เยี่ยหวยเฟิงก็ตัดสินใจลงมือ
เขาสูดหายใจเข้าลึก สวมชุดขุนนางตำแหน่งนายอำเภอ แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการเมืองด้วยความรู้สึกราวกับ 'ผู้กล้าออกศึกไม่หวนคืน'
จวบจนหลายปีให้หลัง ทุกครั้งที่นายอำเภอเยี่ยหวนนึกถึงเรื่องนี้ เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองช่างองอาจและกล้าหาญเหลือเกิน
ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ
ในเวลาเดียวกันนั้น
ณ ตรอกฝูหนิว ระหว่างทางไปสถานศึกษาประจำตระกูล
ชุยอวี้ใบหน้าแดงเรื่อ กลั้นหัวเราะไม่อยู่ขณะเล่าฉากเด็ดบนโต๊ะอาหารเมื่อคืนให้ฟัง "ใต้เท้านายอำเภอคนนั้นซื่อบื้อมากเลยนะ ตอนแรกก็ไม่อยากนับถือเป็นพี่เป็นน้องกับน้องชายข้าหรอก"
"แต่ตอนหลังเพื่อจะขอคำชี้แนะจากน้องชายข้า ถึงกับต้องกลั้นความอับอายแล้วร้องเรียกออกมาอย่างอึกอักว่า น้องเซี่ยน"
เผยเจียนและพรรคพวกรวมสี่คนฟังแล้วก็กุมท้องหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง
จวงจิ่นหัวเราะฮี่ๆ แล้วพูดว่า "ข้าเรียกเจ้าว่าน้องเซี่ยน ใต้เท้านายอำเภอก็เรียกเจ้าว่าน้องเซี่ยน ถ้างั้นก็แปลว่าข้ากับใต้เท้านายอำเภอก็เป็นพี่น้องกันน่ะสิ?"
เกาฉีโบกมือ "เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น คุยกันได้ๆ วันหลังไปที่ว่าการอำเภอ ไปขอชาร้อนจากพี่น้องเราดื่มสักจอกดีกว่า"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
คุณชายทั้งสี่ก็มองหน้ากัน แล้วเริ่มหัวเราะอย่างมีเลศนัยอีกครั้ง
ความสุขของเด็กผู้ชาย ก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง
ชุยเซี่ยนเองก็ร่วมเย้าแหย่ไปกับพวกเขาด้วย
พอใกล้จะถึงสถานศึกษาประจำตระกูล เขาก็ลดเสียงลงกล่าวว่า "พี่ใหญ่ พี่ชายทุกท่าน ไม่เกินสองสามวันนี้ ข้าต้องกลับไปหมู่บ้านเหอซีสักหน่อย"
"พวกท่านเตรียมใจไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่าได้ลุกลี้ลุกลน พวกเราจะทำตามแผนที่วางไว้"
เมื่อได้ยินดังนั้น
เหล่าคุณชายน้อยก็สะดุ้งเฮือก สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
เผยเจียนลดเสียงลงแล้วเอ่ยถาม "เตรียมจะลงมือแล้วหรือ?"
ชุยเซี่ยนพยักหน้า
บางครั้งพอลองคิดดู เรื่องนี้ก็บ้าบิ่นมากจริงๆ
เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกเขา กลับกำลังเตรียมจะลากนายอำเภอผู้ช่วยที่มีอำนาจล้นฟ้าลงจากหลังม้า
...หากทำสำเร็จล่ะก็ เรื่องนี้พวกเขาสามารถเอาไปคุยโวได้เป็นปีเลยเชียว!
แต่เผยเจียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับอย่างจริงจังว่า "น้องเซี่ยน พี่ใหญ่รู้ว่าเจ้าฉลาดหลักแหลม ไม่เคยทำเรื่องที่ไม่มีความมั่นใจ"
"แต่พี่ใหญ่ก็ต้องขอเตือนเจ้าสักประโยค ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ"
"เรื่องนี้หากสำเร็จย่อมเป็นเรื่องดี หากล้มเหลวก็ไม่ต้องกลัว เจ้าเพียงแค่รักษาตัวให้รอด รักษาคนในครอบครัวให้ปลอดภัยก็พอ"
"ที่เหลือ วางใจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่ ปล่อยให้ตระกูลเผยจัดการเอง"
จวงจิ่น หลี่เฮ่ออวี้ และเกาฉี ทั้งสามคนก็พากันแสดงความเห็นด้วย
มีตระกูลของพวกเขาทั้งสี่คอยหนุนหลัง อาจจะไม่ถึงขั้นกำจัดตระกูลจ้าวได้
แต่รับรองว่าจะสามารถปกป้องครอบครัวของชุยเซี่ยนให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน
ชุยเซี่ยนได้ยินแล้วก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขายิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ พี่ชายทุกท่าน พวกท่านวางใจเถอะ ข้ารู้ดี ข้าไม่ได้กำลังต่อสู้เพียงลำพัง"
"ช่วงสองสามวันนี้หลังจากข้าไปแล้ว ยังต้องขอให้พวกท่านช่วยออกแรงสักหน่อย พวกท่านขยับหูเข้ามาสิ ลองฟังข้าพูดนะ"
หลายคนรีบขยับเข้ามาใกล้
เมื่อฟังแผนการของชุยเซี่ยนจบ แม้แต่เผยเจียนและพรรคพวกที่มักจะใจกล้าบ้าบิ่นเป็นทุนเดิม ตอนนี้ก็ยังมีสีหน้าซีดเผือดไปเล็กน้อย
นี่... เล่นแรงไปหน่อยหรือเปล่า?
หลี่เฮ่ออวี้พึมพำ "เล่นแบบนี้ ตาเฒ่าอู๋จะไม่ถูกพวกเรายั่วโมโหจนบ้าไปเลยหรือ"
เผยเจียนมั่นใจมาก "ต้องบ้าไปแน่ๆ! ไม่แน่อาจจะเหมือนอาจารย์ของจ้าวเย่าจู่ ที่ต้องเก็บข้าวของย้ายกลับบ้านนอกไปในชั่วข้ามคืนเลยก็ได้"
จวงจิ่นกลืนน้ำลาย เอ่ยถามอย่างกระวนกระวายใจ "น้องเซี่ยน เจ้าแน่ใจนะว่าเรื่องนี้จะได้ผล? ตาเฒ่าอู๋ถึงจะทำตัวไม่ค่อยเป็นคนก็เถอะ แต่พวกเราก็ไม่เห็นต้องหลอกเขาให้ตายไปข้างเลยนี่นา"
ในขณะที่หลายคนกำลังปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ ล่อๆ อยู่นั้น
ก็บังเอิญพบกับอู๋ชิงหลานที่หน้าประตูสถานศึกษาประจำตระกูลพอดี
เกาฉีตาไว เห็นอาจารย์อู๋เป็นคนแรก จึงร้องทักทายเสียงดัง "สวัสดีขอรับอาจารย์!"
คนอื่นๆ ที่เหลือตกใจจนสะดุ้ง รีบทำความเคารพอย่างว่าง่ายตามไปด้วย
จากนั้นก็ใส่เกียร์หมา รีบเผ่นหนีไปด้วยความรู้สึกผิด
อาจารย์อู๋มองเหล่าคุณชายที่นานๆ ทีจะทำตัวว่านอนสอนง่าย แล้วหวนนึกถึงช่วงนี้ที่พวกเขาพากันตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ ก็เอ่ยด้วยความปลื้มปีติว่า "ดี ดีมากเลยทีเดียว!"
อีกด้านหนึ่ง
ภายในที่ว่าการเมืองหนานหยาง ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่องหนึ่งเช่นกัน
ใต้เท้านายอำเภอเยี่ยหวยเฟิง ได้ฟ้องร้องใต้เท้าผู้ช่วยผู้ว่าการอู๋ต่อหน้าขุนนางทั้งที่ว่าการเมืองอย่างรุนแรง!
โดยกล่าวหาตรงๆ ว่าอีกฝ่ายลุแก่อำนาจ นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ แต่กลับมาก้าวก่ายหน้าที่ของนายอำเภอ
ถึงขั้นถอดชุดขุนนางออกตรงนั้น แล้วพูดกับผู้ช่วยผู้ว่าการอู๋ว่า 'ท่านก็สวมชุดขุนนางสองตัวพร้อมกันไปเลยสิ'
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกไป ทั่วทั้งที่ว่าการเมืองก็เกิดความโกลาหล
ใต้เท้าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเบิกตากว้าง รอชมเรื่องสนุกอย่างตื่นเต้น
แม่เจ้าโว้ย นี่มันพุ่งชนตรงๆ แบบไม่ไว้หน้ากันเลยนี่หว่า!
ได้ยินมาว่านายอำเภอคนใหม่อายุยังน้อย เป็นพวกเลือดร้อนมุทะลุ แต่นี่มันจะมุทะลุเกินไปหน่อยไหม!
ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ผู้ช่วยผู้ว่าการอู๋ถูกจับย่างไฟทั้งเป็นโดยไม่ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย
ใต้เท้าผู้ว่าการเมืองย่อมไม่อยากเห็นละครฉากนี้ จึงตำหนิทั้งสองคนอย่างรุนแรง แล้วสั่งให้พวกเขาไปจัดการกันเองเป็นการส่วนตัว
ถึงจะบอกว่าให้จัดการเป็นการส่วนตัว
แต่หลายคนก็แอบได้ยินว่า ภายในห้องทำงานของใต้เท้าผู้ช่วยผู้ว่าการ
นายอำเภอเยี่ยส่งเสียงดังกังวานและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง "ข่มขู่ข้า ท่านกำลังข่มขู่ข้าอยู่ใช่หรือไม่?"
"ไม่ต้องมาพูดจาไร้สาระ ข้าเป็นขุนนางครั้งแรก ไม่รู้หรอกธรรมเนียมปฏิบัติ รู้แค่หลักเหตุและผลเท่านั้น"
"ท่านอยากใส่ชุดขุนนางสองตัว งั้นข้าก็จะไปฟ้องใต้เท้าผู้ว่าการเมือง! ถ้าฟ้องไม่ชนะ ข้าก็จะไปฟ้องที่เมืองไคเฟิง! ถ้ายังไม่ได้อีก ข้าก็จะเข้าเมืองหลวงไปฟ้องกรมขุนนาง!"
"สรุปก็คือ ข้าจะฟ้องท่านให้ตายไปข้างหนึ่งเลย!"
ซี้ด...
ใครก็ตามที่ได้ยินคำพูดนี้ ล้วนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
นี่มันจะบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!
แต่หลังจากได้ยินบทสนทนานี้ ทั่วทั้งที่ว่าการเมืองก็ประจักษ์แจ้งว่า นายอำเภอเยี่ยผู้มุทะลุคนนี้ ไม่ใช่คนที่จะไปตอแยด้วยได้ วันหลังเจอหน้าก็ให้เดินอ้อมไปเสีย
และก็เป็นไปตามคาด ผู้ช่วยผู้ว่าการอู๋ยอมอ่อนข้อให้
ปีหน้าเขากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งและถูกโยกย้าย แล้วจะกล้าให้ใครมาจับจุดอ่อนร้ายแรงเช่นนี้ในเวลานี้ได้อย่างไร?
หากเรื่องบานปลายไปถึงเมืองไคเฟิง ไปถึงกรมขุนนางจริงๆ ตำแหน่งขุนนางของเขาก็คงจบเห่ลงเพียงเท่านี้
ในวันนั้นเอง
ผู้ช่วยผู้ว่าการอู๋ได้ส่งมอบอำนาจในมือคืน 'คณะกรรมการ' ที่ควบคุมที่ว่าการอำเภอจึงถูกยุบลงนับแต่นั้น
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของเหล่าขุนนาง นายอำเภอเยี่ยผู้มุทะลุก็เดินก้าวฉับๆ ออกจากที่ว่าการเมืองอย่างองอาจผ่าเผย
จากนั้น...
เขาก็ไปยืนกำหมัดหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้นดีใจอยู่ตรงมุมลับตาคน
เขาทำสำเร็จจริงๆ!
ที่แท้... การต่อสู้ทางการเมืองอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการด่าทอโวยวายกลางถนนเลยนี่นา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยหวยเฟิงก็เริ่มรู้สึกโชคดีอีกครั้ง ที่ตนเองได้พบกับชุยเซี่ยน!
เด็กคนนี้ มีสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ คาดการณ์แม่นยำดั่งเทพยดา วางแผนรบอยู่ในกระโจมบัญชาการได้อย่างแท้จริง!
ถึงแม้จะอายุเพียงแปดขวบ
ไม่สิ แปดขวบอะไรกัน
เขาคือน้องชายแสนดีที่ต่างบิดามารดา แต่สนิทสนมกลมเกลียวดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด น้องเซี่ยนต่างหาก!
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่ว่าการเมือง ถูกส่งไปถึงที่ว่าการอำเภออย่างรวดเร็ว
ผู้คนมากมายพากันสีหน้าเปลี่ยนสี ต่างตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งว่า ที่ว่าการอำเภอกำลังจะผลัดแผ่นดินในไม่ช้านี้แล้ว
เมื่อสมุห์บัญชีหลิวและผู้คุมกฎหม่าเห็นท่าไม่ดี ก็รีบเผ่นหนีเอาตัวรอดทันที เพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไป
จ้าวจื้อโกรธจนแทบอยากจะไปฉีกเนื้อเยี่ยหวยเฟิงทั้งเป็น
แต่ทว่า หลังจากสูญเสียอำนาจ ตอนนี้เขาก็ไม่สามารถทำตัวเพิกเฉยต่อเยี่ยหวยเฟิงตามอำเภอใจได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ยังดีที่ตระกูลจ้าวยังคงเป็นผู้นำกลุ่มคหบดีแห่งหนานหยาง
ต่อให้เยี่ยหวยเฟิงจะมีอำนาจ ก็ไม่มีทางจัดการจ้าวจื้ออย่างเขาลงได้
ในขณะที่นายอำเภอเยี่ยกำลังอาละวาดที่ที่ว่าการเมือง ภายในตรอกจ้งจิ่ง ก็มีเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเช่นกัน
ตาเฒ่าชุยยังไม่ถอดใจ ช่วงนี้คอยทำตัวลับๆ ล่อๆ สืบหาความลับของบ้านท่านผู้เฒ่าชุยมาตลอด
และผลลัพธ์ก็คือ เขาได้พบกับโอกาสทองเข้าจริงๆ!
วันนี้ ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด หลานสาวคนโตของท่านผู้เฒ่าชุยที่ชื่อชุยเสวียน จึงมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ตรงปากตรอกเพียงลำพัง
ยัยเด็กตะกละคนนั้น เอาแต่จ้องมองร้านไก่ย่างที่อยู่ด้านนอกตรอก น้ำลายสอไม่หยุด
ตาเฒ่าชุยกัดฟัน ยอมควักเงินซื้อไก่ย่างมาหนึ่งตัว ยื่นส่งให้พร้อมรอยยิ้มเริงร่าและน้ำเสียงสนิทสนม "นังหนู ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อย..."
ชุยเสวียนตาเป็นประกาย รับไก่ย่างมาแล้วก็เริ่มลงมือกินทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เอ้อ...
ตาเฒ่าชุยพูดต่อ "ข้ามีเรื่องจะถามเจ้าหน่อย"
ชุยเสวียนตอบ "ยังไม่อิ่ม อิ่มแล้วค่อยพูด"
ตาเฒ่าชุยกลั้นความปวดใจ ซื้อให้นางอีกตัวหนึ่ง
ไก่ย่างสองตัวลงท้อง ชุยเสวียนก็เรอออกมา "ข้าชักจะง่วงแล้ว กลับบ้านดีกว่า"
ตาเฒ่าชุย : ?
เขาต้องพูดหว่านล้อมสารพัด ซื้อไก่ย่างให้อีกตัว ถึงจะรั้งตัวยัยเด็กตะกละคนนี้ไว้ได้ แล้วรีบถามว่า "ได้ยินมาว่าเจ้ามีน้องชายคนหนึ่ง เรียนหนังสือเก่งมาก เจ้ารู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไร?"
คราวนี้ชุยเสวียนตอบอย่างว่าง่าย "ท่านย่าบอกว่า เป็นเพราะที่นาบ้านเราฮวงจุ้ยดี มีควันสีเขียวพวยพุ่งขึ้นมา ท่านย่าเอาวันเดือนปีเกิดของน้องชายไปฝังไว้ในดิน น้องชายก็เลยกลายเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจ"
หา?
ตาเฒ่าชุยชะงักงัน
อาศัยจังหวะที่เขากำลังเหม่อลอย ชุยเสวียนก็วิ่งหนีไปแล้ว
แต่ตาเฒ่าชุยลองคิดดู เด็กเล็กย่อมไม่โกหก
หรือว่าท่านผู้เฒ่าชุยจะพลิกฟื้นฐานะขึ้นมาได้เพราะที่นาฮวงจุ้ยดีหลายสิบหมู่นั่นจริงๆ?
ช่างมันเถอะ เอาเรื่องนี้ไปรายงานใต้เท้านายอำเภอผู้ช่วยจ้าวก่อนก็แล้วกัน
ได้ยินมาว่าที่บ้านของใต้เท้านายอำเภอผู้ช่วยจ้าวก็มีหลานชายอัจฉริยะอยู่คนหนึ่ง พวกเป็นขุนนางมักจะเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกันมาก ไม่แน่อาจจะได้ลาภก้อนโตก็ได้!
ด้วยเหตุนี้ ตาเฒ่าชุยจึงเดินทางไปที่จวนตระกูลจ้าว
จ้าวจื้อถูกริบอำนาจ เดิมทีในใจก็โกรธแค้นและหงุดหงิดอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังรับประทานอาหารอยู่กับหลานชายที่บ้าน
เมื่อตาเฒ่าชุยเข้ามา และเล่าเรื่อง 'ที่นาฮวงจุ้ยดีให้กำเนิดอัจฉริยะ' ของบ้านท่านผู้เฒ่าชุยให้ฟัง
จ้าวเย่าจู่ก็พูดด้วยความตื่นเต้นทันที "ข้าว่าแล้วเชียว ไอ้เด็กนั่นอายุแค่แปดขวบ จะแต่งกวีได้ยังไง! ที่แท้ก็มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนหลังอยู่ที่บ้านนี่เอง"
"ท่านปู่ รีบไปแย่งที่นาของตระกูลชุยมาเถอะ! แล้วเอาวันเดือนปีเกิดของหลานไปฝังไว้ หลานก็จะได้กลายเป็นอัจฉริยะในทันที ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
ความโกรธแค้นทำให้คนขาดสติ
เดิมทีจ้าวจื้อก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่ครอบครัวของท่านผู้เฒ่าชุยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาแหยมกับเขาพอดี
ไม่ว่าจะเป็นดินแดนฮวงจุ้ยดีหรือไม่ แย่งชิงมาก่อนค่อยว่ากัน
จ้าวจื้อจึงแค่นเสียงเย็นชา "หลานรักวางใจเถอะ ปู่จะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้! ถึงจะถูกไอ้คนแซ่เยี่ยแย่งอำนาจไป แต่การที่ปู่จะจัดการตระกูลชุยเล็กๆ แค่นี้ มันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเท่านั้นแหละ"