น่าประหลาดใจที่แม้ว่าจี๋เสี่ยวเสียงจะสั่นเทาอย่างรุนแรงขนาดนั้น ทว่ากลับไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากนัก
ท้ายที่สุดแล้วเธอไม่ค่อยกล้าสบตาคนอื่น และแทบไม่เคยส่งเสียงเลย
เวลาคนอื่นพูดกับเธอ เธอมักจะทิ้งช่วงไปนานมากก่อนจะให้คำตอบที่แข็งทื่ออย่าง "อืม" "อา" "อ้อ ใช่" อะไรทำนองนั้นออกมา
นานวันเข้า เธอจึงถูกมองข้ามไปโดยปริยาย
กระทั่งใบหน้าของเธอก็ยังค่อนข้างเลือนรางในความทรงจำ รู้สึกแค่ลางๆ ว่าในห้องมีหางม้าเบี้ยวที่เคลื่อนที่ได้อยู่คนหนึ่ง
มีเพียงหลี่ชิงหมิงเท่านั้นที่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธออย่างลึกซึ้ง ท้ายที่สุดแล้วคนที่อยู่ใกล้ก็ย่อมได้รับผลกระทบเป็นคนแรก
จากการสังเกตของหลี่ชิงหมิง เธอคงป่วยเป็นโรคทูเร็ตต์หรือโรคพาร์กินสันอะไรเทือกนั้น เพราะมักจะเกิดอาการสั่นเทาอย่างไม่มีแบบแผน ซึ่งทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่าหลี่ชิงหมิงจะอยากเอาคืนมากแค่ไหน แต่การโจมตีความบกพร่องแต่กำเนิดของคนอื่นถือเป็นการกระทำที่ไร้รสนิยมที่สุด
อีกทั้งเพราะจี๋เสี่ยวเสียงไม่เคยหันหน้ามาเลย เรื่องราวถึงได้สงบสุขไร้ปัญหา
และนอกจากหลี่ชิงหมิงแล้ว คนที่ยังพอจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของจี๋เสี่ยวเสียงเป็นครั้งคราว ก็มีเพียงหานชุนเท่านั้น
บริเวณหน้าโพเดียมในตอนนั้น อันที่จริงหานชุนก็สังเกตเห็นท่าทีหวาดกลัวของจี๋เสี่ยวเสียงเช่นกัน เดิมทีเขาอยากจะพูดให้กำลังใจสักหน่อย แต่คิดอยู่นานก็ดันนึกไม่ออกว่าเธอชื่ออะไร จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แล้วพูดกับทั้งห้องต่อไปว่า
"ดังนั้น 'ไม่' ข้อที่สาม ก็คือ ไม่ลุกลี้ลุกลนหลบหนี
"แดนลับนั้นไม่สามารถออกไปได้จนกว่าจะเคลียร์สำเร็จ เว้นแต่จะมีของวิเศษสำหรับหลบหนีหรือพลังลับเฉพาะทาง
"พลังลับคงไม่ต้องพูดถึง นั่นมันเป็นทักษะของทหารแนวหน้ามืออาชีพ
"ส่วนของวิเศษสำหรับหลบหนี เนื่องจากมันมีราคาสูงลิ่ว ต่อให้ใครพกติดตัวไว้ ก็คงไม่เอามาป่าวประกาศให้คนอื่นรู้
"คำแนะนำของหน่วยงานสำหรับเรื่องนี้ก็คือ—
"ผู้ที่ไม่ใช่มืออาชีพแต่มีวิธีการหลบหนี ควรเลือกที่จะหลบหนีตั้งแต่ช่วงเวลาแรกที่เผชิญหน้ากับแดนลับ
"มิฉะนั้นเมื่อของวิเศษถูกเปิดเผย มันจะกระตุ้นให้ผู้ประสบเหตุคนอื่นๆ เข้ามารุมแย่งชิง และนำไปสู่หายนะที่บานปลายยิ่งกว่าเดิม"
หานชุนเพิ่งพูดจบ ไช่จื้อซินที่นั่งอยู่แถวกลางของห้องเรียนก็สะบัดหน้าหันกลับมาพูดเย้ยหยันว่า "เย่เฉี่ยนน่าจะมีของวิเศษสำหรับหลบหนีใช่ไหม?"
