นักข่าวที่เคยอาละวาดอยู่หน้าโรงแรมก็ดูจะหมดความสนใจไปแล้ว
ถึงจะยังมีบางคนที่โผล่มายื่นไมค์ใส่หน้าดื้อ ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาในการเที่ยวชมปารีสเท่าไร
นั่งจิบชาที่คาเฟ่อย่างสบาย ๆ ได้เลยล่ะ
“อร่อยใช่ไหม?”
“ครับ กินอีกกันเถอะ”
หลังจากชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์กับคุณปู่ พวกเราก็แวะกินสตูว์เนื้อวัวตุ๋นไวน์แดง
รสชาติคนละระดับกับที่เคยกินมาก่อนเลย
ถึงจะเป็นเมนูเดียวกัน แต่แค่เครื่องปรุงกับคุณภาพของวัตถุดิบก็ต่างกันจนสัมผัสได้ ทำให้ต้องยอมรับในความเจริญของอารยธรรมมนุษย์ กินไปก็เสียดายที่ในหนึ่งวันกินได้แค่สามมื้อเท่านั้น
“พรุ่งนี้ไปพิพิธภัณฑ์ออร์แซกันนะ ที่นั่นมีงานจากยุคที่เธอชอบอยู่เยอะเลย”
“ยุคที่ผมชอบ?”
“ปี 1848 ถึง 1914 น่ะ ถือเป็นยุคทองเลยก็ว่าได้”
ช่วงปี 1848 ถึง 1914 ก็คือช่วงที่ศิลปินที่มาก่อนหน้าผมเล็กน้อย กับคนที่เริ่มสร้างผลงานหลังผมเสียชีวิตไม่นานได้ทำงานกัน
“งานช่วงนั้นดูได้ที่ออร์แซ งานก่อนหน้านั้นอยู่ที่ลูฟวร์ หลังจากนั้นไปดูที่ศูนย์ศิลปะปงปีดู”
พอนึกย้อนกลับไป ที่ลูฟวร์ก็มีแต่ผลงานก่อนศตวรรษที่ 19 เท่านั้น
ถ้าดูจากที่คุณปู่พูดก็คือ พวกเขาแบ่งตามยุคสมัยในการจัดแสดง เหมาะกับนิสัยชอบจัดระบบของชาวฝรั่งเศสจริง ๆ
ว่าแต่ ผมก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนแล้วในการชมผลงานชิ้นเอกของเหล่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จากอดีต พักอยู่โรงแรมหรู กินอาหารเลิศรสอย่างอิสระ
รู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ดีเกินไปหรือเปล่านะ?
‘ก็รู้แหละว่ามีเงินเยอะ’
แต่ยังไม่เข้าใจระบบเงินในยุคนี้เท่าไหร่
ต้องรู้ให้ได้ว่าชีวิตแบบนี้ยังใช้ต่อไปได้อีกสักพักไหม หรือควรหยุดพักผ่อนแล้วเริ่มลงมือทำอะไรจริงจังได้แล้ว
‘ก็ยังอยากเปิดแกลเลอรีของตัวเองอยู่’
ผมหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา เปิดแอปธนาคารด้วยความงุ่มง่าม
หลังหัก 10% ให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะโซลแล้ว รายได้จากการขายผลงานเหลือประมาณ 2.5 พันล้านวอน
พอย้ายเข้าบัญชีต่างประเทศ ก็เห็นว่ามีเงินจากการขายของแกลเลอรีมาร์โซอยู่เต็ม ๆ ที่ 4 ล้านยูโร
‘งั้นก็……’
ผมเปิดเครื่องคิดเลขแลกเปลี่ยนเงินตราผ่านอินเทอร์เน็ตแบบงก ๆ เงิ่น ๆ
พอกรอกจำนวนเงิน ก็ขึ้นว่าคิดเป็นเงินวอนแล้วประมาณ 5.6 พันล้านวอน
รวมแล้วประมาณ 8.2 พันล้าน
คุณปู่บอกว่าต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20% ดังนั้นที่เหลือจริง ๆ ก็คือประมาณ 6.5 พันล้านวอน
‘แค่กินพิซซาโปเตโต้ทุกมื้อตลอดชีวิตก็ยังเหลือเงินแน่ ๆ’
แต่ว่าความรู้สึกกับค่าของเงินจำนวนนี้ยังไม่ชัดเจน
ถ้าจะสร้างอาคารอย่างแกลเลอรีมาร์โซจะต้องใช้เงินเท่าไหร่กันนะ?
