สิบปีก่อน ท่านอ๋องไท่ผิงสิ้นชีพ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่หลี่กวนอีและท่านอาหญิงมู่หรงชิวสุ่ยต้องเริ่มหลบหนีหัวซุกหัวซุน
และเมื่อสิบสามปีก่อน คือช่วงเวลาที่หลี่กวนอีถือกำเนิด
จุดเวลาทั้งสองนี้สำคัญมาก หลี่กวนอีมองจุดเวลาทั้งสอง ผนวกกับคำพูดของท่านอาหญิงที่บอกให้ระวังราชวงศ์ของแคว้นเฉิน ผลลัพธ์ดูเหมือนจะพอเดาทางได้แล้ว ทว่าก็ยังไม่กระจ่างชัดนัก เขาใช้มือลูบไล้ตัวอักษรสองบรรทัดนี้เบาๆ
หรือว่าจะเป็นสายเลือดของฮ่องเต้องค์ก่อนที่สละราชสมบัติให้กับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อสิบสามปีก่อนงั้นหรือ?
เพราะความชอบธรรมในการสืบราชบัลลังก์ทำให้ถูกหวาดระแวงและถูกตามฆ่า?
หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์?
เป็นทายาทสายตรงของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงไม่อาจอยู่ร่วมกับราชสำนักแคว้นเฉินในปัจจุบันได้
หรือไม่ก็ เป็นทายาทของท่านอ๋องไท่ผิง
เพราะมีความดีความชอบมากจนสะเทือนถึงเบื้องบน สิบปีก่อนท่านอ๋องไท่ผิงจึงพบกับเหตุไม่คาดฝัน จากนั้นเขาก็ถ่วงเวลาทหารที่ตามล่า เพื่อให้ท่านอาหญิงพาตนหนีรอดมาได้
ทั้งสามข้อนี้ล้วนมีความเป็นไปได้
ทว่าเมื่อรวมกับการที่นักฆ่าสำนักโม่เอ่ยคำว่าผู้สำเร็จราชการออกมา หลี่กวนอีก็มั่นใจได้ว่าการที่ตนและท่านอาหญิงถูกตามฆ่านั้นย่อมหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการ และตัวเลขสิบปีนี้ ตนเองก็คงมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับท่านอ๋องไท่ผิงด้วยเช่นกัน
หลี่กวนอีกุมหนังสือสองสามเล่มนี้ไว้ แล้วลุกเดินออกมา
เขาอยากจะไปสอบถามท่านอาหญิง ชายหนุ่มไปยืนอยู่หน้าประตูห้องของมู่หรงชิวสุ่ย ยกมือขึ้นเคาะประตู ทว่าไร้เสียงตอบรับจากด้านใน กลับกลายเป็นว่าแรงเคาะทำให้ประตูแง้มเปิดออกเล็กน้อย ท่านอาหญิงเลี้ยงดูหลี่กวนอีมาตั้งแต่เล็ก เป็นดั่งทั้งพี่สาวและมารดา จึงไม่ได้ระแวดระวังเขาเลยแม้แต่น้อย
หลี่กวนอีมองเห็นมู่หรงชิวสุ่ยกำลังนอนตะแคงหลับอยู่
ชายหนุ่มสงบสติอารมณ์ลง รู้สึกว่าตนเองถูกสิ่งที่เรียกว่าชาติกำเนิดรบกวนจิตใจเข้าให้แล้ว เขามองดูท่านอาหญิงที่นอนตะแคงหลับ สวมเพียงเสื้อตัวใน แต่ผ้าห่มกลับถูกถีบออกไป จึงถอนหายใจออกมา ชายหนุ่มรู้สึกอ่อนใจกับญาติเพียงคนเดียวที่เปรียบเสมือนทั้งพี่สาวและมารดาผู้นี้ เขาเดินเข้าไปห่มผ้าให้มู่หรงชิวสุ่ยอย่างเบามือ
"โตป่านนี้แล้ว ยังต้องให้ข้าที่อายุน้อยกว่ามาคอยดูแลอีก"
หลี่กวนอีบ่นพึมพำเสียงเบา
