รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า 125 ของเถาอวี้ซูที่จอดอยู่หน้าห้องสมุดดึงดูดความสนใจได้ไม่เท่ากับความฮือฮาที่หน้าอพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่น
อพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่นเป็นเขตที่พักอาศัยของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ม.เยียนจิง คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้ล้วนเป็นศาสตราจารย์ที่มีหน้ามีตาของม.เยียนจิง
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ทุกคนต่างว่างอยู่บ้าน ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จก็มีคนออกมาเดินเล่นข้างนอกไม่น้อย
เถาอวี้ซูขี่รถจักรยานยนต์มาตามทาง ดึงดูดความสนใจของบรรดาตาแก่และเหล่าไท่ไท่ที่กำลังเดินเล่นอยู่รอบทะเลสาบหล่างรุ่นทันที
"นั่นลูกสาวครอบครัวตระกูลเถาไม่ใช่เหรอ"
"ดูเหมือนจะใช่นะ!"
"โอ้โห ขี่รถจักรยานยนต์ซะด้วย!"
สมัยนี้รถจักรยานยนต์มีไม่มากนัก ยิ่งเถาอวี้ซูเป็นสหายหญิง การขี่รถจักรยานยนต์สีแดงไปตามท้องถนนจึงโดดเด่นสะดุดตาราวกับหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
ทันทีที่เธอจอดรถ ก็ถูกกลุ่มสหายอาวุโสล้อมหน้าล้อมหลัง
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่น เรียกได้ว่าเห็นเถาอวี้ซูมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงยิ้มแย้มทักทายทุกคน
"อวี้ซูซื้อรถแล้วเหรอ"
"รถคันนี้สวยจริงๆ หมดเงินไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย"
ถึงจะเป็นปัญญาชน แต่พอคุยเรื่องสัพเพเหระก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านทั่วไป ซ้ำยังกระตือรือร้นยิ่งกว่าพวกคนที่ห้องสมุดเสียอีก
ยุคนี้มีรถจักรยานยนต์วิ่งอยู่บนถนนในเยียนจิงไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นของหลวง มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นของส่วนตัว
ต่อให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของม.เยียนจิงส่วนใหญ่จะมีฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แต่รถจักรยานยนต์ก็ยังถือเป็นของฟุ่มเฟือยมากสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ดี
ขณะที่เถาอวี้ซูกำลังรับมือกับเพื่อนบ้านผู้อาวุโส ก็เห็นผู้เป็นแม่เดินเข้ามาจากไม่ไกลนัก
"แม่!" เถาอวี้ซูร้องเรียก
แม่ยายเถามองเถาอวี้ซูกับรถจักรยานยนต์ที่เตะตาข้างกายเธอ ขมวดคิ้วถามว่า "รถคันนี้ลูกซื้อมาเหรอ"
"เฉาหยางซื้อให้หนูค่ะ!"
ตอนที่พูดประโยคนี้ ใบหน้าของเถาอวี้ซูฉายแววภาคภูมิใจ
แต่คิ้วของแม่ยายเถากลับขมวดแน่นขึ้นไปอีก "มีจักรยานขี่ก็พอแล้ว ซื้อของพวกนี้มาทำไม อีกอย่าง..."
สายตาที่เธอมองลูกสาวเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "เฉาหยางซื้อรถจักรยานยนต์ให้ลูก แล้วเขาซื้อให้ตัวเองหรือเปล่า"
"ไม่ได้ซื้อค่ะ" เถาอวี้ซูตอบเสียงอ่อย
เมื่อแม่ยายเถาได้ยินคำตอบก็ยิ่งมีน้ำโห "เขายังไม่ได้ขี่รถจักรยานยนต์เลย ลูกขี่แบบนี้มันเหมาะสมเหรอ ถ้าพ่อแม่ของเฉาหยางรู้เข้า พวกเขาจะมองลูกยังไง จะมองครอบครัวเรายังไง"
"หนู..."
