หลินเฉาหยางรับการปรนนิบัติจากเถาอวี้ซูอย่างสบายใจเฉิบ จนสุดท้ายกลายเป็นพ่อหนุ่มฝั่งตรงข้ามที่รู้สึกเขินอายขึ้นมาแทน คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันแสดงความรักกันโดยไม่หลบเลี่ยงสายตาใครเลยแม้แต่น้อย
หลินเฉาหยางเองก็สนใจพ่อหนุ่มคนนี้เช่นกัน เพราะเขาสังเกตเห็นเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยที่ติดอยู่บนอกเสื้อด้านซ้ายของอีกฝ่าย
ม.เยียนจิง
ปีที่แล้วมีการรื้อฟื้นการสอบเกาเข่าขึ้นมาใหม่ ในอำเภอมีคนสอบติดมหาวิทยาลัยสี่คน เถาอวี้ซูทำคะแนนได้ดีที่สุดและสอบติดม.ครุศาสตร์เยียนจิง ปีนี้เป็นการสอบเกาเข่าปีที่สอง ดูเหมือนว่าในอำเภอจะมีคนสอบติดม.เยียนจิงอยู่หนึ่งคนจริงๆ แต่ป่านนี้คนเขายังไม่ไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยเลย ย่อมไม่มีเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยแน่นอน
"น้องชาย ดูจากเข็มกลัดของนาย เป็นนักศึกษาม.เยียนจิงเหรอ" หลินเฉาหยางเป็นฝ่ายเริ่มชวนพ่อหนุ่มคุยก่อน
บนใบหน้าของพ่อหนุ่มเผยรอยยิ้มสงวนท่าที ซึ่งแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน "ครับ"
"เก่งมาก เก่งมากเลย" หลินเฉาหยางกล่าวชื่นชมด้วยรอยยิ้ม
"พี่ชาย พี่ก็ไปเรียนที่เยียนจิงเหมือนกันเหรอครับ" พ่อหนุ่มถามอย่างเป็นธรรมชาติ
"ฉันไม่มีคุณสมบัติพอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรอก" หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ
เขาเรียนจบแค่มัธยมต้น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
พ่อหนุ่มถามต่อ "งั้นพี่ไปทำงานเหรอครับ"
"เปล่า ฉันไปเป็นเพื่อนภรรยาที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ"
หลินเฉาหยางพูดพลางปรายตาไปทางเถาอวี้ซู เธอพูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่ก็ยังให้ความร่วมมือด้วยการล้วงเอาเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยในกระเป๋าออกมาติดไว้ที่หน้าอก
มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิง
สายตาที่พ่อหนุ่มมองเถาอวี้ซูอีกครั้งเผยให้เห็นถึงความเลื่อมใสอยู่บ้าง
ส่วนสายตาที่เขามองหลินเฉาหยางนั้นไม่ได้หมายความว่า 'มีของแฮะ' อีกต่อไปแล้ว แต่เป็น 'ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๊ย!'
หากดูจากรูปร่างหน้าตา เถาอวี้ซูมีใบหน้าที่งดงามสะดุดตา บุคลิกโดดเด่น ตอนนี้ยังมีรัศมีของมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง 'มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิง' มาเสริมบารมีอีก เรียกได้ว่าเพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ
ส่วนหลินเฉาหยางนั้น หน้าตาธรรมดาจืดชืด ยังดีที่ผิวขาวสะอาดสะอ้าน พอจะนับได้ว่าเป็นคนหน้าตาระดับกลางๆ เมื่อครู่เขายังบอกเองว่าไม่มีคุณสมบัติสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจกล่าวได้ว่าไร้ทั้งความสามารถและหน้าตา
การที่สามารถแต่งงานกับคู่ชีวิตที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้ ย่อมต้องมีอะไรเป็นที่พึ่งพิงแน่ๆ
พ่อหนุ่มเริ่มจินตนาการถึงเรื่องราวสุดน้ำเน่าที่ลูกหลานเจ้าหน้าที่ระดับสูงหมายตากระดังงาลนไฟ เอ้ย หญิงสาวผู้เพียบพร้อม จากนั้นก็ตื๊อไม่เลิกรา ตามจีบไม่ปล่อย จนสุดท้ายก็งัดทั้งไม้อ่อนไม้แข็งมาใช้จนได้หญิงงามมาครอง
แต่ทว่า...