“หืม”
ระหว่างที่จมอยู่ในความคิดเพ้อฝัน ผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“คุณปู่ครับ”
“หืม?”
“ทำไมแกลเลอรีมาร์โซไม่หักส่วนแบ่งไปเลยล่ะครับ?”
เคยได้ยินมาว่าโดยปกติถ้าภาพวาดถูกขายได้ ศิลปินกับแกลเลอรีจะแบ่งกันคนละครึ่ง
ถึงจะรู้สึกว่าแบบนั้นมันก็ออกจะขูดรีดไปหน่อย แต่ก็ถือเป็นสัดส่วนทั่วไปในวงการ
แต่อันนี้กลับไม่หักอะไรไปเลย จึงรู้สึกแปลกใจ
“ไม่น่าใช่นะ”
ผมยื่นสมาร์ตโฟนให้คุณปู่ดู ท่านหรี่ตาเข้ามาใกล้แล้วก็ยืดคอมองเพื่อโฟกัส
“อืม ดูแปลก ๆ แฮะ”
คุณปู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็โทรหาใครบางคน
“อืม ครับ โทรมาเรื่องเงินจากการขายครับ”
ดูเหมือนจะโทรไปที่แกลเลอรีมาร์โซ
“ผู้อำนวยการเหรอ? มาร์โซเหรอ?”
คุณปู่พูดด้วยน้ำเสียงฝืด ๆ แล้วก็วางสาย
“เขาบอกว่ามาร์โซเป็นคนสั่งให้จัดการแบบนั้นน่ะ”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ไม่รู้สิ ไอ้หมอนั่นไม่ใช่คนที่จะคิดแล้วค่อยทำซะด้วยสิ”
ก็จริง
ตอนที่เขาโมโหเพราะไม่ได้รับรูปปั้นตัวเอง ผมยังจำได้ดี
จะให้เชื่อว่าเขาทำแบบนี้เพื่อขอโทษคงเป็นไปไม่ได้หรอก
‘ไม่มีทาง’
“ว่าแต่จะโอเคแน่นะ?”
“อะไรเหรอครับ?”
“เรื่องภาพวาดน่ะ จะวาดทันในเดือนเดียวไหม?”
ท่านพูดถึงนัดกับภัณฑารักษ์บังแทโฮจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ WH
ถ้าจะจัดนิทรรศการเดี่ยว ก็ต้องมีอย่างน้อยสัก 10 ภาพ แต่ผมมั่นใจว่าเดือนเดียวก็พอ
“ครับ พอแน่นอน”
สิ่งที่อยากวาดมันล้นออกมาอยู่แล้ว
การได้ใช้เวลาอยู่ที่อัมสเตอร์ดัมกับปารีสทำให้สายตาผมเปิดกว้าง และมีสิ่งที่อยากลองทำมากมายเต็มไปหมด
ผมไม่ต้องทนหิวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว และก็ไม่ต้องเหนื่อยล้าเพราะเสียงหลอนที่ทำให้นอนไม่หลับด้วย
ไม่มีอาการอัมพาตหรือชักกระตุกอีก เลยสามารถวาดรูปได้ทั้งวัน
นี่แหละคือสภาพแวดล้อมในฝันที่ผมเฝ้ารอมาตลอด
ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็
น่าจะวาดทุ่งข้าวสาลีแห่งโอแวร์ญที่ตอนนั้นไม่ได้วาดให้เสร็จ ได้อย่างน่าพอใจแน่ ๆ
“ไปโอแวร์ญใช้เวลานานไหมครับ?”
โอแวร์ญอยู่ใกล้กับปารีส ถ้าใช้การคมนาคมสมัยนี้น่าจะไปถึงได้ไม่ยาก
“โอแวร์ญเหรอ? เดี๋ยวนะ”
คุณปู่หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาแล้วค้นหาวิธีเดินทางไปโอแวร์ญ
เป็นของวิเศษจริง ๆ อยากรู้อะไรก็รู้ได้หมด
“จากสถานีรถไฟเหนือของปารีส ไปขึ้นรถไฟสายปงตัวซ์ ใช้เวลาประมาณ 40~50 นาที ไปไหมล่ะ?”
