สองวันต่อมา
บนถนนหลวงจากอำเภอหนานเจา มุ่งหน้าไปยังสถานีม้าเร็วอำเภอหลู่ซาน
ชายชราผิวคล้ำคนหนึ่งกับลูกชายกำลังบังคับเกวียนวัวให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ด้านหลังเกวียนมีชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่
เขาเอนกายพิงด้านข้างเกวียน สวมหมวกฟางแบบชาวนา สีหน้าดูผ่อนคลายและสบายใจเป็นพิเศษ สายตากวาดมองทุ่งนาและหมู่บ้านทั้งสองข้างทางหลวง
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือชุยเซี่ยนนั่นเอง
เขาเดินทางออกจากหนานหยางอย่างเงียบๆ โดยถือว่าการไปร่วมงานชุมนุมนักปราชญ์ที่ลั่วหยางเป็นเหมือน 'ทริปที่นึกอยากจะไปก็ไป'
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พาผู้ติดตามมาด้วย และไม่ได้จ้างรถม้า หลังจากออกจากหนานหยาง เขาก็เดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน
จนกระทั่งมาถึงอำเภอหนานเจา เขาได้พบกับสองพ่อลูกใจดีคู่นี้ที่ยินดีให้เขาติดเกวียนมาด้วย
ชายชราเป็นคนชอบพูดคุย
เมื่อสังเกตเห็นว่าชุยเซี่ยนเอาแต่มองทุ่งนาสองข้างทาง เขาก็ถอนหายใจออกมา "ปีนี้ฝนและหิมะตกน้อย ผลผลิตพืชผลเกรงว่าไร่หนึ่งคงได้ข้าวไม่ถึงหนึ่งสือหรอก"
หนึ่งสือ มีค่าประมาณ 120-130 จินในยุคหลัง
ในยุคสมัยนี้ ผลผลิตพืชผลต่อไร่ต่ำจนน่าตกใจ
เมื่อก่อนตอนอยู่หมู่บ้านเหอซี ตระกูลชุยมีที่ดินสามสิบหมู่ ดูเหมือนจะเยอะ
แต่พอลองคำนวณผลผลิตและหักภาษีข้าวเปลือกที่สูงลิ่วออกไป ส่วนที่เหลือก็แค่พอประทังชีวิตเท่านั้น
ส่วนอำเภอหนานเจานั้นมีภูเขามาก เป็นพื้นที่ที่ยากจนยิ่งกว่าอำเภอหนานหยางเสียอีก
ตลอดทางที่ชุยเซี่ยนผ่านมา บ้านเรือนในแต่ละหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนเป็นกระท่อมดินมุงฟาง แทบจะไม่เห็นบ้านอิฐมุงกระเบื้องเลยด้วยซ้ำ
เรียกได้ว่ายากจนจนน่าสลดใจ
จากตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ แล้วต้องตกใจกับความยากจนของหมู่บ้านเหอซี จนถึงตอนที่พยายามดิ้นรนออกจากหมู่บ้านเหอซี เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
จนกระทั่งตอนนี้ที่ได้เดินออกจากหนานหยาง และได้เห็นโลกภายนอกที่ยากไร้ยิ่งกว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นชวนให้ทอดถอนใจจริงๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา ชุยเซี่ยนก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเตือนว่า "ข้าได้ยินมาว่าทางส่านซีเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ มีคนอดอยากล้มตายไปมากมาย ทางฝั่งพวกเราเองฝนก็ตกน้อย ไม่แน่ว่าสถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงก็ได้"
"พอกลับไปแล้ว ท่านลุงลองปรึกษากับคนในหมู่บ้านดูว่า ขุดบ่อน้ำลึกเพิ่มอีกสักบ่อดีหรือไม่"
ส่านซีเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่หรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพ่อลูกก็ตกใจมาก
เนื่องจากชุยเซี่ยนสวมชุดบัณฑิตและเป็นผู้มีการศึกษา ทั้งสองจึงเชื่อคำพูดนี้อย่างสนิทใจ
"ขอบคุณพ่อหนุ่มที่ช่วยเตือน"
ชายชราจดจำไว้ในใจ แล้วก็ยื่นหมั่นโถวแป้งหยาบให้ชุยเซี่ยนอย่างมีน้ำใจ พลางฉีกยิ้มกล่าว "ปกติพวกเราก็กินเจ้านี่แหละ พ่อหนุ่มอย่าได้รังเกียจเลยนะ"
ชุยเซี่ยนรับมาพลางยิ้มกล่าว "เสบียงอาหารเป็นของล้ำค่าถึงเพียงนี้ จะมีคนรังเกียจได้อย่างไรกัน?"
