“อั่ก”
ทันทีที่เนื้อแกะฉ่ำ ๆ สัมผัสกับฟันและลิ้น มันก็แทบจะละลายไปเลย
ความนุ่มลิ้นของสเต๊กแกะค่อย ๆ ซึมลึกลงไปในอกที่เคยแห้งผากด้วยความทรงจำอันเลือนลาง และปลอบประโลมใจผม
ทำไมมันถึงช่างเมตตาได้ถึงเพียงนี้
กลิ่นเนื้อแกะที่ไหลผ่านโพรงจมูกไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความอบอุ่นของมันกลับทำให้ผมได้สัมผัสรสชาติอันยอดเยี่ยมของสเต๊กแกะรมควันนี้ได้อย่างเต็มที่
อีกคำหนึ่ง
“อั่ก”
เมื่อถึงจุดสุขสุดปลายทาง ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากขยับลิ้นและกรามด้วยความเคลิบเคลิ้ม
“อร่อยไหม?”
คุณปู่ถามด้วยคำถามที่ช่างดูเป็นธรรมดาเสียเหลือเกิน
ผมพยักหน้าโดยที่ยังมีเนื้อแกะอยู่ในปาก ท่านจึงยิ้มอย่างอิ่มเอม
“ท่านก็กินสิครับ อั่ก”
พอผมเอ่ยเชิญชวนให้ท่านกิน ไม่ใช่แค่นั่งดู ท่านก็หยิบขึ้นมาหนึ่งคำใหญ่แล้วใส่ปากทันที
ดวงตาท่านเบิกกว้าง
“อื้ม อันนี้ของดีจริง ๆ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า จะไม่อร่อยได้ไงล่ะครับ เราใช้แต่วัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่ผลิตในรัศมี 50 กม.รอบโอแวร์ญเท่านั้น”
มาร์ติน แยนเซนกล่าวเสริมว่าทางร้านซื้อวัตถุดิบออร์แกนิกเฉพาะเท่าที่ต้องใช้ในแต่ละวันจากเกษตรกรในท้องถิ่น
ถึงผมจะไม่รู้ว่า “ออร์แกนิก” คืออะไร แต่เดาว่ามันคงเป็นผลลัพธ์ของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างมหาศาล
“แกะพวกนี้ก็เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติทั้งนั้น แข็งแรงทุกตัวเลยล่ะ”
ไม่เหมือนกับเจ้าของโรงแรมลาบูที่ฝีมือไม่เอาไหนเลย
แม้จะมีชื่อผมอยู่ แต่ของที่ผมเคยกินตอนนั้น มันพูดไม่ได้เลยว่าเป็นอาหารจริง ๆ
ผมรู้สึกดีขึ้นมาทันที
“พอนึกถึงแวนโก๊ะทีไรก็ปวดใจทุกที เขาตายทั้งที่แทบไม่ได้กินขนมปังดี ๆ สักแผ่น”
สิ่งที่กินไม่ได้ในตอนนั้น ตอนนี้ผมกินจนเกินพอแล้ว
“เพราะแบบนั้นไง ถ้าวิญญาณเขายังอยู่ ก็อยากให้ร้านอาหารนี้ช่วยเติมเต็มความอาลัยในใจเขาให้หมด”
ไม่ใช่แค่เติมเต็ม มันล้นเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่ไข่ดาวที่เสิร์ฟมาคู่กันก็อร่อย เพราะใช้ไข่สดใหม่จริง ๆ
ผมกินอย่างเอร็ดอร่อยจนไม่ทันสังเกตว่ามาร์ติน แยนเซนกับคุณปู่เริ่มคุยเรื่องงานกันแล้ว
“ว่าแต่ว่า ของที่ตามหานั่นเป็นยังไงบ้าง?”
