ก่อนนอนตอนกลางคืน เถาอวี้ซูกำลังอ่าน"สารวรรณศิลป์"ฉบับล่าสุด
บทความวิจารณ์เกี่ยวกับ"คนเลี้ยงม้า"ที่เธอส่งไปให้"สารวรรณศิลป์"ฉบับนี้ไม่ผ่านการพิจารณา เถาอวี้ซูรู้สึกไม่ค่อยยอมรับนัก บังเอิญว่าใน"สารวรรณศิลป์"ฉบับนี้มีบทความเรื่อง"กับสวี่หลิงจวิน"ของเหยียนกังตีพิมพ์อยู่พอดี เธอจึงอยากจะดูว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนกันแน่
"เลิกอ่านได้แล้ว นอนเถอะ"
"ฉันขออ่านอีกหน่อย"
เถาอวี้ซูพลิกอ่านบทความของเหยียนกังอยู่หลายรอบ จากนั้นก็นำมาเทียบกับบทความของตัวเองเพื่อหาข้อบกพร่องและทำการแก้ไข
"ก็ไม่ผ่านแล้ว คุณจะแก้ไปทำไมอีกล่ะ"
คำพูดของหลินเฉาหยางทำให้เถาอวี้ซูถลึงตาใส่ "โอเคๆ ผมนอนก่อนล่ะ คุณตามสบายเลย"
เฮ้อ ทำไมผมถึงได้ภรรยาที่ขยันเกินเบอร์ขนาดนี้เนี่ย!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางเพิ่งแปรงฟันเสร็จ ก็บังเอิญเจอเถาอวี้โม่ที่กำลังงัวเงีย
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่เขย!"
เถาอวี้โม่ร้องทักอย่างว่าง่าย
"อรุณสวัสดิ์อวี้โม่!" หลินเฉาหยางตอบกลับ
พี่เขยใหญ่เถาอวี้เฉิงที่กำลังบิดขี้เกียจอยู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ยัยเด็กนี่ไปสนิทกับน้องเขยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ตอนกินมื้อเช้า พี่เมียซดโจ๊กข้าวเจ้าเสียงดังซู้ดซ้าด พลางพูดกับแม่ยายเถาว่า "แม่ คูปองก็มีแล้ว บ่ายวันนี้ไปซื้อทีวีกลับมาเลยดีไหมครับ?"
เถาอวี้โม่ได้ยินดังนั้นตาก็เป็นประกาย "ใช่ค่ะแม่ ใกล้จะปีใหม่แล้ว ทีวีก็หายาก เดี๋ยวถึงตอนนั้นของจะขาดตลาดเอานะคะ"
"ตกลง วันนี้แม่จะไปซีตาน"
"ผมไปเป็นเพื่อนแม่เอง ตอนบ่ายผมไม่มีเรียน" พี่เมียเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
ระหว่างทางไปซีตาน เถาอวี้เฉิงพูดกับผู้เป็นแม่ว่า "แม่ เมื่อคืนเฉาหยางให้เงินผมมาห้าสิบหยวน"
แม่ยายเถามีสีหน้าประหลาดใจ "เขาให้เงินแกทำไม?"
"บอกว่าเป็นค่าคูปองทีวีครับ คูปองนี่ผมเป็นคนหามา เขาบอกว่าเขากับอวี้ซูก็ต้องช่วยออกส่วนหนึ่งด้วย"
"ช่างทำตัวเป็นคนดีเสียจริง ทำไมไม่ซื้อทีวีมาสักเครื่องเลยล่ะ?"
