ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เถาอวี้ซูแทบไม่ค่อยได้ออกไปไหน ส่วนใหญ่เวลาไปจ่ายตลาดก็มักจะขี่จักรยานไป ถ้าถามก็จะตอบว่าเพื่อประหยัดน้ำมัน ต่อให้น้ำมันจะลิตรละแค่หนึ่งเหมาเศษๆ ก็ห้ามสิ้นเปลืองเด็ดขาด
นี่คือการอธิบายอย่างชัดเจนว่าอะไรที่ควรประหยัดก็ประหยัด อะไรที่ควรจ่ายก็จ่าย
หลินเฉาหยางไปทำงานและเลิกงานตรงเวลาทุกวันอย่างสบายใจ ตอนนี้คนที่ยุ่งที่สุดในบ้านคือเถาอวี้โม่
"ปรมาจารย์หมากรุก" ตีพิมพ์มาได้หนึ่งเดือนแล้ว กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณกรรม" ได้รับจดหมายจากผู้อ่านของ "ปรมาจารย์หมากรุก" วันละหลายร้อยฉบับ
จำนวนจดหมายจากผู้อ่านเยอะกว่าตอนตีพิมพ์ผลงานวรรณกรรมเรื่องไหนๆ ในอดีต แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่า "ปรมาจารย์หมากรุก" ยอดเยี่ยมกว่าผลงานเรื่องอื่น แต่เป็นเพราะนวนิยายเรื่องนี้ทำให้เกิดการพูดคุยกันอย่างแพร่หลายจริงๆ
ไม่เพียงแต่ผู้อ่านจะถกเถียงกันถึงนวนิยายเรื่องนี้อย่างร้อนแรงเท่านั้น แต่วงการวรรณกรรมและวงการนักวิจารณ์ก็โต้เถียงกันเรื่องนวนิยายเรื่องนี้อย่างดุเดือดเช่นกัน
บทความวิจารณ์เรื่อง "ว่าด้วยชาตินิยมคับแคบใน <ปรมาจารย์หมากรุก>" ใน "ฮู่ซ่างวรรณกรรม" ตีพิมพ์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว เดิมทีบทวิจารณ์บทเดียวไม่น่าจะมีเสียงตอบรับมากมายอะไร แต่ก็ต้านทานความโด่งดังของตัวนวนิยายไม่ได้!
"ปรมาจารย์หมากรุก" วางแผงได้หนึ่งเดือน ก็กวาดยอดขายไปถึงหนึ่งล้านห้าแสนเล่ม ไม่เพียงทำลายสถิติยอดขายตลอดหลายปีที่ผ่านมาของ "เยียนจิงวรรณกรรม" แต่ยังเหยียบนิตยสารวรรณกรรมชั้นนำอย่าง "วรรณกรรมประชาชน" "การเก็บเกี่ยว" และ "ตุลาคม" ไว้ใต้ฝ่าเท้าด้วย
ด้วยความสนใจจากผู้อ่านนับล้านคน ประกอบกับมุมมองของบทความนี้ก็ช่างกล้าหาญชาญชัย จึงดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ช่วงหลายปีหลังจากเปิดประเทศ สื่อและกระแสสังคมในประเทศเกิดความย้อนแย้งประหลาดๆ ขึ้นมา ก่อนหน้านี้คือไม่ยอมให้คุณพูดอะไรเลย แต่ตอนนี้คือปล่อยให้คุณพูดทุกอย่าง เพราะกลัวว่าจะมีใครมาสวมหมวกยัดข้อหาว่าพวกเขากดขี่เสรีภาพในการพูด
สภาพแวดล้อมของกระแสสังคมแบบนี้แหละ ที่ทำให้ทฤษฎีประหลาดๆ มากมายมีพื้นที่และผู้สนับสนุนในประเทศ
หลังจาก "ว่าด้วยชาตินิยมคับแคบใน <ปรมาจารย์หมากรุก>" ตีพิมพ์ออกมา ก็ได้รับความเห็นชอบอย่างรวดเร็วจากกลุ่มชนชั้นนำที่คิดไปเองว่าตนคือผู้ตื่นรู้แห่งยุค
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีบทความที่มีท่วงทำนองคล้ายคลึงกับบทความนี้ทยอยปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ระลอกใหญ่ไม่เบา