เขามองไปทางหลินเฉาหยางอีกครั้ง หมอนี่กำลังทำหน้าตาสบายใจเฉิบ เพลิดเพลินกับต้นหอมม้วนฟองเต้าหู้ที่เถาอวี้ซูห่อให้
อื้ม สหายหญิงท่านนี้ต้องมีจุดอ่อนอะไรตกอยู่ในมือเขาแน่ๆ
"มาๆๆ มากินอะไรด้วยกันสิ"
หลินเฉาหยางยื่นผักจิ้มน้ำพริกกำหนึ่งให้พ่อหนุ่มอย่างกระตือรือร้น พ่อหนุ่มยังอยากจะสงวนท่าที แต่ก็ทนความกระตือรือร้นของหลินเฉาหยางไม่ไหว
กินไปคุยไป ไม่นานทั้งสองก็คุ้นเคยกัน
พ่อหนุ่มชื่อจางเย่าจง ปีนี้อายุ 20 ปี สอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีเจ็ดเจ็ดเช่นกัน ตอนนี้เรียนอยู่ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยเยียนจิง บ้านของเขาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ครั้งนี้อาศัยช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมาเยี่ยมคุณยายที่ตงเป่ย
"ภาควิชาภาษาจีน ม.เยียนจิงเหรอ ฉันยังอยากสอบเข้าเลย!"
พอเถาอวี้ซูได้ยินว่าจางเย่าจงเรียนอยู่ภาควิชาภาษาจีน ม.เยียนจิง น้ำเสียงของเธอก็แฝงความเสียดายอยู่บ้าง
หลินเฉาหยางรู้ว่าความเสียดายของเถาอวี้ซูเป็นเพราะเรื่องของคุณพ่อ แต่จางเย่าจงไม่รู้ การที่มหาวิทยาลัยของตนเป็นที่ใฝ่ฝันของคนอื่น ทำให้บนใบหน้าของเขาปรากฏความภาคภูมิใจขึ้นมาจางๆ
"ม.ครุศาสตร์ก็ดีมากแล้วครับ ตอนนั้นผมก็มีเพื่อนร่วมชั้นสอบติดม.ครุศาสตร์เหมือนกัน"
คุยไปคุยมา จู่ๆ เถาอวี้ซูก็สังเกตเห็นนิตยสาร "เยียนจิงวรรณศิลป์" ที่จางเย่าจงวางไว้บนโต๊ะ นิตยสารเล่มนั้นถูกเปิดกางเอาไว้
"เอ๊ะ? จางเย่าจงคนนี้คือนายเหรอ" เธอถามด้วยความประหลาดใจ
หลินเฉาหยางมองตามสายตาของเถาอวี้ซูไป ก็พบชื่อบนนิตยสารเช่นกัน
บนใบหน้าของจางเย่าจงเผยรอยยิ้มสงวนท่าที "ผมเองครับ เมื่อไม่นานมานี้แต่งบทกวีเล็กๆ ไว้บทหนึ่ง โชคดีที่ได้รับการตีพิมพ์"
ตั้งแต่ขึ้นรถมาแล้วพบว่าจางเย่าจงติดเข็มกลัดม.เยียนจิงไว้ที่หน้าอก หลินเฉาหยางก็รู้ทันทีว่าหมอนี่คือ 'เทพแห่งการขี้เก๊ก'
เทพแห่งการขี้เก๊กเวลาเก๊ก ไม่ได้อยู่ที่ความเจ๋ง แต่อยู่ที่เขาสามารถทำให้คนอื่นรู้สึกกระอักกระอ่วน ในขณะที่ตัวเองกลับสนุกสนานไปกับมัน เห็นได้ชัดว่าจางเย่าจงเข้าถึงแก่นแท้ของมันแล้ว
เถาอวี้ซูรับนิตยสารที่จางเย่าจงยื่นให้มาเชยชมด้วยความสนใจ หลินเฉาหยางก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วย
"...
ปีนยอดเขา สร้างผลงาน
ในใจมีตำรานับหมื่นเล่ม
สร้างคนเก่ง แข่งเวลา
ปณิธานยิ่งใหญ่ได้แสดงออก
..."