"แม่!" เถาอวี้เฉิงร้องเรียกอย่างอ่อนใจ "ถึงเฉาหยางจะมาจากชนบท แต่เขาก็เป็นคนดีใช้ได้เลยนะ เขาแต่งงานกับอวี้ซูแล้ว แม่ก็เลิกทำตัวเป็นคนร้ายสักทีเถอะ"
แม่ยายเถาถลึงตาใส่เถาอวี้เฉิง เขาจึงหุบปากอย่างเจื่อนๆ ก่อนจะบ่นอุบอิบว่า "แม่ไม่ชอบแล้วจะทำยังไงได้ล่ะ เขาก็แต่งงานกันไปแล้ว"
แม่ยายเถาขี้เกียจฟังคำพูดไร้สาระของคนหัวอ่อนอย่างเขา จึงรีบเดินจ้ำอ้าวทิ้งระยะห่างออกไป
พี่เมียจะเรียนหรือไม่มีเรียน ก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมวงซื้อทีวีด้วย
หลินเฉาหยางรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ปากเขาบอกว่าอยากจะเป็นปลาเค็ม แต่สถานการณ์จริงกลับไม่อนุญาตเลยสักนิด
เมื่อเทียบกันแล้ว พี่เมียที่มีพ่อแม่ให้พึ่งพาและมีภรรยาคอยช่วยเหลือต่างหากที่เป็นปลาเค็มตัวจริง เรื่องงานไม่เคยกระตือรือร้น อย่างมากก็แค่เลี้ยงข้าวคนอื่นเท่านั้นแหละ
แต่ยังดีที่งานห้องสมุดก็มีช่วงเวลาที่ว่างเป็นพิเศษ นั่นก็คือช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน
ห้องสมุดของม.เยียนจิงในช่วงปิดเทอมก็เหมือนกับช่วงปกติ คือเปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ แต่ปริมาณงานนั้นสบายกว่าตอนเปิดเทอมมาก เพราะไม่มีนักศึกษามาขอยืมหนังสือและอ่านหนังสือเยอะขนาดนั้นแล้ว
คณะต่างๆ ทยอยปิดเทอมกันแล้ว ภายในวิทยาเขตของม.เยียนจิงจึงดูเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนเช้าหลินเฉาหยางไปเซ็นชื่อเข้างานที่ห้องสมุดก่อน แล้วให้หูเหวินฉงช่วยเฝ้าไว้สักพัก ส่วนเขาก็วิ่งไปที่ภาควิชาภาษาจีนเพื่อหาเฉินเจี้ยนกงและสอบถามเรื่องงานเสวนากวีนิพนธ์
พอได้ยินว่าหลินเฉาหยางมาถามแทนน้องภรรยา เฉินเจี้ยนกงก็หัวเราะพลางพูดว่า "เธอตั้งใจมาหาจ้าวเจิ้นไข่ล่ะสิ?"
"งานเสวนาของพวกนายคราวนี้มีจ้าวเจิ้นไข่ด้วยเหรอ?"
"อืม"
เมื่อ"วันนี้"ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแวดวงมหาวิทยาลัยเยียนจิง ชื่อของกวีอย่างจ้าวเจิ้นไข่ก็แพร่สะพัดไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงภายในเวลาอันสั้น ก่อนหน้านี้บทกวีของเขาก็ถูกเผยแพร่อยู่ตลอด ตอนนี้เขายิ่งกลายเป็นไอดอลของนักศึกษาจำนวนมาก
เฉินเจี้ยนกงครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น "คนที่เข้าร่วมงานเสวนามีบรรณาธิการของ"วารสารกวี"สองสามคน แล้วก็มีคนจากคณะกรรมการเยาวชนประจำมหาวิทยาลัยอีกสองสามคน ที่เหลือก็เป็นสมาชิกกลุ่มกวีนิพนธ์ของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ถ้าน้องภรรยานายอยากเข้าร่วมก็พอได้อยู่ ฉันจะจัดที่นั่งให้เธอ แต่ต้องตกลงกันก่อนนะว่าให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ห้ามพูดแสดงความคิดเห็น แค่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็พอ"
"ไม่มีปัญหา" หลินเฉาหยางตบไหล่เฉินเจี้ยนกง "ขอบใจมากนะเจี้ยนกง"
"เรื่องเล็กน้อยน่า จะเกรงใจทำไม"
เฉินเจี้ยนกงถามต่อ "ช่วงนี้มีผลงานชิ้นเอกอะไรออกมาบ้างไหม?"
"ยังคิดไม่ออกเลย" หลินเฉาหยางตอบ
แม้ว่า"คนเลี้ยงม้า"จะเป็นเพียงเรื่องสั้น แต่ในช่วงสองเดือนหลังจากที่ตีพิมพ์ออกไป มันก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในหมู่ผู้อ่านและแวดวงวรรณกรรม
เฉินเจี้ยนกงคิดว่า ผลงานชิ้นแรกยังยอดเยี่ยมขนาดนี้ เชื่อว่าหลินเฉาหยางคงต้องระมัดระวังและพิถีพิถันกับผลงานชิ้นต่อไปอย่างแน่นอน
"ก็ต้องคิดให้ดีแหละนะ เพราะผลงานชิ้นแรกของนายมันน่าทึ่งมากขนาดนั้น จริงสิ ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับนายเลย!"
