วันพุธที่ 19 สิงหาคม วันนี้ตลาดหุ้น A-share เปิดทำการ หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดตลาดในแดนลบตามทิศทางของตลาดโดยรวม
เมื่อถึงเวลา 9:30 น. ซึ่งเปิดตลาดอย่างเป็นทางการและเข้าสู่ช่วงเคาะราคาซื้อขายต่อเนื่อง คำสั่งขายมูลค่ากว่า 2 พันล้านได้ทุบราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันให้ร่วงลงไปถึง -7 จุดทันที ส่งผลให้เม็ดเงินตื่นตระหนกและเทขายหนีตาย
ทว่าผ่านไปไม่ถึงห้านาที ราคาหุ้นก็เริ่มดีดกลับ จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มหาศาล ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นบวกและพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่านี่คือรายใหญ่ที่แข็งแกร่งมากกำลังทำการเขย่าเม่าระหว่างวัน โดยใช้คำสั่งขายกว่า 2 พันล้านทุบราคาลงไปเพื่อขู่ให้รายย่อยที่ตื่นตระหนกคายหุ้นออกมา จากนั้นก็กว้านซื้ออย่างบ้าคลั่ง กว้านซื้อจนราคาไม่สามารถร่วงลงไปได้อีกแล้วจึงเปิดฉากพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อถึงเวลา 11:12 น. หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็สามารถทำซิลลิ่งติดต่อกันเป็นวันที่หกได้สำเร็จ ราคาหุ้นมาอยู่ที่ 25.31 หยวน ขาดอีกเพียง 0.11 หยวนก็จะสามารถทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ไปได้
ส่วนมูลค่าตามราคาตลาดรวมของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็กลับมาแตะที่หลัก 4 แสนล้านอีกครั้ง ไม่ขาดไม่เกิน พอดีเป๊ะที่ 4 แสนล้านบวกกับอีก 2 ล้าน
ในเวลาเพียงหกวันทำการ มูลค่าตามราคาตลาดของกลุ่มบริษัทตระกูลอันระเหยหายไปถึง 2 แสนกว่าล้าน และในเวลาเพียงหกวันทำการเช่นกัน มันก็กลับมาพุ่งทะยานขึ้นอีก 2 แสนล้าน ทำเอานักลงทุนนับไม่ถ้วนถึงกับดูจนตาค้าง
ทั้งตลาดต่างมีความเห็นตรงกันว่า เบื้องหลังการพุ่งทะยานของหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอัน จะต้องเป็นเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่กำลังกว้านซื้ออย่างบ้าคลั่งในตลาดรองอย่างแน่นอน สัปดาห์นี้ดีไม่ดีอาจจะได้เห็นเทียนเซิ่งแคปปิตอลประกาศกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเป็นครั้งที่ห้าจนถึงระดับ 25% ก็เป็นได้
รวมไปถึงตระกูลอันเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ตอนนี้พวกเขาแทบจะร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ เทียนเซิ่งแคปปิตอลทำไมถึงยังมีเงินอยู่อีก? แม่งเอ๊ย กระสุนไม่มีวันหมดหรือไง?
เฉาอวิ๋น!
