หลังจากได้รับของวิเศษมิติอสูรพิทักษ์ประจำกายแล้ว หลินจิ้งก็แสดงความขอบคุณต่อท่านผู้เฒ่าโม่อีกครั้ง พร้อมทั้งแสดงความจงรักภักดีต่อสำนัก ว่าตอนเป็นก็คือคนของสำนักพิชิตอสูร ตอนตายก็คือผีของสำนักพิชิตอสูร ต่อให้เวียนว่ายตายเกิดไปอยู่ในเดรัจฉานภูมิ ก็จะเป็นสัตว์อสูรของสำนักพิชิตอสูร ทำเอาท่านผู้เฒ่าโม่ฟังแล้วถึงกับเงียบไปพักใหญ่
"เอาล่ะ รู้แล้วว่าเจ้ารักสำนัก ไม่มีคราบความสุขุมที่ร่างอมตะควรจะมีเลยสักนิด ข้าจะไปส่งพวกเจ้ากลับก็แล้วกัน"
"ลำบากท่านผู้เฒ่าโม่แล้ว ทว่าพวกเรากลับกันเองก็พอขอรับ" หลินจิ้งอยากแวะผ่านยอดเขาไถเมฆา เพื่อทดสอบผลการฝึกฝนกระรอกใบสนในช่วงหลายวันนี้ดูสักหน่อย
"เรื่องเล็กน้อยน่ะ" ผู้บำเพ็ญขั้นจินตันมีตบะแกร่งกล้า ปีศาจหมีดำสามารถเป่าหนูขาวปลิวได้ในอึกใจเดียว ท่านผู้เฒ่าโม่ก็สามารถตบหลินจิ้งและกระรอกใบสนปลิวได้ในฝ่ามือเดียวเช่นกัน
"เช่นนั้นรบกวนท่านผู้เฒ่าโม่ไปส่งพวกเราที่ยอดเขาไถเมฆาด้วยขอรับ" หลินจิ้งกล่าว
"ยอดเขาไถเมฆา?" ท่านผู้เฒ่าโม่สงสัย "เจ้าไปที่นั่นทำไม... เอ๊ะ กระรอกทะยานฟ้ากระนั้นหรือ?"
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า "ดันลืมสถานที่แห่งนั้นไปเสียสนิท พวกเจ้าคงรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเผ่ากระรอกใบสนกับเรื่องของสัตว์เทวะพิทักษ์สำนักตนนั้นแล้วสินะ"
"ขอรับ คราวก่อนที่ผ่านยอดเขาไถเมฆากับศิษย์พี่โอวหยาง กระรอกใบสนได้ลองกระโดดดูแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ช่วงหลายวันนี้มันได้ฝึกฝนอย่างหนัก ศิษย์จึงตั้งใจว่าจะพามันไปลองดูอีกครั้งขอรับ"
"อย่างนี้นี่เอง..." ท่านผู้เฒ่าโม่กล่าวอย่างสนใจ "ก็ได้ ข้าจะพาพวกเจ้าไป"
สิ้นคำ หลินจิ้งก็รู้สึกหน้ามืดไปวูบหนึ่ง พริบตาเดียวก็มาถึงสถานที่กระรอกทะยานฟ้า ท่านผู้เฒ่าโม่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะไม่คิดจากไปไหน เขามองหลินจิ้งแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าเริ่มเถอะ"
หลินจิ้งไม่สนใจว่าจะมีคนดูอยู่หรือไม่ เขาอัญเชิญกระรอกใบสนผู้มี "กายาศักดิ์สิทธิ์ธาตุดินไม้แต่กำเนิด" ซึ่งกำลังสร้างบ้านอยู่ในของวิเศษมิติออกมาทันที
"อยู่เป็นเพื่อนเจ้าฝึกฝนอย่างหนักมาหลายวัน เจ้าจะสามารถแยกสายตระกูลออกมาได้หรือไม่ ลองดูอีกสักตั้ง!" หลินจิ้งกล่าว
"จี๊?" หลังจากกระรอกใบสนออกมา มันก็ยืนอยู่บนพื้นและมองไปรอบๆ เมื่อพบว่าได้กลับมาที่ยอดเขาไถเมฆาอีกครั้ง ดวงตาสีเขียวมรกตก็เป็นประกาย เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เพื่อที่จะสามารถทะยานผ่านสถานที่แห่งนี้ มันถูกภูตผีปีศาจสารพัดรังแกจนจิตใจแทบจะแหลกสลาย
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ นานา จิตใจของมันก็ถูกขัดเกลาจนนิ่งสงบดั่งผิวน้ำ
การเติบโตเช่นนี้ ทำให้มันมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก
ฟุ่บ!