มู่หรงชิวสุ่ยกำลังหลับสนิท
ตอนเด็กๆ ท่านอาหญิงเป็นคนดูแลเขา แต่ต่อมาเมื่อโรคเก่าของท่านอาหญิงกำเริบ เขาก็กลายเป็นคนดูแลท่านอาหญิงแทน
หลี่กวนอียืนอยู่เบื้องหน้ามู่หรงชิวสุ่ย มองดูม้วนตำราในมือ มู่หรงชิวสุ่ยหลับตาพริ้ม ลมหายใจสม่ำเสมอ เดิมทีเด็กหนุ่มอยากจะนำข้อมูลที่รู้มาตั้งเป็นคำถามเพื่อหลอกถามนาง ทว่าเมื่อมาถึงตรงนี้ กลับรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าไม่มีความจำเป็นต้องถามอะไรอีกแล้ว สีหน้าของหลี่กวนอีอ่อนโยนลง
เขารู้สึกว่าตนเองเมื่อครู่นี้ที่มัวแต่ยึดติดกับเรื่องพวกนี้นั้นช่างน่าขันนัก
จะเป็นทายาทของท่านอ๋องไท่ผิงแล้วอย่างไร เป็นสายเลือดของราชวงศ์ก่อนแล้วอย่างไร?
ต่อให้เป็นทายาทของผู้สำเร็จราชการก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร!
เขาคือหลี่กวนอี
ท่ามกลางกลียุคนี้ ท่านอาหญิงเป็นคนพาเขารอนแรมเอาชีวิตรอดมาตลอดทาง หากไม่มีนาง หลี่กวนอีก็คงกลายเป็นเศษเนื้อใต้ฝีเท้าม้าของพลม้าทะยานราตรีไปนานแล้ว เด็กน้อยสายเลือดชนชั้นสูงผู้นั้นคงตายจากไปตั้งแต่ความวุ่นวายเมื่อสิบปีก่อนแล้ว
สิ่งที่มู่หรงชิวสุ่ยช่วยกลับมาจากใต้ฝีเท้าม้าคือหลี่กวนอี
และเป็นเพียงหลี่กวนอีเท่านั้น
ไม่ว่าชาติกำเนิดของเขาจะเป็นอะไร ขอเพียงมีความเกี่ยวข้องกับสามสิ่งนั้นแม้เพียงนิดเดียว ก็ล้วนเป็นฐานะที่ราชวงศ์แคว้นเฉินไม่อาจยอมรับได้ และด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ขอเพียงเขาไม่ทำตัวโดดเด่น ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินก็คงไม่มีแก่ใจมาจัดการกับเด็กที่ไร้กำลังจะไปยุยงปลุกปั่นอะไรได้อย่างเขาหรอก
ขอเพียงรู้เรื่องนี้ก็พอแล้ว
ฐานะในอดีต อย่าหวังว่าจะมากระทบการใช้ชีวิตของเขาได้เลย ทุกคนล้วนมีสิ่งที่กำหนดว่าแท้จริงแล้วตนเองคือใคร หลี่กวนอีวางม้วนตำราลงบนโต๊ะ ถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า "เป็นเช่นนี้นี่เอง"
"ข้าถูกทำให้ไขว้เขวไปเอง ไม่ว่าข้าจะเป็นลูกของใคร ก็ไม่เกี่ยวข้องกันทั้งนั้น"
"บุญคุณที่ให้กำเนิดนั้นยากจะตอบแทน ข้าไม่ได้คิดจะก้าวเข้าไปในราชสำนักแคว้นเฉิน สำหรับข้าในตอนนี้มีเพียงพระคุณที่เลี้ยงดูมาเท่านั้น"
"หลี่กวนอี เป็นแค่หลานชายของท่านอาหญิงก็พอแล้ว"
เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองเสียงเบา เขาเดินย่องก้าวออกไป มู่หรงชิวสุ่ยนอนตะแคงอยู่นั้นกลับลืมตาตื่น หลี่กวนอีละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าความยึดติด จากนั้นก็โยนม้วนตำรา พงศาวดาร และบันทึกของเหล่านักปราชญ์ในมือทิ้งไป ม้วนตำราปลิวว่อนร่วงหล่นลงบนเตียงของเขา