คนในห้องต่างพากันมองตามเขาไปยังที่นั่งแถวหลังริมหน้าต่าง
คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือเด็กหนุ่มรูปงามผู้ร่าเริงสดใส เป็นประเภทที่ใครเห็นก็รัก ดอกไม้เห็นก็บานสะพรั่ง
ภายใต้สายตาของคนทั้งห้อง เขากลับไม่แสดงอาการเคอะเขินเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ขยี้ผมแสกกลางฟูๆ ของตัวเองแล้วหัวเราะแหะๆ "คิดอะไรกันอยู่เนี่ย บ้านฉันก็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ"
ทันใดนั้นทั้งห้องก็ส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมาพร้อมกัน
"อี๋!"
"ทำหน้าแบบนี้มีชัวร์"
"ตอนหนีพาพี่น้องคนนี้ไปด้วยสักคนสิ!"
"เลิกคิดไปได้เลย ต่อให้หนีได้ เขาก็พาไปแค่ผู้หญิงเท่านั้นแหละ"
"คุณชายเย่ต้องพาจางชิงอีไปแน่นอน พวกเขาอ่อยกันไปมาตั้งนานแล้ว นี่แหละโอกาสดีที่จะได้ตอบแทนบุญคุณด้วยร่างกาย"
"แม่ร่วง อย่าเอาความหื่นกามของนายไปคาดเดาคุณชายเย่สิวะ!"
"ถ้าเป็นนาย นายจะไม่พาจางชิงอีไปเหรอ?"
"...ถึงจะพาไปก็ไม่ควร... อย่างน้อยก็ไม่ควรพูดออกมาสิ"
ท่ามกลางเสียงหยอกล้อ เด็กสาวขายาวที่นั่งอยู่ข้างหน้าเย่เฉี่ยน ซึ่งเปลี่ยนมาสวมกระโปรงก่อนฤดูกาล ได้เสยผมจอนด้านข้าง โน้มตัวลงไปดึงขอบถุงเท้าสั้นสีขาว แล้วฉวยโอกาสแอบมองเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ไม่มีหรอก ฉันไม่มีจริงๆ" เย่เฉี่ยนรีบยกมือขึ้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
"ใครเขาสนใจนายกัน" จางชิงอียืดตัวกลับมานั่งตรง พร้อมกับกระแทกพนักเก้าอี้เบาๆ "หลงตัวเอง"
เย่เฉี่ยนอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปเล็กน้อย รอยยิ้มก็ดูซื่อบื้อขึ้นกว่าเดิม
ที่หน้าโพเดียม แม้แต่หานชุนก็ยังเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับหนุ่มสาวคู่นี้ รอจนพวกเขาจู๋จี๋กันเสร็จ ถึงได้เคาะโต๊ะแล้วพูดว่า
"ทุกคนจริงจังกันหน่อยสิ ถึงแม้โอกาสที่จะเผชิญหน้ากับแดนลับจะมีน้อยนิด แต่ก็ยังต้องตั้งใจเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยกันนะ
"ตรงนี้ต้องระวังไว้ '3 ไม่' เป็นแค่วิธีการ ส่วนคำว่า 'รอ' ในท้ายที่สุดนี่ต่างหากคือเป้าหมาย
"ทุกคนบอกครูสิ รออะไร?"
