หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูหิ้วสัมภาระเดินออกมาจากสถานีรถไฟเยียนจิง ก็เห็นรถที่ ม.เยียนจิง ส่งมารับนักศึกษาใหม่ทันที เดิมทีหลินเฉาหยางตั้งใจจะไปขอติดรถไปด้วย แต่เถาอวี้ซูกลับรู้สึกเกรงใจ เพราะตอนนี้เธอมีฐานะเป็นศิษย์พี่แล้ว
ทั้งสองคนจึงขึ้นรถประจำทางแทน รถประจำทางแบบพ่วงที่ผลิตในประเทศมีตัวถังยาวมาก พอถึงตอนเลี้ยว แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางก็ทำเอาคนบนรถโอนเอนจนรู้สึกอึดอัด
เมื่อถึงป้ายมหาวิทยาลัยเยียนจิง ทั้งสองก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังลงจากรถ ตลอดทางที่เดินไป เถาอวี้ซูก็อธิบายเรื่องราวทุกซอกทุกมุมของ ม.เยียนจิง ให้หลินเฉาหยางฟังไปด้วย
เธอเป็นลูกหลานชาวสวนเยียนหยวน จึงคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี ทั้งสองเดินเข้าวิทยาเขตทางประตูตะวันตกของ ม.เยียนจิง หลังจากเดินผ่านสระบัวในฤดูร้อน สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาก็คือเสาหัวเปี่ยวอันเป็นสัญลักษณ์ที่ตั้งอยู่ด้านในประตูตะวันตก
พวกเขาเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตลอดทาง ในช่วงกลางฤดูร้อนต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงาม อาคารของ ม.เยียนจิง ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเขียวขจี ทิวทัศน์งดงามแปลกตา ทว่าไม่อาจเทียบได้กับความยิ่งใหญ่อลังการในยุคหลังเลยแม้แต่น้อย
สวนหล่างรุ่นตั้งอยู่ริมแม่น้ำว่านเฉวียนทางทิศเหนือ ฝั่งตรงข้ามคือสวนฉี่ชุนซึ่งเป็นหนึ่งในสามสวนของหยวนหมิงหยวน ในปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเสียนเฟิง ที่นี่กลายเป็นพระตำหนักส่วนพระองค์ของอี้ซิน ชินหวังกง พระราชโอรสองค์ที่หกในจักรพรรดิเต้ากวง และเริ่มใช้ชื่อว่าสวนหล่างรุ่น
หลังจากอี้ซินสิ้นพระชนม์ในปี 1898 จักรพรรดิองค์สุดท้ายผู่อี๋ก็พระราชทานที่นี่ให้กับไจ้เทา บรรดาศักดิ์เป้ยเล่อ พระอนุชาร่วมพระอุทรของจักรพรรดิกวงซวี่ ไม่นานหลังจากสร้าง ม.เยียนจิง ไจ้เทาก็ปล่อยเช่าสวนหล่างรุ่นให้กับ ม.เยียนจิง เพื่อใช้เป็นบ้านพักครู
หลังจากหมดสัญญาเช่าในปี 1952 ม.เยียนจิง ก็ซื้อสวนหล่างรุ่นไว้ และระหว่างปี 1957 ถึง 1960 ก็ได้สร้างบ้านพักบุคลากรหกหลังและเรือนรับรองหนึ่งหลังไว้ที่ริมฝั่งตะวันออกและทิศเหนือภายในสวน นับแต่นั้นมาสวนหล่างรุ่นจึงกลายเป็นหนึ่งใน "เก้าสวน" ของ ม.เยียนจิง
หลังจากเดินอ้อมทะเลสาบหล่างรุ่นรูปทรงกลม หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูก็มาถึงหน้าอาคารสูงสี่ชั้นริมฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ หลินเฉาหยางรู้ว่านี่คือหนึ่งในกลุ่มอาคารบ้านพักครอบครัวที่สร้างขึ้นในยุคห้าศูนย์ตามที่เถาอวี้ซูเคยบอก และยังเป็นที่ตั้งของบ้านของเถาอวี้ซูอีกด้วย
ก่อนจะเดินเข้าประตูอาคาร เถาอวี้ซูให้หลินเฉาหยางวางสัมภาระในมือลง แล้วช่วยจัดแจงเสื้อผ้าให้เขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เสื้อผ้าของหลินเฉาหยางเพิ่งเปลี่ยนใหม่ตอนก่อนลงจากรถไฟ เป็นชุดจงซานสีกรมท่า ข้างในเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อเชวี่ยเหลียงสีขาว ส่วนที่เท้าสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ
เธอพิจารณาอยู่นาน ค่อนข้างพอใจกับการแต่งกายของหลินเฉาหยาง เพียงแต่พอมองรองเท้าผ้าใบที่เท้าของเขาก็รู้สึกขัดตานิดหน่อย
เดิมทีเธออยากจะซื้อรองเท้าหนังให้หลินเฉาหยางสักคู่ น่าเสียดายที่การจับจ่ายซื้อของครั้งใหญ่ก่อนกลับตงเป่ยได้ผลาญเงินค่าขนมที่พ่อให้และเงินอุดหนุนที่เธอเก็บหอมรอมริบตามปกติไปจนหมดแล้ว
"รอให้ถึงฤดูหนาวก่อน ฉันจะซื้อรองเท้าหนังให้คุณสักคู่นะ" เถาอวี้ซูบ่นพึมพำ
หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะ "รองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบก็เอาไว้ใส่เหมือนกันนั่นแหละ"
เถาอวี้ซูเลิกสนใจหัวข้อเรื่องรองเท้า แล้วถามว่า "ลูกเขยขี้เหร่กำลังจะได้เจอแม่ยายแล้ว ตื่นเต้นไหม"
หลินเฉาหยางมองดวงตาที่ใสกระจ่างดุจสายน้ำของเธอ ความตื่นเต้นในนั้นแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่แล้ว แต่กลับแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย แถมยังมีกะจิตกะใจมาถามเขาว่าตื่นเต้นไหมอีก
เขามีสีหน้าผ่อนคลายขณะพูด "ความหน้าหนาของผม คุณก็ใช่ว่าจะไม่รู้นี่ ผมว่าคนที่ควรจะตื่นเต้นน่าจะเป็นคุณมากกว่านะ"
เถาอวี้ซูค้อนขวับให้เขาหนึ่งที ก่อนจะหิ้วสัมภาระขึ้นมา "งั้นก็ไปกันเถอะ!"