เด็กหนุ่มกุมดาบที่เอว สีหน้าสงบนิ่ง
ในภายหลัง เหล่าอาลักษณ์ต่างพากันแต่งเติมสร้างปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ นานาให้กับเด็กหนุ่มที่เคยยากไร้และโดดเดี่ยวในวัยเยาว์ผู้นี้อย่างสุดกำลัง
ทว่าสำหรับฉากนี้ พวกเขากลับบันทึกเอาไว้อย่างซื่อตรง
โดยกล่าวว่าในวันที่ได้ล่วงรู้ฐานะในอดีตของตนเอง เด็กหนุ่มที่ยังคงตกระกำลำบากในเวลานั้น ได้ถือกระบี่ฟันเอกสารและอดีตจนขาดสะบั้น มิได้ถูกวันวานพันธนาการเอาไว้ ช่างมีกลิ่นอายของจอมยุทธ์ผู้กล้าหาญ ดุจดั่งความองอาจของจักรพรรดิเมื่อแปดร้อยปีก่อนที่ถือกระบี่ฟันงูขาวจนขาดสะบั้นแล้วช่วงชิงใต้หล้ามาครอง
ทว่าหลี่กวนอีกลับซื่อตรงยิ่งนัก โดยบอกว่าในตอนนั้นตนเองเพียงแต่รู้สึกว่าอุตส่าห์เสียแรงแทบตายแต่กลับได้ของน่าเบื่อมา ก็เลยโมโหโยนของพวกนั้นทิ้งไปก็เท่านั้นเอง
ม้วนตำราก็ไม่ได้ถูกฟันจนแหลกละเอียดเสียหน่อย
นั่นมันคลังตำราของตระกูลเซวีย หากฟันจนขาดกระจุย ท่านปู่คงได้ด่าเปิงแน่ เขาอาจจะต้องไปคัดลอกตำราด้วยตัวเอง ตัวอักษรเยอะขนาดนั้น เกรงว่าคงคัดจนปวดข้อมือเป็นแน่
"วันนั้นข้ารู้แล้วว่า ข้าไม่มีความจำเป็นต้องไปตามหาของพวกนี้ ท่านอาหญิงนางไม่ใส่ใจหรอก"
"การปิดบังอดีต ก็เพราะกังวลว่าไฟแค้นจะปะทุขึ้นในใจข้า"
"หากนางปรารถนาให้ข้าไปแก้แค้น ข้าคงได้รู้ว่าพ่อของตัวเองคือใคร รู้จักศัตรูของตัวเองตั้งแต่เด็ก ข้าจะไปฝึกกระบี่ทุกวันแทนที่จะดีดฉิน คงไม่มีวันเวลาที่สวมรองเท้าฟางขาดๆ ถือท่อนไม้กระโดดโลดเต้นไปตามถนนหรอก"
"และคงไม่มีเรื่องที่คนสองคนมาเถียงกันว่าตกลงแล้วห่านย่างนี่ซื้อมาให้ใครกินกันแน่"
"ข้าจะกลายเป็นกองเพลิงท่ามกลางกลียุค โบยบินไปทั่วหล้า แล้วมอดดับลงอย่างรวดเร็ว"
"กลายเป็นเถ้าถ่านสีขาวซีด ปลิวว่อนไปในอากาศเมื่อถูกลมพัด ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้เลย"
"บางทีแรกเริ่มเดิมทีท่านอาหญิงอาจจะเคยมีความคิดที่จะบอกเรื่องความแค้นกับข้า แต่สุดท้ายนางก็ล้มเลิกไป ไม่ว่ากลียุคนี้จะเป็นเช่นไร ในสายตาของนาง ข้าก็ยังคงเป็นเจ้าเหมียวที่อยู่ในอ้อมกอดของนาง ฟังนางฮัมเพลงกล่อมเด็กที่ผู้เป็นแม่ร้องให้ลูกฟังอยู่เสมอ"
เจ้ากรมราชบัณฑิตยิ้มขื่นอยู่นาน แล้วเอ่ยว่า:
"คำพูดเช่นนี้ สรรพนามเช่นนี้ จะปล่อยให้สืบทอดไปถึงชนรุ่นหลังได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ชายผู้เป็นใหญ่ในเวลานั้นเอ่ยถามว่า "เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
เจ้ากรมราชบัณฑิตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบเขากลับไปว่า "ไร้เดียงสาและอ่อนหัดพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่เหมือนกับจิตใจของจอมราชันเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ดังนั้นชายผู้นั้นจึงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า "ในเมื่อเป็นคำพูดจากใจอันบริสุทธิ์ที่หาได้ยาก ก็รบกวนเจ้าช่วยจดบันทึกไว้ให้ข้า สืบทอดมันต่อไป ปล่อยให้เหล่าวีรบุรุษและกษัตริย์ในยุคหลังหัวเราะเยาะข้าเถิด"
ทว่าในตอนนี้
ความปรารถนาในพลังของหลี่กวนอีกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
"ความแข็งแกร่งสินะ..."
หลี่กวนอีนอนไม่หลับ จึงหยิบท่อนไม้ขึ้นมาลวกๆ เดินออกไปท่ามกลางแสงจันทร์ แล้วกุมท่อนไม้ในมือ ร่ายรำเพลงทวนศึกของตระกูลเซวียออกมา ท่อนไม้ที่กำไว้ด้วยมือเดียว ถูกกวัดแกว่งจนเกิดเสียงลมดังหวีดหวิว
เพลงทวนสุดยอดแห่งยุทธ์ของท่านเทพยุทธ์เซวียถูกร่ายรำจนถึงขีดสุดอย่างง่ายดาย แม้จะอยู่ภายในลานบ้านแห่งนี้ แม้จะใช้ท่อนไม้แทนอาวุธ ทว่ากลับยังคงเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายสังหารอันเด็ดขาด กระบวนท่าของเพลงทวนนี้ถูกร่ายรำจนถึงขีดสุด ในจังหวะที่กำลังจะก่อเกิดเป็นกระบวนท่าไม้ตาย 'ม้วนเกลียวคลื่น' ออกมานั้น
พลังปราณทำลายค่ายกลรอบกายก็พวยพุ่งระเบิดออก
หลี่กวนอีก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว
ท่ามกลางความว่างเปล่า คล้ายมีเสียงพยัคฆ์คำรามเป็นระลอก
ข้อมือขยับ พลองยาวก็ประดุจทวนศึก ตวัดขึ้นจากล่างสู่บน หมุนวนเล็กน้อย นำพามาซึ่งความน่าเกรงขามดั่งพายุที่กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง ราวกับต้องการระเบิดความอัดอั้นตันใจออกมาให้หมดสิ้น!
ม้วนเกลียวคลื่น!
กระบวนท่าพลันหยุดชะงักลงกะทันหัน
ท่วงท่าเรียนรู้จนแตะฉาน สามารถใช้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่าพลังปราณทำลายค่ายกลที่ถึงขีดสุด กลับไม่เพียงพอที่จะใช้ออกซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในของกระบวนท่านี้
แต่ถึงกระนั้นก็ยังนับว่าไม่ธรรมดา ปลายท่อนไม้ในมือสั่นสะเทือนอย่างประหลาด ท้ายที่สุดกลับแตกสลายจากบนลงล่างในระหว่างที่กำลังกวัดแกว่ง
เศษไม้ที่แตกกระจายฝังเข้าไปในกำแพง กลายเป็นผุยผง
ง่ามนิ้วโป้งมือขวาของหลี่กวนอีสั่นเทาเล็กน้อย
"กระบวนท่านี้ สิ้นเปลืองพลังงาน มากเกินไปแล้ว..."
