พูดตามตรง รีเบคก้าไม่ถนัดเรื่องพรรค์นี้เอาเสียเลย แม้กาเวนจะอธิบายให้เธอฟังรอบหนึ่งแล้ว เธอก็ยังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เธอเข้าใจแจ่มแจ้ง นั่นคือท่านบรรพบุรุษของเธอดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบพอฟรานซิสที่ 2 กษัตริย์องค์ปัจจุบันสักเท่าไรนัก
"ยังไม่ถึงขั้นเป็นศัตรูหรอก แต่การระแวดระวังนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด" เมื่อได้ยินข้อสงสัยของรีเบคก้า กาเวนก็ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาปรายตามองแอมเบอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง แต่ก็ยังคงเอ่ยอย่างเปิดเผย "ราชวงศ์ที่สอง เจ้าอย่าลืมสิว่าตอนนี้คือ 'ราชวงศ์ที่สอง' สำหรับราชวงศ์ที่ขึ้นครองราชย์อย่างไม่ค่อยชอบธรรมนัก ตระกูลเซซิลอาจเรียกได้ว่าเป็นทายาทของวีรบุรุษผู้ก่อตั้ง ทว่าในอีกแง่หนึ่งก็อาจเรียกได้ว่าเป็น... คนของราชวงศ์ก่อน แม้พวกเราจะไม่มีความคิดกบฏ แต่ในฐานะกษัตริย์ ฟรานซิสที่ 2 ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวลในเรื่องนี้ และความกังวลของเขานั่นแหละ ที่เป็นตัวกำหนดความระแวดระวังของข้า"
"ดังนั้นท่านเลยจะไปหาเรื่องฝ่าบาทหรือคะ?" รีเบคก้ากะพริบตาปริบๆ ถาม
"เปล่า ข้าไม่ได้อยากหาเรื่องเขาสักหน่อย" กาเวนยักไหล่ "ข้าก็แค่ป่วนนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
รีเบคก้า "เอ๊ะ?!"
กาเวนไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ให้รีเบคก้าฟังอย่างไรดี จึงเปลี่ยนเรื่องคุยดื้อๆ "ช่างเถอะ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญ กลับมาคุยเรื่องเมื่อกี้กันต่อดีกว่า แอมเบอร์..."
แอมเบอร์ไม่รอให้สั่งก็ชูสองมือขึ้นเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว "ข้ารู้แล้วๆ ออกไปเฝ้าข้างนอกใช่ไหมล่ะ เฮ้อ เกิดมาอาภัพต้องทำงานหนักก็งี้แหละ..."
"เปล่า" กาเวนเลิกคิ้ว "ข้าหมายความว่าเจ้าอยู่ตรงนี้ด้วยกันก็ได้ แต่แน่นอนว่าถ้าเจ้ารู้สึกเบื่อก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนได้ คืนนี้วุ่นวายมาทั้งคืน เจ้าก็น่าจะเหนื่อยแล้วใช่ไหมล่ะ?"
แอมเบอร์มองกาเวนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา "เอ๊ะ นี่จู่ๆ ท่านก็เกิดใจบุญสุนทานขึ้นมางั้นเหรอ?"
ทว่าวินาทีต่อมาเธอก็ส่ายหน้า แล้วขยับเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสืออย่างรวดเร็ว "ข้าไม่กลับหรอก ข้าอยากจะรู้ว่าพวกท่านสองคนกำลังจะทำอะไรกันแน่... ว่าแต่ คงไม่ได้กำลังแบ่งมรดกกันอยู่จริงๆ หรอกนะ?"
กาเวนส่ายหน้า ไม่สนใจฮาล์ฟเอลฟ์ผู้นี้ ทว่ากลับหยิบแผ่นกลมแพลตตินัมก่อนหน้านี้มาวางบนโต๊ะอีกครั้ง
"เมื่อครู่ท่านบอกว่านี่คือกุญแจ" รีเบคก้ายังจำคำพูดที่กาเวนพูดค้างไว้ได้ "หรือว่าจะเป็นสมบัติลับของตระกูลเราคะ?"