แน่นอนว่ามีคนติก็ย่อมมีคนชม
"เยียนจิงวรรณกรรม" ฉบับเดือนนี้มีบทความวิจารณ์สองเรื่องปรากฏขึ้นมาโต้เถียงกันอย่างดุเดือด เรื่องหนึ่งคือ "บทเพลงสรรเสริญความรักชาติ: ความรู้สึกหลังอ่าน <ปรมาจารย์หมากรุก>" ที่เขียนโดยเถาอวี้ซู ส่วนอีกเรื่องคือ "เข้าสู่มรรคาศักดิ์สิทธิ์ด้วยหมากรุก: พูดคุยเรื่องเจียงหนานเซิง ตัวเอกใน <ปรมาจารย์หมากรุก>" ของหลี่ทัว
บทความทั้งสองชื่นชมนวนิยาย "ปรมาจารย์หมากรุก" จากมุมมองที่แตกต่างกัน และได้รับการยอมรับจากผู้อ่านไม่น้อยเช่นเดียวกัน
นวนิยายตีพิมพ์มาได้หนึ่งเดือน มีบทความวิจารณ์หลายเรื่องถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ามุมมองจะเป็นการติหรือชม สิ่งแรกที่มันสร้างขึ้นมาก็คือความรู้สึกที่ว่านวนิยายเรื่องนี้กำลังโด่งดังสุดขีด
อีกทั้ง "เยียนจิงวรรณกรรม" ฉบับที่แล้วก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจริงๆ ทั้งสองอย่างนี้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ยิ่งผลักดันให้ความนิยมของนวนิยาย "ปรมาจารย์หมากรุก" ในกลุ่มผู้อ่านพุ่งสูงขึ้นไปอีก
ต่อให้ "เยียนจิงวรรณกรรม" ฉบับเดือนสิงหาคมจะวางแผงมาได้หลายวันแล้ว แต่ก็ยังมีร้านหนังสือจากทั่วทุกสารทิศติดต่อมาที่กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณกรรม" ด้วยความหวังว่าจะมีการตีพิมพ์เพิ่ม
กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณกรรม"
ฉบับเดือนกรกฎาคมของเดือนที่แล้วขายดีถึงหนึ่งล้านห้าแสนเล่ม แน่นอนว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับนวนิยาย "ปรมาจารย์หมากรุก" ในฐานะบรรณาธิการผู้รวบรวมต้นฉบับ ช่วงนี้จางเต๋อหนิงเรียกได้ว่าหน้าบานเป็นจานเชิง
ช่วงสองวันนี้ฉบับเดือนสิงหาคมเพิ่งจะออกวางจำหน่าย ภาระงานตรวจต้นฉบับของเหล่าบรรณาธิการจึงไม่ถือว่าหนักหนาอะไร เธอและเพื่อนร่วมงานสองสามคนกำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
หลี่ชิงฉวนผู้เป็นบรรณาธิการบริหารเดินเข้ามาในสำนักงานกะทันหัน และถามเธอว่า "เต๋อหนิง นวนิยายเรื่องใหม่ของหลินเฉาหยางเขียนไปถึงไหนแล้ว"
"ตอนงานพบปะนักเขียนคราวก่อน เขาเพิ่งจะมีความคิดคร่าวๆ เองค่ะ ถ้าจะให้ลงมือเขียนจริงๆ คาดว่ายังไงก็ต้องใช้เวลาสักหลายเดือน"
"จับตาดูเขาไว้ให้ดี ช่วงนี้ทาง 'วรรณกรรมประชาชน' กำลังเล็งผลงานชิ้นใหม่ของเขาอยู่"
หลี่ชิงฉวนกำชับประโยคหนึ่ง แต่จุดสนใจของจางเต๋อหนิงกลับเบี่ยงเบนไป เธอถามขึ้นว่า "คุณรู้ได้ยังไงคะ"
"เธอนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่องนะ ฉันยังต้องรายงานการทำงานให้เธอฟังอีกหรือไง" หลี่ชิงฉวนถามกลับ
"ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ นี่คะ!"