เขาแสยะยิ้ม แขนขวาปวดร้าวไปหมด
ร่างกายรับไม่ไหว พลังปราณเหือดแห้ง ท่อนไม้ก็ถูกสั่นจนหัก ภาระของกระบวนท่านี้หนักหนาสาหัสเกินไป ทว่าก็พอจะจินตนาการได้ว่า หากกระบวนท่าเช่นนี้ถูกใช้ออกมา จะมีท่วงท่าสง่างามเพียงใด เกรงว่าเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคาทั่วไปก็คงยากที่จะทนทานต่อการใช้กระบวนท่าม้วนเกลียวคลื่นอย่างต่อเนื่องได้
ทลายขุนเขาและม้วนเกลียวคลื่นเป็นวิชายุทธ์ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
ทวนเทพทลายขุนเขาก็ใช้ออกมาไม่ได้เช่นกัน
หลี่กวนอีนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น นวดแขนตัวเองพลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง
"อืม พรุ่งนี้ ไม่ก็มะรืนนี้ ค่อยไปเบิกชุดเกราะกับอาวุธจากท่านปู่"
"กลับมาแล้วค่อยไปเรียนเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคา จากนั้นก็จะสามารถใช้ม้วนเกลียวคลื่นได้แล้ว"
"เคล็ดวิชาหลังจากเข้าสู่ขั้นเบิกมรรคาแล้ว ก็น่าจะเพียงพอให้ใช้แล้วล่ะ"
หลังจากนั้น ค่อยไปหาเหยากวง ก่อนที่จะลองท้าทายแดนเร้นลับของท่านเทพยุทธ์เซวียด้วยกัน ต้องสวมชุดเกราะไว้ ถึงตอนนั้นน่าจะได้เปรียบขึ้นมาบ้าง อืม...
ยังมีเยว่เชียนเฟิงอีก
ด้วยการยกระดับจากหยกเหลวมังกรแดง น่าจะสามารถบ่มเพาะเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคาได้สำเร็จอย่างรวดเร็วสักวิชาหนึ่ง
เยว่เชียนเฟิงจากไปแล้ว ไม่รู้ว่าตอนกลับมา จะเป็นเมื่อไหร่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
หลี่กวนอีครุ่นคิดอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็นำไปสู่ข้อสรุปเดียว ไม่ว่าชาติกำเนิดจะเป็นเช่นไร พลังคือทุกสิ่ง หลี่กวนอีรู้ดีว่า หากตัวตนของเขาถูกเปิดเผย ฮ่องเต้แคว้นเฉินคงรู้สึกขัดหูขัดตา พระองค์อาจจะไม่ใส่ใจ หรืออาจจะถือโอกาสกำจัดเขาทิ้งไปเลยก็ได้ ทางที่ดีคือรีบเพิ่มความแข็งแกร่ง แล้วรีบเผ่นหนีให้ไวที่สุด
สามสิบหกกลยุทธ์ หนีคือยอดกลยุทธ์
วันนี้หลี่กวนอีคิดฟุ้งซ่านอยู่นาน จึงเข้านอนค่อนข้างดึก ตอนกลับไป เขาผ่อนฝีเท้าลง เพราะกลัวว่าจะทำให้ท่านอาหญิงตื่น
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของอาหาร
หลี่กวนอีงัวเงียลืมตาขึ้นมา ตอนที่เดินออกมา ก็เห็นกับข้าวบนโต๊ะ มู่หรงชิวสุ่ยลงมือเข้าครัวด้วยตัวเองซึ่งหาได้ยากยิ่ง นางยิ้มแย้มชี้ไปที่กับข้าวตรงหน้า แล้วกล่าวว่า "ไปล้างหน้าแปรงฟันซะ"
หลังจากหลี่กวนอีล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ตอนที่กินข้าวเช้ากับท่านอาหญิง เขามองดูอาหารบนโต๊ะที่ล้วนเป็นของโปรดของตนเอง มู่หรงชิวสุ่ยอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด หลี่กวนอีคีบกับข้าวเข้าปาก จู่ๆ ในใจก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา:
"เมื่อคืนท่าน... ไม่ได้หลับใช่ไหม?"
