【เวลาจนกว่าแดนลับ β1-2103257 จะปะทุ: 21 นาที 7 วินาที】
ในที่สุดหลี่ชิงหมิงก็เข้าห้องน้ำเสร็จทันเวลาเฉียดฉิว ช่วยกอบกู้ระบบต่อมไร้ท่อของตัวเองเอาไว้ได้
เมื่อกลับมาถึงโถงทางเดิน เขายืนยันเสียงรัวคีย์บอร์ดอย่างดุเดือดจากในห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาแล้ว จึงค่อยเดินอย่างผ่อนคลายมาถึงหน้าประตูห้องเรียน ม.6 ห้อง 4
แม้จะยังอยู่ในช่วงพักกลางวัน แต่คนในห้องกลับนั่งประจำที่กันหมดแล้ว หานชุนผู้เป็นครูประจำชั้นกำลังยืนพูดอะไรบางอย่างอยู่หน้าโพเดียม พลางชี้ไปยังคติพจน์ของโรงเรียนที่ติดอยู่เหนือกระดานดำเป็นระยะ
ครูประจำชั้นคนนี้เป็นชายวัยกลางคนสวมแว่นตาผมบาง สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลสีตกกับกางเกงสแล็คสีเทาหลวมโพรก นอกจากชื่อที่ฟังดูน่าขันนิดหน่อยแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าจดจำอีก
หลี่ชิงหมิงไม่เคยใส่ใจความมุ่งร้ายของเขาเลย เว้นเสียแต่ว่าเขาคิดจะฆาตกรรมใครจริงๆ
เพียงแต่ดูจากตอนนี้แล้ว มันก็เป็นแค่การจินตนาการเพ้อเจ้อเพื่อเรียกความสดชื่นให้ตัวเองของเขาเท่านั้นแหละ
หลี่ชิงหมิงเคาะประตูสามครั้งอย่างเบื่อหน่ายโลก แล้วก็เดินเข้าไปในห้องเรียนเพียงลำพังโดยไม่รอให้คนข้างในขานรับ
คนในห้องชินชากับเขามานานแล้ว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติยังคงอยู่ หลายคนยังคงหดตัวลงเล็กน้อยเพราะการมาเยือนของเขา
ส่วนหานชุนกลับมีความกล้าหาญพอตัว เขาหันไปถามหลี่ชิงหมิงเพียงคนเดียวว่า "ฉันให้เธอไปรับคำปรึกษาทางจิตวิทยาไม่ใช่หรือไง"
"เสร็จแล้วครับ" หลี่ชิงหมิงปิดประตู เอามือล้วงกระเป๋าเดินห่อไหล่ไปทางแถวหลัง "สุขภาพแข็งแรงดีเยี่ยม"
"ไม่ได้! ครั้งนี้ต้องคุยให้รู้เรื่อง" หานชุนก้าวลงจากโพเดียมตามไปทันที "ฉันพูดตรงๆ เลยนะ ผู้ปกครองของนักเรียนหลายคนมีปัญหากับเธอ วันนี้สภาพจิตใจของเธอต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน!"
"ผมมีใบรับรองแพทย์" หลี่ชิงหมิงเดินมาถึงโต๊ะตัวเอง เลื่อนเก้าอี้ออกแล้วเคาะที่กระเป๋านักเรียนสีดำ "ส่งไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ให้ครูแล้วไง"
"ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน" หานชุนยกมือขึ้นขวางหน้าโต๊ะ "ครั้งนี้ต้องประเมินจากมุมมองของผลกระทบต่อส่วนรวม!"