"ยินดีเรื่องอะไร?"
เฉินเจี้ยนกงประหลาดใจ "นายไม่รู้เหรอ?"
เมื่อเห็นหลินเฉาหยางทำหน้างุนงง เขาจึงพูดว่า "เมื่อสองวันก่อนติงหลิงตีพิมพ์บทความวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ 'เหวินฮุ่ยเป้า' เป็นบทวิจารณ์เกี่ยวกับ"คนเลี้ยงม้า"ของนายโดยเฉพาะ ชมซะยกใหญ่เลยล่ะ"
ติงหลิงเป็นนักเขียนชื่อดังระดับประเทศ ในยุคหลังชื่อเสียงของเธอไม่ค่อยโดดเด่นนัก เทียบไม่ได้กับเซียวหง หรือปิงซินเลยสักนิด
แต่สถานะและอิทธิพลของเธอในแวดวงวรรณกรรมจีนช่วงศตวรรษที่ยี่สิบนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แวดวงวรรณกรรมในยุคหลังต่างประเมินเธอไว้ว่า เป็นนักเขียนหญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์การปฏิวัติจีน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะของเธอได้อย่างชัดเจน
ในเวลานี้ ติงหลิงเพิ่งจะได้รับการล้างมลทิน แต่ชื่อเสียงยังไม่ถูกกอบกู้กลับคืนมา
เฉินเจี้ยนกงกระซิบกับหลินเฉาหยางว่า "นายคงไม่รู้ล่ะสิ? ติงหลิงเพิ่งกลับมาที่ปักกิ่ง ยังไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยนะ งานเขียนชิ้นแรกที่เธอตีพิมพ์หลังกลับมาสู่วงการดันเป็นบทวิจารณ์ให้นายซะงั้น ไอน้องเอ๊ย นายแม่งโคตรเจ๋งเลย!"
"บทเพลงสรรเสริญความรักชาติ"คืองานเขียนที่ตีพิมพ์สู่สาธารณะชิ้นแรกของติงหลิงหลังจากเงียบหายไปนานหลายปี ในบทความนั้น ติงหลิงได้วิเคราะห์ประสบการณ์อันยากลำบากและภาพลักษณ์ทางศิลปะของสวี่หลิงจวิน ตัวเอกในเรื่อง"คนเลี้ยงม้า"อย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อน อีกทั้งยังผสมผสานกับประสบการณ์ชีวิตของเธอเอง จึงทำให้บทความนั้นดูลึกซึ้งและมีเหตุผลเป็นอย่างมาก
เมื่อพูดถึงความยากลำบากและความทุกข์ทรมาน ติงหลิงได้บรรยายไว้ในบทความว่า: ความยากลำบาก ความทุกข์ทรมาน สิบปี ยี่สิบปี สามารถทำให้คนเราปลงตกกับโลกโลกีย์ สูญเสียอุดมการณ์ สูญเสียบุคลิกและนิสัยอันงดงามที่เคยมี หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต แต่ในขณะเดียวกันมันก็สามารถหล่อหลอมเจตจำนงของนักปฏิวัติให้ไม่เกรงกลัวต่ออันตราย มีความกล้าหาญเปี่ยมล้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังต่ออนาคต และมีความหลงใหลในประชาชนอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งสวี่หลิงจวินจัดอยู่ในประเภทหลัง
หลังจากพบกับเฉินเจี้ยนกง หลินเฉาหยางก็จงใจไปหาหนังสือพิมพ์ 'เหวินฮุ่ยเป้า' ฉบับที่เขาพูดถึงมาอ่าน การทำงานในห้องสมุดม.เยียนจิงก็มีข้อดีแบบนี้แหละ สามารถเพลิดเพลินกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ครบถ้วนและใหม่ล่าสุดในประเทศได้ฟรีๆ
หลังจากอ่านจบทั้งบทความ บทวิจารณ์เรื่อง"บทเพลงสรรเสริญความรักชาติ"นี้ แทนที่จะบอกว่าติงหลิงชื่นชม"คนเลี้ยงม้า"อย่างมาก สู้บอกว่าเธอขอยืมคุณธรรมและจริยธรรมที่ตัวเอกอย่างสวี่หลิงจวินแสดงให้เห็นในเรื่องมาเปรียบเปรยถึงตัวเองจะดีกว่า
การที่ติงหลิงเลือกใช้บทวิจารณ์ที่มีต่อ"คนเลี้ยงม้า"มาเป็นกระบอกเสียงแรกต่อสาธารณชนในแวดวงวรรณกรรมหลังจากได้รับการล้างมลทิน ถือว่าเป็นการเลือกมุมมองที่แยบยลมาก
แน่นอนว่า สิ่งนี้ไม่ได้ขัดขวางผลประโยชน์มหาศาลที่"คนเลี้ยงม้า"จะได้รับแต่อย่างใด
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ขิงแก่ยังไงก็เผ็ดกว่าจริงๆ!