มู่หรงชิวสุ่ยกะพริบตา มุมปากค่อยๆ โค้งขึ้น เผยรอยยิ้ม:
"หืม? เจ้าเหมียวพูดเรื่องอะไรน่ะ?"
"อาฟังไม่เห็นรู้เรื่องเลย"
มู่หรงชิวสุ่ยยิ้มอย่างอบอุ่น
ทันใดนั้นหลี่กวนอีก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
นางต้องตื่นอยู่แน่ๆ!
มุมปากของเด็กหนุ่มกระตุก ภายใต้รอยยิ้มของหญิงสาว จู่ๆ ความรู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนีก็ผุดขึ้นมาในใจ
เขารีบยัดข้าวเข้าปากสองสามคำ แล้ววิ่งหนีเตลิดไปที่ตระกูลเซวียท่ามกลางเสียงหัวเราะของนาง
วันนี้ต้องไปรับเบิกอาวุธและชุดขุนนาง ช่างตีเหล็กให้คำแนะนำที่หาได้ยากยิ่งว่า "ผู้นำตระกูลบอกว่าเจ้าเป็นเพลงทวน แต่ทวนศึกนั้นยาวเกินไป อาวุธประเภทนั้นจำเป็นต้องลงทะเบียนในสมุดบัญชี ช่างมันเถอะ ถ้าจะไปเบิกชุดเกราะ ก็เบิกทวนสั้นมาสักเล่มก็พอ เดี๋ยวข้าจะดัดแปลงให้เจ้าเอง"
"ของอย่างทวนสั้นนี่ก็ไม่เลวนะ"
รอจนหลี่กวนอีนำของกลับมา ช่างตีเหล็กก็รออยู่หน้าประตูแล้ว เขารับทวนสั้นของหลี่กวนอีไป ลองเดาะน้ำหนักดู เลิกคิ้วขึ้น แล้วกล่าวว่า "หนักสิบเจ็ดสิบแปดชั่ง ใบมีดรูปจันทร์เสี้ยวซีกเดียว จุดศูนย์ถ่วงอะไรก็ถือว่าใช้ได้ แกนก็ตรงดี เจ้ารอสักเดี๋ยว"
"อีกครึ่งเดือนค่อยมารับ"
เซวียเต้าหย่งที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถาม "ต้องนานขนาดนั้นเลยรึ?"
ช่างตีเหล็กหันมองผู้นำตระกูลของตน ถอนหายใจแล้วว่า "ก็ได้ สิบวัน"
ชายชราเลิกคิ้วขึ้น "หืม?"
