เมิ่งฝานเจ๋อโทรศัพท์ไปหาหลัวเสียงเฟยเพื่ออธิบายเรื่องขอยืมตัวเฝิงเซี่ยวเฉิน หลัวเสียงเฟยบ่นกระปอดกระแปดในสายอยู่นาน ในที่สุดก็ยอมตกลงอย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นเพียงการยืมตัวมาให้กระทรวงถ่านหินเท่านั้น หากกรมโลหะการมีงานเมื่อไหร่ เขาก็ต้องกลับไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเครื่องรีดร้อนขนาด 1780 มิลลิเมตรของโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียง งานนั้นจะขาดเฝิงเซี่ยวเฉินไปไม่ได้เด็ดขาด
"เข้าใจแล้วน่า เข้าใจแล้ว" เมิ่งฝานเจ๋อหัวเราะฮ่าๆ "จะว่าไปนะเสี่ยวหลัว ความเด็ดขาดของคุณนี่สู้เหลิ่งปิ่งกั๋วไม่ได้เลยจริงๆ คนเก่งๆ แบบนี้ อยู่ในมือคุณกลับได้เป็นแค่ล่าม แต่เหลิ่งปิ่งกั๋วไม่พูดพร่ำทำเพลงก็มอบตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกให้เลย คุณจะเอาอะไรไปสู้เขาได้"
หลัวเสียงเฟยพูดกลั้วหัวเราะ "รัฐมนตรีเมิ่ง ท่านกำลังทำให้ผมลำบากใจอยู่นะครับ ผอ.เหลิ่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงาน พูดคำไหนก็คำนั้น แต่ผมเป็นแค่รองอธิบดี ในคณะทำงานยังมีอธิบดี มีเลขาธิการ แถมยังต้องบริหารงานร่วมกัน ผมคนเดียวตัดสินใจไม่ได้หรอกครับ"
"เสี่ยวหลัว ผมจะบอกข่าวอะไรให้คุณรู้ไว้นะ คุณต้องขอบคุณผมด้วย" เมิ่งฝานเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ "คราวที่แล้วตอนผมประชุมกับหัวหน้าใหญ่ของคุณ เขาบอกว่าทางคณะกรรมการเศรษฐกิจเตรียมจะเพิ่มภาระงานให้คุณอีก เขามาถามความเห็นผม ผมก็โหวตเห็นด้วยให้คุณไปนะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณรัฐมนตรีเมิ่งมากเลยครับ" หลัวเสียงเฟยกล่าวซ้ำๆ เรื่องที่อาจจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เขาก็พอระแคะระคายมาบ้าง และรู้ด้วยว่าเมิ่งฝานเจ๋อช่วยพูดสนับสนุนให้ การที่เมิ่งฝานเจ๋อหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้ คาดว่าคงเพื่อปิดปากเขา ทำให้เขาไม่กล้าโวยวายเรื่องของเฝิงเซี่ยวเฉิน ฉันแนะนำให้คุณเป็นอธิบดีแล้ว คุณจะให้ฉันยืมตัวคนงานชั่วคราวสักคนไม่ได้เชียวหรือ?
