ผู้คนที่หลบหนีจากฝันร้ายในแคว้นเซซิลนั้นถือว่าโชคดี ทว่าในขณะเดียวกันก็โชคร้าย
บ้านเรือนที่ลุกไหม้โชติช่วง แผ่นดินที่ถูกพลังธาตุกัดกร่อน ยักษ์วิปริตน่าสะพรึงกลัวที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกแห่งความโกลาหล และเหล่าบรรดาญาติมิตรที่ต้องตายอย่างอนาถภายใต้หายนะเหล่านี้... ทุกสิ่งทุกอย่างตามหลอกหลอนผู้ที่รอดชีวิตมาได้ราวกับฝันร้าย แม้จะหนีมาถึงเมืองแทนซานที่ปลอดภัยแล้ว แม้จะได้รับการคุ้มครองจากอัศวินและทหาร ทว่าความหวาดกลัวก็ไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เพราะแม้แต่เหล่าทหารที่สวมชุดเกราะ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็แทบจะไม่มีใครข่มตานอนหลับได้อย่างสงบเลย
หลายคนจำต้องพึ่งพาสุราเพื่อลืมความทุกข์ ส่วนคนยากจนข้นแค้นที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อเหล้าก็ทำได้เพียงทนรับความทรมาน ซ้ำร้ายการต้องระหกระเหินในฐานะผู้ลี้ภัยไปยังดินแดนของเจ้าผู้ครองแคว้นคนอื่นในยุคสมัยนี้ ย่อมไม่มีทางได้พบเจอกับสภาพความเป็นอยู่ที่ดี สถานการณ์จึงยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
อย่าว่าแต่การรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่ผู้ลี้ภัยเลย ตอนนี้อัศวินฟิลิปเริ่มรู้สึกเกินกำลังที่จะควบคุมบรรดาทหารให้มารายงานสถานการณ์ตรงเวลาในทุกๆ วันด้วยซ้ำ
แต่โชคดีที่เจ้าผู้ครองแคว้นกลับมาอย่างปลอดภัย แถมยังนำพาที่พึ่งพิงอันแข็งแกร่งซึ่งไม่มีใครคาดคิดกลับมาด้วย
บริเวณนอกเมืองแทนซาน รีเบคก้ามองดูชาวเมืองที่มารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้า ผู้คนเหล่านี้สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและมีใบหน้าอิดโรย... แม้ว่าไวเคานต์แอนดรูว์จะจัดหาที่พักพิงและแจกจ่ายอาหารขั้นพื้นฐานให้แล้วก็ตาม ทว่าความเมตตาที่ชนชั้นสูงในยุคสมัยนี้มีต่อสามัญชนนั้นมีอยู่อย่างจำกัดยิ่งนัก การทำให้คนเหล่านี้ไม่ต้องทนหนาวหรืออดตายก็ถือเป็นความกรุณาอย่างหาที่สุดไม่ได้ของท่านไวเคานต์ ซึ่งล้ำหน้าขุนนางคนอื่นๆ ไปไกลแล้ว รีเบคก้าจึงไม่อาจเรียกร้องอะไรได้มากไปกว่านี้
และสำหรับบรรดาผู้ที่หลบหนีมาจากแคว้นเซซิล การปรากฏตัวของเจ้าผู้ครองแคว้นถือเป็นยากระตุ้นชั้นดีที่มีประสิทธิภาพยิ่ง
สามัญชนในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีสติปัญญาหรือสภาพจิตใจที่เข้มแข็งนัก ทั้งยังพูดไม่ได้เต็มปากว่ามีความจงรักภักดีต่อเจ้าผู้ครองแคว้นมากมายอะไร แม้ว่ารีเบคก้าจะนับได้ว่าเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นที่เปี่ยมด้วยเมตตาและเป็นมิตร (สาเหตุหลักเป็นเพราะเด็กสาวหัวไม่ค่อยไว จึงยังไม่ซึมซับความเจ้าเล่ห์เพทุบายและควาามโลภโมโทสันของเพื่อนร่วมชั้นยศ) แต่ถึงกระนั้นเธอก็เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี และด้วยข้อจำกัดด้านการสื่อสารที่ล่าช้า อันที่จริงชาวเมืองหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าผู้ครองแคว้นของตนหน้าตาเป็นอย่างไร