หลังจากหลินเฉาหยางอ่านบทความจบก็นำหนังสือพิมพ์กลับไปคืนที่ห้องหนังสือพิมพ์ สองเดือนที่ผ่านมานี้ แวดวงวรรณกรรมมีบทวิจารณ์เกี่ยวกับ"คนเลี้ยงม้า"เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูจากแนวโน้มนี้แล้ว ภายในครึ่งปีนี้คงไม่เงียบหายไปง่ายๆ แน่ ปล่อยวางและทำใจให้ชินก็พอแล้ว
ตกบ่าย จางเต๋อหนิงจาก"เยียนจิงวรรณศิลป์"ก็มาหาที่ห้องสมุด
"หนังสือพิมพ์ 'เหวินฮุ่ยเป้า' เมื่อสองวันก่อน คุณได้อ่านหรือเปล่า?" จางเต๋อหนิงถามหลินเฉาหยางทันทีที่เจอหน้า
"เพิ่งอ่านครับ"
จางเต๋อหนิงมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อยและพูดว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่ติงหลิงออกมาพูดต่อสาธารณชนหลังจากห่างหายจากแวดวงวรรณกรรมไปนานหลายปี นวนิยายของคุณเรื่องนี้ถูกกำหนดให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์การพัฒนาวรรณกรรมร่วมสมัยของจีนแล้วล่ะ!"
ทว่าท่าทีของหลินเฉาหยางกลับไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่เธอคิด ตรงกันข้ามกลับดูเรียบเฉยเสียด้วยซ้ำ
"คุณไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ?"
"ก็งั้นๆ แหละครับ โดนชมก็ดีใจอยู่หรอก แต่ไม่ได้ค่าต้นฉบับนี่นา ก็เลยไม่ถึงกับตื่นเต้นขนาดนั้น"
"ค่าต้นฉบับ ค่าต้นฉบับ คุณก็รู้จักแต่ค่าต้นฉบับ" จางเต๋อหนิงโมโหที่เขาไม่เอาถ่าน "มุดเข้าไปอยู่ในรูเงินเลยไป๊!"
เธอปรับสีหน้าให้จริงจังและถามว่า "ทางกองบรรณาธิการของเราอยากจะจัดงานเสวนาให้กับ"คนเลี้ยงม้า"สักครั้ง สหายชิงเฉวียนเลยให้ฉันมาถามความเห็นของคุณก่อน"
"งานเสวนาเหรอ? ต้องให้ผมเข้าร่วมด้วยไหม?"
"ก็แหงสิ!"
"งั้นผมไม่ตกลง" หลินเฉาหยางปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
สีหน้าของจางเต๋อหนิงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไมล่ะ?"
"ไม่มีทำไมหรอกครับ แค่ไม่อยากเข้าร่วม ผมขอแนะนำพวกคุณว่าอย่าจัดงานอะไรแบบนี้เลย เป็นนักเขียนก็ต้องให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์สิ งานสงงานเสวนา งานสัมมนาอะไรนั่น ก็มีแต่พวกมานั่งอวยกันเองทั้งนั้น น่าเบื่อจะตาย"
หลินเฉาหยางไม่ได้ทำตัวหยิ่งยโสเพื่อปัดสวะให้พ้นตัวจางเต๋อหนิง แต่ดีเอ็นเอของมนุษย์เงินเดือนทำให้เขาต่อต้านการประชุมทุกรูปแบบ ถ้าแค่ไปดูความครึกครื้นเหมือนอย่างวันก่อตั้งชมรมวรรณกรรมห้าสี่ก็พอทนได้อยู่
พอคิดว่าตัวเองต้องไปเข้าร่วมงานเสวนา ภาพที่คนกลุ่มหนึ่งมานั่งยกยอนวนิยายเรื่องหนึ่งด้วยคำพูดเยิ่นเย้อและไร้สาระเต็มไปหมด เขาก็รู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที
จางเต๋อหนิงมีสีหน้าปั้นยาก "อวยกันเองอะไรกัน? ความคิดของคุณนี่มัน... ช่างเถอะๆ ฉันขี้เกียจพูดกับคุณแล้ว คุณไปคิดดูให้ดีๆ อีกทีก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นว่าเธอไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก หลินเฉาหยางก็เลิกพ่นคำพูดไร้สาระ
จางเต๋อหนิงถามต่อ "ช่วงนี้มีแนวทางหรือไอเดียอะไรใหม่ๆ บ้างไหม?"
"อืม... ยังคิดไม่ออกเลยครับ"
แน่นอนว่าหลินเฉาหยางจะตอบว่าไม่มีไม่ได้ การบ่ายเบี่ยงงานก็ต้องมีศิลปะเหมือนกัน
พอหัวหน้าถามก็ตอบไปว่า 'ประสานงานเรียบร้อยแล้ว' 'กำลังดำเนินการอยู่' นี่สิถึงจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ดี
"ฉันคาดหวังในตัวคุณมากนะ สหายในกองบรรณาธิการก็เหมือนกัน "คนเลี้ยงม้า"ทำให้คุณมีที่ยืนในแวดวงวรรณกรรมแล้ว ผลงานชิ้นต่อไปคุณต้องตั้งใจขัดเกลาให้ดีล่ะ อย่าปล่อยให้สถานการณ์ดีๆ แบบนี้สูญเปล่าไปล่ะ"
"ผลงานชิ้นต่อไปต้องขัดเกลาให้ดีแน่ครับ"
หลินเฉาหยางไม่ได้ให้คำสัญญาอะไรกับจางเต๋อหนิง ในฐานะมนุษย์เงินเดือน หลินเฉาหยางรู้ดีว่าการรับปากใครเร็วเกินไป มักจะเป็นตัวเองนั่นแหละที่เสียเปรียบ
หลังจากส่งจางเต๋อหนิงกลับไปแล้ว เขาก็อู้งานต่ออีกสักพัก จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
เย็นวันนี้บ้านสกุลหลินครึกครื้นเป็นพิเศษ แม่ยายเถาออกเดินทางตั้งแต่เช้า กว่าจะซื้อทีวีกลับมาก็ปาเข้าไปตอนบ่าย พี่เมียเถาอวี้เฉิงก็ง่วนอยู่กับการปรับเสาอากาศอย่างเก้ๆ กังๆ ผลคือปรับอยู่ชั่วโมงกว่า ตอนที่หลินเฉาหยางกลับมาเขาก็ยังทำไม่เสร็จ
"พี่ใหญ่ ให้ผมทำเองดีกว่าครับ" หลินเฉาหยางเสนอตัวเข้าไปทำแทนพี่เมีย
"พี่นี่มันคุณชายจริงๆ เลย!" เถาอวี้โม่ที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่นานสองนานส่งเสียงเยาะเย้ยพี่ชายคนโต
เถาอวี้เฉิงมีสีหน้าไม่พอใจ "ลวดนั่นมันบิดยากนี่นา ยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างมันก็ไม่ถนัดด้วย"
เขาพูดจบไม่ถึงสองนาที เสียงตะโกนของหลินเฉาหยางก็ดังมาจากทางหน้าต่าง
"อวี้โม่ คอยดูทีวีไว้นะ พี่จะหมุนเสาอากาศแล้ว ถ้าภาพชัดแล้วก็บอกด้วย พี่จะได้ล็อคเสาอากาศไว้"
"ได้ค่ะ"
เถาอวี้โม่รับคำ สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอทีวีเขม็ง หน้าจอทีวีที่เพิ่งเปิดและยังไม่มีสัญญาณมีเพียงภาพซ่าๆ เหมือนเกล็ดหิมะเท่านั้น
"มาแล้วๆ!"