เฝิงเซี่ยวเฉินเองก็คาดไม่ถึงว่า ตัวเองเดินพกหมั่นโถวสี่ลูกออกจากบ้านมาแบบงงๆ แต่พอหันหลังกลับมาก็ได้สวมหมวกตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกการผลิตเสียแล้ว สำหรับตำแหน่งนี้ หากไม่ได้ก็ไม่รู้สึกเสียดาย และเมื่อได้มาก็ยังคงสงบนิ่งเยือกเย็น
ตำแหน่งในองค์กรธุรกิจกับหน่วยงานราชการนั้นไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แม้จะเป็นระดับรองหัวหน้าแผนกเหมือนกัน แต่รองหัวหน้าแผนกในองค์กรธุรกิจยังสู้ระดับหัวหน้าฝ่ายในหน่วยงานราชการไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเหลิ่งปิ่งกั๋ว ในนามแล้วเขาคือผู้บริหารระดับอธิบดี แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลัวเสียงเฟยที่เป็นระดับรองอธิบดี เขาก็ยังต้องสงวนท่าทีอยู่บ้าง เปรียบได้กับความแตกต่างระหว่างขุนนางบู๊กับขุนนางบุ๋นในสมัยราชวงศ์หมิง ขุนนางบู๊ขั้นหกไม่อาจวางก้ามต่อหน้านายอำเภอขั้นเจ็ดได้ ด้วยเหตุนี้เอง เหลิ่งปิ่งกั๋วถึงได้ใจป้ำมอบตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกให้เฝิงเซี่ยวเฉินในทันที
เฝิงเซี่ยวเฉินไม่เห็นตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกสลักสำคัญอะไร แต่อู๋ซีหมินไม่อาจคิดเช่นนั้นได้ สถานีจัดซื้อประจำเมืองหลวงเป็นหน่วยงานย่อยของแผนกพัสดุโรงงาน อู๋ซีหมินก็เป็นแค่ผู้บริหารระดับหัวหน้าฝ่ายเท่านั้น เฝิงเซี่ยวเฉินที่เป็นถึงรองหัวหน้าแผนกจึงถือเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา อู๋ซีหมินรู้สึกอิจฉาตาร้อนกับการเลื่อนตำแหน่งแบบก้าวกระโดดของเฝิงเซี่ยวเฉินอยู่บ้าง แต่ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ตนจะไปคาดหวังหรือริษยาได้ คนที่เลื่อนตำแหน่งให้เฝิงเซี่ยวเฉินไม่ใช่เหลิ่งปิ่งกั๋ว แต่เป็นเมิ่งฝานเจ๋อ เด็กหนุ่มคนนี้ได้รับความเอ็นดูจากระดับรัฐมนตรี การลงมาเป็นแค่รองหัวหน้าแผนกจะนับประสาอะไร ในโลกนี้มีคนเจอเรื่องปาฏิหาริย์ตั้งมากมาย เขาจะตามอิจฉาไหวหรือ สู้คอยปรนนิบัติรับใช้อย่างว่าง่ายจะดีกว่า
"หัวหน้าเฝิงครับ ดูสิว่าอยากให้แวะจอดตรงไหนไหม มีของอะไรที่อยากจะซื้อหรือเปล่าครับ"
สิงเปิ่นไฉขับรถไปส่งเฝิงเซี่ยวเฉินกลับไปเอาเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่เขตที่พักกรมโลหะการ พร้อมกับเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"พี่สิง เรียกผมว่าเสี่ยวเฝิงเหมือนเดิมเถอะครับ หัวหน้าแผนกอะไรนั่น ก็แค่ผอ.เหลิ่งพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่ใช่หรือ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าแผนกจริงๆ หรอกครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดพลางยิ้ม
สิงเปิ่นไฉก็ยิ้มเช่นกัน ตลอดการเดินทางเมื่อเช้านี้ เขากับเฝิงเซี่ยวเฉินได้ผูกมิตรกันแล้ว และรู้ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นคนสบายๆ ไม่ถือตัว เขาจึงพูดขึ้นว่า "หัวหน้าก็คือหัวหน้านั่นแหละครับ คนที่ทำให้รัฐมนตรีเมิ่งให้ความสำคัญได้ จะต้องเป็นคนมีความสามารถแน่นอน เป็นหัวหน้าแผนกได้สบายมากอยู่แล้ว ผมเสี่ยวสิงเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ผมยอมรับนับถือคนเก่งนะ คุณรู้เรื่องของผอ.เหลิ่งของเราไหมล่ะ ความจริงเขาเรียนมาไม่สูงหรอก เหมือนจะจบแค่ประถมปลายมั้ง สมัยก่อนเป็นเพราะเขาหัวไว กล้าคิดกล้าทำ รัฐมนตรีเมิ่งก็เลยถูกใจ แล้วก็เลื่อนตำแหน่งให้เรื่อยมาจนได้เป็นผู้อำนวยการโรงงานในตอนนี้ ในวงการของเรา ไม่มีใครกล้านินทาเขาเลยล่ะครับ"
"ที่แท้ก็มีเรื่องราวแบบนี้อยู่นี่เอง" เฝิงเซี่ยวเฉินเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ในเมื่อเหลิ่งปิ่งกั๋วเองก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาแบบนี้ การที่เขาจะเลื่อนตำแหน่งให้เฝิงเซี่ยวเฉินก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาเตรียมจะถามเรื่องอื่นต่อ แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นริมถนนโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเผลอตะโกนออกมาอย่างลืมตัว "จอดรถ!"