เร็วกว่าที่คิดมาก
“ครับ ไปครับ”
“อืม ก็ดี ปู่เคยไปเมื่อก่อนนานมาแล้วล่ะ ถึงจะไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่ก็ตาม”
ก็สมกับเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ล่ะนะ
ถึงจะไม่มีอะไรให้ดูมากก็ไม่เป็นไร
จะเดินรำลึกความหลังไปก็ไม่เลว แต่เป้าหมายหลักคือการวาดภาพที่ตั้งใจจะวาดไว้ในท้ายที่สุดให้เสร็จต่างหาก
“ผมเอาสี กับผ้าใบไปด้วยได้ไหมครับ?”
“แน่นอนสิ ฮ่า ๆ จะเอาไว้ใช้วาดภาพสำหรับจัดแสดงนิทรรศการใช่ไหม?”
“ครับ”
ไม่มีภาพไหนจะมีความหมายมากกว่านี้สำหรับนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของผมแล้ว
“งั้นไปกันพรุ่งนี้เลย ปู่เองก็มีธุระที่นั่นพอดี”
“ธุระเหรอครับ?”
“เพื่อนปู่เขาทำงานโครงการอนุสรณ์แวนโก๊ะอยู่ที่นั่นน่ะ แล้วก็ชวนปู่ให้ไปดูหน่อย”
“ทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะครับ”
“ปู่ชอบอยู่กับหนูมากกว่าน่ะ แต่แบบนี้ไม่ไปออร์แซก็โอเคนะ?”
“ยังไงก็กลับมาเมื่อไรก็ได้ใช่ไหมครับ?”
“แน่นอน”
แค่อยากไปก็มาได้อยู่แล้ว ถึงจะเสียดายนิดหน่อย แต่ไว้คราวหน้าค่อยไปน่าจะดีกว่า
...
วันต่อมา
ผมเดินทางมาถึงโอแวร์ซูว์รวซ
พอออกจากสถานีก็เห็นแผนที่ติดอยู่ที่ป้ายบอกทาง
เขาว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวจริง ๆ ด้วย คงเป็นเพราะแค่ผมเคยอาศัยอยู่ที่นี่เพียงช่วงสั้น ๆ ก็เลยกลายเป็นแบบนี้
“ยังพอมีเวลาเหลือก่อนถึงเวลานัด ไปเดินดูรอบ ๆ กันเถอะ”
ผมเดินตามคุณปู่ไป ที่นี่แตกต่างจากปารีส เพราะดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย
ถึงจะมีร้านค้า ถนนได้รับการปรับปรุง และมีภาพวาดน่ารัก ๆ ตามกำแพงบ้าง แต่ในตรอกซอกซอยกลับเต็มไปด้วยความทรงจำที่ผุดขึ้นมา
ตลอดกว่า 130 ปีที่ผ่านมาหมู่บ้านนี้แทบไม่เปลี่ยนไปเลย คงเพราะความล้าหลังของที่นี่กระมัง
“นั่นไง สวนแวนโก๊ะ”
มีสวนอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงตัวผมเองด้วย
รู้สึกเขิน ๆ แต่ก็ภูมิใจอยู่ลึก ๆ
เคยมีคนที่เจอกันที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ บอกไว้ว่าที่นี่มีรูปปั้นของผมอยู่ อยากรู้จริงไหมว่าเรื่องนั้นจริงไหม
“เรียกว่าสวนก็เถอะ แต่ก็เล็กใช่ไหมล่ะ”
เป็นแค่สวนเล็ก ๆ ตามที่คุณปู่บอกจริง ๆ
รีบเดินเข้าไปข้างใน ทิวทัศน์รอบ ๆ ก็ไม่ได้ต่างจากภายนอกเท่าไร ดูเหมือนไม่ได้ดูแลอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ
แต่มีรูปปั้นที่คนบอกไว้จริง ๆ
ผมวิ่งเข้าไปหาอย่างดีใจ
“……”
แต่เดี๋ยวนะ
ถ้าจะเป็นอนุสรณ์ ก็น่าจะทำให้ดูดี ๆ หน่อยไม่ใช่เหรอ?
