได้ว่าเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซซิล ไม่ว่าจะด้านการปกครองหรือการทหารล้วนไม่เอาไหน สมองก็อาจจะไม่ค่อยเต็มเต็ง แต่เธอก็ยังสามารถนำทหารของตระกูลที่เหลืออยู่ไม่กี่คนปกป้องปราสาทจนตัวตาย เพื่อให้พลเรือนกลุ่มสุดท้ายฝ่าวงล้อมออกไปได้ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้ก็คือเกียรติยศที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเซซิลจึงมีดินแดนที่ยากจนที่สุดในแดนใต้ แต่กลับสร้างนักรบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแดนใต้ขึ้นมาได้เช่นกัน
แม้ว่าบัดนี้นักรบเหล่านั้นจะตายไปจนเหลือเพียงสิบกว่าคนก็ตาม
เหล่าทหารชูธงขึ้น ขี่ม้าเรียงเป็นสองแถว เมื่อมองดูตราสัญลักษณ์ที่โบกสะบัดบนผืนธง พวกเขาก็ราวกับได้รับแรงบันดาลใจ เชิดศีรษะขึ้นสูง ส่วนด้านหลังพวกเขา รีเบคก้าและกาเวนก็ได้ลงจากรถม้าแล้วเช่นกัน ขี่ม้าเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับเหล่าทหาร
ไบรอนนำขบวนอยู่ด้านหน้าสุด อัศวินที่เคยเป็นทหารรับจ้างและเพิ่งมาเข้ารับตำแหน่งในภายหลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำท่าทางให้สง่างามสมกับเป็นขุนนางที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เสียหน้าตระกูลที่ตนภักดี แต่กาเวนกลับขี่ม้ามาข้างๆ เขา แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ผ่อนคลายหน่อย... ไม่ต้องสนใจพิธีรีตองพวกนั้นหรอก สมัยที่เรามาถึงที่นี่ครั้งแรก บางคนยังสะพายขวานตัดไม้มาด้วยซ้ำ”
ส่วนท้ายขบวน ในรถม้าที่เดิมควรจะเป็นที่นั่งของกาเวนและรีเบคก้า บัดนี้กลับเป็นที่นั่งของคุณหนูจอมโจรและสาวใช้ตัวน้อยเบ็ตตี้ที่กำลังสัปหงกอยู่
“พวกขุนนางนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ป่วยจิตกันจริงๆ เลยเนอะ?” แอมเบอร์โผล่หัวออกไปมองนอกรถม้า แล้วหันกลับมาสะกิดแขนเบ็ตตี้ “มีรถม้าไม่นั่ง ดันอยากจะออกไปขี่ม้าอวดเบ่ง สมองมีปัญหาหรือไง”
ศีรษะของเบ็ตตี้ผงกขึ้นลง ดูเหมือนกำลังพยักหน้าอยู่ แต่จู่ๆ ก็มีฟองน้ำมูกเล็กๆ ผุดออกมาจากจมูก
แอมเบอร์กะพริบตามองเบ็ตตี้ ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นกระทะก้นแบนที่อีกฝ่ายวางไว้ข้างมือ ความคิดที่จะแกล้งคนก็ผุดขึ้นมาทันที เธอใช้ทักษะอันยอดเยี่ยมของการเป็นจอมโจร ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้กระทะใบนั้นอย่างเงียบเชียบ...
เบ็ตตี้คว้ากระทะขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขนทันที จ้องมองแอมเบอร์ที่ทำหน้าตกตะลึง “ไม่ให้! นายท่านบอกว่านี่เป็นของข้า!”
แอมเบอร์: “...?”