ลู่หมิงเริ่มมีชื่อเสียงในตลาดทุนในประเทศเป็นครั้งแรกจากไอดีที่ชื่อว่า "อีหมิงจิงลู่" ซึ่งสร้างตำนานทำกำไรหนึ่งหมื่นเท่าภายในเวลาสามเดือนจนเป็นที่รู้จักของผู้คน ในเวลานั้นอย่างมากเขาก็ถูกมองว่าเป็นเพียงสุดยอดนักลงทุนรายย่อยและนักเก็งกำไรระดับประเทศเท่านั้น
แต่เมื่อเขาก่อตั้งเทียนเซิ่งแคปปิตอล และดำรงตำแหน่งในกองทุนผสมเทียนเซิ่งเซียนเฟิง เขาก็ได้สร้างผลงานระดับเทพขึ้นมาอีกครั้งจนชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตก และนับตั้งแต่นั้นมา ความสนใจจากตลาดและสื่อมวลชนที่มีต่อเขาก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน
เมื่อถึงช่วงครึ่งปีหลังที่ตลาดทุนทั้งระบบเกิดการทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน กองทุนผสมเทียนเซิ่งเซียนเฟิงกลับโดดเด่นอยู่เพียงหนึ่งเดียว ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ตลาดทั้งกระดานถูกทุบจนนักลงทุนร้องห่มร้องไห้ แม้แต่สถาบันการเงินก็ยังไม่รอด กองทุนผสมเทียนเซิ่งเซียนเฟิงกลับเมินเฉยต่อความผันผวนของตลาดและพุ่งทะยานสวนทางแนวโน้มใหญ่ ยิ่งตลาดยิ่งดิ่งลงหนัก กองทุนก็ยิ่งพุ่งขึ้นแรง จนทำให้คนภายนอกถึงกับสงสัยว่าพวกเขาถือสถานะชอร์ตเซลเอาไว้
อัตราการเติบโตของกองทุนผสมเทียนเซิ่งเซียนเฟิงนั้นเคลื่อนไหวได้บ้าคลั่งยิ่งกว่าหุ้นปั่นเสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า "นางปีศาจเทียนเซิ่ง" โด่งดังกระหึ่มไปทั่วทั้งตลาดหุ้น A-share จนกลายเป็นที่รู้จักของทุกคน
จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมที่มีการประกาศเข้าถือหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอันเป็นครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน "ศึกอันเทียน" ได้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดทุนทั้งระบบให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิความเป็นเจ้าขององค์กรยักษ์ใหญ่ระดับห้าแสนห้าหมื่นล้านแห่งนี้ ส่วนชื่อเสียงและอิทธิพลของลู่หมิงในปัจจุบันก็พุ่งขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด
พูดได้เต็มปากเลยว่า "ศึกอันเทียน" ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ คือการห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมกิจการที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดทุนของประเทศ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ฝ่ายตั้งรับคือกลุ่มบริษัทครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหนิงโจวและผู้ถือหุ้นใหญ่ควบคุมกิจการอย่างตระกูลอัน ส่วนฝ่ายรุกคือดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการทุนที่ผงาดขึ้นมาในตลาดทุนอย่างสายฟ้าแลบ
หากยืมคำพูดของอันจิ่นหงมาใช้ ก็คงต้องบอกว่าเป็นพวกผู้ไม่หวังดีที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลจะกวาดกำไรไปได้นับหมื่นล้านในช่วงตลาดกระทิงดุเมื่อครึ่งปีแรกและยังถอนตัวออกมาได้อย่างแม่นยำ กำไรก้อนนี้มันมหาศาลขนาดไหนน่ะหรือ? มันแทบจะเทียบเท่ากับกำไรสุทธิครึ่งปีของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซอย่างอาลีบาบาเลยทีเดียว
บริษัทใหญ่โตขนาดนั้นต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยแทบตายมาครึ่งปี แต่เทียนเซิ่งแคปปิตอลกลับทำเงินจำนวนนั้นได้มาอย่างง่ายดาย สิ่งนี้ทำให้บรรดาบอสของบริษัทในภาคเศรษฐกิจจริงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์