แอมเบอร์หูผึ่งขึ้นมาทันที แต่ยังแสร้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา ท่าทางดูปลอมเสียยิ่งกว่าปลอม
กาเวนยิ้ม "มันคือสมบัติจริงๆ นั่นแหละ เป็นคลังสมบัติที่ซ่อนอยู่บริเวณชายแดนทางใต้ แต่เดิมทีมันถูกเตรียมไว้สำหรับอาณาจักรอันซู แน่นอนว่าสำหรับอาณาจักรในปัจจุบัน มันอาจไม่นับว่าเป็นความมั่งคั่งมหาศาลอะไรแล้ว ทว่าสำหรับกองกำลังบุกเบิกที่เพิ่งหลบหนีมาถึงดินแดนแห่งนี้ในตอนนั้น มันคือทรัพย์สินถึงครึ่งหนึ่งของกองทัพสำรวจเลยทีเดียว"
รีเบคก้าเบิกตากว้าง
"เดิมทีมันคือหลักประกันอีกชั้นหนึ่งของอาณาจักรอันซู เพราะในยุคนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น" กาเวนกล่าวกลั้วหัวเราะ เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางมายังเมืองหลวงครั้งนี้ "กองกำลังบุกเบิกในตอนนั้นหลบหนีจากแดนทิ้งร้างกอนดอร์ขึ้นเหนือมาตลอดทาง พวกเราทั้งอพยพ ทั้งรวบรวมผู้รอดชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในแดนทิ้งร้าง พร้อมกับเก็บรวบรวมทรัพยากรต่างๆ ไปด้วย กองขบวนจึงใหญ่โต เทอะทะ และสะดุดตาขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ตอนที่ข้ามเทือกเขาทมิฬ กองทัพสัตว์ประหลาดที่เร่ร่อนออกมาจากแดนทิ้งร้างได้ค้นพบร่องรอยของพวกเรา กองทัพต้องคอยคุ้มกันพลเรือนขณะเคลื่อนที่ผ่านเขตภูเขา ความเร็วย่อมสู้พวกสัตว์ประหลาดที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยไม่ได้ จึงเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดขึ้น ความสูญเสียในครั้งนั้นใหญ่หลวงนัก ตอนที่ตรวจสอบความเสียหายหลังการต่อสู้ ชาร์ลส์กับข้าก็ตระหนักได้ถึงสิ่งหนึ่ง พวกสัตว์ประหลาดจะไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ หากยังคงขนเสบียงและสัมภาระทั้งหมดข้ามภูเขาต่อไป เกรงว่าคนทั้งขบวนคงต้องตายกันกลางทาง ดังนั้นเราสองคนจึงตัดสินใจทำบางอย่าง...
"พวกเราทิ้งเสบียงและสัมภาระส่วนหนึ่งที่จะเป็นตัวถ่วงความเร็วของขบวนอย่างร้ายแรงเอาไว้ โดยนำไปซ่อนไว้ในส่วนลึกของป้อมปราการชายแดนที่ถูกทิ้งร้าง พร้อมกับผนึกคลังสมบัติไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นขบวนก็เดินทางตัวปลิว มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป
"ประวัติศาสตร์หลังจากนั้นพวกเจ้าก็คงรู้ดี กองกำลังบุกเบิกตั้งหลักในแดนเหนือได้อย่างมั่นคง และสร้างศูนย์กลางอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นระหว่างที่ราบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเทือกเขาทางเหนือ ชาร์ลส์ที่ 1 ก่ออิฐสร้างเมืองในภูมิภาคซูนีล ทว่าเสบียงและสัมภาระทางใต้นั้น... กลับยังคงนอนนิ่งอยู่ที่นั่น"
รีเบคก้าถามด้วยความสงสัย "ทำไมพวกท่านถึงไม่กลับไปเอามันมาล่ะคะ?"