คนในห้องตอบพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง "รอความช่วยเหลือ—"
หานชุนพยักหน้าตาม
"ใช่แล้ว ความช่วยเหลือคือความหวังเดียวของผู้ประสบเหตุ
"แดนลับส่วนใหญ่มักจะมีขีดจำกัดในการรองรับคน เว้นแต่ว่าแดนลับจะปะทุขึ้นในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นสุดๆ มิฉะนั้นโดยทั่วไปแล้วจะไม่ถึงขีดจำกัดนี้ ซึ่งนั่นเปิดช่องว่างให้ทหารแนวหน้ามืออาชีพเข้ามาช่วยเหลือได้
"ไม่ว่าจะเป็นทหารแนวหน้าของหน่วยงาน ของบริษัท หรือทหารแนวหน้าอิสระ ล้วนมีหน้าที่เข้าร่วมการช่วยเหลือฉุกเฉินในบริเวณใกล้เคียง ในเมืองระดับศูนย์กลางอย่างซินไห่ของเรา เวลาครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้พวกเขารวมตัวกันเสร็จสิ้นแล้ว
"ดังนั้น หลังเผชิญหน้ากับแดนลับ การตัดสินใจทั้งหมดของเรา ล้วนมีเป้าหมายเพื่อถ่วงเวลาและรอความช่วยเหลือ
"การกระทำที่อวดดีคิดว่าตัวเองแน่ มีแต่จะขุดหลุมฝังศพให้ตัวเอง
"มีเพียงการรอเท่านั้น ที่เป็นเส้นทางรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของเรา
"ทั้งหมดนี้คือ '3 ไม่ 1 รอ' ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
"เอาล่ะ เนื้อหาพื้นฐานก็มีเท่านี้แหละ"
หานชุนพูดจบก็เหลือบมองหลี่ชิงหมิงที่ฟุบหลับอยู่ตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ยกแขนขึ้นดูนาฬิกาข้อมือไขลานเรือนใหม่ที่เพิ่งซื้อมา
13:14:55
56
57
58
59
13:15:00
【ระยะเวลาก่อนแดนลับ β1-2103257 ปะทุ: 4 นาที 0 วินาที】
แกรก แกรก แกรก...
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบผิดปกติ หลี่ชิงหมิงที่ฟุบหลับอยู่ก็เกาแขนตัวเองกะทันหัน จากนั้นก็ถอดที่อุดหูออก ยืดตัวขึ้นตรง ถอนหายใจ แล้วส่ายหัวไปมาซ้ายขวาเพื่อขยับคอ
คนในห้องไม่กล้ามองเขา ได้แต่กล้าใช้หางตาสังเกตเท่านั้น
คุณหมอฮันนิบาลมักจะตรงเวลาเช่นนี้เสมอ ราวกับเป็นนาฬิกาปลุกชีวภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว ปรมาจารย์ด้านอาชญากรรมล้วนแต่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำกันทั้งนั้น
หานชุนเห็นเขาตื่นแล้ว ถึงได้แข็งใจสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า "ตอนนี้ไปรับคำปรึกษาทางจิตวิทยาได้หรือยัง?"
หลี่ชิงหมิงนวดหลังคอด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย "ผมบอกแล้วไง ว่าผลการประเมินคือสุขภาพจิตสมบูรณ์แข็งแรงดี"
"งั้นรบกวนเธอไปเอาผลกลับมาด้วย" หานชุนชี้ไปนอกประตู
"ยังไม่จบอีกเหรอ?" สีหน้าของหลี่ชิงหมิงคล้ำลงเล็กน้อย เขาปรายตามองหานชุน
หานชุนก็กำลังจ้องเขาอยู่เช่นกัน
หลังจากจ้องตากันอยู่พักหนึ่ง หานชุนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ
เขาได้แต่ถอนหายใจ ถอดแว่นตาออก เหม่อมองไปทางข้างหน้าเฉียงๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่กล้าลงน้ำหนักมากนักว่า "ครูขอพูดตรงๆ เลยนะ ตลอดมามันมีคำกล่าวที่ว่า แดนลับ... จะจุติลงบนหัวของคนที่ปรารถนามันมากที่สุด"
"เรื่องโกหก" หลี่ชิงหมิงตอบกลับโดยไร้ความลังเล "ถ้าเป็นเรื่องจริง ผมคงได้เป็นทหารแนวหน้าไปตั้งแต่ก่อนอายุ 8 ขวบแล้ว"
"ไม่เกี่ยวหรอกว่าเธอจะคิดยังไง ผู้ปกครองหลายคนเชื่อคำกล่าวนี้" หานชุนสวมแว่นตากลับเข้าไปใหม่ มองหลี่ชิงหมิงอย่างลำบากใจ และถึงขั้นพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งอ้อนวอนว่า "อย่างน้อยก็ในช่วงที่แดนลับตื่นตัวแบบนี้ ลางานชั่วคราวสักสองสามวันได้ไหม?"