คนภายนอกยิ่งคาดไม่ถึงเข้าไปใหญ่ว่า หลังจากที่ลู่หมิงกวาดกำไรไปนับหมื่นล้านแล้ว เขาไม่เพียงแต่จะไม่ยอมหยุดพัก แต่ยังนำเทียนเซิ่งแคปปิตอลวางแผนเปิดศึกแย่งชิงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตลาดทุน โดยหมายมั่นที่จะกลืนกินบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
เรื่องที่คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะคิด ลู่หมิงไม่เพียงแต่คิด แต่เขายังลงมือทำ และไม่เพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น จากสถานการณ์ในตอนนี้ มันยังทำให้ทีมผู้บริหารของกลุ่มบริษัทตระกูลอันต้องเตรียมรับมือประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ในขณะนี้ ทีมผู้บริหารของตระกูลอันในฐานะฝ่ายตั้งรับต้องวางแผนและครุ่นคิดเพื่อกำหนดกลยุทธ์รับมือกันทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้ว่ามีเซลล์สมองจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องมาตายจากไปก่อนวัยอันควรอย่างน่าสงสาร
พอถึงช่วง 10 โมงเช้าของวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มีข่าวใหญ่หลุดออกมาอีกระลอก ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างหนักในตลาดภายในวันเดียวกัน แหล่งข่าวอ้างว่า กลุ่มบริษัทตระกูลอันที่กำลังหาทางเอาตัวรอด ต้องการใช้วิธีเพิ่มทุนและขยายสัดส่วนผู้ถือหุ้น เพื่อดึงเอาหน่วยงานกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐเมืองหนิงโจวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์
หากมองในมุมของทีมผู้บริหารกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ถ้าสำนักงานกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐหนิงโจวถือหุ้นตระกูลอันในสัดส่วนที่มากกว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง พวกเขาก็จะสามารถรักษาอำนาจควบคุมของทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันเอาไว้ได้ และสามารถสกัดกั้นเทียนเซิ่งที่เข้ามารุกรานอย่างประสงค์ร้ายให้อยู่แค่ภายนอกได้
ทว่าข้อแลกเปลี่ยนก็คือการสังเวยผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อยในตลาดรองและผู้ถือหุ้นเดิม ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป บรรดานักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้นของตระกูลอันต่างก็พากันเข้าไปด่าทอในช่องแสดงความคิดเห็นอย่างไม่ขาดสาย ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดออกมาคัดค้านการเพิ่มทุนในครั้งนี้ และไม่ยอมรับวิธีการปรับโครงสร้างรูปแบบนี้
ในขณะที่คนภายนอกคิดว่าอันฉีหลงหาผู้ช่วยที่แข็งแกร่งได้แล้ว เมื่อถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันเดียวกัน สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างกะทันหัน เมื่อสำนักงานกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐหนิงโจวได้ออกประกาศชี้แจงอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการแย่งชิงผลประโยชน์กับบริษัทเอกชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
ตลอดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีข่าวลือต่างๆ ปลิวว่อนไปทั่ว มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องหลอกจนทุกคนถึงกับตาลาย และยังทำให้ "ศึกอันเทียน" ยิ่งทวีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากยิ่งขึ้น
……
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม
แม้จะผ่านช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มาแล้ว แต่หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ยังคงเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากตลาดระดับสูงสุดแบบไร้คู่แข่งในขณะนี้
ทันทีที่ตลาดเปิดทำการในวันนี้ ภายใต้คำสั่งของลู่หมิง พวกเขาก็เดินหน้ากว้านซื้อหุ้นในตลาดรองอย่างบ้าคลั่งต่อไป หลังจากที่ประกาศเข้าถือหุ้นไปเมื่อคราวก่อน ตอนนี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลก็สามารถเข้าซื้อหุ้นเพิ่มได้อีกครั้ง
ผลจากการที่ทุกคนพากันแย่งชิงหุ้นอย่างบ้าคลั่งก็คือ ราคาหุ้นถูกดันขึ้นไปชนซิลลิ่งภายในเวลาไม่กี่นาที จนถึงตอนนี้ หุ้นตระกูลอันได้ทำซิลลิ่งติดต่อกันเป็นวันที่สี่แล้ว โดยในวันแรกนั้นเป็นการพุ่งทะยานจากฟลอร์ขึ้นไปแตะซิลลิ่งเลยทีเดียว
ราคาหุ้นพุ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 12.26 หยวน มาอยู่ที่ 20.92 หยวนในวันนี้ คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสะสมถึง +70.63% แล้ว
ในวันนี้ลู่หมิงกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันไปได้ถึง 166 ล้านหุ้น ในขณะที่คำสั่งขายเริ่มมีน้อยลงเรื่อยๆ ภายใต้สถานการณ์ที่แทบจะหงายไพ่เล่นกันแบบนี้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ของหุ้นตระกูลอันในตอนนี้คือการมานั่งนับซิลลิ่งกันแล้ว คู่กรณีใน "ศึกอันเทียน" ทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังเข้ากว้านซื้อหุ้นอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนต้นทุน
เม็ดเงินลงทุนจากทุกสารทิศ ทั้งนักลงทุนรายย่อย และนักเก็งกำไรในตลาดต่างก็แห่กันเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ จนกลายเป็นการวิ่งผลัดส่งไม้ต่อกันไปเสียแล้ว ตราบใดที่ราคาไม่ได้เปิดกระโดดขึ้นไปชนซิลลิ่งตั้งแต่เริ่มการซื้อขาย ก็แสดงว่าจะไม่มีใครได้ฮุบกำไรไปกินรวบอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อมีคนส่งไม้ต่ออารมณ์ความตื่นตัวของตลาดก็พุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะทะลุปรอท เรียกได้ว่าเป็นจังหวะตลาดแจก "อั่งเปา" ที่หาได้ยากยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลอันหรือเทียนเซิ่งแคปปิตอล ต่างก็ไม่ใช่พวกขัดสนเรื่องเงินทอง อย่างน้อยก็เป็นพวกที่กล้าทุ่มทุนสร้างแบบเทหมดหน้าตักโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านเศรษฐีก็ใกล้จะหมดเสบียงเต็มที จากการสู้รบปรบมือกันอย่างดุเดือดมาจนถึงตอนนี้ สภาพคล่องในบัญชีของเทียนเซิ่งแคปปิตอลได้หดตัวลงมาเหลือต่ำกว่าหมื่นล้านแล้ว มาถึงขั้นนี้ก็ถือว่าใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน
ทางฝั่งของตระกูลอันเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ กระสุนในมือของพวกเขาเหลืออยู่ไม่ถึง 5 พันล้านแล้ว
……
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม หุ้นตระกูลอันเปิดตลาดด้วยการกระโดดขึ้นไปชนซิลลิ่งทันที ทำให้สามารถทำซิลลิ่งติดต่อกันเป็นวันที่ห้าได้สำเร็จ ทำเอาคนทั้งตลาดถึงกับอ้าปากค้าง ความแข็งแกร่งระดับสูงเช่นนี้ ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่ากำลังเห็นภาพหลอนย้อนกลับไปในเดือนเมษายนที่หุ้นรถไฟเทพเจ้าแดนเหนือและแดนใต้พุ่งทะยาน
ทว่าพอตกบ่าย ซิลลิ่งของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็แตกกระจาย ก่อนที่ราคาจะดิ่งพสุธาลงมาราวกับตกหน้าผา
