“นั่นมันอะไรเหรอครับ?”
“ไวน์ไงล่ะ ดื่มเข้าไปแล้วจะเศร้าเหมือนแวนโก๊ะ เพราะฉะนั้นห้ามดื่มเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
เขาเคยเลิกดื่มเพราะมันทำให้ไม่สามารถวาดรูปได้อีก คงไม่มีทางหันกลับไปหามันอีกแล้ว
“ก็รู้ว่าเป็นไวน์นะครับ แต่ทำไมถึงวางไว้แบบนั้นล่ะ?”
“เพื่อรำลึกถึงวินเซนต์ แวนโก๊ะ กับธีโอดอร์ แวนโก๊ะไงล่ะ”
“แต่ก็เพราะไวน์นั่นแหละที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ?”
“……อืม”
คุณปู่ลูบเคราพลางเข้าสู่ห้วงคิด
สำหรับเขาแล้ว ถ้าจะวางอะไรไว้แทนไวน์ เขาว่าพิซซ่าหน้ามันฝรั่งน่าจะเวิร์กกว่า แต่ของแบบนั้นราคาแพง จะวางไว้ทุกวันก็คงเป็นภาระสำหรับเจ้าของโรงแรมลาบูในปัจจุบัน
จาจังมยอนน่าจะเป็นทางเลือกที่พอดี
“คิดไปคิดมาก็จริงอย่างที่เธอว่าแหละ”
“จาจังมยอนน่าจะเหมาะกว่านะครับ”
“ฮ่าฮ่า แต่จาจังมยอนมันไม่ใช่น่ะสิ แวนโก๊ะคงไม่เคยกินแน่ ๆ แล้วที่นี่ก็ไม่มีขายด้วย”
ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีร้านอาหารเกาหลี
น่าเสียดายเหมือนกัน
“อยากขึ้นไปข้างบนไหม?”
เขาพยักหน้า
ประตูชั้นล่างเชื่อมกับร้านอาหาร ส่วนบันไดที่ขึ้นไปชั้นสองต้องอ้อมไปทางข้างอาคาร และตรงนั้นมีคนกำลังขายบัตรเข้า
“ต้องซื้อตั๋วด้วยเหรอครับ?”
“ก็แน่นอน ที่นี่เขาหากินทางนี้แหละ”
“……”
รู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบยังไงไม่รู้
“อ๊ะ”
ที่รั้วเหล็ก มีภาพที่วาดให้อาเดอลีน และรูปถ่ายห้องที่เขาเคยอยู่แขวนไว้
“อาเดอลีน ลาบูนี่นา”
คุณปู่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาจริง ๆ
ตอนนั้นเจ้าของโรงแรมลาบูมีลูกสาวชื่ออาเดอลีน ลาบู
“เขาวาดรูปให้กับลูกสาวของเจ้าของโรงแรมที่เขาพักอยู่ด้วยนะ”
เด็กคนนั้นนิสัยน่ารัก อ่อนโยน ถึงขนาดแบ่งขนมให้กินด้วย
“ดูเหมือนจะชอบวินเซนต์มากเลยนะครับ”
“ใช่แล้ว ถ้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ที่อาเดอลีน ลาบูให้ไว้ก่อนเสียชีวิต จะเห็นว่าเธอจำเขาได้ว่าเป็นคนดี ถึงแม้จะบ่นเรื่องกลิ่นบุหรี่แรง ๆ ของเขาก็ตาม”
“……”
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอเกลียดกลิ่นบุหรี่ขนาดนั้น
“เพราะงั้นอย่าสูบบุหรี่ล่ะ ไม่มีใครชอบ แถมมันทำร้ายร่างกายอีก ตายเร็วแน่นอน”
“บุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ สุดท้ายจะหายใจไม่ออก แล้วก็ทรมานมาก ห้ามสูบเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“ครับ”
ไวน์ยังพอมีโคล่าไว้แทนได้ แต่บุหรี่นี่สิ ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเอาอะไรมาแทน
เขาซื้อตั๋วแล้วเดินขึ้นบันได
แม้มันจะดูเก่าไปหน่อย แต่ก็แทบไม่ต่างจากตอนที่เขาเคยอยู่ที่นี่เลย
กลิ่นอับชื้นจากเชื้อราก็ยังเหมือนเดิม
พอขึ้นบันไดจากชั้นสองอีกชั้น ก็ถึงห้องใต้หลังคาทันที
ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลืออยู่เลย เหลือแค่เก้าอี้ตัวเดียวที่เขาเคยใช้นั่ง วางอยู่อย่างโดดเดี่ยว
“……”
ตอนนั้นเขาไม่รู้สึกอะไรเลย แต่มองตอนนี้แล้ว ห้องมันแคบจริง ๆ
คุณปู่วางมือบนไหล่ของเขา
“ในห้องแคบไม่ถึงสองตารางเมตรนี้เอง ที่แวนโก๊ะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของเขา”
ตอนนั้นมีโต๊ะวางไว้หน้าประตู บนโต๊ะมีทั้งกระจกกับกะละมังล้างหน้า
เตียงตั้งอยู่ทางซ้ายของทางเข้า เพื่อให้รับแสงแดดยามเช้าผ่านหน้าต่างบนเพดาน
ในพื้นที่คับแคบนี้ เขาเคยใช้เวลาคิดอยู่นานว่าจะติดรูปภาพยังไงดี
ก่อนเสียชีวิต เขาเคยแขวนภาพของกุสตาฟว์ ดอเรไว้
ในลิ้นชักข้างเตียง เขาใส่จดหมายที่เขาไม่กล้าส่งให้ธีโอไว้
ตอนนี้ไม่มีของเหล่านั้นเหลืออยู่เลย
เสียงกรนของอ็องตวน เฮอร์ชิก เพื่อนข้างห้องที่เคยได้ยิน ก็เหมือนกลายเป็นเรื่องในอดีตที่ห่างไกลเหลือเกิน
แม้เวลาจะผ่านมาแค่ครึ่งปีตั้งแต่เขากลายเป็น ‘โกฮุน’ แต่การได้กลับมาที่นี่อีกครั้งกลับรู้สึกแปลกตาและห่างเหิน
“La tristesse durera toujours”
คุณปู่พูดเป็นภาษาฝรั่งเศส
“นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของวินเซนต์ แวนโก๊ะ แปลว่า ‘ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป’ น่ะ”
“……”
“ไม่ได้รับการยอมรับจากใครเลย แถมยังไม่สามารถวาดรูปได้อีกต่อไป… ไม่สามารถพึ่งพาธีโอดอร์ น้องชายที่กำลังลำบากทางการเงินได้อีกแล้วน่ะสิ”
คุณปู่ถอนหายใจเบา ๆ
“เรื่องหลังจากนั้น ไว้ค่อยเล่าตอนโตอีกหน่อยแล้วกัน ตอนนี้แค่รู้ไว้ว่าชีวิตเขาน่ะ ขยันและพยายามที่สุดก็พอ”
ดูเหมือนคุณปู่จะไม่อยากพูดเรื่องการฆ่าตัวตายกับหลานชายที่ยังเด็ก
ผมกลืนคำพูดอยู่หลายครั้ง
แต่สุดท้ายก็อยากบอกความจริงกับคุณปู่ เลยตัดสินใจพูดออกมา
“ผม… ไม่อยากตายนะครับ”
“หือ?”