สิงเปิ่นไฉชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเหยียบเบรก แล้วจอดรถเทียบข้างทาง เฝิงเซี่ยวเฉินพูดว่า "รบกวนรอผมสักครู่นะครับ" จากนั้นก็เปิดประตูก้าวลงจากรถ แล้ววิ่งไปที่ป้ายรถเมล์ด้านหลัง
สิงเปิ่นไฉเป็นคนรู้จักสังเกต เมื่อเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ ถอยรถเข้าไปใกล้ป้ายรถเมล์ป้ายนั้น เพื่อให้เฝิงเซี่ยวเฉินเดินน้อยลงตอนกลับมา ไม่นานนัก เขาก็เห็นเฝิงเซี่ยวเฉินพาครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนเดินจากป้ายรถเมล์มาที่รถจี๊ป ในจำนวนนั้นมีเด็กอายุประมาณหกเจ็ดขวบคนหนึ่งถูกผู้ใหญ่อุ้มอยู่ ท่าทางดูซึมๆ
"พี่สิง นี่คือหัวหน้าหวังจากหน่วยงานของผมครับ เป็นพี่ชายที่แสนดีของผมเอง นี่ภรรยากับลูกของหัวหน้าหวัง พวกเขาพาลูกเข้าเมืองมาหาหมอ แต่เด็กเมารถ ผมเลยอยากให้พวกเขาติดรถเรากลับไปด้วย พี่เห็นว่ายังไงครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินถามสิงเปิ่นไฉผ่านหน้าต่างรถ
"แน่นอนสิครับ!" สิงเปิ่นไฉรีบลงจากรถ วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเฝิงเซี่ยวเฉินและหวังเหว่ยหลง เขาเปิดประตูรถเบาะหลัง เชิญครอบครัวของหวังเหว่ยหลงขึ้นรถ พร้อมกับพูดอย่างสุภาพ "หัวหน้าหวัง ยินดีที่ได้รู้จักครับ ขออภัยด้วย เชิญพวกคุณขึ้นรถเร็วเข้าเถอะครับ เด็กเมารถใช่ไหมครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะขับให้ช้าลงหน่อยก็แล้วกัน"
"โอย พี่สิง รบกวนคุณแย่เลยครับ" หวังเหว่ยหลงกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ ตอนอยู่โรงงานเดิมเขาเป็นถึงผู้บริหารระดับกลาง จะออกไปไหนมาไหนก็ขอรถได้สะดวกสบาย แต่พอมาอยู่เมืองหลวง ก็กลายเป็นเหมือนหงส์ตกอับที่สู้ไก่ไม่ได้ เขาได้ยินเฝิงเซี่ยวเฉินบอกว่านี่คือรถของสำนักงานตัวแทนหลินเป่ยเครื่องจักรกลหนักประจำเมืองหลวง ก็รู้ว่าคนขับรถของสำนักงานตัวแทนที่นี่ตาค่อนข้างสูง คงไม่เห็นรองหัวหน้าแผนกจากหน่วยงานอื่นอย่างเขาอยู่ในสายตาหรอก การที่เขายอมให้ครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนติดรถไปด้วย เขาก็ซาบซึ้งใจมากแล้ว ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะวิ่งลงมาเปิดประตูให้ นี่ถือเป็นการให้เกียรติกันมากทีเดียว
"หัวหน้าหวัง ดูคุณพูดเข้าสิครับ คุณเป็นพี่ชายของหัวหน้าเฝิง ก็เท่ากับเป็นเจ้านายของผมด้วย นี่เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ" สิงเปิ่นไฉฉลาดพูด ยกความดีความชอบคืนให้เฝิงเซี่ยวเฉิน
"หัวหน้าเฝิง?" หวังเหว่ยหลงหันไปมองเฝิงเซี่ยวเฉินด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ ต่อให้เขาจะมีจินตนาการล้ำเลิศแค่ไหน ก็คิดไม่ถึงว่าเฝิงเซี่ยวเฉินจะคว้าตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกมาได้ สิ่งที่เขาคิดมากกว่านั้นคือ แม่ร่วงเถอะ เสี่ยวเฝิงผู้บ้าระห่ำคนนี้ คงไม่ได้ไปแอบอ้างเป็นหัวหน้าแผนกในหน่วยงานของคนอื่น เพื่อหลอกนั่งรถหรอกนะ?
เฝิงเซี่ยวเฉินหัวเราะขัดจังหวะ "โธ่ พี่สิงก็พูดเล่นไป ผมจะไปเหมือนหัวหน้าแผนกตรงไหนล่ะครับ"
แต่สิงเปิ่นไฉกลับอธิบายอย่างจริงจังว่า "หัวหน้าหวัง คุณคงยังไม่ทราบ หัวหน้าเฝิงเพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากผอ.เหลิ่งของเราให้เป็นรองหัวหน้าแผนกการผลิตของโรงงานเราเมื่อกี้นี้เองครับ ตอนนั้นรัฐมนตรีเมิ่งกับหัวหน้าวิศวกรฉางจากสถาบันวิจัยถ่านหินก็อยู่ด้วยนะ"
รองหัวหน้าแผนกการผลิตของหลินเป่ยเครื่องจักรกลหนัก!
หวังเหว่ยหลงรู้สึกเพียงว่าโลกนี้มันแฟนตาซีเกินไปแล้ว หลินเป่ยเครื่องจักรกลหนักกับโรงงานเครื่องจักรกลโลหะหลัวชิวในมณฑลจงหยวนที่หวังเหว่ยหลงเคยสังกัดอยู่เป็นหน่วยงานระดับเดียวกัน หวังเหว่ยหลงเป็นนักศึกษาจบใหม่สายตรง อดทนทำงานสะสมประสบการณ์ในโรงงานโลหะหลัวชิวมาสิบกว่าปี ถึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองหัวหน้าแผนกเทคนิคเพราะมีความสามารถด้านเทคนิคที่โดดเด่น แต่เฝิงเซี่ยวเฉินที่ขนยังขึ้นไม่ครบ แถมยังจบแค่มัธยมต้น กลับได้เป็นรองหัวหน้าแผนกเหมือนกัน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
จะบอกว่าคนขับรถแซ่สิงคนนี้พูดจาเหลวไหล ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ ดูจากท่าทางเคารพนบนอบที่เขามีต่อเฝิงเซี่ยวเฉิน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้แสร้งทำ คนขับรถในองค์กรธุรกิจล้วนเป็นคนรู้จักสังเกต ถ้าเฝิงเซี่ยวเฉินไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไร แล้วเขาจะยอมเล่นละครฉากนี้เป็นเพื่อนเฝิงเซี่ยวเฉินไปทำไม
"พี่หวัง ขึ้นรถก่อนเถอะครับ เดี๋ยวค่อยคุยกันระหว่างทาง" เฝิงเซี่ยวเฉินเอ่ยปากเรียก แล้วดันตัวหวังเหว่ยหลงขึ้นรถ ส่วนตัวเองก็เข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับ
สิงเปิ่นไฉสตาร์ทรถ และขับช้าลงกว่าเดิมเหมือนอย่างที่พูดไว้ หวังเหวินจวินลูกชายของหวังเหว่ยหลงที่ตอนแรกมีอาการเมารถ พอได้เข้ามานั่งในรถจี๊ปก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาทีละน้อย เขาจับนั่นลูบนี่ มองโน่นมองนี่ และคอยชี้ชวนให้ผู้เป็นแม่ดูอาคารบ้านเรือนนอกหน้าต่างด้วยภาษามือเป็นระยะ ทำให้สีหน้าเคร่งเครียดของเซวียลี่และหวังเหว่ยหลงดูผ่อนคลายลงบ้าง
"พี่หวัง ไปหาหมอมาแล้วหรือครับ เป็นยังไงบ้าง" เฝิงเซี่ยวเฉินหันกลับมาจากเบาะหน้า แล้วเอ่ยถามหวังเหว่ยหลง
หวังเหว่ยหลงตอบว่า "ไปหามาแล้ว หมอบอกว่าเส้นเสียงได้รับผลกระทบนิดหน่อย ต้องปรับแก้นิดหน่อย ก็คือใช้อุปกรณ์อะไรสักอย่างเขี่ยดู วันนี้เขี่ยไปแล้วรอบหนึ่ง อีกสองสามวันต้องไปอีก คาดว่าทำสักสองสามครั้งก็น่าจะหายแล้ว"
"อ้อ แบบนั้นก็ดีแล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว
"เฮ้อ เสียแต่ว่ามันอยู่ไกลไปหน่อยนี่สิ จากกรมโลหะการไปโรงพยาบาลถงเหริน ต้องต่อรถตั้งสามต่อ รถตอนเช้าก็เบียด แถมรถเมล์ยังขับกระชากอีก เหวินจวินเป็นเด็กเมารถมาตั้งแต่เล็ก วันนี้พอลงรถก็อ้วกเลย" เซวียลี่กล่าวด้วยความสงสารลูกจับใจ
เฝิงเซี่ยวเฉินโพล่งถามออกไป "ทำไมไม่หาที่พักแถวๆ โรงพยาบาลล่ะครับ"
"จะมีที่ไหนให้พักล่ะครับ!" หวังเหว่ยหลงถอนหายใจ
"พัก..." เฝิงเซี่ยวเฉินกำลังจะบอกให้พักโรงแรม แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้นี่ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการพักโรงแรมถือเป็นเรื่องที่ครอบครัวในยุคนั้นแบกรับไม่ไหว ห้องพักรวมในโรงแรมย่อมมีราคาถูกกว่า แต่ครอบครัวตระกูลหวังที่มีกันสามคนพ่อแม่ลูก แถมยังมีเด็กป่วยมาด้วย จะไปเบียดเสียดในห้องพักรวมได้อย่างไร แต่ถ้าจะเปิดห้องเดี่ยว วันหนึ่งก็ตกหยวนกว่าๆ รวมกับค่ากินอยู่ข้างนอกอีก ครอบครัวมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่ไหนจะกล้าจ่ายเงินแบบนี้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเฝิงเซี่ยวเฉิน เขาหันไปถามสิงเปิ่นไฉ "พี่สิง พี่มีห้องพักที่สถานีจัดซื้อหรือเปล่าครับ เป็นห้องเดี่ยวหรือพักรวมกับคนอื่น"
"ผมพักห้องเดี่ยวครับ" สิงเปิ่นไฉตอบ เขาเข้าใจความหมายของเฝิงเซี่ยวเฉิน จึงเอ่ยเตือนว่า "ที่สถานีจัดซื้อมีห้องว่างเยอะแยะเลยครับ หัวหน้าเฝิง ถ้าอยากให้หัวหน้าหวังไปขอยืมพักสักสองสามวัน ลองคุยกับหัวหน้าอู๋ดูสิครับ เขาต้องตกลงแน่ๆ"
"ไม่เป็นไรครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว แน่นอนว่าเขารู้ดี หากเขาเอ่ยปากขอ อู๋ซีหมินย่อมไม่ปฏิเสธ แต่เขาเพิ่งถูกยืมตัวมาหมาดๆ การจะไปเอ่ยปากขออะไรแบบนี้คงทำให้ดูไม่ดีนัก ต่อให้เป็นทางฝั่งเหลิ่งปิ่งกั๋วเอง ก็อาจจะมองว่าเขาไม่รู้จักกาลเทศะ เขาไม่ได้ตั้งใจจะขอยืมห้องจากอู๋ซีหมิน แต่ตั้งใจจะยกห้องตัวเองให้หวังเหว่ยหลงพัก แล้วตัวเองไปเบียดนอนกับสิงเปิ่นไฉสักสองวันก็พอ ถึงอย่างไรเหลิ่งปิ่งกั๋วก็บอกเขาแล้วว่า ถ้าเผิงไห่หยางมาถึง เขาจะต้องเดินทางไปหมิงโจว ห้องของเขาเป็นห้องส่วนตัว หากเขาจะให้หวังเหว่ยหลงยืมพัก อู๋ซีหมินก็คงพูดอะไรไม่ได้