ทว่าการปรากฏตัวของเจ้าผู้ครองแคว้นก็ยังคงเป็นขวัญกำลังใจชั้นเยี่ยม สำหรับคนน่าสงสารที่ต้องหวาดผวามาหลายวันเหล่านี้ ขอเพียงมีใครสักคนก้าวออกมาและประกาศว่าจะปกป้องพวกเขาต่อไปก็เพียงพอแล้ว พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าเจ้านายของตนเป็นใครหรือมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ระบบศักดินาที่ฝังรากลึกมานานหลายร้อยปีทำให้สามัญชนสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไปมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่พึงพอใจกับอะไรง่ายๆ ในสายตาของกาเวน นี่คือความสมานฉันท์ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความโง่เขลาและไร้เดียงสา... แต่มันก็ใช้ได้ผลจริงๆ
ผู้คนที่มาส่งเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเมืองแทนซานเพื่อคอยเฝ้าทรัพย์สินหรือรับจ้างทำงานแลกอาหารให้ทุกคน รีเบคก้ามองดูคนเหล่านี้ เธออยากจะกล่าวอะไรสักหน่อย แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไรดี จึงหันไปมองอัศวินฟิลิป "คนเหล่านี้คงต้องพึ่งพาท่านดูแลแล้วล่ะอัศวิน ก่อนที่เราจะกลับมา พยายามรักษาชีวิตพวกเขาไว้ให้ครบทุกคนนะ"
"ข้าขอรับรองด้วยคำสาบาน!" ฟิลิปยืดอกขึ้น "ข้าจะปกป้องดูแลประชาชนทุกชีวิตและทรัพย์สินทุกชิ้นของตระกูลเซซิลเพื่อท่านขอรับ!"
"แล้วก็อย่าลืมเรื่องที่ข้าสั่งให้ทำล่ะ" กาเวนเอ่ยแทรก "ไวเคานต์แอนดรูว์จะให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น เจ้าเพียงแค่คัดเลือกคนที่หน่วยก้านดีและหัวไวส่งออกไป... ไม่ต้องเสียดายเงินทองหรอก สิ่งที่พวกเขาต้องทำนั้นล้ำค่ากว่าเงินทองมากนัก"
"รับทราบขอรับ!" อัศวินหนุ่มตอบรับเสียงดัง ทว่าก็ไม่อาจปิดบังความสับสนเอาไว้ได้ ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยอันคับแคบและเชี่ยวชาญเพียงแค่วิชาการต่อสู้ เป็นเรื่องยากที่เขาจะตามความคิดของกาเวนได้ทัน "แต่เรื่องพวกนั้นสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ?"
"สำคัญสิ" กาเวนหัวเราะร่วน "พูดให้ดูเล็กน้อยหน่อยก็คือข่าวลือซุบซิบ แต่ถ้าพูดให้ดูยิ่งใหญ่ก็คือกระแสสังคม อย่าได้ดูถูกพลังที่มองไม่เห็นเหล่านี้เชียวล่ะ เมื่อใดที่ทุกคนเริ่มจับเข่าคุยกันในเรื่องเดียวกัน ต่อให้เป็นกษัตริย์ก็ยังต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้"
หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น กาเวนและรีเบคก้าก็ขึ้นรถม้าที่ไวเคานต์แอนดรูว์จัดเตรียมไว้ให้ ผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับพวกเขามีทั้งเบ็ตตี้ในฐานะสาวใช้ อัศวินไบรอนผู้ซื่อสัตย์ แอมเบอร์จอมโจรยอดฝีมือ และทหารประจำตระกูลอีกสิบสองนาย... ทหารเหล่านี้ไม่อาจเรียกได้ว่าผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันนัก เพราะนักรบที่ฝ่าวงล้อมออกมาพร้อมกับอัศวินฟิลิปมีทั้งหมดเพียงสิบกว่านาย เมื่อรวมกับอีกสองนายที่หนีรอดมาพร้อมกับพวกกาเวน ก็นับรวมได้ไม่ถึงยี่สิบนายด้วยซ้ำ ในสถานการณ์เช่นนี้ การรวบรวมทหารที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันได้ถึงสิบสองนาย ก็นับว่าเป็นการรักษาหน้าตาเฮือกสุดท้ายของตระกูลเซซิลได้แล้ว
เฮตตี้ผู้สุขุมเยือกเย็นถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ทางนี้ ทว่า "คุณป้าเฮตตี้" ผู้นี้กลับแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหลานสาวของตนกำลังจะออกเดินทางสู่เมืองหลวง เธอยืนอยู่ข้างรถม้า กุมมือรีเบคก้าไว้แน่นพลางกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า "จงตระหนักถึงฐานะของตัวเองให้ดี อย่าทำให้ตระกูลเซซิลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ก็อย่าไปมีเรื่องบาดหมางกับพวกขุนนางในเมืองหลวงล่ะ เวลาเข้าเฝ้ากษัตริย์ก็ต้องนอบน้อม อย่าได้ละเมิดกฎมณเฑียรบาลเด็ดขาด ห้ามเอาลูกไฟลูกโตไปปาใส่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า เมืองหลวงไม่เหมือนบ้านนอกของเรานะ หากเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจก็อย่าด่วนตอบ ให้ปรึกษาท่านบรรพบุรุษหรืออัศวินไบรอนเสียก่อน เพราะทุกคำพูดของเจ้าจะถูกนำไปตีความต่างๆ นานา และที่สำคัญที่สุดคือต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านบรรพบุรุษ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับมือกับพวกขุนนาง เจ้าไม่ถนัดเรื่องพรรค์นี้หรอก แต่ท่านบรรพบุรุษเป็นถึงแกรนด์ดยุก ท่านย่อมรู้ดี..."
กาเวนฟังคำกำชับของเฮตตี้แล้ว ในใจก็พลอยหนักอึ้งไปด้วย เพราะเขาไม่รู้เรื่องพวกนั้นเลยจริงๆ...
ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่รู้ อันที่จริงกาเวนเซซิลตัวจริงก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่วีรบุรุษผู้ก่อตั้งอาณาจักรสิ้นใจ อันซูยังเป็นแค่กลุ่มชาวนาเปื้อนโคลนที่กุมอำนาจรัฐอยู่เลย กฎระเบียบในราชสำนักสมัยนั้นก็มีแค่การดวลเหล้ากับการยืนด่าทอกษัตริย์ปาวๆ กลางท้องพระโรงเท่านั้นแหละ ลองคิดดูสิว่าเจ็ดร้อยปีให้หลังมันคงไม่เหมือนกับสมัยนั้นหรอกมั้ง...
แต่เพื่อไม่ให้เหลนสาวรุ่นที่ N ซึ่งประสาทเสียอยู่แล้วต้องสติแตกไปจริงๆ เขาก็ยังคงวางมือลงบนบ่าของเฮตตี้และส่งสายตาที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจไปให้ "วางใจเถอะ ข้ารู้ดี"
และแล้ว ท่ามกลางรอยยิ้มอย่างโล่งอกของเฮตตี้ รถม้าที่บรรทุกรีเบคก้าผู้ไม่ประสีประสาอะไรเลย กับกาเวนที่เปลือกนอกดูเหมือนจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง ก็แล่นทะยานเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ในขณะเดียวกัน อัศวินฟิลิปก็ได้กระจายกำลังคนออกไปตามแผนการที่กาเวนวางไว้ก่อนออกเดินทาง