“เฮ้อ… ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ตอนนี้ยังหาไม่เจอ ก็เริ่มคิดว่าควรยอมแพ้ดีไหม”
“อืม… ก็นะ เวลาผ่านมาตั้งเยอะ มันอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้”
ผมกำลังเคี้ยวเนื้อแกะอยู่ระหว่างฟังบทสนทนา ก็สบตากับมาร์ติน แยนเซน
เขายิ้มหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะถามขึ้น
“ฮุน นายรู้ไหมว่าแวนโก๊ะวาดภาพอะไรเป็นภาพสุดท้าย?”
“พุ่มไม้ครับ”
มาร์ติน แยนเซนขมวดคิ้วอย่างแปลกใจแล้วเอนหัวนิด ๆ
“รู้ได้ยังไง?”
คำถามนี้ตอบยากชะมัด
“ก็แค่รู้ครับ”
“ส่วนใหญ่คนจะคิดว่าเป็นภาพทุ่งข้าวสาลีที่มีอีกามาบิน ซึ่งตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของความตาย นายชอบแวนโก๊ะมากเลยสินะ?”
“เจ้านี่ถึงจะเด็กแต่ก็ฉลาดไม่ธรรมดาเลยนะ ฉันว่าเขาน่าจะรู้มากกว่านายด้วยซ้ำ! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ยังไงฉันก็เป็นถึงกรรมการมูลนิธิแวนโก๊ะนะ จะยอมแพ้ให้ฮุนได้ไง?”
“ฮ่าฮ่า!”
ตอนแรกผมยังสงสัยว่าทำไมคุณปู่ถึงรู้เรื่องผมดีนัก ที่แท้คงได้ฟังจากมาร์ติน แยนเซน ผู้ศึกษางานของแวนโก๊ะ
“ภาพพุ่มไม้นั่นแหละ คือภาพที่เขาทิ้งไว้แบบยังวาดไม่เสร็จ มันคือผลงานสุดท้ายของเขาเลย”
“มาร์ติน”
เมื่อมาร์ตินกำลังจะพูดถึงช่วงเวลาที่ผมเคยพยายามฆ่าตัวตาย คุณปู่ก็ส่ายหน้าเบา ๆ
ดูเหมือนมาร์ตินจะเข้าใจเจตนานั้น เขาจึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ผมรู้ครับ ว่าเขาฆ่าตัวตาย”
คุณปู่คงกลัวว่าผมจะมองการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องดีงาม เพราะ ‘ศิลปินที่น่าเคารพรัก’ เคยทำมาก่อน
ท่านน่าจะเป็นห่วงมาก เพราะรู้ว่าผมชอบแวนโก๊ะ
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ การฆ่าตัวตายเป็นบาปครับ”
มันคือการกระทำที่โหดร้ายที่สุดต่อคนคนหนึ่ง และยังสร้างบาดแผลที่เยียวยาไม่ได้ให้คนรอบข้างอีกด้วย
ผมก็เหมือนกัน
ผมก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
“อะแฮ่ม”
คุณปู่ลูบหัวผมเบา ๆ
“แล้ว ทำไมถึงเรื่องนั้นล่ะครับ?”
ผมถามขึ้นเพื่อพยายามต่อบทสนทนา มาร์ติน แยนเซนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ทางมูลนิธิของเรากำลังตามหาว่ารากไม้นั้น เขาวาดจากที่ไหนกันแน่ ถ้ารู้ก็จะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนในช่วงสุดท้ายของชีวิต”
แต่ก่อนผมตั้งใจจะใช้ชื่อภาพว่าพุ่มไม้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชื่อรากไม้ จะเป็นชื่อที่ยึดถือกันไปแล้ว
“แล้วทำไมถึงอยากรู้ล่ะครับ?”
“เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยล่ะ”
ถึงแม้ผมจะรู้สึกขอบคุณที่พวกเขาตามหาภาพของผม
แต่เรื่องจดหมายที่ผมกับธีโอโต้ตอบกัน หรือเรื่องส่วนตัวของผมถูกเผยแพร่ออกไปแบบนั้น ความจริงแล้ว มันไม่ได้รู้สึกดีนัก
แค่ชอบผม ไม่ได้หมายความว่าจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของผมได้
“เพราะตอนนี้มีข้อสงสัยว่า เขาอาจจะไม่ได้ฆ่าตัวตายก็ได้”
มาร์ติน แยนเซนเอ่ยเรื่องที่ผมไม่เคยคาดคิด
“ทฤษฎีที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดคือ เขาอาจจะตายจากการเล่นพิเรนทร์ของเด็กในละแวกนี้”
อะไรกันนะ?
