หลินจิ้งมองไปรอบๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ถุงผ้า แหวนหิน กำไลหยก ไข่มุกวิเศษ น้ำเต้า และม้วนคัมภีร์ล้วนดูปกติธรรมดา แต่เหตุใดจึงมีไม้เท้าพระที่ดูประหลาดตารวมอยู่ด้วย
นี่มันของใช้ในทางพุทธศาสนาไม่ใช่หรือ?
เหตุใดจึงมาโผล่ที่สำนักพิชิตอสูรได้?
"เจ้ากำลังแปลกใจใช่ไหม ว่าเหตุใดสำนักถึงได้หลอมของวิเศษมิติให้กลายเป็นไม้เท้าพระ?"
"ขอรับ" หลินจิ้งพยักหน้า
"ความจริงแล้วมันมีที่มาจากเรื่องราวในอดีต เรื่องนี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน แต่เล่าสืบต่อกันมาปากต่อปาก" ท่านผู้เฒ่าโม่หัวเราะฮ่าๆ พลางเรียกไม้เท้าพระมาถือไว้ในมือ
"ในยุคของเจ้าสำนักรุ่นที่สอง แดนรกร้างใหญ่ปรากฏอสูรตนหนึ่งขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว"
"อสูรตนนี้เป็นสัตว์วิเศษที่พิเศษมาก ด้วยฤทธานุภาพของสัตว์วิเศษ จึงยากที่จะสังหารมันได้! ต่อให้มีตบะสูงกว่ามันหนึ่งหรือสองขั้นใหญ่ก็ตาม!"
"ผู้บำเพ็ญแห่งแดนรกร้างในเวลานั้น ล้วนหมดหนทางจัดการกับอสูรตนนี้"
"กระทั่ง ผู้อาวุโสรับเชิญท่านหนึ่งจากกองปราบอสูรเดินทางมาถึง ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นคนของพุทธศาสนา มีธรรมะสูงส่ง เขาร่วมมือกับผู้บำเพ็ญแห่งแดนรกร้างทั้งสี่ และท้ายที่สุดก็ใช้วิธีการพิเศษผนึกอสูรตนนี้ไว้ด้วยกัน"
"เป็นเพียงการผนึก ไม่ใช่การสังหาร"
"ในบรรดาผู้บำเพ็ญแห่งแดนรกร้างทั้งสี่นั้น ก็มีเจ้าสำนักรุ่นที่สองของสำนักเราอยู่ด้วย"
"ปัจจุบันสถานที่ผนึกอสูรอยู่ใต้ดินของแดนรกร้าง ตอนนี้มันถูกสะกดไว้ด้วยเจดีย์พุทธสี่องค์ที่เชื่อมต่อกับชีพจรมังกร เจดีย์สะกดอสูรทั้งสี่แห่งนี้ ปัจจุบันมีสำนักชั้นนำทั้งสี่แห่งแดนรกร้างร่วมกันพิทักษ์รักษา สำนักละหนึ่งแห่ง"
"หลังจากผ่านศึกครั้งนั้น เจ้าสำนักรุ่นที่สองกับผู้บำเพ็ญพุทธท่านนี้ก็กลายเป็นสหายที่ดีต่อกัน มีช่วงเวลาหนึ่งที่ของวิเศษมิติของสำนักพิชิตอสูรส่วนใหญ่เป็นของใช้ทางพุทธ ไม้เท้าพระอันนี้ก็ถูกทิ้งไว้ที่นี่มาหลายปีแล้วเช่นกัน"
"เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแปลกประหลาด จึงแทบไม่มีศิษย์สืบทอดคนใดเลือกมันเลย แม้จะรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็ตาม"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง" หลินจิ้งตระหนักรู้ "ไม่นึกเลยว่าสำนักพิชิตอสูรของเรา จะมีหน้าที่เฝ้าเจดีย์สะกดอสูรด้วย"
เพราะถึงอย่างไร... เมื่อเทียบกับสำนักทั่วไปแล้ว พวกเราดูเหมือนสำนักอสูรมากกว่า
"เจ้าคงไม่ได้คิดจะเลือกไม้เท้าพระอันนี้ใช่ไหม?" ท่านผู้เฒ่าโม่เอ่ยถาม
"ไม่เลือกขอรับ" หลินจิ้งตอบ "ไม้เท้าพระอันนี้ ไม่เข้ากับบุคลิกที่สง่างามและหลุดพ้นดั่งเซียนของศิษย์เลย"
ท่านผู้เฒ่าโม่ถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าหลินจิ้งจะหลงตัวเองถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อเขาสังเกตดูอย่างละเอียด ก็พบว่ารูปร่างหน้าตาของหลินจิ้งนั้น มีความหล่อเหลาคล้ายคลึงกับโม่หวูหยาในวัยหนุ่มอยู่หลายส่วน มิน่าเล่าถึงได้มั่นใจนัก