คนที่สร้างที่นี่ต้องเกลียดผมมากแน่ ๆ
ร่างผอมแห้งผิดธรรมชาติ
แขนขาก็ผอมบางเกินไป ดวงตามืดมนราวกับมีเงา
โหนกแก้มเด่นชัด ผมยุ่งเหยิง หนวดยังไม่ได้แต่ง
เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและมอมแมม
เหมือนโครงกระดูกไม่มีผิด
“เขียนว่า วินเซนต์ แวนโก๊ะ นะ”
“ไม่นะ…”
ถึงจะสุขภาพไม่ดีจริง แต่ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวขนาดนี้
“ฮะ ๆ หน้าตาต่างจากในภาพวาดตัวเองมากเลยใช่ไหมล่ะ? แต่เขาบอกว่านี่คือรูปลักษณ์ก่อนตายของแวนโก๊ะ นะ”
“ไม่น่าถึงขนาดนี้หรอกครับ”
คนที่ปั้นรูปปั้นนี่หล่อขนาดไหนกันนะ ถึงได้ปั้นคนอื่นให้อัปลักษณ์ขนาดนี้
“ฮ่าฮ่า ใช่เลย ถ้าชอบแวนโก๊ะ มาก ๆ ก็คงไม่ปลื้มแหละ”
ผมกำหมัดแน่นอย่างหัวเสีย แต่คุณปู่ก็พูดขึ้นมาด้วยเรื่องที่ไม่คาดคิด
“จำที่ปู่เคยบอกไหมว่าแวนโก๊ะ ตายเพราะพิษตะกั่ว?”
“จำได้ครับ”
“อาการเริ่มแรกของพิษตะกั่วคือโรคเหงือก ปวดท้อง แล้วช่วงท้าย ๆ เขาก็คงกินอะไรไม่ได้เลย เลยผอมแห้งแบบนั้น”
คุณปู่ก็เคยพูดแบบนี้เมื่อก่อนเหมือนกัน
“ต้องทรมานมากแน่ ๆ เขาว่ากันว่าใน 70 วันสุดท้าย แวนโก๊ะได้กินอาหารจริง ๆ แค่หกเจ็ดมื้อเท่านั้นเอง”
“……”
ตอนนั้นผมประทังชีวิตด้วยขนมปังแข็ง ๆ แต่เพราะปวดเหงือกมาก จนแม้แต่ขนนั้นก็แทบจะกินไม่ได้
ต้องแช่น้ำให้นุ่มก่อนถึงจะกินได้บ้าง และแม้แต่แบบนั้นก็กินแล้วท้องเสียในทันที
เพราะเหตุนี้ หนึ่งเดือนก่อนตายจึงแทบไม่ได้กินอะไรเลย
ตอนนั้นเพราะทรมานจนไม่ทันได้คิดอะไร
แต่พอมองดูตอนนี้ รูปปั้นนี้ก็จำลองภาพลักษณ์ของผมก่อนตายออกมาแบบตรงตัวเลย
‘ถึงจะอย่างนั้น ก็ทำให้ดูดีหน่อยจะเป็นไรไป’
พอมองดูใกล้ ๆ นิ้วกลางมือขวาและพู่กันสึกไปเป็นพิเศษ
“ลองจับดูสิ เขาว่าจะได้รับพรสวรรค์ของแวนโก๊ะ นะ”
วิญญาณผมสิงอยู่จริงแหละ
“ไปกันเถอะครับ”
ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำอันเจ็บปวดอีก
ผมกับคุณปู่ออกจากสวน แล้วเดินต่อไปอีกหน่อยก็เห็นอาคารศาลาว่าการเมือง
“อาคารสีขาวที่เห็นนั่นแหละ คือศาลาว่าการโอแวร์ญ”
ตึกศาลาว่าการก็ยังเหมือนเดิม
ผมเดินเลยตึกโรงแรมลาบูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเข้าไปใกล้ตัวศาลาว่าการ
[La Mairie d’Auvers]
ที่ด้านหน้าศาลาว่าการ มีภาพวาดของผมพิมพ์ขนาดใหญ่แขวนไว้ พร้อมกับคำแนะนำ
กำแพงภายนอกสีขาวหลังคาสีน้ำเงิน
ครั้งแรกที่ได้เห็นตึกนี้ ผมตกหลุมรักในความสวยสงบนั้นจนอดไม่ได้ต้องวาดมันออกมา
แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ตอนนี้พอได้เห็นอีกครั้ง ก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ในตอนนั้นอย่างชัดเจน
ถึงอย่างอื่นจะไม่รู้ แต่ต้นไม้นั่น...ตอนนี้ดูแล้วยังไงก็วาดออกมาได้ดีจริง ๆ
“สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ?”