"เหตุผลในการลาคืออะไรครับ?"
"ลาป่วย?"
"แต่ผมไม่ได้ป่วย"
"...งั้นลองเปลี่ยนโรงพยาบาลตรวจดูอีกทีไหม?"
"พอเถอะ คนที่ควรไปตรวจคืออาจารย์ต่างหาก" หลี่ชิงหมิงพูดอย่างเย็นชา "อาจารย์แน่ใจนะว่าจะใช้ความงมงายมาเป็นอาวุธ ขับไล่นักเรียนที่ปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนอย่างเคร่งครัดและมาเรียนครบทุกคาบเสมอ?"
"กฎของโรงเรียน?" หานชุนถูกยั่วโมโหจนหลุดหัวเราะออกมา เขาสะบัดนิ้วชี้อย่างแรงพลางพูดว่า "แล้วชุดนักเรียนล่ะ ชุดนักเรียนของเธออยู่ไหน?"
เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นหลี่ชิงหมิงล้วงเอาเสื้อคลุมนักเรียนจากในโต๊ะมาคลุมทับบนตัว แถมยังดึงกางเกงให้ดูอีกด้วย "นี่กางเกงเครื่องแบบของโรงเรียน"
สีหน้าของหานชุนกระตุก "ยังมีกฎข้ออื่นอีก ยังไงเธอก็ต้องเคยฝ่าฝืนแน่ๆ!"
"ผมท่องถอยหลังได้คล่องปรื๋อทุกข้อ"
"เป็นไปไม่ได้ ข้อที่สิบเจ็ด ลองท่องถอยหลังมาให้ฟังหน่อยซิ!"
"ควรเกินชิดใกล้กันหาคบ พอชอบใคร่รักหญิงชายเรียนนักห้าม เจ็ดสิบที่ข้อ"
"??? อะไรของเธอเนี่ย?"
หลี่ชิงหมิงอธิบายอย่างมีอารมณ์สุนทรีย์ว่า
"ในแดนลับแห่งหนึ่งที่ผมเคยเจอ ภาษาทั้งหมดจะถูกสลับกลับหลัง ด้วยเหตุนี้ผมจึงตั้งใจฝึกอ่านถอยหลังเป็นพิเศษ หลังจากนั้นไม่นานก็หลงรักการบริหารสมองชุดนี้เข้าอย่างจัง
"ถ้าต้องการ ผมสามารถลองอ่านออกเสียงถอยหลังทุกพยางค์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมือนการกรอเทปกลับหลัง อย่างเช่นแบบนี้—
"gna……woai……j……im……oug……iaouhs……"
สำหรับการแสดงชุดนี้ หลี่ชิงหมิงถือว่าค่อนข้างเคลิบเคลิ้มไปกับมันด้วยตัวเอง
แต่สำหรับคนอื่นๆ แล้ว...
นี่มันคาถาอัญเชิญปีศาจอะไรกัน!
เสียงพึมพำต่ำๆ ทุ้มๆ ที่ไม่สอดคล้องกับคลื่นความถี่ของโลกใบนี้ ราวกับเป็นเข็มรูปงูที่ทอดยาวมาจากนรก กำลังบิดเกลียวแทงทะลุเข้าไปในไขสมองของพวกเขาทีละนิดๆ ก่อมลทินให้กับจิตใจของพวกเขา
เด็กสาวหลายคนถึงกับเอามือปิดหูในทันที
ในที่สุดก็มีคนเอ่ยปากขึ้น
"นี่นาย... พอได้แล้ว..."