"ท่านผู้เฒ่า ศิษย์เลือกอันนี้ขอรับ" หลินจิ้งชี้ไปที่น้ำเต้าสีแดง
กระรอกใบสนตกใจมาก มันคิดว่าถุงผ้าน่าจะพกพาสะดวกกว่าสำหรับมัน
หลินจิ้งไม่ได้สนใจมัน
ของวิเศษมิติชิ้นนี้มีไว้สำหรับใส่กระรอกใบสน ส่วนกระรอกใบสนจะพกพาสะดวกหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่หลินจิ้งต้องนำมาพิจารณา
อีกอย่าง ของวิเศษระดับนี้ล้วนสามารถเปลี่ยนขนาดได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็พกพาสะดวกอยู่ดี
"ของวิเศษมิติชิ้นอื่น มีร่องรอยการหลอมสร้างในภายหลังอย่างหนักหน่วง แต่อันนี้... ดูเหมือนของวิเศษแต่กำเนิดมากกว่า หากข้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นน้ำเต้าเสวียนคงใช่หรือไม่ขอรับ? พืชพรรณประหลาดที่มีมิติในตัวเอง"
"ดูเหมือนเจ้าจะอ่านหนังสือมามาก" ท่านผู้เฒ่าโม่กล่าว "ของวิเศษมิติอีกหกชิ้น ล้วนหลอมขึ้นจากวัสดุมิติต่างๆ แต่น้ำเต้าอันนี้ เพียงผ่านการดัดแปลงในภายหลังอย่างง่ายๆ ถือว่าดั้งเดิมที่สุดแล้ว"
"แต่ที่เจ้าให้ความสำคัญ คงไม่ใช่จุดนี้ใช่ไหม?"
"ขอรับ มันเป็นพืช ส่วนกระรอกใบสนเป็นธาตุไม้ ความเข้ากันได้น่าจะสูงกว่า" หลินจิ้งมองไปที่ท่านผู้เฒ่าโม่แล้วเอ่ยว่า "ท่านว่า หากวันข้างหน้าศิษย์ได้รับน้ำเต้าเสวียนคงมากกว่านี้ จะสามารถให้กระรอกใบสนใช้เนตรเซียนหลิวหลีหลอมรวมพวกมันเข้าด้วยกันได้หรือไม่ขอรับ?"
เมื่อเทียบกับของวิเศษมิติอีกหกชิ้น หลินจิ้งถูกใจคุณสมบัติของน้ำเต้าเสวียนคงมากกว่า
"เป็นเช่นนั้นจริง" ท่านผู้เฒ่าโม่พยักหน้า ยอมรับในมุมมองของหลินจิ้ง "แต่น้ำเต้าเสวียนคงนั้นหายากยิ่งนัก ชิ้นนี้ก็เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ท่านหนึ่งบังเอิญได้มา ก่อนที่ตบะของพวกเจ้าจะกล้าแข็ง ต่อให้บังเอิญเจอ ก็คงยากที่จะมีปัญญาซื้อหามาได้"
"อย่างน้อยก็มีความหวังขอรับ" หลินจิ้งกล่าว "ท่านผู้เฒ่า ศิษย์เลือกน้ำเต้าอันนี้ก็แล้วกัน"
"ความจริงแล้วศิษย์ก็ชอบไม้เท้าพระอันนี้เหมือนกัน รอให้ศิษย์สร้างรากฐานและทำสัญญากับสัตว์เลี้ยงตัวที่สอง ศิษย์จะขอเบิกของวิเศษมิติอีกชิ้นได้หรือไม่ขอรับ... คงไม่ดีแน่หากให้สัตว์เลี้ยงหลายตัวต้องเบียดเสียดอยู่ในที่เดียวกัน?"
"ไสหัวไป!" ท่านผู้เฒ่าโม่ดุเป็นครั้งแรก นี่คือรากฐานของสำนัก คิดว่าเป็นผักกาดขาวที่เลือกได้ตามใจชอบหรือไร!
"ข้าไม่มีปัญญาเบิกให้เจ้าได้อีกชิ้นหรอก หากเจ้าหาทางก้าวขึ้นเป็นนายน้อยแห่งสำนักได้ ที่นี่ก็เลือกได้ตามสบาย สัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวจะอยู่ของวิเศษสองชิ้นก็ไม่มีใครห้ามเจ้า!"
……
หลังจากที่หลินจิ้งเลือกน้ำเต้าเสวียนคงเป็นของวิเศษมิติอสูรผูกพันธะ ภายใต้การชี้แนะของท่านผู้เฒ่าโม่ เขาก็ควบแน่นโลหิตแก่นแท้ออกมาหนึ่งหยด เพื่อทำการหลอมรวมน้ำเต้าเสวียนคง
หลังจากหลอมรวมน้ำเต้าเสวียนคงเสร็จสิ้น หลินจิ้งก็พบว่า สมแล้วที่เป็นอุปกรณ์ระดับของวิเศษซึ่งผู้บำเพ็ญขั้นจินตันเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติใช้งาน พื้นที่ด้านในนั้นกว้างใหญ่กว่าลานบ้านของเขาในตอนที่อยู่สำนักสายนอกเสียอีก
คราวนี้คงไม่มีอะไรมาขัดขวางการกักตุนของกระรอกใบสนได้อีกแล้ว...