บทกวีมีความยาวไม่มาก การเรียกว่า 'บทกวีเล็กๆ' ไม่ใช่การถ่อมตัวแต่อย่างใด เพียงแต่มันชวนให้พูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ หลินเฉาหยางรู้สึกว่านี่ยังแย่กว่างานเขียนตอนม.ต้นของเขาเสียอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทความเหล่านั้นที่เขาเขียนตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย
นี่มันกลอนพาไปชัดๆ ไม่ใช่หรือไง
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การสร้างสรรค์วรรณกรรมของจีนตกอยู่ในภาวะถดถอยครั้งใหญ่ หลินเฉาหยางทะลุมิติมาได้หนึ่งปีแล้ว เขารู้ซึ้งถึงสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างดี เขาพยายามหาทางอ่านหนังสือพิมพ์และตำราต่างๆ แต่เนื้อหาที่อ่านก็มักจะเป็นข่าวการเมืองเป็นหลัก หลังจากผ่านการกวาดล้างในช่วงหลายปีก่อน การจะหาวรรณกรรมมาอ่านในยุคนี้ถือเป็นเรื่องยากลำบากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขายังเป็นแค่คนชนบท
"เยียนจิงวรรณศิลป์" ที่จางเย่าจงยื่นมาให้หลินเฉาหยางนั้นเขารู้จักดี มันตีพิมพ์ฉบับแรกในปี 50 บรรณาธิการบริหารในตอนนั้นคือท่านเหลาเส่อ ต่อมาก็หยุดตีพิมพ์ไปช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นก็ผ่านอุปสรรคมามากมาย และเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น 'วรรณกรรมเยียนจิง' ในปี 80
ในยุคนั้นได้รับการยอมรับจากวงการวรรณกรรมว่าเป็นนิตยสารวรรณกรรมระดับแนวหน้า นิตยสารได้ตีพิมพ์นวนิยายขนาดกลางและขนาดสั้นที่มีอิทธิพลในวงกว้างมากมาย เช่น 'ความรักคือสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือน' ของจางเจี๋ย 'สายป่านว่าว' ของหวังเหมิง 'รับศีล' ของวางเจิงฉี และอื่นๆ อีกมากมาย
"เยียนจิงวรรณศิลป์" ในตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อ เนื้อหาก็ยังคงยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ และอนุรักษ์นิยมอย่างเหนียวแน่น
หลินเฉาหยางเข้าใจดีว่านี่ล้วนเป็นผลพวงจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรม แม้ว่าความหายนะในตอนนี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบอันหนาวเหน็บยังคงส่งผลอยู่ สถานการณ์เช่นนี้ต้องรอจนกว่าจะมีการจัดประชุมสมัชชาผู้แทนวรรณกรรมและศิลปะครั้งที่สี่ จึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
"เขียนได้ดีจริงๆ!"
บนใบหน้าของเถาอวี้ซูประดับด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงจริงใจ ทำให้จางเย่าจงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มจนตาหยี เพื่อนนักศึกษาม.ครุศาสตร์เยียนจิงช่างตาแหลมจริงๆ
อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไปเข้าห้องน้ำ หลินเฉาหยางก็เอ่ยแซว "คุณกล้าเอ่ยปากชมไปได้ยังไงเนี่ย!"
เถาอวี้ซูกะพริบตาให้เขา "ก็เขียนได้ดีจริงๆ นี่นา ไม่เชื่อคุณลองเอาไปเทียบกับผลงานชิ้นอื่นดูสิ"
"ท่านฮั่ว**กำลังโบกมือ
กองทัพเหล็กกล้าเดินตามพรรค
เพื่อความทันสมัยทั้งสี่ประการ
อาชาทะยานสะบัดแผงคอ"
"ลมใบไม้ผลิย้อมปลายหลิวจนเขียวชอุ่ม
ถนนสายใหญ่ที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ช่างราบเรียบ
หากถามว่าพื้นถนนปูด้วยอะไร?
ฮ่าๆ ปูด้วยยางมะตอยไงล่ะ"
...
หลินเฉาหยางถึงกับพูดไม่ออก
ความน่ารักเฉลียวฉลาดของเถาอวี้ซูจะเผยออกมาให้เห็นเฉพาะตอนที่อยู่ตามลำพังกับหลินเฉาหยางเท่านั้น พอจางเย่าจงกลับมา เธอก็เปลี่ยนกลับไปเป็นนักศึกษาหญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้และความงามอีกครั้ง
กินของว่าง พูดคุย หลับตาพักผ่อน อ่านหนังสือพิมพ์ เวลาค่อนวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเสิ่นหยาง หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูก็เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่ง
จางเย่าจงยังคงขึ้นรถไฟขบวนเดียวกับทั้งสองคน เพียงแต่ไม่ได้อยู่ตู้เดียวกันแล้ว เขาเอ่ยลาสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางด้วยความเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
นอนบนรถไฟไปหนึ่งคืน พอฟ้าสาง เถาอวี้ซูก็ปลุกหลินเฉาหยางให้ตื่น
สองสามีภรรยาล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ รถไฟก็ใกล้จะถึงสถานีแล้ว
ช่วงเก้าโมงเช้ากว่าๆ เสียงประกาศบนรถไฟก็ดังขึ้น
"ผู้โดยสารทุกท่าน ระยะทางของขบวนรถไฟนั้นมีขีดจำกัด แต่เส้นทางแห่งการปฏิวัตินั้นไร้ขีดจำกัด
ขอให้พวกเราอุทิศพลังของตนเองในหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน เพื่อเร่งขับเคลื่อนการสร้างสรรค์ความทันสมัยตามระบอบสังคมนิยม!
ผู้โดยสารทุกท่าน ใกล้จะถึงสถานีปลายทางเยียนจิงแล้ว รอให้ขบวนรถไฟเข้าเทียบชานชาลาและจอดสนิทเสียก่อน แล้วค่อยทยอยลงจากรถตามลำดับ"