ลู่หมิงฉวยโอกาสนี้เริ่มเข้าซื้อตอนราคาต่ำอีกครั้ง โดยทยอยกว้านซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากในระหว่างที่ราคาหุ้นกำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
การที่หุ้นตระกูลอันซิลลิ่งแตกนั้นเป็นเพราะถูกภาพรวมของตลาดในวันนี้ฉุดรั้งลงมา ทั้งกระดานไม่เห็นวี่แววของแรงรับเลยแม้แต่น้อย มีแต่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุเป็นเพราะแรงกดดันเหนือระดับ 4,000 จุดของดัชนีกระดานหลักนั้นมีมหาศาล ทำให้แรงส่งที่จะทะยานขึ้นมีไม่เพียงพอ ประกอบกับมีข่าวร้ายมากมายที่ส่งผลให้ตลาดอ่อนตัวลง ด้านหนึ่งคือการที่บริษัทเจิ้งจินโอนหุ้นออกไป และตามปกติแล้วพวกเขาจะไม่เข้ามาแทรกแซงตลาด จึงทำให้เกิดความกังวลขึ้น ยอดคงค้างของการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่หก เม็ดเงินลงทุนที่มีความเสี่ยงเริ่มกลับมาผงาดอีกครั้ง อีกทั้งทางฝั่งอเมริกาก็ได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตขั้นสุดท้ายของเดือนกรกฎาคมและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
นอกจากนี้ อาถรรพ์วันครบกำหนดส่งมอบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนีหุ้นก็ใกล้เข้ามาแล้ว ทุกครั้งที่มีการส่งมอบสัญญา ตลาดหุ้นมักจะเกิดความผันผวนอย่างหนัก ที่สำคัญคือเม็ดเงินลงทุนของรายใหญ่ในวันนี้กำลังเทขายหนีตายกันขนานใหญ่ ยิ่งในช่วงบ่ายก็ยิ่งมีเม็ดเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความตื่นตระหนกของตลาด แถมในระหว่างการซื้อขายยังมีข่าวลือสะพัดบนโลกอินเทอร์เน็ตว่าบริษัทหลักทรัพย์กั๋วไท่จวินอันมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มตลาดในอนาคตอย่างรุนแรง ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ความเชื่อมั่นพังทลายลงไปอีก
เวลา 13.45 น. ลู่หมิงสั่งระงับการเข้าซื้อหุ้น ตลอดสองวันทำการที่ผ่านมาพวกเขาได้กว้านซื้อหุ้นในตลาดรองไปแล้วรวม 500 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.16% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด และต้องเผาผลาญเงินสดไปถึง 1.07 หมื่นล้านหยวน
จนถึงตอนนี้ เทียนเซิ่งแคปปิตอลถือครองหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันอยู่ 3.66 พันล้านหุ้น คิดเป็น 23.16% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด โดยทุ่มเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 5.94 หมื่นล้านหยวน
คราวนี้บ้านเศรษฐีหมดเสบียงของจริงเสียแล้ว สภาพคล่องของเทียนเซิ่งแคปปิตอลเหลืออยู่เพียงสามพันกว่าล้านเท่านั้น หากยังขืนดันทุรังซื้อต่อไป คงไม่มีเงินเหลือแม้แต่จะจ่ายเงินเดือนพนักงานแน่
แต่ลู่หมิงก็พอใจมากแล้ว เมื่อรวมกับหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันที่กองทุนผสมเทียนเซิ่งเจียจื๋อเฉิงจ่างถือครองอยู่อีก 0.46% ซึ่งสิทธิในการออกเสียงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน นั่นก็เท่ากับว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีสิทธิออกเสียงในมือถึง 23.62% แล้ว
……
เมื่อเวลาผ่านไปทุกนาที หุ้นตระกูลอันที่ดิ่งลงมาจากซิลลิ่งก็เกือบจะร่วงลงไปติดลบ ตลาดทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน บรรดาเม็ดเงินระยะสั้น นักเก็งกำไร และนักลงทุนรายย่อยที่หวังจะเข้ามาฉวยโอกาสทำกำไรระยะสั้นต่างก็พากันแตกฮือ แต่ละคนเผ่นหนีกันเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