รอจนหลี่ชิงฉวนเดินจากไป จางเต๋อหนิงก็กระซิบกับโจวเยี่ยนหรูว่า "เธอสังเกตไหมว่าช่วงนี้เหล่าหลี่ดูแปลกๆ ไปหน่อย"
"แปลกยังไง"
"ไม่เหมือนเขาเมื่อก่อน ดูใจร้อนนิดๆ"
โจวเยี่ยนหรูพูดแซว "สังเกตได้ละเอียดดีนี่"
พอได้ยินคำพูดของเธอ จางเต๋อหนิงก็ตระหนักได้ว่าโจวเยี่ยนหรูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างที่ตนเองไม่รู้ จึงถามขึ้น "เธอรู้ใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
โจวเยี่ยนหรูทำท่าทางลึกลับซับซ้อน จางเต๋อหนิงรีบพูดจาหว่านล้อมอยู่หลายคำ โจวเยี่ยนหรูถึงได้ยอมพูด "ได้ยินมาว่าทาง 'วรรณกรรมประชาชน' ยื่นกิ่งมะกอกมาให้เหล่าหลี่อีกแล้วน่ะสิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเต๋อหนิงก็ตกใจจนเบิกตากว้าง "เหล่าหลี่จะกลับไป 'วรรณกรรมประชาชน' เหรอ"
"เธอเบาเสียงหน่อยสิ!" โจวเยี่ยนหรูเอ็ดอย่างฉุนๆ
จางเต๋อหนิงรู้ตัวว่าหลุดปากไป จึงลดเสียงลงอีกครั้งและถามว่า "เขาจะกลับไปจริงๆ เหรอ"
"ไม่รู้สิ ฉันเดาว่าเขาน่าจะยังคิดไม่ตก ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่ทุกวันหรอก เห็นได้ชัดว่าเขาก็สับสนอยู่เหมือนกัน"
จางเต๋อหนิงครุ่นคิดพลางกล่าว "ม้าดีย่อมไม่กินหญ้าเก่าที่เดินผ่านมาแล้ว การที่เขากลับไปตอนนี้คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักหรอกมั้ง"
หลี่ชิงฉวนมาจากสถาบันศิลปะลู่ซวิ่นแห่งเหยียนอัน ในช่วงยุค 50 เขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการของ "วรรณกรรมประชาชน" ไม่ว่าจะพูดถึงในแง่ของความเป็นมืออาชีพหรือในแง่ของอาวุโส เขาก็ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักในวงการคนหนึ่ง
ในช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม หลี่ชิงฉวนได้รับผลกระทบจนถูกเนรเทศไปอยู่ที่ฮาร์บิน จนกระทั่งปี 1978 ถึงได้ถูกย้ายกลับมาที่เยียนจิง เพื่อรับตำแหน่งผู้ดูแลกองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณกรรม" (ตอนนั้นยังเป็น "เยียนจิงวรรณศิลป์")
ในช่วงเวลาเกือบสามปีที่หลี่ชิงฉวนเป็นผู้นำดูแล "เยียนจิงวรรณกรรม" การพัฒนาของนิตยสารเรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
แทบทุกปี "เยียนจิงวรรณกรรม" จะตีพิมพ์ผลงานที่มีอิทธิพลในวงกว้างออกมากลุ่มหนึ่ง ทำให้ยอดขายของนิตยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันก็ไม่ด้อยไปกว่านิตยสารวรรณกรรมระดับแนวหน้าหลายฉบับเลยแม้แต่น้อย
เรื่องน่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่หน้ากระดาษของนิตยสาร ผลงานที่ตีพิมพ์ใน "เยียนจิงวรรณกรรม" จึงเน้นไปที่นวนิยายขนาดสั้นเป็นหลัก ดังนั้นในแง่ของอิทธิพลของนิตยสาร รวมถึงการขุดค้นและสนับสนุนนักเขียนรุ่นใหม่ เมื่อเทียบกับนิตยสารวรรณกรรมระดับแนวหน้าฉบับอื่นๆ แล้ว จึงยังคงมีช่องว่างอยู่บ้างเล็กน้อย
การที่ "เยียนจิงวรรณกรรม" พัฒนามาได้ถึงขนาดนี้ ย่อมขาดผู้นำอย่างหลี่ชิงฉวนไปไม่ได้
เมื่อมองดูประวัติศาสตร์กว่ายี่สิบปีของนิตยสาร บารมีส่วนตัวของท่านเหล่าเฉอและท่านจ้าวซู่หลี่นั้นสูงส่งก็จริง แต่หากพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่ "เยียนจิงวรรณกรรม" เกรงว่าคงไม่มีใครสร้างคุณูปการได้มากเท่าหลี่ชิงฉวน
เพื่อนร่วมงานในกองบรรณาธิการ ซึ่งรวมถึงจางเต๋อหนิง ต่างก็ให้การยอมรับในความสามารถด้านความเป็นผู้นำ ความเป็นมืออาชีพ และอุปนิสัยของหลี่ชิงฉวนเป็นอย่างมาก พอตอนนี้ได้ยินว่าเขาจะจากไป ปฏิกิริยาแรกก็คือไม่อยากให้เขาไป
ปฏิกิริยาที่สองคือ การที่ "เยียนจิงวรรณกรรม" พัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ หลี่ชิงฉวนมีความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง การทิ้งนิตยสารที่ตัวเองอุตส่าห์บริหารจัดการมาอย่างยากลำบากไป แล้วกระโจนเข้าหา "วรรณกรรมประชาชน" นั้นไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเลยจริงๆ
"เหตุผลมันก็ใช่แหละ แต่คนเราน่ะ..." โจวเยี่ยนหรูถอนหายใจ "ใครบ้างล่ะที่จะไม่มีปมในใจ ตอนนั้นเหล่าหลี่ถูกคนไล่ออกจาก 'วรรณกรรมประชาชน' เขาย่อมอยากกลับไปอย่างสง่าผ่าเผยเป็นธรรมดา"
จางเต๋อหนิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "ยี่สิบปีแล้ว สรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยน เหล่าหลี่กลับไปอีกครั้ง ก็ใช่ว่าจะรับมือกับพวกตาแก่เหล่านั้นไหวนะ"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน หวังเจี๋ยก็ขยับเข้ามาใกล้ ฟูย่งหลินเองก็ขยับเข้ามาหา "เต๋อหนิง ดูนี่สิ!"