"ในช่วงแรกเป็นเพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และต้องแลกด้วยต้นทุนที่สูงเกินไป" กาเวนอธิบาย "ตอนนั้นมลพิษยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมาพวกสัตว์ประหลาดถึงขั้นทำให้พื้นที่เน่าเปื่อยลุกลามมาถึงทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬ สถานที่ที่เราทิ้งเสบียงและสัมภาระไว้จึงกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อน การส่งกองกำลังไปเอาของในสถานที่แบบนั้นไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก และที่สำคัญกว่านั้นคือ เราค้นพบทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ท่ามกลางเทือกเขาทางตอนเหนือของอาณาจักร ที่ราบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เองก็เริ่มสร้างความมั่งคั่งอย่างไม่ขาดสาย ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาใหม่เหล่านี้ใช้เวลาไม่นานก็คงจะแซงหน้าทรัพยากรเพียงน้อยนิดที่ถูกทิ้งไว้ทางใต้ ด้วยปัจจัยสำคัญสองประการนี้ คลังสมบัติในเทือกเขาทางใต้จึงค่อยๆ ถูกผู้คนลืมเลือนไป"
รีเบคก้ามองแผ่นกลมแพลตตินัมในมือของกาเวน "แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกลืมไปจนหมดสิ้นเสียทีเดียวนะคะ..."
"ถูกต้อง ผู้บุกเบิกย่อมจำได้อยู่แล้วว่าตนเองซ่อนสมบัติไว้ที่ไหน แม้ว่าทรัพย์สินก้อนนั้นจะดูมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ ในอนาคตที่คาดเดาได้ แต่มันก็ยังคงเป็น 'อนุสรณ์' ของการบุกเบิกอันยิ่งใหญ่ราวมหากาพย์ในครั้งนั้น อีกทั้งในตอนนั้นเราก็คิดไว้แล้วว่า คลื่นเวทมนตร์ย่อมมีวันเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ สักวันหนึ่งลูกหลานจะสามารถกลับไปเอาของเหล่านั้นมาได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นในปีนั้น ข้ากับชาร์ลส์จึงทำข้อตกลงกันไว้ ให้ทั้งสองตระกูลของเราแยกกันเก็บรักษาความลับนี้ไว้ เราจะถ่ายทอดเรื่องราวของสมบัติทางใต้จากรุ่นสู่รุ่น ทายาทของตระกูลเซซิลและตระกูลโมเอินล้วนต้องล่วงรู้เรื่องนี้ทั้งหมด หากวันใดวันหนึ่งคลื่นเวทมนตร์เสื่อมถอยลง และอาณาจักรต้องการทรัพย์สินก้อนนี้ เราก็จะไปนำมันออกมา ลองคิดดูสิ ความลับโบราณที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี คลังสมบัติที่ราชวงศ์และขุนนางผู้ก่อตั้งอาณาจักรสืบทอดต่อกันมา มรดกที่ซ่อนอยู่ในเทือกเขา แถมยังต้องใช้ของแทนใจเพื่อเปิดมันออก... ยังไงซะ ชาร์ลส์ตาเฒ่าจูนิเบียวผู้นั้นก็คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันเท่ดี"
แอมเบอร์กวาดสายตามองกาเวนตั้งแต่หัวจรดเท้า "นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจหลังจากที่พวกท่านสองคนเมาแอ๋สินะ?"
กาเวน "......จะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิดนักหรอก"
รีเบคก้ามองท่านบรรพบุรุษของตนเองอย่างเหม่อลอย เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปาก "แต่ข้าที่เป็นทายาทของตระกูลเซซิลกลับไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย..."
"การสืบทอดด้วยวิธีนี้มักจะเกิดปัญหาได้ง่ายเสมอ" กาเวนถอนหายใจ "ตอนนั้นข้าตายกะทันหันไปหน่อย เลยยังไม่ทันได้สั่งเสียลูกหลาน..."
รีเบคก้า "..."