“ก็ยังอยากวาดรูปอีกตั้งเยอะ อยากเก่งกว่านี้… ไม่อยากตายเลยครับ …คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นนะครับ”
“อืม…”
คุณปู่พยักหน้าเบา ๆ
“ก็อาจจะใช่นะ… แต่ฮุนอา แวนโก๊ะเขาทุกข์ทรมานมากจริง ๆ น่ะ ทุกข์จนไม่สามารถทนได้อีกแล้ว เขาถึงได้พูดเรื่องอยากตายกับน้องสาวกับเพื่อนอยู่หลายครั้ง”
“…ก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละครับ”
คุณปู่เอียงคอมองผมอย่างสงสัย
“เพราะถ้าบอกว่าอยากมีชีวิตอยู่ ธีโอก็คงทำทุกทางเพื่อจะช่วยพี่ชายไว้แน่ ๆ ครับ เขาคงดูแลพี่ชายที่แม้แต่ลุกขึ้นยังไม่ไหวไปตลอดชีวิตแน่ ๆ”
น้องชายที่แสนดีของผม ธีโอ… เขาต้องทำแบบนั้นแน่ ๆ
ผมเลยจำเป็นต้อง “อยากตาย”
ผมขอร้องหมอกาเชต์ไม่ให้รักษาผม พูดกับคนรอบข้างว่าผมอยากตาย ทั้งหมดก็เป็นหลังจากที่ตัดสินใจแล้วว่าจะจบชีวิตตัวเอง
เพราะผมไม่สามารถวาดรูปได้อีกแล้ว
และเพราะไม่อยากให้ธีโอต้องเสียสละให้กับชีวิตที่ไม่มีความหมายของผมอีกต่อไป
ผมแค่อยากให้เขาไม่ต้องลำบากเพราะพี่ชายที่ไร้ค่าคนนี้
อยากให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว โดยไม่ต้องหันกลับมามองผมอีก
“ก็แค่… ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้นน่ะครับ”
คุณปู่ลูบหัวผมเบา ๆ
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ล่ะก็… มันน่าเศร้ามากเลยนะ”
คุณปู่กำลังจะพูดอะไรต่อ แต่มีเสียงใครบางคนเรียกเขาจากด้านหลัง เสียงดังสดใส
“ซูยอล!”
ผมหันกลับไปมอง เห็นชายร่างใหญ่อีกคนที่ไม่แพ้คุณปู่กำลังเดินเข้ามา
“มาร์ติน!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! นานแค่ไหนแล้วเนี่ย! ขอบใจที่มานะ”
“ไม่ต้องขอบใจหรอก สบายดีใช่ไหม?”
คุณปู่แทบไม่ค่อยทำตัวเป็นกันเองแบบนี้กับใคร แสดงว่าต้องสนิทกันมากแน่ ๆ
“ฮุน เอ้า ทักทายหน่อย นี่เพื่อนของปู่น่ะ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อโกฮุนครับ”
“ดีใจที่ได้เจอนะ ฉันชื่อมาร์ติน แยนเซน”
มือที่เขายื่นมาจับแน่นจนรู้สึกเวียนหัวจากแรงเขย่า
“มาก่อนก็น่าจะโทรมาบอกกันบ้างสิ”
“ก็มากับหลานชาย เดินดูรอบ ๆ หน่อยน่ะ หลานฉันชอบแวนโก๊ะมากเลย”
“เหรอ?”
มาร์ติน แยนเซน ก้มตัวลงมาระดับสายตาเดียวกับผม
“ว่าไงล่ะ ดูรอบ ๆ แล้วเป็นยังไงบ้าง? ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยใช่ไหม?”
“ไม่ครับ ผมว่าดีพอแล้วล่ะครับ ยิ่งมันเหมือนเดิมแบบตอนนั้น ผมยิ่งชอบเลยครับ”
มาร์ตินยิ้มกว้างแล้วลูบหัวผมแรง ๆ จนผมผงะ
“ที่ที่นี่กับบริเวณรอบ ๆ ยังอยู่ในสภาพเดิมได้แบบนี้ก็เพราะคุณปู่นายแหละ”
คุณปู่บอกเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน
“ยังไงเหรอครับ?”
“อืม… ปี 1987 มั้ง?”
“เป๊ะ ๆ เลย ปี 1987 ตอนนั้นฉันเข้ามาซื้อที่นี่แล้วก็ซ่อมแซมเองเลย ไหน ๆ ก็อยู่แล้ว เลยซื้อที่แถวนี้ทั้งหมดแล้วเก็บรักษาไว้เหมือนสมัยที่แวนโก๊ะเคยอยู่เลยน่ะ”
“……”
ต้องรวยขนาดไหนกันนะ ถึงจะทำอะไรแบบนั้นได้
“แล้วทำได้ยังไงเหรอครับ?”
“ยังไง?”
“ก็… มันต้องแพงมากแน่ ๆ เลยไม่ใช่เหรอครับ?”