เถาอวี้ซูอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ตอนที่หลินเฉาหยางจะซื้อรถจักรยานยนต์ให้ เธอมีความกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอได้รถมาแล้ว ในใจก็มีแต่ความเห่อรถจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
อีกทั้งยังปลอบใจตัวเองว่า เธอได้สามีที่ดีชนิดที่จุดตะเกียงหาก็ยังหาไม่ได้ง่ายๆ
พอถูกแม่ยายเถาดุ ความดีใจและความภาคภูมิใจในใจของเถาอวี้ซูก็มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความละอายใจ
(ถ้างั้นก็ให้เฉาหยางขี่รถคันนี้ก็แล้วกัน)
เธอยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้ออกไป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้น "แม่! ดูรถจักรยานยนต์ของพี่สิ เท่ไหมล่ะ"
เถาอวี้โม่ปั่นจักรยานกลับมาตลอดทาง จึงช้ากว่าเถาอวี้ซูอยู่มาก พอเห็นพี่สาวกับแม่กำลังคุยกันอยู่ข้างล่าง เธอก็รีบวิ่งเข้ามาทักทายอย่างตื่นเต้น
"แกจะมาผสมโรงอะไรด้วยฮะ"
เถาอวี้โม่ถูกแม่ด่ากราดเข้าให้ก็ทำหน้าเหลอหลา ราวกับสุนัขที่เดินผ่านไปมาแล้วโดนเตะโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
"หนูทำอะไรผิดเนี่ย" เธอถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"แต่ละคนไม่ได้ดั่งใจเลยสักคน โตแต่ตัวแต่ไม่มีสมอง!"
แม่ยายเถาด่าจบก็เดินขึ้นตึกไป ทิ้งให้สองพี่น้องยืนอยู่กับที่ เถาอวี้โม่ถามขึ้นว่า "พี่ แม่เป็นอะไรไปเนี่ย"
เถาอวี้ซูถอนหายใจ "แม่กำลังโมโหฉันอยู่น่ะ"
"ทำไมล่ะ"
ตลอดมาเธอเป็นคนมีเหตุผลและสง่างามต่อหน้าน้องสาวเสมอ เมื่อเผชิญกับคำถามของน้องสาว เธอจึงรู้สึกลำบากใจที่จะพูด และเดินขึ้นตึกไปด้วยสีหน้าปั้นยาก
"ดีๆ อยู่แท้ๆ เป็นอะไรไปเนี่ย"
เถาอวี้โม่กำลังจะเดินขึ้นบันได ก็บังเอิญเจอกับเถาอวี้เฉิงพี่ชายคนโตที่กำลังเดินลงมา
"พี่ได้ยินมาว่าพี่สาวแกซื้อรถจักรยานยนต์เหรอ"
"อืม จอดอยู่ข้างล่างน่ะ!"
เถาอวี้เฉิงไม่สนใจน้องสาวอีก รีบวิ่งลงมาดูรถจักรยานยนต์ของน้องสาวข้างล่าง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขากลับขึ้นมาบนตึกและพูดกับเถาอวี้ซูอย่างตื่นเต้นว่า "อวี้ซู รถคันนี้ซื้อมาเท่าไหร่เนี่ย ดูดีมากเลยนะ แถมยังเป็นของนำเข้าด้วย!"
เถาอวี้ซูทำหน้าหงอยๆ "ไม่เท่าไหร่หรอก"
"ไม่เท่าไหร่นี่มันเท่าไหร่กัน อย่างน้อยก็น่าจะสองพันหยวนล่ะมั้ง" เถาอวี้เฉิงซักไซ้ไม่เลิก
เถาอวี้โม่ดึงเสื้อเขาเบาๆ แล้วกระซิบว่า "พี่ใหญ่ เลิกถามเถอะ"
"ทำไมล่ะ"
"เมื่อกี้พี่รองเพิ่งโดนด่ามา!" เถาอวี้โม่ทำท่าทางระมัดระวังเต็มที่ แต่น้ำเสียงกลับลอยเข้าหูเถาอวี้ซูอย่างชัดเจน
เธออดไม่ได้ที่จะกลอกตา "แกพูดให้ดังกว่านี้อีกสิ!"
เถาอวี้โม่แอบชำเลืองมองเธอ ไม่กล้าส่งเสียงดังอีก
"ทำไมถึงโดนด่าล่ะ" ถึงเธอจะไม่พูดแล้ว แต่เถาอวี้เฉิงก็อดสงสัยไม่ได้
เถาอวี้โม่ลอบสังเกตสีหน้าพี่สาว แล้วกดเสียงต่ำลง "พี่เขยเป็นคนซื้อรถให้พี่รองน่ะ"
"ใช่สิ พี่เขยแกดีกับพี่สาวแกจริงๆ"
เถาอวี้โม่รีบพูดว่า "พี่ไม่เข้าใจความหมายของฉัน พี่เขยยังไม่มีรถจักรยานยนต์เลยนะ"
คราวนี้ในที่สุดเถาอวี้เฉิงก็เข้าใจขึ้นมาได้ "เรื่องนี้นี่เอง..."
ขณะที่สองพี่น้องกำลังคุยกัน ในห้องพ่อตาเถากำลังเกลี้ยกล่อมแม่ยายเถาอยู่
"สามีภรรยาเขาสมยอมกันเอง คุณก็อย่าไปยุ่งเลย"
"อะไรคือฉันไปยุ่ง เฉาหยางยังไม่มีรถเลย แต่ลูกสาวคุณกลับได้ขี่ก่อน คนอื่นไม่ว่าหรอก แต่คุณจะให้ทางบ้านนู้นมองครอบครัวเรายังไง"
"นั่นเป็นเพราะเฉาหยางรักภรรยา คุณลองคิดดูอีกมุมสิ ลูกเขยเรารักลูกสาวเราขนาดนี้ มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ"
"ฉันรู้ว่าเป็นเรื่องดี แต่... แบบนี้คนอื่นจะพูดกันยังไงล่ะ!" แม่ยายเถาพูดยืนกราน
พ่อตาเถายิ้มเจื่อนๆ จะบอกว่าความคิดของภรรยาไม่ถูกก็ไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงความคิดฝ่ายเดียวของพวกผู้ใหญ่ สามีภรรยาเขาเต็มใจแล้วจะให้ทำยังไงได้
ตกเย็น หลินเฉาหยางมาที่ครอบครัวตระกูลเถา พอเดินเข้าประตูมาก็สังเกตเห็นว่าเถาอวี้ซูอารมณ์ไม่ค่อยดี
ซึ่งต่างจากอารมณ์ตอนที่เธอออกจากบ้านเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง แต่เพราะครอบครัวเถาอยู่กันหลายคน หลินเฉาหยางจึงไม่สะดวกที่จะถามเถาอวี้ซูว่าเป็นอะไรไป
ตอนกินข้าว พ่อตาเถามองแม่ยายเถา แล้วพูดกับหลินเฉาหยางว่า "เฉาหยาง รถจักรยานยนต์คันนั้นของอวี้ซูน่ะ..."
หลินเฉาหยางมองไป พ่อตาเถาพูดอย่างลังเลว่า "เธอเป็นผู้หญิง ขี่รถจักรยานยนต์คันใหญ่ขนาดนั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ"
หลินเฉาหยางพยักหน้า "สำหรับผู้หญิงก็ถือว่าคันใหญ่ไปหน่อยครับ"
ตอนที่ตั้งใจจะซื้อยามาฮ่า 125 หลินเฉาหยางก็เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว รูปทรงของยามาฮ่า 125 ถือว่ากำลังดี เถาอวี้ซูสูงเกือบ 170 เซนติเมตร แถมยังไม่ใช่ผู้หญิงบอบบาง ขี่แล้วก็พอดีเป๊ะ
แต่ในเมื่อพ่อตาเถาพูดมาขนาดนี้ หลินเฉาหยางก็ทำได้เพียงเออออตามน้ำไป
"งั้นซื้อคันเล็กกว่านี้ให้เธอดีไหมครับ ผมเห็นห้างสรรพสินค้ามิตรภาพมีรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของซูซูกิขายอยู่ ดูเล็กกะทัดรัดดี"
(ถ้าคิดว่าใหญ่ไป ก็เปลี่ยนเป็นคันเล็กหน่อยสิ)
พอได้ยินคำพูดของเขา เถาอวี้โม่ที่อยู่ข้างๆ ก็แสดงสีหน้าอิจฉาออกมาอย่างเห็นได้ชัด พี่เขยดีกับพี่สาวฉันเกินไปแล้วมั้ง เอาใจภรรยาก็ไม่น่าจะเอาใจขนาดนี้นะ รถจักรยานยนต์ราคาตั้งหลายพันหยวน นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลย
เถาอวี้เฉิงก็อิจฉาเช่นกัน ทว่าคนที่เขาอิจฉาไม่ใช่เถาอวี้ซู แต่เป็นหลินเฉาหยาง
แค่ขยับปากก็ซื้อรถจักรยานยนต์ได้คันหนึ่งแล้ว การเขียนนี่มันทำเงินได้ดีจริงๆ!
พ่อตาเถามีสีหน้ากระอักกระอ่วน "พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น พ่อหมายความว่า... ลูกดูสิ ลูกยังขี่จักรยานอยู่เลย แต่อวี้ซูกลับขี่รถจักรยานยนต์ มันไม่เหมาะสมน่ะ"
หลินเฉาหยางยิ้มแล้วตอบว่า "ไม่เหมาะสมตรงไหนล่ะครับพ่อ มันก็แค่ยานพาหนะเท่านั้นเอง รถจักรยานยนต์นอกจากจะเร็วกว่านิดหน่อย ก็ไม่มีข้อดีอย่างอื่นแล้ว"
เถาอวี้โม่ที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วก็แอบอิจฉาตาร้อนในใจ ฉันก็อยากมียานพาหนะที่ไม่มีข้อดีอย่างอื่นแบบนี้บ้างเหมือนกัน
"เฉาหยาง..." ในที่สุดแม่ยายเถาก็พูดขึ้นมา "ลูกซื้อรถจักรยานยนต์ให้อวี้ซู แม่กับพ่อดีใจมากนะ มันพิสูจน์ว่าลูกรักเธอ แต่ลูกยังไม่ได้ขี่ เธอกลับได้ขี่ก่อน คนนอกจะมองยังไงล่ะ!"
ตอนนี้หลินเฉาหยางพอจะเข้าใจแล้ว มิน่าล่ะพอกลับมาถึงบ้านเถาอวี้ซูถึงได้อารมณ์ไม่ค่อยดี คงเป็นเพราะโดนพ่อแม่ดุเรื่องรถจักรยานยนต์นี่เอง
เขามองไปที่เถาอวี้ซู ส่งสายตาให้เธอสบายใจ แล้วหันกลับมามองแม่ยาย
"แม่ครับ ผมไม่เห็นด้วยกับคำพูดของแม่นะ รถจักรยานยนต์คันนี้ ถ้าพูดในอีกแง่หนึ่งก็คือซื้อให้คนนอกดูนั่นแหละครับ"
พอเขาพูดแบบนี้ แม่ยายเถาก็ทำหน้าเหลอหลา ไม่เข้าใจความหมาย หลินเฉาหยางจึงหันไปมองเถาอวี้ซูด้วยสายตาลึกซึ้งอีกครั้ง
"ตอนที่อวี้ซูแต่งงานกับผม ผมยังยากจนข้นแค้นอยู่เลย แม้แต่เครื่องประดับดีๆ สักชิ้นก็ยังไม่เคยซื้อให้เธอ พอมาอยู่เยียนจิงก็ยังต้องกินอยู่กับที่บ้าน
ถึงพวกแม่จะไม่พูด ผมก็รู้ว่ามีคนนินทาลับหลังเยอะแค่ไหน
ตอนนี้ผมพอจะมีความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในการเขียนแล้ว การซื้อรถจักรยานยนต์คันนี้ให้อวี้ซู ไม่เพียงแต่เป็นการชดเชยให้เธอ แต่ยังเป็นการทำให้คนอื่นเห็นความสำเร็จของผมด้วย
ที่แม่กังวลว่าคนนอกจะนินทา ผมคิดว่ามันมากเกินไปครับ พอคนอื่นเห็นอวี้ซูขี่รถจักรยานยนต์ พวกเขาก็จะพูดแค่ว่าผมเป็นคนซื้อให้ พูดออกไปก็มีแต่จะทำให้ผมได้หน้า ทำให้คนอื่นเห็นว่าผม หลินเฉาหยาง เป็นคนรู้จักบุญคุณคน เป็นผู้ชายแสนดีที่รู้จักรักและทะนุถนอมภรรยา
เพราะงั้น การที่อวี้ซูขี่รถคันนี้ ก็คือขี่ให้คนนอกดูนั่นแหละครับ เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความสุขในชีวิตแต่งงานของเรา ให้เห็นว่าตอนนั้นอวี้ซูไม่ได้เลือกคนผิด ไม่ได้แต่งงานผิดคน!"
คำพูดอันลึกซึ้งของเขา ทำให้เถาอวี้ซูที่เดิมทีอารมณ์ขุ่นมัวกลับมาใจเต้นระรัว สายตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ สองสามีภรรยาจับมือกันแน่น
เถาอวี้โม่มองภาพความรักอันแสนหวานของพี่เขยกับพี่สาวแล้วก็ซาบซึ้งใจไม่แพ้กัน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความอิจฉา ไม่คิดเลยว่าการที่พี่เขยซื้อรถจักรยานยนต์ให้พี่สาวจะมีความหมายแฝงแบบนี้ด้วย
เถาอวี้เฉิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลินเฉาหยางฟังจนอึ้งไปแล้ว วันนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเองถึงเป็นนักเขียนไม่ได้ ก็เพราะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้นี่เอง
แม่ยายเถาขยับริมฝีปากมุบมิบ อ้าปากหลายครั้งอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ความหวานชื่นที่สาดซัดมาเต็มเปาทำให้เธอพูดไม่ออกจริงๆ
ถึงขนาดเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ สมองแทบจะลุกเป็นไฟ
(ลูกสาวฉันขี่รถจักรยานยนต์ ทำให้ลูกเขยฉันได้หน้าเหรอ)
(ดูเหมือนจะมีเหตุผลนะ)
เธอมองดูลูกสาวและลูกเขยที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ในใจก็เกิดความรู้สึกยินดีและโชคดีขึ้นมา
ที่ยินดีก็คือความรักของสามีภรรยาคู่นี้ ที่โชคดีก็คือโชคดีที่ตอนนั้นตัวเองไม่ได้หัวรั้นเข้าไปแทรกแซงเรื่องการแต่งงานของพวกเขาอย่างแข็งกร้าว
เธอหันไปมองพ่อตาเถา บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ ดูท่าพอได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยางก็คงจะดีใจมากเช่นกัน
แม่ยายเถาอดไม่ได้ที่จะเอาท่าทีที่ลูกเขยปฏิบัติต่อลูกสาวมาเปรียบเทียบกับท่าทีที่สามีปฏิบัติต่อตัวเอง ลูกสาวได้สามีที่ดีจริงๆ!
หลังอาหารเย็น เถาอวี้ซูกับหลินเฉาหยางออกจากครอบครัวตระกูลเถาไป พ่อตาเถาก็ยิ้มแป้นพูดกับแม่ยายเถาว่า "เป็นไงล่ะ คุณน่ะตีตนไปก่อนไข้แท้ๆ สามีภรรยาเขารักกันปานจะกลืนกิน ยังต้องให้คุณมานั่งกังวลอีกเหรอ"
"อวี้ซูได้สามีที่ดีจริงๆ!"
การที่ได้ยินคำวิจารณ์แบบนี้จากปากภรรยา ทำให้พ่อตาเถารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย นี่มันไม่สมกับนิสัยปากแข็งของเธอเลย
พ่อตาเถามองภรรยา เห็นในแววตาของเธอมีความตัดพ้ออยู่บ้าง ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
"ผมได้ยินมาว่าสุดสัปดาห์นี้จางจวินชิวจะแสดงเรื่อง 'หงเหนียง' แถมยังเป็นการแสดงอำลาเวทีด้วย เดี๋ยวผมพาคุณไปดูนะ"
พอพ่อตาเถาพูดจบ ก็เห็นว่าแววตาของภรรยาอ่อนโยนลง
"ตกลง"
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ โชคดีนะที่ฉันไหวพริบดี
ในอีกห้องหนึ่ง เถาอวี้เฉิงเดาะลิ้นพูดขึ้นว่า "ปากของเฉาหยางนี่นะ คนตายก็ยังพูดให้ฟื้นได้เลย"
"เขาพูดจาน่าฟัง แถมยังทำเรื่องต่างๆ ได้ดีเยี่ยม ไม่เหมือนคนบางคนหรอก"
เถาอวี้เฉิงมองภรรยาอย่างลังเล "นี่คุณกำลังหลอกด่าผมอยู่ใช่ไหม"
"เปล่า ฉันด่าต่อหน้าเลยต่างหาก" จ้าวลี่พูดตรงๆ
เถาอวี้เฉิงทำตาละห้อย "ผมไปทำอะไรให้ใครเนี่ย"
ปากก็บ่นไปอย่างนั้น แต่การกระทำกลับรวดเร็ว เขารวบตัวภรรยาเข้ามากอดแล้วพูดจาหวานหูง้ออยู่พักหนึ่ง ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
เขากอดภรรยาไว้ในอ้อมแขน ในใจก็ยังรู้สึกไม่ยุติธรรม เจ้าเด็กเฉาหยางนี่ช่างพูดจาหว่านล้อมเก่งเหลือเกิน เกือบจะขุดหลุมฝังฉันซะแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน เถาอวี้ซูยังคงเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนหลินเฉาหยางนั่งซ้อนท้าย สองแขนโอบเอวของเธอไว้
เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกของสามี เถาอวี้ซูก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอถามขึ้นว่า "เฉาหยาง เมื่อกี้คุณคิดคำพูดพวกนั้นออกมาได้ยังไงคะ"
"ยังต้องคิดอีกเหรอ นั่นมันความในใจของผมล้วนๆ เลยนะ"
เถาอวี้ซูค้อนปะหลับปะเหลือก "ปากหวานนักนะ"
"จะหาว่าปากหวานได้ยังไง ผมพูดออกมาจากใจจริงทั้งนั้น คุณนี่นะ เนรคุณจริงๆ"
"โอเคๆ คุณเป็นคนรู้จักตอบแทนบุญคุณคนเดียว พอใจหรือยังคะ"
เถาอวี้ซูเผยรอยยิ้มบางๆ ตอนนั้นเองก็มีเสียงกระซิบอุ่นๆ ดังขึ้นที่ข้างหู ทำให้เธอรู้สึกอ่อนระทวยไปทั้งตัว
"ฮูหยิน กลับบ้านแล้วข้าน้อยจะตอบแทนบุญคุณท่านต่อนะขอรับ"