ช่างตีเหล็กถอนหายใจอีกครั้ง หันไปพูดกับหลี่กวนอีว่า "เอาเถอะ พรุ่งนี้"
"พรุ่งนี้ข้าจะเอาของมาให้เจ้า"
คำพูดที่พูดออกไปแล้ว ไม่มีการกลับคำอย่างเด็ดขาด เช้าวันรุ่งขึ้นตอนที่หลี่กวนอีกำลังฝึกวิชา ช่างตีเหล็กก็มาหาที่ประตูด้วยขอบตาดำคล้ำเบ้าตาลึกโบ๋ เขายื่นห่อผ้าให้หลี่กวนอี แล้วเอ่ยว่า "เสร็จแล้ว"
คมของทวนศึกมีร่องเลือดเพิ่มขึ้นมา และส่วนปลายก็มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ภายในห่อผ้ายังมีพลองยาวทำจากไม้จันทน์ดำอีกด้วย
ทั้งยืดหยุ่นและเหนียวแน่น
ปลายของทวนสั้นและหัวของพลองไม้ล้วนมีกลไกซ่อนอยู่
ช่างตีเหล็กทำท่าทางประกอบ แล้วบอกว่า "ลองดูสิ ประกอบเข้าด้วยกันก็จะเป็นทวนศึก"
หลี่กวนอีนำทวนสั้นและพลองยาวมาประกอบเข้าด้วยกัน พร้อมกับเสียงดังกริ๊ก ในมือก็มีทวนศึกเพิ่มขึ้นมา ด้ามทำจากไม้จันทน์ดำ คมทวนวาววับน่าเกรงขาม ช่างตีเหล็กพูดอย่างพึงพอใจ "ไม่เลว ไม่เสียแรงที่ข้าอดหลับอดนอนมาทั้งคืน"
"พลังวัตรของเจ้าเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นเบิกมรรคา พลองไม้แบบนี้มีความยืดหยุ่นพอ สามารถใช้ทักษะในการถ่ายเทแรงได้ แม้ทวนศึกที่ทำจากโลหะล้วนๆ จะมีพลังทำลายล้างสูงเมื่อกวัดแกว่ง แต่ง่ามมือของเจ้าคงทนรับแรงกระแทกได้ไม่นานก็คงฉีกขาด"
หลี่กวนอีก้าวไปข้างหน้า ถือทวนศึกร่ายรำวิชายุทธ์ เขาไม่ได้ใช้เพลงทวนของตระกูลเซวีย แต่เป็นกระบวนท่าพื้นฐาน ทว่ากลับรู้สึกเข้ามืออย่างบอกไม่ถูก ทวนศึกเปล่งประกายเย็นเยียบ มีความน่าเกรงขามและแรงกดดันของอาวุธหนัก แต่ก็แฝงไปด้วยกระบวนท่าที่พลิกแพลงสุดแสนพิสดาร และอาวุธชิ้นนี้ก็สอดคล้องกับส่วนสูงและช่วงแขนของหลี่กวนอีในตอนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
หลี่กวนอีรู้สึกว่าแค่ตวัดมือกลับ ก็เพียงพอที่จะระเบิดอานุภาพของม้วนเกลียวคลื่นออกมาได้ โดยไม่ทำให้อาวุธพังทลาย น่าเสียดายที่อาวุธพร้อมแล้ว แต่ความแข็งแกร่งยังไม่พอ ตอนนี้หลี่กวนอีปรารถนาที่จะได้เคล็ดวิชากำลังภายในขั้นเบิกมรรคามาครอบครอง เพื่อที่จะได้ใช้ม้วนเกลียวคลื่นได้อย่างแท้จริง!
ช่างตีเหล็กยิ้มบางๆ "ไม่เลวใช่ไหมล่ะ?"
จู่ๆ หลี่กวนอีก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม "เอ่อ ค่าดัดแปลงนี่..."
ช่างตีเหล็กยกถ้วยชาใบใหญ่ขึ้นซด แล้วตอบเสียงเรียบ "สองพันก้วน"
มุมปากของหลี่กวนอีกระตุก
ช่างตีเหล็กมองเขาอย่างสงสัย แล้วว่า "ยังไงก็ลงบัญชีชื่อคุณหนูใหญ่อยู่แล้ว เจ้าจะเดือดร้อนไปทำไม?"
หลี่กวนอีถึงกับพูดไม่ออก "ก็ใช่ว่าจะลงบัญชีชื่อคุณหนูใหญ่ได้ทุกอย่างเสียหน่อย"
ช่างตีเหล็กถาม "เจ้าจะจ่ายงั้นรึ?"
หลี่กวนอีไร้คำพูดจะโต้แย้ง
ในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดี เสียงของเซวียเต้าหย่งก็ดังขึ้น "กวนอี ซวงเทา มานี่สิ"
ท่านปู่ใหญ่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ตามข้าไปเลือกเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคา"
นัยน์ตาของหลี่กวนอีทอประกายวาบ
ในที่สุดก็จะได้เลือกเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคาเสียที หลังจากฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นเบิกมรรคาแล้ว ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ม้วนเกลียวคลื่นออกมาได้ เขากระแทกฝ่ามือเบาๆ ทวนสั้นกับพลองไม้ก็แยกออกจากกัน แล้วพุ่งเข้าไปในถุงใส่อาวุธ จากนั้นเขาก็สะพายไว้บนหลัง แล้วก้าวยาวๆ ออกไป ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง
คลังลับของตระกูลเซวีย
มีมากพอให้เรียนเล่มหนึ่ง เผาทิ้งเล่มหนึ่ง จะมีมากมายสักแค่ไหนกันนะ?