เขายื่นนิตยสารฉบับหนึ่งมาให้ เป็นนิตยสาร "ซินก่าง" ของเทียนจิน
วงวรรณกรรมจีนมีกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือแต่ละมณฑลจะมีสิ่งพิมพ์ทางวรรณกรรมเป็นของตัวเอง เยียนจิงมี "เยียนจิงวรรณกรรม" เซี่ยงไฮ้มี "ฮู่ซ่างวรรณกรรม" เหอเป่ยมี "เหอเป่ยวรรณกรรม"... ของเทียนจินก็คือ "ซินก่าง"
"ซินก่าง" ก่อตั้งขึ้นในปี 1956 เคยใช้ชื่อ "เทียนจินวรรณศิลป์" "ข่าวสารนิยาย" และชื่ออื่นๆ มาก่อน พอปี 1980 กลับมาตีพิมพ์ใหม่ก็ใช้ชื่อ "ซินก่าง" นับเป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ทางวรรณกรรมที่มีอิทธิพลค่อนข้างมากในวงการวรรณกรรมทางตอนเหนือ
ที่ฟูย่งหลินส่ง "ซินก่าง" ฉบับนี้มาให้ก็เพื่อให้เธอดูบทความเรื่องหนึ่งที่อยู่บนนั้น "พูดคุยเรื่องชาตินิยมใน <ปรมาจารย์หมากรุก> เช่นกัน" ซึ่งนามปากกาของบทความนั้นคือวังเจิงฉี
ในเดือนกรกฎาคม "เยียนจิงวรรณกรรม" ได้จัดงานพบปะนักเขียนขึ้น ทุกคนพบบบทความวิจารณ์ใน "ฮู่ซ่างวรรณกรรม" ระหว่างนั่งรถไฟขากลับ พอถูกจางเต๋อหนิงยุยงเข้าหน่อย ก็เกิดอารมณ์ร่วมใจต้านศัตรูขึ้นมา จึงนัดหมายกันว่าจะเขียนบทวิจารณ์เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนหลินเฉาหยางสักหน่อย
บทวิจารณ์ของวังเจิงฉีส่งมาค่อนข้างช้า นิตยสารฉบับเดือนสิงหาคมได้นำบทวิจารณ์ของเถาอวี้ซูกับหลี่ทัวมาลงแล้ว ขืนลงมากกว่านี้ก็คงไม่เหมาะสม ดังนั้นเขาจึงหันไปส่งบทความให้กับนิตยสาร "ซินก่าง" แทน
ตั้งแต่ผลงานเรื่อง "การบวช" โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อปีที่แล้ว วังเจิงฉีก็ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ร้อนแรงที่สุดในวงวรรณกรรมจีนในเวลาอันสั้น ต้นฉบับของเขาย่อมเป็นที่ต้องการของนิตยสารชั้นนำทุกฉบับอย่างแน่นอน
แม้จะเป็นแค่บทความวิจารณ์ แต่นิตยสาร "ซินก่าง" ก็ไม่ได้ละเลย พวกเขาตีพิมพ์ลงในนิตยสารฉบับใหม่ล่าสุดด้วยความเร็วสูงสุด และยังสามารถขอนัดหมายต้นฉบับจากวังเจิงฉีได้อีกสองเรื่องอย่างราบรื่น
"...เราไม่อาจเพิกเฉยได้ว่าลัทธิวีรบุรุษในผลงานวรรณกรรมนั้นมีบทบาทในเชิงบวกในการสร้างแรงบันดาลใจ มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างไม่ย่อท้อ และมีคุณค่าเชิงบวกที่ไม่อาจมองข้ามได้ต่อการหล่อหลอมอุปนิสัยส่วนบุคคลตลอดจนการเชิดชูความถูกต้องในสังคม
เมื่อพูดถึงลัทธิชาตินิยม บางคนมักจะนำคำว่า 'คับแคบ' มานำหน้า เราควรตระหนักอย่างชัดเจนว่า ในยามที่ชาติบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤต ลัทธิชาตินิยมก็มีความชอบธรรมในตัวมันเองอย่างไม่อาจหักล้างได้