"แต่ดูเหมือนว่าทางฝั่งชาร์ลส์จะถ่ายทอดความลับให้ลูกหลานของตนเองได้เป็นอย่างดี" กาเวนกระแอมไอสองสามทีเพื่อทำลายความกระอักกระอ่วน พร้อมกับชูแผ่นกลมแพลตตินัมในมือ "ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อยืนยันว่ากุญแจดอกนี้ยังอยู่หรือไม่ ในเมื่อมันยังอยู่ นั่นก็แสดงว่าตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ราชวงศ์อันซูไม่ได้นำทรัพย์สินก้อนนั้นไปใช้ ความลับนี้ ชาร์ลส์รู้ ลูกหลานที่สืบทอดสายเลือดมาอย่างถูกต้องของเขาก็รู้ ทว่า... ลูกนอกสมรสไม่รู้"
ปีแห่งอันซู การกบฏภายในได้ทำลายระเบียบการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์ กษัตริย์ไม่ทันได้ทิ้งทายาทไว้ พี่น้องของกษัตริย์ล้วนสิ้นชีพในสงครามกลางเมือง ท้ายที่สุดมีเพียงแกรนด์ดยุกแห่งแดนเหนือที่สนับสนุนลูกนอกสมรสคนหนึ่งที่หาพบจากหมู่สามัญชน ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม ให้ขึ้นครองบัลลังก์...
ต่อให้ลูกนอกสมรสคนนั้นจะเป็นตัวจริง เขาก็ไม่มีทางรู้ความลับของคลังสมบัติทางใต้ได้อยู่ดี
"ของพวกนั้น..." รีเบคก้ามอง 'กุญแจ' ด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่แล้วก็ขมวดคิ้ว "แต่พวกเราเอามาใช้ส่งเดชได้จริงๆ หรือคะ? นั่นมัน..."
กาเวนปรายตามองเหลนสาวรุ่นที่ N+1 คนนี้แวบหนึ่ง "แน่นอนสิ เจ้าเป็นทายาทของตระกูลเซซิลนะ มีความมั่นใจหน่อย ของพวกนั้นข้ากับชาร์ลส์เป็นคนฝังมันด้วยกัน นอกจากตัวชาร์ลส์เองแล้ว บนโลกนี้ยังมีใครเหมาะสมที่จะสืบทอดทรัพย์สินก้อนนั้นมากไปกว่าข้าอีกหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าชาร์ลส์จะกระโดดเด้งดึ๋งออกมาจากโลงศพได้เหมือนกันกับข้า..."
รีเบคก้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หันขวับไปคว้าแขนแอมเบอร์ไว้แน่น "เจ้าห้ามไปขุดสุสานหลวงเด็ดขาดเลยนะ!"
แอมเบอร์ "...หา?"
วินาทีต่อมา แม่สาวฮาล์ฟเอลฟ์ผู้นี้ก็สะดุ้งเฮือก จ้องมองกาเวนด้วยใบหน้าตื่นตระหนก "เดี๋ยวก่อน! ข้า... ข้าดันมาได้ยินความลับสุดยอดขนาดนี้เข้า... ท่านคงไม่ได้ตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้ฆ่าปิดปากข้าจริงๆ หรอกใช่ไหม?"
เวลานี้กาเวนอยากจะเอาดาบตบเธอให้ติดกำแพงเสียจริงๆ "ถ้าข้าอยากจะฆ่าปิดปากเจ้า ข้าต้องรอมาจนถึงตอนนี้ด้วยหรือไง?"
ทว่าความตื่นตระหนกบนใบหน้าของแอมเบอร์ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย "งั้นเรื่องที่พวกท่านสองคนคุยกัน แล้วปล่อยให้คนนอกอย่างข้ามาได้ยินเข้า มันจะไม่..."
"ข้อแรก ตอนนี้ข้าถือว่าค่อนข้างไว้ใจเจ้า ข้อสอง ข้ารู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าเป็นคนฉลาด" กาเวนชูแผ่นกลมในมือขึ้น "ความคิดบ้าบิ่นเพียงอย่างเดียวที่อาจโผล่ขึ้นมาในหัวเจ้า ก็คือการขโมยแผ่นกลมนี้ไป แต่แผ่นกลมนี้จำเป็นต้องใช้เลือดของตระกูลโมเอินหรือตระกูลเซซิลเท่านั้นจึงจะเปิดใช้งานได้ และสายเลือดของตระกูลโมเอินยังหลงเหลืออยู่บนโลกนี้จริงๆ หรือไม่ ตอนนี้ก็ยากที่จะพูดได้ ดังนั้นเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าอยากจะกอบโกยผลประโยชน์ล่ะก็ ทางเดียวก็คือ..."