และจะมีสุดยอดเคล็ดวิชาแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง?
..................
ในขณะเดียวกัน
ฉางซุนอู๋โฉวก็ได้รับจดหมายฉบับแรก
เมื่อเปิดออก ข้อความด้านในสั้นกระชับ:
"คนผู้นี้ไม่น่าจะตาย"
"จัดการทุกอย่างได้ตามสมควร"
"ท่านควรรีบตามหาตัวเขา"
ฉางซุนอู๋โฉวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว นี่น่าจะเป็นการตอบกลับและข้อสรุปที่คุณหนูรองให้มาทันทีหลังจากได้รับจดหมายฉบับแรก อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจในสายตาอันเฉียบแหลมของคุณหนูรอง
แคว้นอิ้ง นอกด่าน ณ จวนกั๋วกง
คุณหนูรองผู้มีท่วงท่าสง่างามดุจมังกรและหงส์มองเห็นเหยี่ยวขนทองบนท้องฟ้า นางมองจดหมายฉบับที่สองของฉางซุนอู๋โฉว ยังไม่ทันได้เปิดอ่าน ก็แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า "จดหมายฉบับที่สองมาเร็วเช่นนี้ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง คนผู้นี้น่าจะยังไม่ตาย"
"ข้าเดาถูกจริงๆ"
เด็กหญิงอายุน้อยกว่าที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถาม "ท่านพี่รู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?"
หญิงสาวที่รวบผมด้วยกวานทองคำตอบกลับ "อยู่ข้างนอก ให้เรียกข้าว่าอะไร?"
เด็กหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกะพริบตาปริบๆ ตอบว่า "เอ้อร์หลาง"
หญิงสาวยิ้มรับพลางพยักหน้า คลี่จดหมายออก แล้วอธิบายว่า "ในเมื่อคนผู้นี้มีสายตาเฉียบแหลมมองทะลุปรุโปร่งถึงความเปลี่ยนแปลงของดินแดนประจิมได้ เช่นนั้นก็ย่อมต้องมองออกถึงการแย่งชิงอำนาจในเมืองกวนอี้ ในเมื่อเขากล้าพุ่งตัวออกไป ก็ย่อมต้องมีความมั่นใจอยู่บ้าง ไม่ตายง่ายๆ หรอก"
"เอ้อร์หลางเชื่อใจเขามากเลยนะเจ้าคะ"
หญิงสาวช้อนตามองเล็กน้อย รอยยิ้มประดับใบหน้า "ผิดแล้ว"
"ข้าเชื่อมั่นในตัวเองต่างหาก!"
เมื่อกางกระดาษจดหมายออก ก็เป็นไปตามที่นางคาดหวังไว้จริงๆ
ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับทำให้นัยน์ตาของนางถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ออกรบเพียงลำพัง สังหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกมรรคาไปถึงเจ็ดคนเชียวหรือ?
ขึ้นม้าสังหารคน ลงม้าแต่งกวี สายตาเลื่อนไปมองบทกวีนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าพลันชะงักค้างไปเล็กน้อย เนิ่นนานให้หลัง จึงได้ท่องออกมาเบาๆ ว่า:
"สิบปีลับกระบี่หนึ่งเล่ม คมวาววับยังมิเคยลิ้มลอง"
"วันนี้ขอนำมาแสดงให้ท่านชม"
"ผู้ใดพบเจอเรื่องอยุติธรรม"
"ผู้ใดพบเจอ เรื่องอยุติธรรม..."