“อะไรเหรอครับ?”
“ตึกธรรมดา ๆ แบบนี้ พอถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของจิตรกรคนหนึ่ง ก็กลายเป็นสิ่งที่แตกต่างไปเลย ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็เพราะแวนโก๊ะ ทั้งนั้น”
ทั้งคุณเควินที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ แล้วก็คุณปู่เอง
ฟังคุณปู่พูดแล้ว ก็เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนยิ่งใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ
“เมืองธรรมดานี้ เมื่อถูกมองผ่านสายตาของแวนโก๊ะ ก็กลายเป็นภาพที่งดงามได้ และคนที่รู้สึกเช่นเดียวกันจึงเดินทางมาตามหาเสน่ห์นั้นยังที่นี่”
“……”
พอลองคิดอีกที ก็น่าอัศจรรย์จริง ๆ
หมายความว่าผมได้สื่อสารกับผู้คนมากมายขนาดนั้นเลย
“แวนโก๊ะ ใช้ชีวิตอยู่ที่โอแวร์ญแห่งนี้ประมาณ 70 วันเท่านั้นเองนะ”
คุณปู่พูดพลางดึงปกเสื้อผมให้แน่นขึ้น
ก็หนาวจริง ๆ นั่นแหละ
“ในช่วงเวลานั้น เขาวาดภาพถึง 72 ภาพ ทั้งศาลาว่าการ ลำธาร ทุ่งข้าวสาลี บ้านนา อะไรก็ตามที่เห็น เขาก็วาดมันหมด วันละภาพหรือมากกว่านั้นเลยนะ ยกเว้นแค่ไม่กี่วันก่อนตาย”
ก็จริงอย่างที่คุณปู่ว่า
ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้วาดรูปอีกนานแค่ไหน จึงวาดทุกอย่างที่เห็น
“เหมือนเปลวไฟที่รู้ว่าตัวเองใกล้ดับ ก็เลยเผาไหม้ทุกสิ่งอย่างแรงกล้าก่อนจะสิ้นแสง”
เพราะมันคือความสิ้นหวัง
สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในเวลานั้น คือการวาดรูปให้ได้มากที่สุด
“ไปกันเถอะครับ”
เมื่อเดินเลยศาลาว่าการมา ก็เห็นโรงแรมลาบูที่ผมเคยพักอาศัยอยู่
[auberge ravoux]
น่าดีใจที่ตึกยังคงเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด
แม้ภายนอกจะดูใหม่ขึ้นเหมือนเพิ่งทาสีมา
ชั้นล่างทาสีพื้นเป็นชมพู ขอบประตูและหน้าต่างเป็นสีน้ำตาลเข้ม
ส่วนชั้นบนทาสีเบจอ่อนและสีขาว ดูกลมกลืนอย่างประหลาด
ต้นไม้เล็กหน้าตึกก็ได้รับการตัดแต่งเรียบร้อย และมีการปลูกดอกไม้ไว้รอบอาคารทั้งหน้าและหลัง
‘ให้ตายเถอะ’
มีคนอยู่ในตัวอาคารด้วย
ถึงจะไม่เยอะ แต่ก็มีคนกินข้าวอยู่สองโต๊ะ
ไม่คิดเลยว่าจะยังเปิดให้บริการมาจนถึงทุกวันนี้
จู่ ๆ ก็รู้สึกโหยหาอาหารรสชาติแย่ ๆ ของคุณนายลาบูขึ้นมา