กระรอกใบสนเรียกใบไม้สีแดงที่ใหญ่ที่สุดออกมาแล้วกระโดดขึ้นไป แสงสีแดงสว่างวาบ มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าโม่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เขาเข้าใจความสามารถของกระรอกตัวนี้เป็นอย่างดีแล้ว
"เหาะข้ามก็ถือว่ากระโดดข้ามล่ะนะ..." เขาพึมพำกับตัวเอง ไม่ได้มีวิสัยทัศน์คับแคบเหมือนอย่างศิษย์พี่โอวหยาง
แต่น่าเสียดาย ที่ครั้งนี้มันเหาะสูงกว่าครั้งก่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กระรอกใบสนก็แยกเขี้ยว ถูกแรงกดดันอันทรงพลังกดทับลงมาอีกครั้ง พร้อมกับใบไม้สีแดงที่หมุนควงสว่านดิ่งลงมาราวกับกงล้อเพลิง
"ท่านผู้เฒ่าโม่! รบกวนช่วยรับทีขอรับ!" หลินจิ้งตกใจ รีบขอร้องให้คนข้างๆ ลงมืออีกครั้ง ท่านผู้เฒ่าโม่จึงยื่นมือไปรับกระรอกใบสนที่กำลังมึนงงมาไว้ข้างกายอย่างง่ายดาย
การทะยานฟ้าล้มเหลวอีกครั้ง กระรอกใบสนอาเจียนออกมาพลางรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ไม่ใช่เพราะไม่สามารถแยกสายตระกูลได้แล้ว แต่เป็นเพราะการขัดเกลาด้วยภาพลวงตา อาจจะต้องดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง...
"ล้มเหลวหรือ?" ท่านผู้เฒ่าโม่ส่ายหน้า "ขนาดสัตว์หายากยังล้มเหลว สหายรักของท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สองท่านนี้... คิดอะไรอยู่กันแน่ จะมีกระรอกใบสนที่ทำสำเร็จได้จริงๆ หรือ?"
"น่าเสียดาย ไม่แน่ว่าหลังจากมันบรรลุขั้นจู้จี วิวัฒนาการจนมีสายเลือดราชันอสูรแล้ว ก็อาจจะสำเร็จก็ได้" หลินจิ้งกล่าว "หรือว่าท่านผู้เฒ่าโม่ ในสำนักมีสถานที่สำหรับฝึกฝนพลังจิตใจโดยเฉพาะหรือไม่ขอรับ?"