ในขณะที่หุ้นตระกูลอันพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของวันที่ 23.01 หยวน ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเดิมที่ 25.98 หยวนเพียงแค่ซิลลิ่งเดียวเท่านั้น
หากมองจากรูปแบบกราฟ การเคลื่อนไหวของหุ้นตระกูลอันในช่วงนี้ได้ก่อตัวเป็นรูปตัว "N" ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ กรอบความผันผวนของราคากว้างถึง 97% อย่างน่าตกใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของราคาหุ้น
ตลาดต่างก็กังวลว่ารูปแบบตัว "N" ของกลุ่มบริษัทตระกูลอันในตอนนี้ จะกลายเป็นรูปแบบตัว "M" ที่จะหักหัวทิ่มลงอีกครั้งในอนาคตหรือไม่
และในวินาทีนี้ การที่ราคาดิ่งลงมาจากซิลลิ่งก็มีแนวโน้มว่าจะก่อตัวเป็นรูปแบบ Dark Cloud Cover (เมฆดำปกคลุม) ซึ่งทำให้รูปทรงของกราฟยิ่งดูแย่ลงไปอีก
นักเก็งกำไรและเม็ดเงินระยะสั้นในตลาดต่างก็เลือกที่จะเทขายหนีตายกันขนานใหญ่ เม็ดเงินที่ไหลออกในวันนี้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นเม็ดเงินที่ทำกำไรได้แล้ว รวมถึงเม็ดเงินที่ติดดอยอยู่แถวๆ จุดสูงสุดก่อนหน้านี้ด้วย
จึงไม่แปลกใจเลยที่วันนี้ลู่หมิงจะทุ่มเงินหลายพันล้านเข้ามารับของแต่ก็ยังรับเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อมาถึงช่วงแนวต้านสำคัญ แถมยังต้องมาเจอกับภาวะตลาดทรุดตัวอย่างฉับพลัน ประกอบกับทางฝั่งตระกูลอันเองก็ได้หยุดกว้านซื้อหุ้นไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เพราะกระสุนของพวกเขาหมดไปตั้งนานแล้ว
เม็ดเงินหมื่นกว่าล้านหยวนนั้น ล้วนเป็นรายได้จากเงินปันผลนับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มบริษัทตระกูลอันขึ้นมาเลยทีเดียว แต่กลับต้องเอามาละลายทิ้งไปกับการห้ำหั่นกับเทียนเซิ่งแคปปิตอลจนหมดเกลี้ยง คนของตระกูลอันทุกคนต่างก็แค้นเคืองจนแทบจะอยากกลืนกินลู่หมิงเข้าไปทั้งเป็น
พอถึงเวลา 14.32 น. ทันทีที่ราคาหุ้นตระกูลอันร่วงลงไปติดลบ มันก็ดิ่งลงไปลึกกว่าเดิม ยิ่งเป็นการเร่งให้เม็ดเงินไหลออกหนักขึ้นไปอีก
อีกสามนาทีต่อมา ในเวลา 14.35 น. จู่ๆ ก็มีคำสั่งซื้อปริมาณมหาศาลโผล่เข้ามารับของเอาไว้
คำสั่งซื้อขายระดับล้านลอตปรากฏขึ้นถึงสามรายการภายในเวลาเพียงสิบนาที จนกระทั่งเวลา 14.48 น. ฝั่งซื้อก็โยนออเดอร์ยักษ์ระดับ 2 ล้านลอตเข้ามาไล่กวาดซื้อหุ้นดันราคาขึ้นไป
ออเดอร์ยักษ์ระดับ 2 ล้านลอตนี้เป็นเสมือนชนวนที่จุดจรวดพุ่งทะยานฟ้า ในเวลาต่อมาหุ้นตระกูลอันก็กลับไปชนและล็อกซิลลิ่งได้อีกครั้ง โดยยังมีคำสั่งซื้อที่รอคิวอยู่ตรงราคาซิลลิ่งอีกกว่า 3 แสนลอต
สิ่งนี้ทำให้แม้แต่ลู่หมิงเองก็ยังรู้สึกงุนงง เม็ดเงินของรายใหญ่ที่จู่ๆ ก็โผล่มาในช่วงบ่าย ได้ฉวยโอกาสตอนที่ตลาดทรุดตัวจนฉุดหุ้นตระกูลอันร่วงลงมา เข้ากว้านซื้อหุ้นไปกว่า 5 ล้านลอต โดยทุ่มเงินเข้ามาถึง 1.2 หมื่นล้านหยวน
ลู่หมิงประเมินคร่าวๆ ว่านี่ไม่น่าจะใช่สไตล์การทำราคาของตระกูลอัน อีกอย่างตระกูลอันก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว เม็ดเงินหมื่นกว่าล้านก้อนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นของกลุ่มทุนรายใหญ่นิรนามอีกกลุ่มหนึ่ง
โดยพื้นฐานแล้วสามารถสรุปได้เลยว่า มีผู้แทรกแซงรายใหม่ก้าวเข้ามาลุยน้ำขุ่นๆ บ่อนี้แล้ว
บรรดานักลงทุนต่างพากันตกตะลึง เปิดตลาดมาด้วยราคาซิลลิ่ง ก่อนจะดิ่งพสุธาลงมาจนเกือบแตะฟลอร์ แล้วในช่วงบ่ายก็พุ่งกลับขึ้นมาจากระดับติดลบ 8% ไปชนซิลลิ่งได้อีกครั้ง รถไฟเหาะตีลังกายังไม่น่าหวาดเสียวเท่านี้เลย!
……