จากนั้นเขาก็อ้าปากกัดไปหนึ่งคำ
พูดตามตรงว่ามันค่อนข้างแห้งฝืดคอ รสชาติไม่ได้ดีนัก แต่การยื่นหมั่นโถวแป้งหยาบก้อนนี้มาให้ อีกฝ่ายก็คงลังเลอยู่ในใจอยู่นานเช่นกัน
ในยุคที่ข้าวของขาดแคลน อาหารทุกเม็ดล้วนไม่ควรถูกทิ้งขว้าง
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนกิน ชายชราก็ดีใจมากและพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว เสบียงอาหารเป็นของมีค่าที่สุด! เด็กอัจฉริยะแห่งหนานหยางเขายังบอกเลยว่า ข้าวทุกเม็ดล้วนมาจากความเหนื่อยยาก!"
ชุยเซี่ยนถึงกับชะงักไป
เมื่อเห็นสีหน้าของชุยเซี่ยน ชายชราก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย "ข้าก็ฟังคนอื่นเขามาอีกที หรือว่าข้าจะจำผิดไป? โธ่เอ๊ย ชาวนาเปื้อนโคลนอย่างพวกเรานี่ ฟังความอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก"
ลูกชายของเขายืนหัวเราะอยู่ด้านข้าง
ชุยเซี่ยนก็หัวเราะเช่นกัน "เขาพูดแบบนั้นแหละ ไม่ผิดหรอก!"
อำเภอหนานเจาอยู่ติดกับอำเภอหนานหยาง เวลาผ่านไปห้าปี บทกวี 'สงสารชาวนาสองบท' จะถูกขับขานมาถึงที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่การที่บทกวีนี้ถูกเอ่ยออกมาจากปากของชาวนาชรา ก็ทำให้รู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อยจริงๆ
จุดเริ่มต้นของการวาง 'ตำราหมื่นเล่ม' ลง แล้ว 'เดินทางหมื่นลี้' ทำให้ชุยเซี่ยนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
ทว่าหนทางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เขายังต้องเดินหน้าต่อไป ก้าวเดินไปในเส้นทางของตนเอง เพื่อมุ่งหวังให้ใต้หล้าในวันข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องมีใครมา 'สงสารชาวนา' อีก
เกวียนวัวใกล้จะถึงสถานีม้าเร็วอำเภอหลู่ซานแล้ว
ทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายกันตรงนี้
ชุยเซี่ยนถอดหมวกฟางออกแล้ววางไว้ในเกวียนวัว เขาพลิกตัวกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว หันหลังโบกมือให้สองพ่อลูก "ขอบคุณมากนะ อย่าลืมที่ข้าบอกล่ะ ขุดบ่อน้ำลึกไว้สักบ่อ"
ชายหนุ่มเดินจากไปอย่างสง่างาม แผ่นหลังของเขาดูสูงโปร่งและตั้งตรง
ลูกชายของชายชราถอนหายใจ "ขุดบ่อน้ำ อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินตั้งครึ่งก้วน ชายหนุ่มคนนั้นไม่รู้หรอกว่าเงินทอง..."
ขณะที่พูด เขาก็เอื้อมมือไปหยิบหมวกฟางที่ชุยเซี่ยนวางไว้ในเกวียนวัวตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
ภายในหมวกฟางใบนั้น มีเงินครึ่งก้วนวางอยู่พอดิบพอดี
ชายชราก็เห็นเช่นกัน เขาหันขวับกลับไปหมายจะตะโกนเรียกชุยเซี่ยน ทว่าก็มองไม่เห็นร่องรอยของอีกฝ่ายเสียแล้ว
ลูกชายของเขาขอบตาแดงก่ำ "ท่านพ่อ พวกเราเจอคนดีเข้าแล้ว! ท่านดูสิ ถึงแม้พวกเราจะยากจน แต่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ได้รับผลตอบแทนดีๆ ใช่ไหมล่ะ? ต่อไปท่านอย่าเอาแต่พูดว่าตายๆ ไปซะก็สิ้นเรื่อง จะได้ประหยัดเสบียงอาหารให้ข้า อะไรทำนองนี้อีกเลยนะ"
"ข้าฟังแล้วมันปวดใจ"
ชายชราพยักหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เออ ไม่พูดแล้ว พอกลับไปพวกเราไปขุดบ่อน้ำกัน"
ชีวิตที่ยากลำบากนั้นช่างน่าอึดอัดเสียจนบางครั้งก็รู้สึกว่าคงทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว
ดังนั้นความอบอุ่นและน้ำใจเพียงเล็กน้อย จึงกลายเป็นความหอมหวานในชีวิต
อีกด้านหนึ่ง
ชุยเซี่ยนสะพายสัมภาระเดินมาถึงสถานีม้าเร็วอำเภอหลู่ซาน
เขาสวมชุดบัณฑิต รูปลักษณ์และท่าทางดูไม่ธรรมดา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีการศึกษา
มีเจ้าหน้าที่สถานีม้าเร็วคนหนึ่งเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมและเอ่ยถามหยั่งเชิง "ขออภัย ท่านคือบัณฑิตที่จะไปร่วมงานชุมนุมนักปราชญ์ชมบุปผาที่ลั่วหยางใช่หรือไม่ขอรับ?"