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาพบว่าผลการฝึกฝนด้วยภาพลวงตาที่มีต่อกระรอกใบสนนั้นแย่ลงเรื่อยๆ สาเหตุหลักเป็นเพราะกระรอกใบสนรู้ล่วงหน้าว่าเป็นภาพลวงตา ประกอบกับผ่านการเผชิญหน้ากับภาพลวงตามาหลายครั้ง จึงทำให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นมาบ้าง
คาถาวิถีลวงตาเช่นนี้ จะต้องใช้รับมือศัตรูในครั้งแรกจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
"สถานที่ฝึกฝนจิตใจ..." ท่านผู้เฒ่าโม่ลังเลเล็กน้อย "มีอยู่แห่งหนึ่งจริงๆ แถมก่อนหน้านี้ข้าก็เพิ่งจะพูดถึงให้เจ้าฟังไป"
"เจดีย์สะกดอสูรต้าฮวงหรือขอรับ?" หลินจิ้งคาดเดา
"ใช่แล้ว" ท่านผู้เฒ่าโม่พยักหน้า "ผู้บำเพ็ญพุทธะที่เป็นผู้อาวุโสรับเชิญของกองปราบอสูรผู้นั้น เพื่อเป็นการขอบคุณที่สี่สำนักใหญ่ให้ความช่วยเหลือ และขอบคุณที่พวกเขายินยอมช่วยพิทักษ์เจดีย์สะกดอสูร ก่อนจากไป เขาจึงได้ทิ้งวิชาศักดิ์สิทธิ์พิเศษแขนงหนึ่งไว้ในเจดีย์สะกดอสูร"
"เจดีย์สะกดอสูรแบ่งออกเป็นหลายชั้น แต่ละชั้นจะมีค่ายกลคอยดูดซับพลังอสูรของปีศาจใต้ดิน ทำให้พวกมันอยู่ในสภาพอ่อนแออยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถบำเพ็ญเพียร และไม่สามารถขัดขืนได้"
"และพลังอสูรเหล่านี้ เมื่อถึงชั้นที่กำหนด ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันของปีศาจ เข้าโจมตีผู้ที่เข้าไป"
"ไม่ได้อาศัยแรงกดดันของปีศาจเหล่านี้ในการฝึกฝนจิตใจของผู้ที่เข้าไปหรอกนะ แต่หากผู้ที่เข้าไปสามารถทนต่อแรงกดดันของปีศาจได้ วิชาศักดิ์สิทธิ์พิเศษที่ผู้บำเพ็ญพุทธะทิ้งไว้ในเจดีย์สะกดอสูรก็จะทำงาน ประทานแสงพุทธะลงมาชโลมจิตใจของผู้ที่เข้าไป ทำให้จิตใจของพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น"
"นี่ก็เพื่อช่วยเหลือสี่สำนักใหญ่ ในการบ่มเพาะผู้บำเพ็ญที่สามารถปราบปีศาจพิทักษ์มรรคาได้มากขึ้น เพื่อให้พวกเขามีความกล้าหาญเพียงพอที่จะรับมือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปีศาจและผู้บำเพ็ญวิชามารในวันข้างหน้า"
หลินจิ้งรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เลว จึงเอ่ยว่า "ท่านผู้เฒ่าโม่ ข้ากับกระรอกใบสนสามารถเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ?"
"ไม่ได้!" ท่านผู้เฒ่าโม่หนวดกระตุก "แรงกดดันปีศาจของเจดีย์สะกดอสูรแห่งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญขั้นเลี่ยนชี่จะแบกรับได้ ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหม ว่าในบรรดาสามเคล็ดวิชาลับของสำนักพิชิตอสูร วิชาจุติอมตะมีความต้องการความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณค่อนข้างสูง ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว จะมีเพียงศิษย์สำนักพิชิตอสูรที่บรรลุขั้นจู้จีและกลายเป็นศิษย์สืบทอดแล้วเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติในระดับหนึ่งที่จะเข้าไปขัดเกลาจิตใจในเจดีย์สะกดอสูร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนรู้วิชาจุติอมตะ"
"หากเป็นเพียงการแบกรับแรงกดดันของปีศาจขั้นจู้จี... จากสถานการณ์ของมันในตอนนี้ น่าจะทำได้ไม่ยากขอรับ" หลินจิ้งมองไปทางกระรอกใบสน แล้วกล่าวกับท่านผู้เฒ่าโม่