ตอนนั้น เด็ก ๆ แถวโอแวร์ญ ถึงจะซุกซนก็เถอะ แต่จะถึงขั้นยิงปืนใส่คนเล่น ๆ อย่างนั้นเลยเหรอ
ตอนให้การกับตำรวจ ผมก็บอกเองว่าเป็นการกระทำของตัวเอง แล้วก็เคยพูดชัดกับธีโอและคนรอบข้าง ว่าผมอยากตาย
ก็ต้องทำให้พวกเขาเชื่อแบบนั้นน่ะสิ
“แล้วทำไมถึงมีเรื่องแบบนั้นขึ้นมาได้ล่ะครับ?”
“เพราะมันน่าเศร้าไงล่ะ”
สีหน้าของมาร์ติน แยนเซนเคร่งขรึมขึ้น
เขาดูเหมือนจะโกรธเล็กน้อย
“คนเราไม่อยากเชื่อว่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จะฆ่าตัวตายไง พวกเขาคิดว่าการสละชีวิตตัวเองเป็นบาป ก็เลยพยายามทำให้ดูเหมือนว่าเขาถูกฆาตกรรมแทน”
“……”
ทั้งพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ และจดหมายระหว่างผมกับธีโอที่ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ
ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะว่า ผู้คนในยุคนี้มองผมยังไง
ตอนแรกแค่รู้สึกประทับใจ แต่ตอนนี้กลับเห็นได้ชัดว่าพวกเขามอง “อัจฉริยะผู้โชคร้าย” มากกว่าแวนโก๊ะที่แท้จริง
ความรู้สึกดี ๆ จากสเต๊กแกะชั้นยอดเมื่อครู่ ค่อย ๆ จางหายไป
ผมวางส้อมกับมีดลง เพราะไม่อยากกินต่อแล้ว
มาร์ติน แยนเซนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่นั่นมันเป็นการดูหมิ่นเขาอย่างร้ายแรงเลยนะ”
ผมเงยหน้าขึ้น เขาพูดด้วยเสียงแน่นหนัก มั่นใจเต็มเปี่ยม
“นั่นแหละ ปัญหาคือพวกเขาไม่ได้พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ของเขาเลย ใช่ แวนโก๊ะไม่ได้อยากตาย นายเองก็วาดรูปนี่ นายก็น่าจะรู้ใช่ไหม? คนเราจะวาดรูปได้วันละรูปต่อเนื่องกัน 70 วัน มันต้องใช้พลังใจขนาดไหนรู้ไหม?”