ถุงมิติสองใบเดิมนั้น กระรอกใบสนทำได้แค่เก็บของหายากที่ใช้ในการหลอมรวม ส่วนข้าววิญญาณและถั่ววิญญาณธรรมดาเป็นถุงๆ ทำได้เพียงกองทิ้งไว้ในลานบ้าน หากเก็บไว้ในถุงมิติก็จะสิ้นเปลืองพื้นที่เกินไป ทว่าตอนนี้ไม่มีความกังวลเช่นนั้นอีกแล้ว
แม้น้ำเต้าเสวียนคงจะเป็นของวิเศษผูกพันธะของหลินจิ้ง แต่มันก็เป็นที่พักอาศัยของกระรอกใบสน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสัญชาตญาณจอมกักตุนของมันแต่อย่างใด
"จี๊ด!!!" ด้านข้าง กระรอกใบสนเห็นหลินจิ้งกำลังหยอกล้อกับน้ำเต้าเสวียนคงอยู่เพียงลำพัง ก็อยากจะสัมผัสมันในทันที
"ข้าเรียกเจ้าคำหนึ่ง เจ้ากล้าขานรับหรือไม่?"
หลินจิ้งหันน้ำเต้าไปทางกระรอกใบสนที่กำลังสับสน ยังไม่ทันที่กระรอกใบสนจะตอบรับ มันก็ถูกหลินจิ้งบังคับดูดกลับเข้าไปในของวิเศษมิติดัง "ฟุ่บ"
แม้จะงุนงง แต่เมื่อเข้ามาในมิติใหม่เอี่ยม กระรอกใบสนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันที แววตาเป็นประกาย
ใหญ่จัง!
มันมองซ้ายมองขวา ภายในน้ำเต้าเสวียนคงนั้นกว้างขวางมาก สุดปลายทางทั้งแปดทิศล้วนเป็นหมอกปราณวิญญาณสีเขียว ซึ่งช่วยในการบำเพ็ญเพียรได้เป็นอย่างดี เมื่อเหยียบลงบนหมอกปราณวิญญาณสีเขียว กระรอกใบสนก็รู้สึกว่า มันจำเป็นต้องปรับปรุงสถานที่แห่งนี้เสียใหม่ เพื่อให้กลายเป็นถ้ำพำนักแห่งใหม่ของมัน
"จี๊ด..." มันหักนิ้วนับ วางแผนจะสร้างที่นอนหนึ่งแห่ง โกดังหนึ่งแห่ง ที่บำเพ็ญเพียรหนึ่งแห่ง โกดังหนึ่งแห่ง ที่กินข้าวหนึ่งแห่ง โกดังหนึ่งแห่ง...
"เป็นอย่างไรบ้าง" โลกภายนอก ท่านผู้เฒ่าโม่มองหลินจิ้งที่ลูบคลำน้ำเต้าเสวียนคงอย่างไม่ยอมวางมือ พลางหัวเราะร่า "หลังจากมีของวิเศษมิติอสูรผูกพันธะแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่ เหมือนได้เป็นผู้บำเพ็ญวิถีพิชิตอสูรอย่างแท้จริงแล้ว"
"ความจริงแล้ว... ต้องขึ้นถึงตำแหน่งศิษย์สืบทอดของสำนักเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญวิถีอสูรที่ผ่านเกณฑ์อย่างแท้จริง"
"ถูกต้องขอรับ" หลินจิ้งแกว่งน้ำเต้าเสวียนคงไปมา มันหดเล็กลงทันที หลินจิ้งจึงนำมันไปห้อยไว้ที่เอว น้ำเต้าสีแดงประดับอยู่บนเรือนร่างของหลินจิ้งที่สวมชุดขาว ดูหล่อเหลาสง่างาม ทำให้บุคลิกของเขาดูโดดเด่นไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้น
"เข้ากับชุดดีนี่ วันข้างหน้าเมื่อเจ้าออกเดินทางไปข้างนอก หากมีผู้บำเพ็ญมารคิดร้ายต่อเจ้า โดยคิดว่าเจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญธรรมดาที่อยู่ตามลำพัง พอพวกมันกำลังจะลงมือปล้นฆ่า เจ้าก็พลิกมือเรียกสัตว์เลี้ยงออกมา ช่างเป็นเรื่องที่น่าสะใจยิ่งนัก" มองปราดเดียวก็รู้ว่าตอนหนุ่มๆ ท่านผู้เฒ่าโม่คงเคยเจอเรื่องทำนองนี้มาไม่น้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรำลึกถึง จุดที่สะใจที่สุดของศิษย์สำนักพิชิตอสูร ก็คือการได้รุมกระทืบศัตรูนี่แหละ