"พวกเราไม่เคยไปหาเรื่องนายเลยนะ"
"เชี่ย เหมือนจะเป็นกฎข้อที่สิบเจ็ดจริงๆ ด้วย..."
ท่ามกลางเสียงรุมประณามที่ดังขึ้นระงม หัวหน้าห้องเจิ้งรุ่ยซิงก็แข็งใจลุกขึ้นยืน เขาไม่ค่อยกล้ามองหลี่ชิงหมิงเท่าไหร่ ได้แต่ก้มหน้าพูดว่า "หลี่ชิงหมิง นายไปเถอะ เพราะนายอยู่ เพื่อนร่วมชั้นหลายคนถึงกับต้องลางาน... ผู้ปกครองกับโรงเรียนก็กดดันอาจารย์หานหนักมากเหมือนกัน..."
ราวกับทนดูเขาต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวไม่ไหว เด็กสาวอีกคนจึงรวบรวมความกล้าพูดขึ้น "เรื่องนี้จะโทษอาจารย์หานไม่ได้หรอก ช่วงเวลานี้มันพิเศษจริงๆ เอาไว้เดือนหน้านายค่อยกลับมาก็แล้วกัน"
เมื่อสองคนนี้ออกโรง ก็มีคนเข้าร่วมผสมโรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับเสียงและถ้อยคำก็ทวีความรุนแรงขึ้น
"หลี่ชิงหมิง นายไม่รู้ตัวเลยเหรอ? อาจารย์สอนหนังสือก็พลอยได้รับผลกระทบเพราะนายไปด้วย"
"มีนายอยู่ ห้องเราก็ไม่เคยได้ผลประโยชน์อะไรเลย ตอนตักข้าวที่โรงอาหารยังได้น้อยกว่าคนอื่นเขาอีก!"
"ความสนุกในการมาโรงเรียนของนายคืออะไร ทรมานพวกเรางั้นเหรอ?"
จนกระทั่งการรุมประณามดำเนินมาถึงท้ายที่สุด จางชิงอีผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในห้องก็หันตัวมา ราวกับกำลังบังคับตัวเองให้มองดูปีศาจร้าย เธอจ้องมองหลี่ชิงหมิงด้วยความหวาดกลัวและเคียดแค้น
"หลี่ชิงหมิง พฤติกรรมป่วยจิตและความรุนแรงทางคำพูดของนาย พวกเราอดทนได้ก็อดทนมาหมดแล้ว
"ฉันขอพูดคำเดียวเลยนะ—
"ถ้านายชอบแดนลับมากนัก มีของวิเศษเยอะแยะขนาดนั้น ก็ไปเองเลยไม่ได้หรือไง จะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ให้คนอื่นสะอิดสะเอียนทำไม?"