คนเหล่านั้นคือผู้มีไหวพริบที่คัดเลือกมาจากบรรดาชาวเมือง ตลอดจนพวกที่คล่องแคล่วว่องไวและฝีปากกล้าซึ่งว่าจ้างมาจากคนในท้องที่ของเมืองแทนซาน ในจำนวนนั้นมีกระทั่งพวกอันธพาลและนักเลงหัวไม้ที่สามารถซื้อตัวได้ด้วยเหรียญทองแดงเพียงไม่กี่เหรียญ การต้องรับมือกับคนเหล่านี้ทำให้อัศวินหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก และสิ่งที่คนพวกนี้ต้องทำก็ยิ่งทำให้อัศวินรู้สึกงุนงงเข้าไปใหญ่... สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำก็คือการแยกย้ายกันไปตามทิศทางต่างๆ มุ่งหน้าไปยังทุกหนทุกแห่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน แทรกซึมเข้าไปในโรงเตี๊ยม ตลาดมืด และเพิงพักเน่าเหม็นในสลัม จากนั้นก็ปั้นน้ำเป็นตัวคุยโม้โอ้อวดกับคนในท้องถิ่น
ทางที่ดีควรแวะไปโม้ให้พวกกวีพเนจรที่สัญจรผ่านไปมาฟังด้วย
ดังนั้นในช่วงเวลาต่อจากนั้น ภาพเหตุการณ์เช่นนี้จึงปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในภูมิภาคตอนใต้ ชายแปลกหน้าผู้กรำศึกหนักที่พูดจาด้วยสำเนียงแปร่งหู มักจะไปปรากฏตัวตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันด้วยสีหน้าลึกลับทว่าจริงจัง
"เฮ้ ได้ยินข่าวหรือยัง? ตระกูลเซซิลทางใต้น่ะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ดินแดนถูกพวกสัตว์ประหลาดกับมังกรถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง! ว่ากันว่าเรื่องนี้ไปรบกวนวิญญาณคนตายใต้ผืนดินเข้า บรรพบุรุษระดับตำนานของตระกูลเซซิลถึงกับพังโลงศพลุกขึ้นมาเลยนะ... เจ้าฟังไม่ผิดหรอก! กาเวนเซซิลในตำนานคนนั้นนั่นแหละ เขาฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนานแล้ว! เขาต้องตั้งใจมาปราบพวกสัตว์ประหลาดนั่นแน่ๆ...
"เฮ้ย! ข้าจะโกหกพวกเจ้าไปทำไม! เรื่องนี้คนทางใต้เขาลือกันให้แซ่ด ไม่เชื่อก็ลองไปถามไถ่เอาแถวเมืองแทนซานหรือเมืองวู้ดส์ดูก็ได้ แล้วเห็นชุดที่ข้าใส่อยู่นี่ไหม? ข้าหนีตายมาจากทางใต้สุดเลยนะจะบอกให้ ตอนที่ท่านบรรพบุรุษตระกูลเซซิลฟื้นคืนชีพขึ้นมา ข้านี่แหละเห็นมากับตาตัวเองเลย!"
แทบทุกคนล้วนเล่าเรื่องราวแบบเดียวกัน และในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเรื่องราวพิสดารเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาเห็นมากับตาตัวเอง... ต่อให้ไม่ใช่คนที่อัศวินฟิลิปส่งออกไปตั้งแต่แรก แต่ร้อยทั้งเก้าสิบของพวกที่เอาข่าวลือไปกระพือต่อก็มักจะพูดออกมาในทำนองเดียวกันนี้
หากมีใครสักคนสามารถรวบรวมข่าวลือทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียวกันได้ เขาผู้นั้นจะต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า... ในตอนที่บรรพบุรุษของตระกูลเซซิลฟื้นคืนชีพขึ้นมา อย่างน้อยๆ ในสุสานก็ต้องมีคนยืนจ้องมองอยู่สักหนึ่งพันคน แถมบนเนินหลุมศพข้างนอกก็ต้องมีไทยมุงอีกสักหนึ่งหมื่นคน...