"ส่วนตัวข้าเอง ความจริงก็ไม่เป็นไรเช่นกัน" ภาพลวงตานั้น หลังจากปีศาจหมีดำรับช่วงการวิจัยดอกกระดูกมังกรกลายพันธุ์ชุดแรกไปแล้ว เคยบอกกับเขาว่า ไม่เพียงแต่ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจะมีแรงกดดันสูงส่งเท่านั้น แต่ยังสามารถรับมือกับแรงกดดันได้ในระดับหนึ่งด้วย ตราบใดที่ศัตรูไม่ได้โจมตีจริงๆ มันก็จะสมจริงจนหาที่เปรียบไม่ได้
กล่าวจบ เขาก็จำแลงกายเป็นรูปลักษณ์ของพระพุทธองค์ร่างสูงใหญ่ พระพุทธองค์องค์นั้นประทับนั่งขัดสมาธิบนแท่นดอกบัว มีกลิ่นอายเหนือโลกีย์ ราวกับเทพเจ้าผู้สูงส่งที่สุดในโลกมนุษย์ รูปลักษณ์เปี่ยมด้วยความสง่างาม เบื้องหลังมีแสงพระบรมสารีริกธาตุเปล่งประกาย รุ้งสีขาวสี่สิบสองสายเชื่อมต่อเหนือใต้ สาดส่องไปทั่วทั้งยอดเขา
"โม่หวูหยา!!!" พระตถาคตลืมตาขึ้น ยกพระหัตถ์ขึ้นเบาๆ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมท่านผู้เฒ่าโม่ ทำให้ท่านผู้เฒ่าโม่ม่านตาหดเกร็งในทันที เหงื่อเย็นเยียบหยดหนึ่งไหลริน
"เราคือพระพุทธองค์แห่งแดนเซียน ถูกศัตรูแข็งแกร่งลอบทำร้าย จนต้องจำใจจุติลงมายังโลกเบื้องล่าง บัดนี้ขาดศิลาวิญญาณอีกเพียง 50 ก้อนเพื่อเปิดช่องทางทะยานสวรรค์ หากเจ้าช่วยเรากลับคืนสู่แดนเซียน วันหน้าเราจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน" สุรเสียงแห่งพุทธะดังก้องกังวาน
ท่านผู้เฒ่าโม่สะดุ้งตกใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของกระรอก ก็พลันนึกขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า "นี่คือคาถาวิถีลวงตาที่เจ้าหยั่งรู้ในโพธิสวรรค์สินะ สมจริงถึงเพียงนี้เชียว แรงกดดันไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์ในสำนักเลย"
"ท่านผู้เฒ่าโม่ ท่านลองใช้แรงกดดันกดทับข้าดูสิขอรับ" หลินจิ้งพูดจบ ท่านผู้เฒ่าโม่ก็พยักหน้า ปลดปล่อยแรงกดดันขั้นจินตันของตนใส่หลินจิ้ง ทว่าภายใต้ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากปราณแท้สีม่วงอันละเอียดอ่อนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ภายใต้อานุภาพเทียบเท่าปรมาจารย์ขั้นหยวนอิงที่ถูกวาดขึ้นมา แรงกดดันขั้นจินตันของท่านผู้เฒ่าโม่ กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลินจิ้งมากนัก
ราวกับว่าภาพลวงตาของหลินจิ้งไม่เพียงแต่หลอกลวงศัตรูเท่านั้น แต่ยังหลอกลวงตัวเองด้วย
"ฝืนลิขิตฟ้าถึงเพียงนี้..." เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าโม่ก็ไม่คาดคิดว่าวิชาที่หลินจิ้งหยั่งรู้ในโพธิสวรรค์จะแข็งแกร่งปานนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "หากเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็สามารถเข้าไปในเจดีย์สะกดอสูร เพื่อยืมใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์แสงพุทธะเสริมความแข็งแกร่งให้จิตใจได้จริงๆ! แรงกดดันของปีศาจธรรมดา ไม่มีผลต่อพวกเจ้าสองคนเลยสักนิด"
หลินจิ้งกลับคืนสู่ร่างเดิม "ดีเยี่ยมไปเลยขอรับ ว่าแต่ท่านผู้เฒ่าโม่... ปีศาจพวกนั้นถูกผนึกมานานหลายปีขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่าพอพวกเราเข้าไปปุ๊บ ผนึกก็จะคลายออก แล้วพวกมันก็โผล่พรวดพราดออกมาหรอกนะขอรับ?" "ไม่มีทางเด็ดขาด"