"ครูฝ่ายจิตวิทยากำลังเขียนอยู่ครับ"
หลี่ชิงหมิงพูดจบ ก็ผลักแขนของหานชุนออกอย่างสุภาพ แล้วนั่งลงอย่างมั่นคง
จากนั้นก็ค่อยๆ สวมที่อุดหูสีดำ แล้วฟุบหน้าลงบนหมอนอิงขนห่านสีดำของเขา
ตามด้วย
7
6
5
4
3
2
1
เสียงกรนเบาๆ ดังขึ้น
เขาหลับไปแล้ว
ทั้งห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงลมหายใจของหานชุนที่ค่อยๆ หนักหน่วงขึ้น
เมื่อเห็นเขายืนนิ่งค้างทำตัวไม่ถูก เจิ้งรุ่ยซิง หัวหน้าห้องผู้มีทรงผมสกินเฮดสุดคลาสสิกก็รีบลุกขึ้นพูดว่า "อาจารย์หานครับ เดี๋ยวตอนบ่ายผมไปเร่งเขาอีกที พวกเราอย่าให้เสียเวลาโฮมรูมเลยครับ"
หานชุนจ้องหลี่ชิงหมิงอยู่นาน ถึงค่อยกลืนน้ำลาย ถอดแว่นตาออก เช็ดเหงื่อแล้วหันหลังเดินกลับไปที่โพเดียม
คนในห้องมองเขา แม้จะสงสาร แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
พูดแล้วก็น่าเจ็บใจ แม้หลี่ชิงหมิงจะทำเรื่องเลวร้ายสารพัด แต่ก็ไม่เคยฝ่าฝืนกฎระเบียบของโรงเรียนอย่างโจ่งแจ้งเลย
แน่นอนว่า เขาแค่ไม่เคยถูกจับได้คาหนังคาเขาเท่านั้นเอง
อย่าว่าแต่กฎโรงเรียนเลย คนส่วนใหญ่เชื่อว่าหลี่ชิงหมิงเคยทำผิดกฎหมายมาแล้ว ตอนนี้ยังไม่เคย อนาคตก็ต้องเคยแน่ๆ เขาคือปรมาจารย์อาชญากรที่กำลังฟักตัวอยู่ชัดๆ
ไม่ๆ ปรมาจารย์อาชญากรอย่างน้อยก็ยังรู้จักอำพรางตัว ปกติจะแสร้งทำตัวเป็นคนไร้พิษสง
แต่หลี่ชิงหมิงไม่แยแสเรื่องพรรค์นั้นเลย เขาไม่เคยปิดบังเจตนาของตัวเอง เสมอต้นเสมอปลายตลอดกาล เขาเป็นพวกนอกกฎหมายจอมคลั่งชัดๆ!
ในทางกลับกัน หานชุนที่ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของหลี่ชิงหมิงและพยายามกำจัดภัยพาลเพื่อส่วนรวม กลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎระเบียบเสียเอง
ตอนนี้ ภายใต้สายตาเห็นอกเห็นใจของคนในห้อง หานชุนเดินไปจนถึงหน้าโพเดียม หันหลังขยี้หน้าตัวเองแรงๆ แล้วค่อยสวมแว่นตาหันกลับมา ฝืนยิ้มแล้วเอ่ยปาก:
"พวกเรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนเถอะ อย่าให้เสียเวลาโฮมรูมเลย
"ทุกคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า ช่วงนี้นครซินไห่มีกิจกรรมของแดนลับบ่อยครั้ง เดือนนี้เกิดแดนลับขนาดกลางและขนาดเล็กปะทุขึ้นกะทันหันถึงสามครั้งแล้ว ตามประกาศจากกรมความปลอดภัยแดนลับ พวกเราจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาด้านความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น
"ครูไม่อยากเบียดบังเวลาเลิกเรียน ก็เลยต้องอาศัยช่วงพักกลางวันมาจัดโฮมรูม หวังว่าทุกคนจะเข้าใจนะ
"งั้นก็ขอเริ่มโฮมรูมอย่างเป็นทางการเลยแล้วกัน
"ดูจากประกาศของหน่วยงาน กิจกรรมแดนลับระลอกนี้แม้จะเกิดถี่ แต่ก็มีความรุนแรงต่ำ ขอบเขตก็เล็กมาก โอกาสที่จะเผชิญหน้าจริงๆ แล้วมีไม่สูงนัก แต่พวกเรายังคงต้องรับมืออย่างจริงจัง
"ในฐานะคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หากพวกเราเผชิญกับแดนลับขึ้นมาจริงๆ จะต้องปฏิบัติตามหลักการ 'สามไม่หนึ่งรอ' อย่างเคร่งครัด
"แล้วไอ้ 'สามไม่' ที่ว่านี่มี 'สามไม่' อะไรบ้าง ทุกคนพูดพร้อมกันซิ—"
พร้อมกับการยกมือรณรงค์ของหานชุน คนในห้องก็ขานรับกันอย่างประปราย:
"ไม่วู่วาม— ไม่ตื่นตระหนก— ไม่เตลิดหนี—"
หานชุนพยักหน้าตาม:
"สามข้อนี้ถึงจะพูดกันจนเบื่อแล้ว แต่พวกเราก็ยังต้องขยายความกันสักหน่อย
"แดนลับมีหลากหลายประเภท สถานการณ์แตกต่างกันไป นอกจากสัตว์ประหลาดที่คาดไม่ถึงแล้ว ยังมักจะมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ที่ชวนให้สับสนอีกด้วย
"ดังนั้นการเผชิญกับแดนลับ ก็เหมือนกับการถูกบังคับให้เข้าไปพัวพันกับเกมที่ไม่รู้ทั้งกฎและเป้าหมาย การทำอะไรวู่วามเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