ต้องเป็นเฉาอวิ๋นทรัสต์ที่อยู่เบื้องหลังคอยอัดฉีดสภาพคล่องใหม่ให้กับเทียนเซิ่งแน่ๆ หรือไม่ก็เป็นเฉาอวิ๋นที่แอบลงสนามมาเองแล้ว
ตระกูลอันที่แทบจะหมดหนทางได้ยอมบากหน้าไปหาฮุ่ยจิ่งกรุ๊ปเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ฮุ่ยจิ่งกรุ๊ปกลับแสดงท่าทีเห็นแก่ผลประโยชน์อย่างชัดเจน จะให้ช่วยก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ต้องตัดธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมูลค่า 6.75 หมื่นล้านของกลุ่มบริษัทตระกูลอันมาขายให้กับฮุ่ยจิ่ง แล้วพวกเขาจะประกาศกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันจนถึงระดับ 10% ทันที เพื่อกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสามของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
พันธมิตรที่เหนียวแน่นยังมาฉวยโอกาสซ้ำเติมยามลำบาก ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันต่อให้ซื้อในราคาตอนนี้ก็ไม่ถือว่าขาดทุน ฮุ่ยจิ่งดีดลูกคิดรางแก้วได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ได้ประโยชน์แบบวิน-วิน ชนิดที่ฮุ่ยจิ่งเป็นฝ่ายวินถึงสองต่อนั่นแหละ
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับในอดีตได้อีกแล้ว ต่อให้กลุ่มบริษัทตระกูลอันอยากจะเฉือนเนื้อให้ฮุ่ยจิ่งเพื่อเอาตัวรอดก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ การเฉือนโปรเจกต์ 6.75 หมื่นล้านให้กับฮุ่ยจิ่ง ถือเป็นการลงมติในวาระสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากสองในสามจึงจะผ่านมติได้
และในตอนนี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน หากทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันของกลุ่มบริษัทตระกูลอันต้องการจะขายธุรกิจนี้ ลู่หมิงจะต้องเรียกร้องให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัททันทีอย่างไม่ลังเล
ผลการลงมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นสำหรับเทียนเซิ่งแคปปิตอลแล้ว สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ยังสามารถคว้าที่นั่งกรรมการมาได้ถึง 4 ที่นั่ง ส่วนสถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการคว้าที่นั่งในคณะกรรมการบริษัทได้เกินครึ่ง และเข้าควบคุมกลุ่มบริษัทตระกูลอันโดยตรง
ต่อให้เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างการได้ที่นั่งกรรมการมาเพียง 4 ที่นั่ง เทียนเซิ่งแคปปิตอลก็เท่ากับมีสิทธิ์ยับยั้งในกลุ่มบริษัทตระกูลอันอยู่ในมือแล้ว
ขอเพียงลู่หมิงคัดค้าน การลงคะแนนเสียงในมติของคณะกรรมการบริษัทก็ไม่มีทางเกินสองในสาม ญัตติการขายนี้ก็ไม่มีทางผ่านไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการเฉือนเนื้อเช่นนี้ยังเป็นการทำลายผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยรายอื่นๆ ซึ่งพวกเขาก็จะพากันโหวตคัดค้านตามไปด้วย
กล่าวได้ว่า สถานการณ์ในตอนนี้สำหรับทีมผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทตระกูลอันได้มาถึงช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายแล้ว ในความเป็นจริงพวกเขาสูญเสียอำนาจการควบคุมบริษัทไปแล้ว ขอเพียงลู่หมิงกระโดดออกมาก่อกวน กลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ไม่สามารถทำเรื่องสำคัญใดๆ ให้สำเร็จได้เลย
......
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม
ขณะนี้ ลู่หมิงกำลังดูข่าวเช้าของวันนี้อยู่ในห้องทำงานของตนเอง ที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของสำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัทตระกูลอัน อันจิ่นหงกำลังให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับนักข่าวจากสถานีโทรทัศน์หนิงโจว:
"เขาดึงบริษัทที่ดำเนินกิจการมาอย่างดีเยี่ยมให้ต้องเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งภายในและการต่อสู้ที่ไร้ความหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับสังคมอย่างมหาศาลด้วย ในตัวเขาจะไปหาความรับผิดชอบและจิตสำนึกต่อสังคมที่ปัญญาชนผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงพึงมีได้จากที่ไหน? แต่ก็นั่นแหละ ได้ข่าวมาว่าเขาไม่ได้รับการศึกษาระดับสูงเสียด้วยซ้ำ"
"กลุ่มบริษัทตระกูลอันสร้างงานให้สังคมมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง บริจาคเงินเพื่อการกุศลในทุกๆ ปีไม่ต่ำกว่า 1 พันล้าน แต่เขากลับทำได้เพียงทำลายบรรยากาศของตลาด เป็นแค่โจรที่คอยสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน เป็นหมาป่าที่แยกเขี้ยวอันอัปลักษณ์ยืนอยู่หน้าประตูของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน"
อันจิ่นหงที่ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากหน้ากล้องของนักข่าว แล้วเดินเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
"ผมโดนด่าซะแล้ว..." ลู่หมิงส่ายหน้าแล้วปิดข่าวเช้า
คราวนี้กลุ่มบริษัทตระกูลอันคงจะร้อนรนจนนั่งไม่ติดแล้วจริงๆ เมื่อพบว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปยิ่งส่งผลเสียต่อตนเอง และยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มชูธงคุณธรรมมากดดัน ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาใกล้จะถึงจุดที่หมดหนทางแล้ว
สื่อในแวดวงและตลาดล้วนจับตามองไปที่ "ศึกอันเทียน" คำพูดต่อสาธารณชนของอันจิ่นหงได้ปรากฏอยู่บนรายงานข่าวล่าสุดของสื่อทุกสำนัก สำหรับการแย่งชิงอำนาจถือครองหุ้นที่ดุเดือดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ บนอินเทอร์เน็ตก็มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดและเกิดข้อโต้แย้งมากมาย มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนลู่หมิง และฝ่ายที่สนับสนุนกลุ่มบริษัทตระกูลอันโดยร่วมประณามเทียนเซิ่งแคปปิตอล
ฝ่ายที่สนับสนุนลู่หมิง มองว่าเขามีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่มั่นคงในอนาคตของทุกองค์กร ซึ่งถือเป็นด้านบวก ช่องโหว่ขนาดใหญ่สามจุดที่เผยให้เห็นในข้อบังคับบริษัทของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ตอนนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกจาก "ศึกอันเทียน" ทำให้นักธุรกิจคนอื่นๆ เกิดความตื่นตัวอย่างสูง ในแง่หนึ่งนี่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างระดับบนสุดขององค์กรให้สมบูรณ์แบบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีบริษัทอื่นๆ ต้องเผชิญกับการรุกรานอย่างประสงค์ร้ายของกลุ่มทุนในอนาคต
ส่วนฝ่ายที่ประณามลู่หมิง คำกล่าวต่อสาธารณชนของอันจิ่นหงก็คือตัวแทนของคนกลุ่มนี้
ทว่าสิ่งที่คนในแวดวงให้ความสนใจมากกว่าคือทิศทางต่อไปของ "ศึกอันเทียน" ปัญหาที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอดแต่กลับกลายเป็นจุดสนใจและได้รับการพิจารณาอย่างหนักในเวลานี้ก็คือ ทีมผู้บริหารของตระกูลอัน ฮุ่ยจิ่งกรุ๊ป และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ถือหุ้นรวมกันเพียงประมาณ 20% แต่ในความเป็นจริงพวกเขากลับเป็นผู้ควบคุมคณะกรรมการบริษัทของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเอาไว้ทั้งหมด
สิ่งที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลต้องขบคิดและหาทางแก้เกมก็คือ พวกเขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้สัดส่วนการถือหุ้นของเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีมากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันของตระกูลอันและทีมผู้บริหารแล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำแบบเดียวกันเพื่อเข้าควบคุมคณะกรรมการบริษัท?