หลินเฉาหยางเพิ่งหมุนไปได้ไม่กี่ที ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของเถาอวี้โม่ เธอตะโกนลั่น "พี่เขย ภาพมาแล้วค่ะ!"
หลินเฉาหยางรีบล็อคเสาอากาศให้แน่น จากนั้นก็กระโดดลงมาจากขอบหน้าต่าง
สายตาของเถาอวี้โม่จับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวีอย่างไม่ยอมละสายตา แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเวลาหันไปแขวะพี่ชายคนโตอย่างเถาอวี้เฉิงหนึ่งประโยค
"พี่ดูสิ พี่เขยลงมือแค่สองนาทีก็เสร็จแล้ว พี่ทำตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงยังไม่เข้าที่เข้าทางเลย"
จากนั้นเธอก็หันไปมองหลินเฉาหยาง รอยยิ้มบนใบหน้าดูประจบประแจงเล็กน้อย "พี่เขย พี่เก่งจังเลย!"
หลินเฉาหยางคิดในใจ: (ยัยเด็กนี่ เปลี่ยนหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหนังสือเสียอีก)
"พี่ใหญ่แกปูทางไว้ให้ก่อนแล้ว ไม่งั้นผมจะทำได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ"
ความถ่อมตัวของหลินเฉาหยางช่วยกู้หน้าให้พี่เมียได้บ้าง "ได้ยินไหม เป็นเพราะฉันปูทางไว้ดีต่างหาก"
เถาอวี้โม่ย่นจมูกใส่พี่ชายคนโต ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเขา ท่าทางดูน่ารักไม่เบา
"ติดเสาอากาศเสร็จแล้วเหรอ? ในที่สุดก็ทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้างสักที"
แม่ยายเถาที่เพิ่งเตรียมอาหารเย็นเสร็จ พอเดินมาเห็นทีวีมีภาพแล้ว ก็เอ่ยกับพี่เมีย
"พี่เขยเป็นคนติดค่ะ" เถาอวี้โม่ชิงทวงความดีความชอบให้หลินเฉาหยางโดยไม่รอให้พี่เขยใหญ่ได้อ้าปากพูด
แม่ยายเถามองหลินเฉาหยางแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า "เอาล่ะ งั้นก็มากินข้าวกันเถอะ"
ทีวีตั้งอยู่ในห้องของพ่อตาเถากับแม่ยายเถา ตอนนี้ช่องซีซีทีวี 1 กำลังออกอากาศสารคดีสั้นเรื่อง"พื้นฐานวงจรเซมิคอนดักเตอร์" เถาอวี้โม่ดูอย่างออกรสออกชาติ ตอนกินข้าวก็แทบจะไม่กะพริบตาเลย
ไม่ใช่แค่เธอหรอก คนบ้านสกุลเถาส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ โดยเฉพาะเถาซีเหวินกับเถาซีอู่ สองเด็กน้อยที่ตาโตเป็นไข่ห่าน แทบจะมุดเข้าไปในทีวีอยู่แล้ว
สถานีโทรทัศน์ในยุคนี้มีน้อย รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศก็น้อยตามไปด้วย แม้แต่ละครโทรทัศน์เป็นเรื่องเป็นราวยังไม่มีเลย ต่อให้เป็นรายการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทุกคนก็ยังดูอย่างสนุกสนาน
กินข้าวเสร็จ นานๆ ทีเถาอวี้โม่จะยอมละสายตาจากทีวี เธอแอบเดินตามหลังหลินเฉาหยางไปเงียบๆ "พี่เขย เรื่องของฉันน่ะ..."
"พรุ่งนี้เช้าเธอไปหาเฉินเจี้ยนกงภาควิชาภาษาจีนที่ตึก 32 นะ เขาจะจัดการให้เธอเข้าไปเอง จำไว้ล่ะว่าถึงตอนนั้นห้ามพูดอะไรทั้งนั้น แค่นั่งฟังก็พอ"
เถาอวี้โม่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น "ขอบคุณค่ะพี่เขย ขอบคุณค่ะพี่เขย"
"คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
"ค่ะๆ พี่เขยพูดถูก"
หลินเฉาหยางมองปฏิกิริยาของน้องภรรยาด้วยความพึงพอใจในใจ แนวร่วมของเขาได้สหายที่ดีเพิ่มมาอีกคนแล้ว