จริง ผมรู้ดีว่ามันยากแค่ไหน
“เขาอยากวาดจนแทบบ้าเลยล่ะ หลายคนบอกว่า คนที่มีใจรักขนาดนั้นไม่มีทางคิดสั้นได้หรอก แต่นายลองคิดดูสิ ถ้าเขาถึงขั้นจับพู่กันไม่ไหวเพราะอาการอัมพาต นายคิดว่าเขาจะรู้สึกยังไง? อย่างน้อย สำหรับแวนโก๊ะ ชีวิตที่วาดรูปไม่ได้ มันไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ”
นี่เป็นครั้งแรกเลย ที่มีใครสักคนเข้าใจผมในตอนนั้นได้ถึงเพียงนี้
“ถ้าเรารักเขาจริง ๆ เราก็ต้องจดจำชีวิตของเขาให้ได้ทั้งหมด ฉันใช้เวลา 40 ปีที่ผ่านมา พยายามค้นหาสถานที่ที่เขาตาย เพื่อจะได้พิสูจน์สิ่งนั้นซะที เลิกดูหมิ่นแวนโก๊ะ แล้วหันมาเห็นมนุษย์ที่ชื่อวินเซนต์ แวนโก๊ะ เถอะครับ”
น้ำเสียงของมาร์ติน แยนเซนฟังดูอารมณ์พลุ่งพล่าน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ราวกับต้องการปลอบโยนผม
คุณปู่หัวเราะเบา ๆ พร้อมลูบหลังเขา
“ดูสิ ตื่นเต้นอีกแล้วล่ะ เจ้านี่”
ตอนแรกผมคิดว่าการมาที่นี่จะมีแต่เรื่องเลวร้าย แต่ตอนนี้ ผมได้เจอคนดี ๆ เข้าจนได้
เข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมคุณปู่ถึงเอ็นดูเขานัก
“รอดูเถอะ ฉันจะต้องหามันให้เจอแน่”
ผมพูดพลางเอาเนื้อแกะเข้าปากอีกครั้ง
“ผมอยากไปเดินเล่นหน่อยครับ”
“เดินเล่น?”
“ช่วยย่อยด้วย น่าจะดีออก”
“ก็ได้ งั้นไปกันเถอะ”
พวกเราค่อย ๆ เดินออกจากโรงแรมลาบู
จากความทรงจำของผม มันอยู่บนทางลาดขึ้นเนินไปทางเหนือไม่ไกลนัก โชคดีที่บริเวณรอบ ๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก คิดว่าคงหาทางไปได้
“ฮุน รู้แน่นะว่าจะไปทางไหน?”
“ครับ”
ผมเดินนำหน้าคุณปู่กับมาร์ติน แยนเซนไป
ถึงจะมีบางตึกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ผมลังเลเล็กน้อย
‘ที่นี่คือที่ไหนกันนะ’
บนป้ายเขียนไว้ว่า "ถนนโดบีนี" ใช่แล้ว ละแวกนี้แหละ
“ฮ่า ๆ ฮุนดูจะตื่นเต้นน่าดูเลยนะ หลังจากไม่ได้มานาน”
“ยังเด็กอยู่ เลยมีแรงเหลือเฟือสินะ”
เจอแล้ว
แม้ตอนนี้จะมีตึกปลูกขึ้นมา แต่ก็ยังพอจำได้อยู่
พอคิดว่าเขาใช้เวลาตามหาที่นี่ตั้ง 40 ปีแล้วยังหาไม่เจอ ก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก
เมื่อก่อนมันก็แค่เนินเล็ก ๆ ธรรมดา แต่ตอนนี้บรรยากาศรอบ ๆ เปลี่ยนไปเยอะ
เพราะภาพนั้นวาดในมุมแคบมาก ถ้าไม่ใช่ผมก็คงดูไม่ออกแน่
‘ถ้ามีภาพถ่ายหลงเหลืออยู่ก็คงดีสิ’
แม้ผมจะบอกว่านี่แหละคือที่ที่ผมวาดภาพนั้น แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็ยืนยันอะไรไม่ได้อยู่ดี
มาร์ติน แยนเซน… ขอบคุณจริง ๆ
เขาตามหาที่นี่มาถึง 40 ปี จะมีทางไหนไหมที่ผมจะพิสูจน์ให้ได้ว่าสถานที่นี้แหละคือที่ที่ผมวาดภาพนั้น
“ถึงแล้วเหรอ?”
คุณปู่กับมาร์ติน แยนเซนเดินเข้ามาใกล้
“ตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่เหรอครับ?”