อารมณ์ชาตินิยมที่รุนแรงคือปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติต่อการต่อต้านการรุกรานจากภายนอกและการปกป้องอธิปไตยของชาติ เราไม่อาจมองปัญหาโดยแยกออกจากยุคสมัยได้ และยิ่งไม่อาจมองว่าอารมณ์รักชาติเช่นนี้เป็นสิ่งชั่วร้าย
การสร้างสรรค์วรรณกรรมนั้นถูกรังสรรค์ขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ เจตนาในการสร้างสรรค์และผลกระทบต่อสังคมภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงนั้น สมควรได้รับการประเมินอย่างครอบคลุมจากหลายมุมมอง แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์เพียงด้านเดียวว่ามัน 'คับแคบ'..."
จางเต๋อหนิงใช้เวลาหลายนาทีในการอ่านบทความที่วังเจิงฉีเขียนจนจบ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างอดไม่ได้ "ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนกว่าจริงๆ! การออกโรงของเหล่าหวังในครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ปัญหาหลักของบทความใน 'ฮู่ซ่างวรรณกรรม' ตรงๆ เลย มุมมองของพวกเขาน่ะ ไม่คู่ควรให้โต้เถียงด้วยซ้ำ!"
ตอนที่ตรวจต้นฉบับ "ปรมาจารย์หมากรุก" จางเต๋อหนิงเคยพูดกับหลินเฉาหยางถึงปัญหาเรื่อง "หนึ่งคนสู้เก้าคน" และ "ปลุกปั่นอารมณ์มากเกินไป" แต่ก็นั่นแหละ เธอเป็นคนพูดเอง
แต่พอมีกลุ่มคนที่มี "ฮู่ซ่างวรรณกรรม" เป็นแกนนำมาเขียนบทความจับผิด "ปรมาจารย์หมากรุก" เธอกลับไม่พอใจ ยิ่งไปกว่านั้น มุมมองในการจับผิดของบทความเหล่านี้ยังเห็นได้ชัดว่าลำเอียงไปบ้าง
ฟูย่งหลินพูดกลั้วหัวเราะ "บทความของเหล่าหวังเจาะจงเป้าหมายชัดเจนเกินไป ฉันเดาว่าอีกสักพักทางนั้นต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับมาแน่"
"ฉันก็กลัวแต่ว่าพวกเขาจะไม่มีปฏิกิริยาน่ะสิ ทีพวกเขาทำวันชิวอิกได้ ทีเราจะทำวันจับโหงวบ้างไม่ได้หรือไง" จางเต๋อหนิงพูดอย่างดุดัน
ต้นฉบับที่อุตส่าห์ไปรวบรวมมาอย่างยากลำบาก ผู้อ่านก็ให้การยอมรับขนาดนั้น ยอดขายของนิตยสารก็ทำสถิติใหม่ แต่กลับมีบางคนมาทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์ จางเต๋อหนิงจึงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก
ในใจคิดว่าทางที่ดีน่าจะมีการโต้เถียงครั้งใหญ่สักตั้ง ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากจะทะเลาะนักหรือไง งั้นก็ทะเลาะกันให้ใหญ่โตไปเลย ทางที่ดีก็ทะเลาะกันจนชื่อของ "ปรมาจารย์หมากรุก" โด่งดังไปทั่วประเทศซะเลย
เฉาหยางเคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอ ว่าเขาแค่อยากให้คนรู้จักนวนิยาย "ปรมาจารย์หมากรุก" เรื่องนี้มากขึ้น
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป้าหมายนี้ก็บรรลุผลสำเร็จอย่างราบรื่นแล้วไม่ใช่หรือไง