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนภายนอกต่างเห็นพ้องต้องกันแล้วก็คือ การบุกรุกของเทียนเซิ่งแคปปิตอลได้ทำลายสถานการณ์ผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในคณะกรรมการบริษัทของกลุ่มบริษัทตระกูลอันลงไปแล้วในความเป็นจริง และเรื่องนี้ก็กลายเป็นข้อสรุปที่แน่ชัดแล้ว
ต่อให้กลุ่มบริษัทตระกูลอันจะไม่ต้อนรับมากแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าพวกเขาถูกเทียนเซิ่งแคปปิตอลบีบบังคับอย่างป่าเถื่อนได้อีกแล้ว
เมื่อตลาดหุ้นช่วงเช้าเปิดทำการในวันนี้ หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ปิดซิลลิ่งที่ราคา 27.84 หยวน สามารถทำซิลลิ่งติดต่อกันเป็นวันที่เจ็ดได้สำเร็จ และยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบห้าปีอีกด้วย
ตลาดทุนและคนในแวดวงส่วนใหญ่ต่างคาดเดาว่าเป็นเพราะเทียนเซิ่งแคปปิตอลกำลังกว้านซื้ออย่างบ้าคลั่ง จึงทำให้ราคาหุ้นแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง "ศึกอันเทียน" ดำเนินมาจนถึงวันนี้ ทุกคนก็มองออกแล้วว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลไม่ได้ต้องการเพียงแค่การลงทุนทางการเงินเชิงกลยุทธ์ระยะยาวอะไรนั่นหรอก ข้ออ้างพรรค์นี้มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เชื่อ ชัดเจนว่าพวกเขามีเจตนาที่จะฮุบกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์แห่งนี้ต่างหาก
ผู้คนต่างตื่นตะลึงกับความทะเยอทะยานของเทียนเซิ่งแคปปิตอล และยิ่งตื่นตะลึงมากขึ้นไปอีกเมื่อตระหนักว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลอาจจะทำสำเร็จจริงๆ ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของการแย่งชิงอำนาจควบคุมในตลาดทุนของประเทศที่ควรค่าแก่การจารึกไว้อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นกรณีศึกษาความขัดแย้งทางธุรกิจสุดคลาสสิกที่สามารถนำไปเขียนเป็นตำราเรียนได้เลย
ก่อนที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น คงไม่มีใครคาดคิดว่านี่คือฝีมือของชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบสี่ปี พูดออกไปก็คงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ทว่าความจริงก็มักจะหลุดโลกเช่นนี้เสมอ
ในเวลานี้ ทีมผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทตระกูลอันกำลังตกอยู่ในอาการสั่นสะท้านด้วยความกลัว พวกเขากลัวว่าในจังหวะใดจังหวะหนึ่งจะได้รับหนังสือแจ้งเตือนจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลอีกครั้ง ว่าได้ประกาศกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันในตลาดรองเป็นครั้งที่ห้าจนถึงระดับ 25% ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลยังมีเงินอยู่ในมืออีกเท่าไหร่ และผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเฉาอวิ๋นทรัสต์จะไม่อัดฉีดสภาพคล่องให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลอย่างต่อเนื่องอีก?
หรือแม้กระทั่งมันจะไปกระตุ้นให้กลุ่มทุนอื่นๆ เกิดความโลภและอยากจะเข้ามาร่วมแจมด้วยหรือไม่?
ภายในตระกูลอันตอนนี้รู้สึกราวกับว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมา กลุ่มบริษัทตระกูลอันที่ยิ่งใหญ่ในเวลานี้เปรียบเสมือนเนื้อปลาที่วางอยู่บนเขียง กลุ่มทุนต่างๆ ล้วนเผยเขี้ยวเล็บออกมา และอยากจะพุ่งเข้ามากัดกินเนื้อชิ้นนี้กันสักคำ
เวลา 10:50 น. ตลาดก็มีข่าวใหญ่ออกมาอีกครั้ง ว่านเซี่ยงกรุ๊ปได้ออกประกาศอย่างเอิกเกริกว่า พวกเขาได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันในตลาดรองไปแล้วกว่า 500 ล้านหุ้น และในอนาคตก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะประกาศเข้ากว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
นี่คือการประกาศเป้าหมายกว้านซื้อหุ้นเชิงรุกแล้ว!
สถาบันทุนขนาดใหญ่อีกแห่งที่มีศักยภาพทัดเทียมกับเฉาอวิ๋นได้ลงสนามมาแล้ว ช่างเป็นความรู้สึกที่ว่าข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเสียจริงๆ
ข่าวด่วนนี้ได้ผลักดันกระแสความร้อนแรงของ "ศึกอันเทียน" ให้พุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดใหม่ การที่ถูกกลุ่มทุนต่างๆ เพ่งเล็ง ทุกคนต่างก็อยากจะเข้ามาขอแบ่งเค้ก และกัดกินเนื้อชิ้นนี้ด้วยกันทั้งนั้น
......