“อืม… ดูแล้วก็นานมากแล้วล่ะ”
มาร์ติน แยนเซนเหลียวมองไปรอบ ๆ พลางเอามือแตะคาง
“สมัยที่วินเซนต์ยังมีชีวิตอยู่ มันยังไม่มีนี่หรอก”
“ฮะ ๆ สนใจอยากรู้ว่ามันเคยเป็นยังไงใช่ไหมล่ะ”
“…ครับ”
เขาคือคนที่ซื้อพื้นที่รอบโอแวร์ญไว้ทั้งหมดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับในอดีต
เขาคือคนที่ไม่ใช่มองผมเป็น “อัจฉริยะผู้โชคร้าย” แต่ยอมรับผม วินเซนต์ แวนโก๊ะ ในแบบที่ผมเป็น
แต่ผมกลับไม่มีอะไรจะทำเพื่อเขาได้เลย
“งั้นที่สำนักงานฉันน่ะ มีภาพถ่ายเก่า ๆ อยู่พอสมควรนะ”
“ภาพถ่ายเก่าเหรอครับ?”
ผมตั้งความหวังขึ้นเล็กน้อย เพราะตอนผมยังมีชีวิตอยู่ โลกก็มีการใช้กล้องถ่ายรูปแล้ว
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ใครกันจะไปถ่ายรูปเนินเขาเงียบ ๆ แห่งนี้ไว้
ทุกวันนี้ถ่ายรูปกันง่ายด้วยสมาร์ทโฟน แต่สมัยนั้นคนธรรมดาจะถ่ายรูปก็ต้องมีเหตุผลพิเศษสักหน่อย เช่น วันสำคัญหรือโอกาสพิเศษ
“ใช่ สนใจจะดูไหมล่ะ?”
เผื่อจะมีอยู่ก็ได้
ผมจึงเดินทางไปที่สำนักงานของมาร์ติน แยนเซน
...
ไม่น่าเชื่อเลย
ขณะที่ดูโปสการ์ดเก่า ๆ ที่มาร์ติน แยนเซนเก็บไว้ ผมก็ถึงกับตะลึง
ภาพเนินเขาหน้าบ้านเลขที่ 37 ถนนโดบีนี ยังคงอยู่ครบถ้วนไม่เปลี่ยนแปลง
ใครกันนะ ที่คิดจะนำภาพถ่ายในปี 1905 มาใส่ในโปสการ์ดแบบนี้ได้
“คุณปู่แยนเซนครับ!”
ผมดีใจจนเผลอตะโกนออกไปเสียงดัง ทำเอาคุณปู่กับมาร์ติน แยนเซนที่กำลังจิบน้ำชาอยู่สะดุ้งโหยง
“โอ๊ย! ร้อน!”
“เจ้านี่! ตกใจหมด ทำไมอยู่ ๆ ถึงตะโกนแบบนั้น!”
“ดูนี่สิครับ! ตรงนี้แหละ! ตรงนี้!”
ผมหยิบแฟ้มใส่โปสการ์ดไปวางบนโต๊ะ ทั้งคุณปู่และมาร์ติน แยนเซนจึงขมวดคิ้วมองด้วยความงุนงง
“อะไรเหรอ?”
“ตรงนี้ไงครับ ตรงนี้แหละ ที่วินเซนต์วาดภาพสุดท้ายก่อนเสียชีวิต”
ทั้งสองคนก้มลงพิจารณาอย่างตั้งใจ
เพราะเกี่ยวกับงานศิลปะ พวกเขาย่อมมีสายตาเฉียบแหลมอยู่แล้ว คงจะมองออก
“ฮะ ๆ ปู่น่ะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“หมายถึงตรงไหนเหรอ?”
ทั้งสองยังดูไม่แน่ใจนัก
“ตรงนี้ไงครับ! จริง ๆ นะ มองไม่ออกกันเหรอ?”
ผมชี้ตำแหน่งชัด ๆ ไป แต่ทั้งคู่ก็ยังทำหน้าครุ่นคิด ไม่มั่นใจนัก
รู้สึกอึดอัดใจจนต้องหยิบแท็บเล็ตออกมา วางเทียบกับโปสการ์ดให้ดูชัด ๆ
พอเห็นภาพเปรียบเทียบชัด ๆ ทั้งสองก็เบิกตากว้างทันที
“นี่มัน……”
มาร์ติน แยนเซนที่ถือแฟ้มอยู่ มือสั่นเล็กน้อย