เมื่อเดินขึ้นบันไดไป ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยดังลั่น โถงทางเดินอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร
บ้านของเถาอวี้ซูอยู่บนชั้นสาม เธอเคาะประตูห้อง ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนมาเปิดประตู
เถาอวี้ซูในเวอร์ชันเด็กสาววัยรุ่นปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู ดูสดใสและสวยงามตามวัย
"พี่!"
"นี่คืออวี้โม่ ส่วนนี่คือหลินเฉาหยาง อวี้โม่ เรียกพี่เขยสิ" เถาอวี้ซูแนะนำ
ระหว่างทาง เถาอวี้ซูได้เล่าสถานการณ์ในบ้านของเธอให้ฟังแล้ว
เด็กสาวตรงหน้าคือเถาอวี้โม่ น้องสาวคนเล็กของเธอ ปีนี้อายุ 17 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เถาอวี้โม่มองผู้ชายตรงหน้า แต่งตัวดูดีมีภูมิฐานอยู่หรอก แต่น่าเสียดายที่หน้าตาธรรมดาๆ ไม่คู่ควรกับพี่สาวที่สวยหยาดเยิ้มของเธอเลยสักนิด
"สวัสดีค่ะ"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้อารมณ์ หากเป็นเวลาปกติก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่หลินเฉาหยางเป็นลูกเขยใหม่ที่เพิ่งมาเยือน เถาอวี้ซูบอกให้เธอเรียกพี่เขย เธอกลับทักทายแค่ว่า "สวัสดีค่ะ" เห็นได้ชัดว่าเธอมีอคติกับหลินเฉาหยางอย่างมาก
ยังไม่ทันที่เถาอวี้ซูจะพูดอะไร หลินเฉาหยางก็ทำราวกับไม่รับรู้ถึงความไม่เป็นมิตรของเถาอวี้โม่ เขาพูดด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า "อวี้โม่ สวัสดีครับ!"
เถาอวี้ซูแอบถลึงตาใส่น้องสาวอย่างแนบเนียน ตอนนั้นเองก็มีสหายหญิงแต่งกายเรียบง่ายเดินออกมาจากในบ้านอีกคน
เมื่อกี้เห็นเถาอวี้โม่เป็นเถาอวี้ซูเวอร์ชันเด็กสาว สหายหญิงคนนี้ก็ดูเหมือนเถาอวี้ซูเวอร์ชันผู้สูงวัย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นแม่ยายเถาอย่างแน่นอน
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเฉาหยางกว้างขึ้นไปอีก เพิ่งจะอ้าปากทักทาย ก็เห็นแม่ยายเถาเพียงแค่พยักหน้าให้ แล้วหันหลังกลับเข้าไปในห้องครัว
ดูเหมือนว่าแม่ยายเถาจะมีอคติกับเขามากกว่าน้องเมียเสียอีก!
ตามที่เถาอวี้ซูบอก จดหมายที่เธอเขียนถึงเขาในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาล้วนถูกแม่ยายเถา "ดักเก็บ" เอาไว้ทั้งหมด ดูเอาเถอะว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าลูกเขยบ้านนอกคนนี้ขนาดไหน ดังนั้นก่อนจะก้าวเข้าบ้าน หลินเฉาหยางจึงเตรียมใจมาอย่างดีแล้ว
เขาไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่สีหน้าของเถาอวี้ซูกลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง
เมื่อเข้าไปในบ้านและวางข้าวของลง เธอก็ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พ่อล่ะ"
"ไปสอนหนังสือสิ!" เถาอวี้โม่ตอบกลับไปประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเดินเข้าห้องไป
การต้อนรับอันเย็นชาจากแม่และน้องสาวทำให้เถาอวี้ซูรู้สึกขมขื่นใจ เธอหันไปมองหลินเฉาหยาง "คุณอย่าถือสาเลยนะ..."
"ไม่เป็นไรหรอก"
หลินเฉาหยางมีสีหน้าเป็นปกติ ท่าทางสงบนิ่งผ่อนคลาย ทำให้เถาอวี้ซูแยกไม่ออกชั่วขณะว่าเขาแสร้งทำหรือไม่ได้โกรธจริงๆ
เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงการเตรียมใจที่เธอทำให้เขาบนรถไฟก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะได้ผลอยู่บ้าง แต่เถาอวี้ซูรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสภาพจิตใจของหลินเฉาหยางที่แข็งแกร่งต่างหาก
ทั้งสองคนลงจากรถไฟตอนเก้าโมงกว่า กว่าจะเดินทางมาถึงบ้านที่ตั้งอยู่ในสวนหล่างรุ่นของ ม.เยียนจิง ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว ตู้รั่วฮุ่ยผู้เป็นแม่ยายเถาอ้างเรื่องทำอาหารกลางวัน เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องครัวไม่ยอมออกมา
"ฉันอยากจะรู้นักว่าแม่จะหลบไปได้ถึงเมื่อไหร่!"
เถาอวี้ซูช่วยหลินเฉาหยางจัดเก็บสัมภาระด้วยความน้อยใจ การกลับมาครั้งนี้ทั้งสองคนนำห่อสัมภาระเล็กใหญ่มาด้วยถึงหกห่อ ในจำนวนนั้นมีสามห่อที่เป็นของขวัญแรกพบที่สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนเตรียมไว้ให้ครอบครัวดองกัน
ระหว่างที่กำลังจัดของอยู่นั้น ก็มีความเคลื่อนไหวดังมาจากหน้าประตู จ้าวลี่ พี่สะใภ้ของเถาอวี้ซูพาลูกกลับมาแล้วนั่นเอง
จ้าวลี่เป็นคนตัวเล็ก หน้ากลม ผมสั้น ดูแล้วให้ความรู้สึกเป็นมิตร
ตอนที่ทักทายกัน ท่าทีของจ้าวลี่ดูดีกว่าตู้รั่วฮุ่ยผู้เป็นแม่ยายเถาและเถาอวี้โม่ผู้เป็นน้องสาวมาก
พ่อตาเถาและแม่ยายเถามีลูกสามคน เป็นชายหนึ่งหญิงสอง เถาอวี้เฉิงสามีของจ้าวลี่คือพี่ชายคนโตของบ้าน
เขาสอบเข้าสถาบันการละครกลางได้ในปี 65 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นสุดท้ายก่อนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เนื่องจากตอนอยู่มหาวิทยาลัยเขาเขียนงานสะเปะสะปะจึงถูกส่งตัวไปยูนนาน ผ่านไปไม่กี่ปีก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในท้องถิ่น จากนั้นด้วยบุพเพสันนิวาสจึงได้แต่งงานกับจ้าวลี่ซึ่งเกิดในครอบครัวข้าราชการระดับสูง
ปีที่แล้วพ่อตาเถาและแม่ยายเถาได้รับการคืนความเป็นธรรม ทั้งสองครอบครัวร่วมแรงร่วมใจกันย้ายงานของเถาอวี้เฉิงกลับมาที่เยียนจิง ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์อยู่ในภาควิชาวรรณกรรมการละครของสถาบันการละครกลาง
ส่วนจ้าวลี่นั้นไม่ได้โชคดีขนาดนั้น เพื่อติดตามสามีมา เธอจำต้องลาออกจากงานที่บ้านเกิด ตอนนี้เป็นแม่บ้านเต็มตัว กิจวัตรประจำวันคือการดูแลลูกทั้งสองคน
เถาอวี้เฉิงและจ้าวลี่มีลูกชายสองคน คนโตชื่อเถาซีเหวิน อายุห้าขวบแล้ว ตอนนี้อยู่ที่โรงเรียนอนุบาล ส่วนคนเล็กที่จ้าวลี่อุ้มอยู่ชื่อเถาซีอู่ เพิ่งจะ 23 เดือน อยู่ในวัยกำลังหัดพูด
ตอนกินมื้อเที่ยง แม่ยายเถาก็ทำหน้าตึง เถาอวี้โม่กลอกตาไปมา คอยชำเลืองมองหลินเฉาหยางอยู่ตลอด พี่สะใภ้จ้าวลี่สังเกตสถานการณ์ สีหน้าไม่ได้ดูสดใสเหมือนเมื่อครู่นี้ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก
"เฉาหยาง คุณกินเยอะๆ หน่อยสิ!"
เถาอวี้ซูคีบอาหารให้หลินเฉาหยางเพื่อแสดงความรักอย่างไม่เกรงใจใคร เขามองเห็นลางๆ ว่ากล้ามเนื้อตรงหัวคิ้วของตู้รั่วฮุ่ยผู้เป็นแม่ยายเถากำลังกระตุก
ยัยเด็กคนนี้นี่!
หลินเฉาหยางหัวเราะอย่างจนใจ เขารู้ดีว่าเถาอวี้ซูจงใจทำแบบนี้