ผมไม่อยากจะเชื่อว่าเขาซื้อไม่ใช่แค่ตึกเดียว แต่เป็นทั้งย่าน
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่เลย แพงสุด ๆ แค่ซ่อมอาคารนี้ก็หมดไปตั้งเจ็ดล้านยูโรแล้วนะ”
เจ็ดล้านยูโรในปี 1987...
ถ้าเทียบกับค่าเงินสมัยนี้ มันจะต้องมากแค่ไหนกันนะ
แถมตอนที่ซื้ออาคารรอบข้าง คงต้องใช้เงินมากกว่านั้นอีกแน่
“ทำไมถึงต้องลงทุนขนาดนั้นล่ะครับ?”
“ทำไมเหรอ?”
มาร์ติน แยนเซนกอดอก ก้มหน้าคิดเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วตอบ
“ก็… เพราะชอบน่ะสิ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้านี่ก็ยังนิสัยเพี้ยนเหมือนเดิมเลยนะ!”
ผมยังไม่ค่อยเข้าใจหรอก
แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของคุณปู่กับมาร์ติน พวกเขาก็ดูมีความสุขกันดี
ถ้าอย่างนั้น ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
“เอาล่ะ เอาล่ะ ย้ายที่กันก่อนเถอะ ฮุน หลานชอบอะไรกินล่ะ? ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม?”
“พิซซ่าหน้ามันฝรั่งครับ”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มาร์ติน แยนเซนถึงได้จ้องมองคุณปู่เขม็ง
“เลี้ยงเด็กยังไงให้เขาอยากกินพิซซ่า?”
“อย่าทำเป็นคนไม่มีหลานเลยน่า เด็กวัยนี้น่ะ ชอบพวกแฮมเบอร์เกอร์กับพิซซ่ากันทั้งนั้นแหละ”
“จริงเหรอ?”
ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ว่าพิซซ่าหน้ามันฝรั่งเป็นอาหารชั้นเลิศขนาดไหน
เนื้อ มันฝรั่ง ผักหลากชนิด กับขนมปังและชีส ร่วมกันกลายเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบ พิซซ่าหน้ามันฝรั่ง
ยิ่งได้โคล่ามากินคู่กัน ก็แทบไม่มีข้อเสียอะไรเลย ยกเว้นจะเลี่ยนนิดหน่อยเท่านั้น
“ที่นี่มีเมนูพิเศษของแวนโก๊ะอยู่ที่ชั้นหนึ่ง สนใจไหม?”
“เมนูพิเศษของแวนโก๊ะเหรอครับ?”
“ใช่ เป็นชุดอาหารที่แวนโก๊ะเคยกินมาก่อนเลยนะ ได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกับเขาเลย อยากลองไหม?”
“ไม่ครับ”
ตอนแรกนึกว่าจะได้แนะนำเมนูสุดหรูอะไรสักอย่างหลังจากดูถูกพิซซ่าผม แต่สุดท้ายกลับชวนกินอะไรไม่อร่อยก็ไม่รู้
ของที่คิดถึงกับของที่อยากกิน มันเป็นคนละเรื่องกัน
ตอนนี้ผมถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านอาหารชั้นล่างถึงได้เงียบเหงานัก
“เอ๋? ไม่อยากลองเหรอ?”
“ฮ่าฮ่า ฮุนอา ลองกินสักมื้อเถอะ ดูคุณปู่เขาอยากอวดโรงแรมนี้มากเลยนะ”
“…ก็ได้ครับ”
เพราะคุณปู่เป็นคนขอ ผมจะไม่ปฏิเสธก็แล้วกัน แต่มาร์ติน แยนเซนน่าจะต้องปรับเมนูนี้ถ้ายังคิดจะหวังคืนทุนจากการลงทุนทั้งหมด
“ต้องแบบนี้สิ เดี๋ยวได้กินแล้วจะเปลี่ยนใจแน่”
เราลงบันไดแล้วเข้าไปในร้านอาหารทางประตูหน้า
“อา…”
โต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดยังเหมือนเดิมกับตอนนั้น
เฟอร์นิเจอร์ที่ตอนนั้นยังใหม่อยู่ ตอนนี้ผ่านมากว่าร้อยปี กลับให้ความรู้สึกสงบและเงียบขรึม
“ไม่มีของอะไรเกี่ยวกับแวนโก๊ะเลยแฮะ”
“ตอนนั้นเขาคงไม่ได้แขวนภาพตัวเองไว้ในห้องหรอกนะ อย่างมากก็แค่การจำลองบรรยากาศนั่นแหละ”
ถ้ามาร์ติน แยนเซนเอาภาพวาดของผมมาแขวนไว้จริง ๆ ล่ะก็ ผมคงไม่รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับมาแบบนี้หรอก
จริง ๆ แล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปในวันวานจริง ๆ
“ท่านประธานครับ”
พนักงานคนหนึ่งทักมาร์ติน แยนเซนอย่างนอบน้อม
“จัดเมนูพิเศษของแวนโก๊ะสามชุด ตามปกติเลยนะ ฝากด้วยล่ะ”
“รับทราบครับ เดี๋ยวจัดเตรียมให้ครับ”
ไม่ใช้คำว่า "เมนูพิเศษ" แต่กลับบอกว่า “ตามปกติ” แบบนั้น แสดงให้เห็นชัดว่ามาร์ติน แยนเซนภูมิใจในร้านนี้ขนาดไหน
‘แต่ดูยังไงก็ไม่น่าอร่อยเลยนะ…’
แต่เพราะเขารักษาเมืองนี้ไว้เพียงเพราะรักในตัวผม ผมก็ควรอย่างน้อยแสดงความขอบคุณด้วยการกินให้หมด
“รู้ไหม ว่าแม้คนจะรู้จักแวนโก๊ะในฐานะจิตรกรที่บ้า แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนมีระเบียบมากเลยนะ”
ผมพยักหน้ารับ
“จากความทรงจำของอาเดอลีน ลาบู เขาบอกว่า แวนโก๊ะจะกินอาหารเช้า แล้วออกจากบ้านตอน 9 โมงเช้าทุกวัน เที่ยงตรงกลับมากินข้าว แล้วก็อยู่ในห้องใต้หลังคาวาดภาพไปจนถึงเวลาเย็น ไม่เคยพลาดมื้ออาหารเลยสักครั้ง”
“แปลกดีนะครับ ทั้งที่ช่วงหลัง ๆ น่าจะกินแทบไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“อย่างน้อยก็ต้องกินขนมปังสักชิ้นล่ะนะ ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่กินอะไรเลย เขาบอกว่าเขาจะเอาขนมปังแข็ง ๆ ไปแช่น้ำไว้นาน ๆ แล้วค่อย ๆ แทะกินทีละนิดน่ะ”
ตอนนั้นค่าเช่าห้องรวมค่าอาหารด้วย วันละ 3 ฟรังก์ 10 ซู
ผมไม่อยากให้เงินที่ธีโอส่งมาสูญเปล่าแม้แต่นิด เลยพยายามฝืนกินเข้าไปบ้าง
แต่ช่วงหลัง ๆ ก็ยังกินไม่ลง จนบางครั้งก็ต้องงดไปเลยเหมือนกัน อาเดอลีนก็คงจำช่วงสุดท้ายพวกนั้นไม่ค่อยได้
“ว่าแต่ เรื่องงานของนายเป็นไงบ้างล่ะ?”
“เงินสนับสนุนเริ่มเข้ามามากขึ้นนะ แต่ก็ยังไม่พออีกเยอะเลย มันแพงเกินไป จะเริ่มลงมือก็ดูไม่กล้าทำ”
กำลังจะถามว่าเรื่องอะไร อาหารก็มาเสิร์ฟพอดี
เป็นเมนูเนื้อแกะรมควัน
เมนูยอดนิยมในสมัยนั้น เนื้อแกะเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งกับเบคอน
ดูท่าคำว่า “จัดเมนูแบบในอดีต” จะไม่ใช่แค่คำพูด
‘อันนี้พอจะกินได้ล่ะนะ’
เมนูนี้ต้องใช้เวลาปรุงนานกว่า 7 ชั่วโมง ถึงจะเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่ความตั้งใจก็สัมผัสได้ชัดเจน
พอหั่นเปลือกที่อบกรอบออก น้ำจากเนื้อก็ไหลออกมาทันที