เมื่อจางชิงอีฟันธงลงมา สถานการณ์ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
มีเพียงสายตาโกรธเกรี้ยวที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวและกล้าหาญ พุ่งตรงไปยังหลี่ชิงหมิง
ภายใต้การจ้องมองอย่างโกรธแค้นของคนหมู่มาก สีหน้าของหลี่ชิงหมิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับลุกขึ้นยืนอย่างเหนือความคาดหมาย
หลายคนถึงกับชะงักไปตามๆ กัน แล้วรีบดึงสายตาเมื่อครู่นี้กลับมา
ความสามัคคีนั้นพังทลายลงในพริบตา ความกล้าหาญมลายหายไปจนสิ้น
แต่หลี่ชิงหมิงกลับไม่ทันสังเกตเห็น และไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย
เขาเพียงแค่ทำเหมือนตอนเลิกเรียนของทุกวัน สะพายกระเป๋าหนังสือไว้ที่ไหล่ขวา ล้วงกระเป๋ากางเกง ห่อไหล่เล็กน้อย และเดินออกไปข้างนอกด้วยจังหวะที่มั่นคง
ทำความเข้าใจซะใหม่นะ
ไม่ใช่พวกนายที่กำลังอดทนกับฉัน แต่เป็นฉันต่างหากที่กำลังอดทนกับพวกนาย
ตอนนี้พอลองคิดดูแล้ว กฎใหม่ที่กำหนดให้ต้องเรียนจบมัธยมปลายถึงจะสอบใบอนุญาตทหารแนวหน้าได้นั้น คงมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนแบบฉันเข้าไปเยือนแดนลับล่ะมั้ง
สมใจพวกนายแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันจะเริ่มวางแผนลักลอบเข้าแดนลับแล้ว โลกในวันข้างหน้าคงจะได้มีคนคลั่งนอกกฎหมายเพิ่มขึ้นมาอีกคนจริงๆ
ข่าวดีก็คือ ต่อจากนี้แวดวงสังคมของฉันจะใสสะอาดกว่าที่นี่เยอะ มองใครไม่สบอารมณ์ก็ลงมือจัดการได้เลย ไม่จำเป็นต้องระงับสัญชาตญาณดิบอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น อารมณ์ของหลี่ชิงหมิงก็ถึงขั้นดีขึ้นมา
พอเห็นเขาเดินออกไปอย่างสบายใจเฉิบ หลายคนรวมถึงหานชุนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่สายตาของพวกเขากลับไม่กล้าลดละ ล้วนจ้องเขม็งไปที่หลี่ชิงหมิง มองดูเขาเดินไปถึงประตู กำลังจะก้าวเท้าออกไปข้างนึงอยู่แล้ว หลายคนเตรียมจะกระโดดโลดเต้นฉลองกันแล้ว...
ทว่าเหลืออีกเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น
หลี่ชิงหมิงก็ชักเท้ากลับและหยุดชะงักกะทันหัน เขาค่อยๆ หันหน้ากลับมา
บนใบหน้าที่ควรจะเย็นชานั้น ในเวลานี้กลับเต็มไปด้วยความแคลงใจ ความกังวล และ... ความประหลาดใจระคนยินดี
"จริงเหรอ?" เขาถาม
ในวินาทีนั้นเอง
วิ้ง!!!
เสียงวิ้งในหูกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง
อากาศถูกสูบออกไปอย่างกะทันหัน และถูกเติมเต็มเข้ามาอย่างฉับพลัน
เวลาคล้ายกับถูกลบเลือนหายไป ทว่ากลับหยุดนิ่งงัน
ทุกสิ่งทุกอย่างนอกหน้าต่างแปรเปลี่ยนเป็นความมีอยู่ที่ไม่มีอยู่จริง
แต่ภายในห้องกลับยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟ
5 วินาทีต่อมา
"กรี๊ด!!!!!!!!!"
เด็กสาวคนหนึ่งสติแตก
"อ๊ากกกกก!!!"
สองคน
"โฮฮฮฮฮฮฮ!!"
สามคน... ทั้งหมด
"อาณาเขตสีดำ... อาณาเขตสีดำ......"
"ทำไมกัน... อ๊ากกกกก!!!"
"ฮะ... ฮ่าๆ...... ฮ่าๆ..."
เสียงกรีดร้องแต่ละเสียงไพเราะเสนาะหูราวกับเกลียวคลื่น ใบหน้าแต่ละใบหน้าหลอมละลายราวกับเปลวเทียน
ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งความหวาดกลัวนี้ บนโขดหินอันหนาวเหน็บนั้น มีนกทะเลสีดำตัวหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นอย่างน่าประหลาดยืนตระหง่านอยู่
เขาเบิกตากว้างราวกับกระดิ่งทองแดง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนสุดปอดอย่างอดใจรอไม่ไหว
แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าอากาศ
กลับบ้านนี่มันดีจริงๆ