"วิธีที่ถูกต้องคือ สังเกตและวิเคราะห์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่ขยับได้ก็อย่าขยับ หากจำเป็นต้องขยับจริงๆ ก็ต้องทำในสิ่งที่มั่นใจที่สุด และมีโอกาสรอดชีวิตสูงที่สุด"
สิ้นเสียง ก็มีเสียงผู้ชายที่ฟังดูเก็บกดแต่แอบกวนดังมาจากแถวกลางของห้องเรียน
"ถึงตอนนั้นก็ฟังคำสั่งฉันก็พอ" เด็กหนุ่มผมแสกกลาง ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวและน้ำมัน ลูบผมตัวเองพลางพูดกลั้วหัวเราะ
ในห้องเกิดเสียงหัวเราะครืนขึ้นมาทันที หลายคนหันไปมองเด็กหนุ่มร่างเล็กคนนี้
หานชุนก็ส่ายนิ้วหัวเราะ "ที่ต้องห้ามที่สุดก็คือคนแบบไช่จื้อซินนี่แหละ อ่านนิยายแดนลับมาไม่กี่เล่มก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว ทำอะไรมั่วซั่ว สั่งการมั่วซั่ว พาให้ทุกคนตกหลุมพรางไปด้วยกัน"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครง คนอื่นๆ ก็พากันผสมโรง
"อาจารย์หานรู้จริงครับ เกมแดนลับเนี่ยมันกากสุดเลย"
"เมื่อคืนเพิ่งจะพาพวกเราตกแรงก์ไปอยู่ซิลเวอร์เอง!"
"ถึงตอนนั้นไอ้ไช่มันทำอะไร พวกเราก็ทำตรงข้ามแค่นั้นแหละ"
"เหอะ" ไช่จื้อซินกลับแค่นหัวเราะ เสยผมแล้วส่ายหน้าพูดว่า "เกมมันก็แค่โปรแกรมตายตัว สายปฏิบัติจริงอย่างฉัน ต้องเข้าไปในแดนลับของจริงเท่านั้นแหละ ถึงจะถูกกระตุ้นพลังที่แท้จริงออกมาได้ทั้งหมด"
เห็นเขาเป็นแบบนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะหนักกว่าเดิม
ส่วนหานชุนไม่มีเจตนาจะต่อความยาวสาวความยืด เขากดมือลงแล้วพูดต่อ:
"ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น ทุกคนจำคำว่า 'ไม่วู่วาม' เอาไว้ก็พอ
"งั้น 'ไม่' ตัวที่สอง ก็คือไม่ตื่นตระหนก
"โดยปกติแล้ว สัตว์ประหลาด ผู้ปกครอง หรือสิ่งแปลกประหลาดอะไรก็ตามในแดนลับ จะดูดซับพลังงานจากความตื่นตระหนกของผู้เผชิญหน้า ทำให้พวกมันคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แดนลับทั้งแห่งอาจเกิดการกลายพันธุ์ได้เลย
"และในฐานะมนุษย์ หากสติแตกในแดนลับ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด สภาพแวดล้อม หรืออะไรก็ตาม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแดนลับไป
"ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เผชิญกับแดนลับขึ้นมาจริงๆ ทุกคนต้องตั้งสติให้มั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนที่เก็บตัวและขี้ขลาด พยายามพูดคุยกับพวกเขาให้มาก ส่งมอบกำลังใจให้กัน อย่างที่คติพจน์ของโรงเรียนเราบอกไว้—"
หานชุนพูดพลางหันกลับไปชี้ที่เหนือกระดานดำ
"สามัคคีปรองดอง ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค"
ครั้งนี้ไม่มีใครต่อประโยคของเขา บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ
ภายในของแดนลับนั้นน่าขนลุกจริงๆ ในกรณีที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อให้เป็นแดนลับที่มีความรุนแรงต่ำที่สุด อัตราการรอดชีวิตของคนธรรมดาก็ยังไม่ถึง 2%
ทว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ การเผชิญกับแดนลับก็เหมือนกับเครื่องบินตกหรือแผ่นดินไหว แม้จะน่ากลัว แต่ก็เป็นเรื่องไกลตัว หากดวงซวยไปเจอเข้าจริงๆ ก็ได้แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรมแล้ว
ทว่า เด็กสาวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อจี๋เสี่ยวเสียง ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าหลี่ชิงหมิง กลับตกอยู่ในอาการสั่นเทาอย่างอธิบายไม่ถูก
เด็กสาวที่มัดหางม้าเบี้ยว รูปร่างบอบบางแต่กลับคิดเสมอว่าตัวเองอ้วนคนนี้ กำลังก้มหน้า ซ่อนใบหน้าไว้หลังม่านผม มือขยุ้มกางเกงวอร์มชุดนักเรียนแน่น จินตนาการถึงฉากอันน่าสยดสยอง:
'ก็หมายความว่า ถ้าเกิดเจอแดนลับขึ้นมา ทุกคนก็จะมาให้กำลังใจฉันงั้นสิ...
'อ๊ากกกก... มีแต่คนที่ไม่สนิทแต่ก็รู้จักหน้าค่าตากันทั้งนั้น...
'ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะเข้ามารุมตีสนิทกับฉัน ถ้าฉันเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา มันจะดูเหมือนฉันดูถูกพวกเขามั้ยเนี่ย...
'แต่ถ้าเปิดปากปฏิเสธไปตรงๆ ดูเหมือนว่าจะยิ่งไปกระตุ้นความรู้สึกอยากต่อต้านและอยากปกป้องของพวกเขาให้มากขึ้นไปอีก...
'หรือจะพยายามพูดอะไรตลกๆ ให้พวกเขาชอบ จะได้ดูเหมือนว่าตัวเองไม่ได้แย่ขนาดนั้น...
'แต่พวกเขาก็แค่ทำตามหน้าที่ไปงั้นแหละ ถ้าฉันตอบสนองกระตือรือร้นเกินไป จะดูเหมือนคนป่วยที่อยากเป็นเพื่อนกับพวกเขาจนตัวสั่นหรือเปล่า...
'แต่ถ้าเย็นชาเกินไป ก็กลัวว่าจะเป็นเหมือนหมอฮันนิบาลที่นั่งอยู่โต๊ะหลังฉัน โดนชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์ กลายเป็นเป้าสายตาหนักกว่าเดิมอีก...
'อ๊ากกกกก... แดนลับอย่าปะทุเลยนะ...
'ถ้าจะปะทุจริงๆ ก็เอาฉันเป็นศูนย์กลางแล้วพาฉันไปเลยเถอะ!'
ท่ามกลางการสูญเสียพลังงานทางจิตใจอย่างไม่เคยมีมาก่อนนี้ "การจัดอันดับสถานการณ์สยองขวัญ" ของจี๋เสี่ยวเสียงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจ
อันดับของ "การเผชิญกับแดนลับ" ทะยานพรวดเข้าสู่ท็อปเท็น และยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ...
แซงหน้า "เจอเพื่อนที่รู้จักแต่ไม่สนิทตอนรอรถเมล์"...
แซงหน้า "เจอพนักงานขายที่กระตือรือร้นผิดปกติในร้านเสื้อผ้า"...
ท้ายที่สุด ก็ไปหยุดอยู่ใต้คำว่า "ตัดผม"
ก็แหงล่ะ เจอเพื่อนที่ป้ายรถเมล์ ยังแกล้งทำเป็นลืมของแล้วเดินกลับไป รอขึ้นคันหน้าได้
ตอนไปร้านเสื้อผ้า ก็รอให้คนอื่นเข้าไปดึงความสนใจพนักงานขายก่อน แล้วค่อยช้อปปิ้งให้เสร็จด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบได้
แต่ตัดผมมันไม่เหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ไม่ว่าจะไปตัดผมที่ไหน ช่างทำผมก็จะต้องบังคับชวนคุย บังคับขายคอร์สทำผมเสมอ
จี๋เสี่ยวเสียงไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากบัตรสมาชิกซาลอน เธอมีครบทุกแบบ
พอคิดถึงตอนที่สแกนจ่ายเงินค่าทำบัตรครั้งก่อน แล้วถูกทีมช่างทำผมทั้งทีมเห็นฉากที่วงเงินไม่พอ...
ปัง ปัง ปัง!!
ตอนนี้จี๋เสี่ยวเสียงอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อเทียบกับการนวดคนตาบอดแล้ว โลกใบนี้ต้องการร้านตัดผมคนเป็นใบ้มากกว่านะ!