ทว่าในยุคสมัยนี้ ผู้ที่มีความสามารถพอจะทำเรื่องแบบนั้นได้ย่อมไม่มานั่งใส่ใจกับข่าวลือตามตรอกซอกซอยในหมู่ชนชั้นแรงงานหรอก ส่วนพวกที่หลงเชื่อและช่วยกระจายข่าวพวกนี้... พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นอยู่แล้ว
ตัดภาพมาบนรถม้าที่กำลังแล่นมุ่งหน้าสู่นครเซนต์ซูนิล กาเวนกำลังทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย ในขณะเดียวกันก็ขบคิดหาวิธีรับมือกับองค์กษัตริย์ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์อันสูงส่งในปราสาทซิลเวอร์แห่งนครเซนต์ซูนิล
เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาสั่งให้อัศวินฟิลิปทำนั้นจะสร้างผลลัพธ์ได้มากน้อยเพียงใด... อันที่จริงเขาไม่มีความมั่นใจถึงสามส่วนด้วยซ้ำ นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งและมืดบอด การมีอยู่ของเวทมนตร์ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างสะดวกสบายขึ้นมาก สะดวกสบายเสียจนล้ำหน้ายุคสมัยไปไกล ทว่าเวทมนตร์และพลังเหนือธรรมชาติอื่นๆ กลับตกอยู่ในเงื้อมมือของคนเพียงหยิบมือเดียว ผู้คนในโลกใบนี้ยังไม่... หรืออาจจะมองว่าไม่จำเป็น... ที่จะต้องประยุกต์ใช้เวทมนตร์ให้กลายเป็นกำลังการผลิตในวงกว้าง ดังนั้น ในสังคมชนชั้นล่างที่ไร้ซึ่งอำนาจ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงล้าหลังจนแทบไม่น่าเชื่อ
การสื่อสารต้องพึ่งพาการตะโกน การเดินทางต้องอาศัยสองเท้า ข่าวลือซุบซิบสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองได้อย่างรวดเร็ว เพราะการจับกลุ่มนินทาตามโรงเตี๊ยมถือเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของเหล่าสามัญชนหลังเลิกงาน แต่การจะส่งข่าวจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งนั้นกลับยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าเป็นสิบเท่า เพราะทุ่งกว้างอันรกร้างว่างเปล่าได้กีดขวางการสัญจรไปมาเสียส่วนใหญ่ ซ้ำร้ายยังมีมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าออกดินแดนของเหล่าขุนนางในแต่ละพื้นที่อีก... หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าผู้ครองแคว้น การที่สามัญชนจะเดินทางจากหมู่บ้านของตนไปยังหมู่บ้านของเจ้าผู้ครองแคว้นข้างเคียงเพื่อซื้อไก่สักตัว ก็อาจต้องเสี่ยงชีวิตถึงขั้นโดนจับแขวนคอเลยทีเดียว!
หนังสือผ่านทางที่ลงนามร่วมกันระหว่างตระกูลเซซิลกับตระกูลเลสลีย์ (ตระกูลของไวเคานต์แอนดรูว์) อาจช่วยแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมการเดินทางของผู้คนได้ ทว่าก็ไม่อาจแก้ไขอุปสรรคในด้านอื่นๆ ได้เลย
แต่ถึงกระนั้น การลงมือทำอะไรสักอย่างก็ยังดีกว่าการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
จุดประสงค์ของกาเวนนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือการทำให้เรื่อง "บรรพบุรุษตระกูลเซซิลฟื้นคืนชีพ" ถูกเล่าลือออกไปให้ได้มากที่สุด ยิ่งแพร่สะพัดไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี มันต้องไม่ใช่แค่ความลับที่รู้กันเฉพาะในแวดวงขุนนาง แต่ควรกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่ชนชั้นกลางไปจนถึงชนชั้นล่าง และหากเป็นไปได้ก็ควรจะถูกลือกันให้กระฉ่อนในระดับตำนานลี้ลับหรือเรื่องเล่าสยองขวัญไปเลย... ซึ่งอันที่จริงข่าวลือเหล่านั้นก็กำลังถูกปั่นกระแสไปในทิศทางนั้นพอดี
ข่าวสารเหล่านี้จะถูกแต่งเติมสีสันครั้งแล้วครั้งเล่าในระหว่างการบอกต่อ ประชาชนในยุคกลางที่ทั้งงมงายและไร้เดียงสาจะพากันใส่ไข่เพิ่มรายละเอียดลงไปอีกมากมายตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งกาเวนก็ไม่ได้ใส่ใจกับเนื้อหาของรายละเอียดพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย... เขาขอแค่ให้ข่าวพวกนี้ถูกกระพือโหมต่อไปเรื่อยๆ ก็พอ
จากนั้นทุกคนก็จะได้รู้ว่าบรรพบุรุษของตระกูลเซซิลฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว และแกรนด์ดยุกผู้ก่อตั้งอาณาจักรระดับตำนานผู้นั้น ก็ได้ตื่นจากการหลับใหลในยามที่อาณาจักรกำลังถูกสัตว์ประหลาดรุกราน...