ชุยเซี่ยนพยักหน้ายิ้มรับ "ใช่แล้ว"
เจ้าหน้าที่สถานีม้าเร็วมีท่าทีสุภาพขึ้นมาก "เมื่อวานมีข่าวแจ้งมาจากทางอำเภอซงเซี่ยนว่า จะมีกลุ่มบัณฑิตที่ไปร่วมงานชุมนุมนักปราชญ์เช่นกันเดินทางผ่านหลู่ซานในวันนี้ ช่างบังเอิญจริงๆ ท่านโปรดรอสักครู่ จะได้เดินทางไปพร้อมกับพวกเขาพอดีเลยขอรับ"
ดูเหมือนว่างานชุมนุมนักปราชญ์ชมบุปผาที่ลั่วหยางในครั้งนี้ จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว
ถึงกับมีการจัดเตรียมผู้ต้อนรับไว้ล่วงหน้าทั้งที่หลู่ซานและซงเซี่ยนเลย
ชุยเซี่ยนนั่งพักเท้าอยู่ในสถานีม้าเร็ว
รออยู่ประมาณครึ่งค่อนวัน ก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากถนนหลวงแต่ไกล
จากนั้น
ก็เห็นม้าชั้นดีสองตัวลากรถม้าคันหรูหรา นำหน้ารถม้าที่ดูธรรมดากว่าอีกนับสิบขบวน เดินทางมาอย่างเอิกเกริก
นอกจากรถม้าแล้ว คนเหล่านี้ยังมีผู้ติดตามขี่ม้าตามมาด้วย เห็นได้ชัดว่าเบื้องหลังไม่ธรรมดา
พวกเจ้าหน้าที่สถานีม้าเร็วตกใจ รีบวิ่งออกไปต้อนรับทันที
ทว่ารถม้าคันนำหน้ากลับไม่ได้หยุดพัก แต่ขับผ่านสถานีม้าเร็วมุ่งหน้าต่อไปโดยตรง
แต่มีรถม้าสองคันด้านหลังที่หยุดลง กลุ่มบัณฑิตในรถชะโงกหน้ามองออกมา เห็นได้ชัดว่ากำลังมองชุยเซี่ยนที่สวมชุดบัณฑิตอยู่
ครู่ต่อมา
ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีกรมท่าอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งเดินลงมาจากรถม้า เขามองชุยเซี่ยนแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง "ใช่เจี่ยเซ่าจากอำเภอหลัวซาน เมืองซิ่นหยางหรือไม่?"
ชุยเซี่ยนลุกขึ้นยืน "เป็นข้าน้อยเอง"
ชายหนุ่มชุดบัณฑิตสีกรมท่าพยักหน้าด้วยสีหน้าประมาณว่า 'เจ้าหมอนี่โชคดีชะมัด' "กลุ่มคนที่ควรจะมารับเจ้าไปพร้อมกันเปลี่ยนเส้นทางไปอำเภอเย่เซี่ยนกะทันหัน ดังนั้นวันนี้เจ้าก็เดินทางไปกับพวกเราเถอะ ว่าแต่ เอาบัตรเชิญมาด้วยหรือไม่?"
ชุยเซี่ยนจึงยื่นบัตรเชิญส่งให้
ชายหนุ่มชุดบัณฑิตสีกรมท่าตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะส่งบัตรเชิญคืนให้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ถึงแม้เจ้าจะมีบัตรเชิญ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าในรถม้าคันนำหน้าที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่นี้มีใครนั่งอยู่? ศิษย์พี่ซูอย่างไรล่ะ!"
"ถึงแม้ศิษย์พี่ซูจะเย่อหยิ่ง แต่กับพวกเราเหล่านักศึกษา เขามักจะไม่หวงแหนคำชี้แนะ ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเรามักจะถกเถียงเรื่องคัมภีร์และขอคำปรึกษาเรื่องวิชาความรู้กันอยู่เสมอ"
"วิชาความรู้ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? อย่าหาว่าข้าพูดตรงไปหน่อยเลยนะ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากความรู้ของเจ้าตามไม่ทันและแสดงความอ่อนหัดออกมา ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเสียหน้า"
เอ๊ะ
เมื่อชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างลังเล "วิชาความรู้ของข้าน้อย... ก็พอได้กระมัง?"
พอได้กระมัง นี่มัน 'ได้' ระดับไหนกันล่ะ
ชายหนุ่มชุดบัณฑิตสีกรมท่าไม่พอใจกับคำตอบนี้นัก จึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น เอาเป็นว่าข้าจะทดสอบเจ้าหน่อยก็แล้วกัน"