แอมเบอร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืดอกเชิดหน้ากล่าวอย่างหนักแน่นและชอบธรรม "การได้รับใช้วีรบุรุษผู้ก่อตั้งอาณาจักรถือเป็นเกียรติอันสูงสุด แอมเบอร์ผู้นี้จะทุ่มเทสุดกำลังและปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์... เรื่องที่ดูเป็นมหากาพย์ขนาดนี้ จะมาพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ อะไรกันอีกล่ะ จริงไหม?"
"งั้นข้าก็จะไม่คุยเรื่องเงินกับเจ้าแล้วจริงๆ นะ..."
"แต่แน่นอนว่าถ้าท่านดึงดันจะคุยเรื่องเงินกับข้า ข้าก็ช่วยไม่ได้"
กาเวนเพิ่งเคยเห็นคนที่สามารถหน้าด้านและพูดจาหนักแน่นชอบธรรมได้ถึงขนาดนี้เป็นครั้งแรก...
ในช่วงครึ่งหลังของค่ำคืนนี้ ท้ายที่สุดก็ไม่มีแขกมาเยือนเพื่อรบกวนอีก
กับดักหนูและตะปูที่กาเวนวางเรียงรายไว้บนขอบหน้าต่างห้องหนังสือล้วนไม่ได้ใช้งาน
ถึงแม้ว่าของพวกนี้จะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายนักเมื่อต้องรับมือกับพวกผู้เร้นกายในเงามืดที่ไม่สนหลักวิทยาศาสตร์ก็ตามที...
วันรุ่งขึ้น หลังจากพักผ่อนจนเต็มอิ่ม คณะของกาเวนก็เดินทางมาถึงปราสาทซิลเวอร์
ขุนนางสำนักพระราชวังคนเมื่อวานยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการต้อนรับ อีกทั้งฟรานซิสที่ 2 ยังได้คัดลอกฉากการต้อนรับอันยิ่งใหญ่เมื่อวานนี้มาแบบเป๊ะๆ... เรียกได้ว่าทำหน้าที่รักษาหน้าตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ในครั้งนี้ ภายในปราสาทซิลเวอร์ยังมีการส่งทหารสื่อสารสองกองควบม้าออกไปโดยเฉพาะ เพื่อลาดตระเวนเคลียร์เส้นทางไปตามถนนสายหลักสองสายรอบนอกเขตพระราชฐาน พร้อมกับใช้เวทมนตร์ขยายเสียงประกาศก้องเพื่อแจ้งข่าวว่า "แกรนด์ดยุกผู้ก่อตั้งอาณาจักรอันซู กาเวนเซซิล กำลังจะย่างกรายเข้าสู่ปราสาทซิลเวอร์"
ดูเหมือนว่าเจ้าชายเอ็ดมอนด์ผู้นั้นจะถ่ายทอดเจตนารมณ์ของกาเวนให้พระบิดาของตนรับทราบได้เป็นอย่างดี ฟรานซิสที่ 2 จึงจัดฉากต่อหน้าคนนอกได้อย่างเต็มที่
เพียงแต่ไม่รู้ว่าองครักษ์เงาผู้นั้นกลับไปแล้วรายงานเรื่องนี้อย่างไร... ซึ่งจุดนี้ หลังจากที่ได้เห็นสีหน้าของฟรานซิสที่ 2 แล้วก็น่าจะคาดเดาได้ไม่ยาก
หลังจากจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองให้เรียบร้อย และยืนยันว่าดาบแห่งผู้บุกเบิกที่เอวอยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดแล้ว กาเวนก็ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปในปราสาทซิลเวอร์