"ศิษย์น้องทั้งสองมาอยู่ที่สำนักได้สองวันแล้ว พอจะคุ้นชินบ้างหรือไม่?" ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยถามพวกเขาด้วยความเป็นห่วง
"คุ้นชินขอรับ"
"คุ้นชินเจ้าค่ะ!"
"ในสำนักมีงานจิปาถะอยู่บ้าง รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือไม่?"
"ไม่เลยขอรับ เดิมทีตอนอยู่ในหมู่บ้านข้าก็ต้องทำงานอยู่แล้ว หากว่างงานเกินไปกลับจะรู้สึกไม่ชินเสียมากกว่า" หลินเจวี๋ยตอบตามความจริง
"ข้าก็ไม่... ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ"
"ที่นักพรตเต๋าเช่นข้าหาเรื่องให้ศิษย์น้องทั้งสองทำ ก็เพื่อให้พวกเจ้าไม่ว่างจนเกินไป และจะได้ปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตบนภูเขาได้" ศิษย์พี่ใหญ่กล่าว "วันเวลาบนเขาก็เป็นเช่นนี้แหละ"
"เข้าใจขอรับ ศิษย์พี่มีงานอันใดก็สั่งมาได้เลย"
"ข้าก็เข้าใจเจ้าค่ะ"
"มีงานจริงๆ นั่นแหละ น้ำในสำนักใกล้จะหมดแล้ว ศิษย์น้องกินข้าวเสร็จก็ไปตักน้ำจากลำธารบนเขาข้างๆ กลับมาสักสองสามถังเถิด ตักทีละน้อย เดินหลายๆ รอบหน่อย เหนื่อยได้แต่ระวังอย่าให้บาดเจ็บล่ะ"
"ทราบแล้วขอรับ"
"ข้าก็จะไปเจ้าค่ะ!"
"พอดีเลย ศิษย์น้อง วันนี้ข้าว่างพอดี จะเริ่มช่วยเจ้าสกัดแก่นพฤกษาพสุธาของเจ้าเลยก็แล้วกัน" ศิษย์พี่รองที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นและบอกกับหลินเจวี๋ย "การสกัดกลิ่นอายวิญญาณเบญจธาตุฟ้าดินเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้น้ำวิญญาณ บนเขามีตาน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่แห่งหนึ่ง เป็นที่รวมปราณวิญญาณฟ้าดินและแก่นแท้ของสุริยันจันทรา เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้กับเรื่องนี้ เพียงแต่หนทางค่อนข้างไกล ให้เจ้าดำตัวใหญ่ในสำนักนำทางไป เจ้าไปตักกลับมาสักถังก่อนเถิด"
"ตกลงขอรับ"
"หนทางครั้งนี้ยาวไกล ข้าจะให้โอสถท่องสวรรค์แก่เจ้าหนึ่งเม็ด เจ้าอย่าเพิ่งกิน ให้ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน หากพละกำลังไม่พอ เดินไม่ไหวจริงๆ หรือว่ามันดึกเกินไป หรือไม่ก็ถูกปีศาจไล่ล่าค่อยกิน กินแล้วพละกำลังที่ขาก็จะเปี่ยมล้นราวกับมีสายลมพัดพา ไม่ว่าจะเดินหรือวิ่งก็จะเร็วขึ้นมาก" ศิษย์พี่รองกล่าว "จำไว้ว่าตาน้ำศักดิ์สิทธิ์มีวิญญาณ เมื่อไปถึงหน้าตาน้ำ จะต้องตั้งจิตให้บริสุทธิ์จริงใจ ห้ามมีความคิดลบหลู่เด็ดขาด บอกกล่าวจุดประสงค์ที่มา แล้วพูดว่า 'ขอตาน้ำศักดิ์สิทธิ์จงหลั่งริน' น้ำก็จะไหลออกมาเอง"
"จดจำไว้แล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยได้รับเม็ดยาสีเขียวจากเขาหนึ่งเม็ด บรรจุอยู่ในขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น
อันที่จริงในสำนักก็ไม่ได้มีเรื่องให้ทำมากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับศิษย์พี่ทั้งหลาย เพราะพวกเขาถึงกับไม่ทำวัตรเช้าเย็นด้วยซ้ำ การบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนวิชาอาคมก็แล้วแต่ตัวเอง วันหนึ่งๆ มีเพียงงานจิปาถะเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งการต้อนรับผู้มาเยือน ตัดฟืนตักน้ำ ลงเขาไปซื้อของ นอกจากนี้ทุกวันนี้ใต้หล้าเริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้มาเยือนที่ขึ้นเขาจึงมีมากกว่าเมื่อก่อนอยู่บ้าง บางครั้งก็มีผู้มาเยือนนำคำขอร้องมาด้วย ในเวลาเช่นนี้มักจะต้องตามผู้มาเยือนลงเขาไปปราบปีศาจขับไล่สิ่งชั่วร้าย ส่วนเวลาที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นการฆ่าเวลาไปวันๆ
หลังจากมีศิษย์น้องชายหญิงทั้งสองคน งานจิปาถะเหล่านี้ก็ถูกแบ่งเบาไปไม่น้อย
เกรงว่าจะยิ่งว่างงานเข้าไปอีก
ส่วนเรื่องราวของหลินเจวี๋ยกับศิษย์น้องหญิงเล็กนั้นมีมากกว่าเล็กน้อย เพราะพวกเขาทั้งสองต้องสวดมนต์อ่านคัมภีร์ทุกเช้า ในอนาคตยังต้องเรียนรู้การบำเพ็ญเพียรวิชาวิญญาณและวิชาอาคม อีกทั้งยังมีงานจิปาถะที่ต้องทำด้วย
หลินเจวี๋ยไม่รู้สึกว่านี่มีปัญหาอะไร
ศิษย์น้องหญิงเล็กก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกัน
อย่างเช่นการตักน้ำในวันนี้ เรื่องแบบนี้เดิมทีไม่เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร หลินเจวี๋ยเพียงแค่รู้ว่าการบำเพ็ญวิชาวิญญาณนั้นไม่อาจใจร้อน ว่างอยู่ก็คือว่างอยู่ การหาอะไรทำบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อีกทั้งอย่างที่ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวไว้ พวกเขาเพิ่งมาถึงที่นี่ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลและไม่คุ้นชิน หากว่างเกินไปกลับจะรู้สึกอึดอัด มีอะไรให้ทำเสียบ้างยังจะดีกว่า ช่วยให้ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับบนเขาและสำนักเต๋าแห่งนี้ได้
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า ศิษย์น้องหญิงเล็กที่เดิมทีไม่ได้ถูกมอบหมายงานก็ยังเสนอตัวมาทำร่วมกับเขาด้วย
ถึงขั้นที่หลินเจวี๋ยต้องไปตักน้ำที่ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อสกัดแก่นพฤกษาพสุธา ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับครึ่งค่อนวัน นางก็ยังหิ้วถังน้ำใบหนึ่ง ดึงดันจะไปกับเขาให้ได้
หลินเจวี๋ยเดาว่า น่าจะเป็นเพราะเขายอมหลีกทางให้นางในเรื่องการเรียนวิชาอาคมและการเลือกห้องพัก ซ้ำเมื่อเช้ายังสวดมนต์และช่วยอธิบายคัมภีร์ให้นางฟัง นางจึงรู้สึกซาบซึ้งใจและอยากจะตอบแทนเขา ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติ
ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอยู่แล้ว อีกทั้งยังกราบเข้าสำนักพร้อมกัน เป็นสองคนที่รั้งท้ายที่สุดในสำนัก ซ้ำอายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน โดยธรรมชาติแล้วย่อมต้องสนิทสนมกันมากขึ้นเป็นธรรมดา การที่เขาคอยดูแลนางติดๆ กันหลายครั้ง นางจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อเขาเพิ่มขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
ไม่แน่ว่าตอนนี้นางอาจจะกำลังนึกถึงตอนที่ตัวเองคอยระแวดระวังศิษย์พี่แสนดีคนนี้ แล้วรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งอยู่ก็เป็นได้
เมื่อหลินเจวี๋ยคิดมาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย
สรุปว่าตอนนี้ทั้งสองคนต่างก็หิ้วถังไม้กันคนละใบ เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางป่าเขาโดยมีสุนัขสีดำตัวเรียวยาวนำทาง มุ่งหน้าไปยังตาน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ด้านหลังยังมีลูกจิ้งจอกตัวเล็กขนาดไม่ถึงฝ่ามือเดินตามมาด้วย
เจ้าตัวเล็กนี่ก็เหมือนกับลูกแมวลูกหมาทั่วไป เวลาไม่มีใครอยู่ด้วยก็จะกระวนกระวายใจมาก ร้องไม่หยุด พอมีคนอยู่ด้วยก็จะไม่ร้องไม่งอแง ข้อเสียก็คือมันดึงดันจะวิ่งตามคนให้ได้ หลินเจวี๋ยเดินไปหนึ่งก้าว มันต้องเดินอย่างน้อยสิบก้าวถึงจะตามทัน กลัวจริงๆ ว่ามันจะเหนื่อยตายอยู่กลางทาง
เส้นทางเล็กๆ บนเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกชัฏ ทั้งสูงชันและเดินลำบาก
"ศิษย์พี่..."
เด็กสาวเปล่งเสียงแผ่วเบา เป็นฝ่ายชวนเขาคุยก่อน "ท่านรู้หรือไม่ว่าสำนักเต๋าของเรามีที่มาอย่างไร?"
"มีที่มาอย่างไรหรือ?"
"ได้ยินมาว่าเมื่อนานมาแล้ว ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นคนดีที่มีคุณธรรมและชื่อเสียงมาก ท่านอยากจะเป็นเซียนและอยากเรียนวิชาเซียนมาตลอด วันหนึ่งท่านบังเอิญพบกับเทพเซียนองค์หนึ่งระหว่างทาง ท่านจึงขอให้เทพเซียนสอนการบำเพ็ญเพียรและวิชาอาคมให้ เทพเซียนเห็นว่าท่านทำความดีมามากจึงปฏิเสธไม่ลง ก็เลยบอกกับท่านว่า ข้างหน้า... อ้อ ไม่ใช่ ชี้ไปที่เนินเขาข้างหน้าแล้วบอกกับท่านว่า...
"'หากเจ้าสามารถย้ายภูเขาลูกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ ข้าก็จะสอนวิชาเซียนให้เจ้า'
"ท่านปรมาจารย์จึงเริ่มย้ายภูเขา ขุดตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน ไม่หยุดพักแม้ลมพัดฝนตก ใช้เวลาถึงสามสิบปี ในที่สุดก็ย้ายเนินเขาลูกนั้นไปไว้อีกฝั่งหนึ่งจนได้
"เทพเซียนจึงสอนวิชาเซียนทั้งเจ็ดชนิดนี้ให้กับท่าน
"เมื่อวานท่านอาจารย์เป็นคนเล่าให้ข้าฟังเจ้าค่ะ!"
ศิษย์น้องหญิงเล็กคนนี้กำลังเป็นฝ่ายเข้าหาและพยายามลดช่องว่างระหว่างเขากับนาง
เด็กสาววัยสิบกว่าปีนี่นะ น้ำเสียงทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาล้วนบ่งบอกถึงอารมณ์และนิสัยได้อย่างชัดเจนจริงๆ
"ที่แท้การย้ายภูเขาก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ! ต่อมาเทพเซียนองค์นั้นก็บอกกับท่านปรมาจารย์ว่า ที่นี่เดิมทีเป็น... เป็น... สถานที่ที่ท่านเคยบำเพ็ญเพียรมาก่อน..."
"สถานที่บำเพ็ญพรต"
"ใช่เจ้าค่ะ! สถานที่บำเพ็ญพรต! จากนั้นก็ให้ท่านมาบำเพ็ญเพียรที่นี่ ท่านก็เลยมาสร้างสำนักเต๋าที่นี่ ซึ่งก็คือสำนักฝูชิวของเรานั่นเอง"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
มิน่าเล่านักพรตอวิ๋นเฮ่อถึงได้ชอบเก็บลูกศิษย์กลางทางนัก ที่แท้ท่านปรมาจารย์เองก็ได้รับการถ่ายทอดวิชามากลางทางเช่นกัน
เพียงแต่ตำนานบนโลกมักจะถูกแต่งแต้มด้วยความชอบและอคติของผู้คน บางครั้งก็มักจะมีจุดที่ไม่เป็นความจริง เป็นการเยินยอ หรือการทำให้ดูดีดูแย่เกินจริง ดังนั้นคำพูดจำพวก 'เทพเซียน' หรือ 'วิชาเซียน' ในเรื่องราว จึงต้องตีความโดยพิจารณาจากความเข้าใจของผู้คนและค่านิยมในยุคสมัยนั้นประกอบด้วย ส่วนจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จนั้น เวลาผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้แล้ว ก็ยากที่จะบอกได้
"แล้ว 'วิชาป่นหิน' เล่า เป็นวิชาอาคมแบบใดกัน?"
"ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นวิชาธาตุดินที่ร้ายกาจมาก เหมาะสำหรับใช้ในการต่อสู้ สามารถทำให้หินแตกละเอียดเป็นผุยผงได้ และยังสามารถทุบตีสิ่งอื่นให้กลายเป็นเละเทะได้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็เหมาะที่จะนำมาใช้จัดการกับหินมากที่สุดเจ้าค่ะ"
"ฟังดูร้ายกาจมากทีเดียว"
"ข้ายังไม่ได้เรียนเลย..."
"ศิษย์น้องตั้งใจเรียนให้ดี ไม่แน่ว่าต่อไปศิษย์พี่อาจจะต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากเจ้าก็ได้"
"ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ!"
ประโยคนี้ช่างหนักแน่นมั่นคงยิ่งนัก
จากการสังเกตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เด็กสาวคนนี้ขยันขันแข็งและจริงจังมากจริงๆ ดูมีแววว่าจะไม่กลัวความยากลำบากและไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย หลินเจวี๋ยถึงกับเชื่อคำพูดของนางจริงๆ
คุยไปคุยมาก็มาถึงตาน้ำศักดิ์สิทธิ์
เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าลูกจิ้งจอกตัวน้อยนั่นยังคงวิ่งตามมาอยู่ด้านหลัง มันกำลังกระโดดข้ามกิ่งไม้บนพื้น และก้าวข้ามหลุมเล็กๆ ขาทั้งสี่สับวิ่งอย่างรวดเร็ว จนเห็นแล้วชวนให้รู้สึกสงสารมันอยู่บ้าง
"เจ้าตัวเล็กนี่..."
หลินเจวี๋ยก้มหน้ามองมันวิ่งเข้ามาใกล้ และค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงเมื่อมันเข้ามาถึง
"วันนี้ได้ยินแล้วใช่หรือไม่? ศิษย์พี่สี่หาพ่อแม่ของเจ้าบนเขาไม่พบ หากผ่านไปอีกสองสามวันยังหาไม่พบอีก ต่อไปเจ้าก็คงต้องตามข้าแล้วล่ะ"
แน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ
คนทั่วไปเวลาพูดเรื่องแบบนี้กับแมวหรือสุนัข ก็มักจะไม่ได้คิดว่าพวกมันจะฟังรู้เรื่องจริงๆ หรอก
หลินเจวี๋ยส่ายหน้า ทนเห็นมันวิ่งต่อไปไม่ไหว จึงหิ้วตัวมันขึ้นมาซุกไว้ในอกเสื้อ จากนั้นถึงได้หิ้วถังน้ำทั้งสองใบเดินตามสุนัขดำไปข้างหน้า
ที่นั่นมีตาน้ำอยู่แห่งหนึ่ง
ตาน้ำอยู่บนหน้าผาหิน สูงจากพื้นประมาณสามฉื่อ บนหน้าผาหินมีตัวอักษรจ้วนสามคำสลักไว้ว่า 'ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์' ด้านล่างมีต้นหญ้าสีเขียวขึ้นบางๆ มีเศษหินกระจายอยู่เกลื่อนกลาด และมีร่องรอยของการถูกน้ำกัดเซาะ
ขณะนี้ไม่มีน้ำไหลออกมาเลย
หลินเจวี๋ยเดินไปที่หน้าตาน้ำ ทำตามที่ศิษย์พี่รองสั่งความไว้ ตั้งจิตให้บริสุทธิ์จริงใจ แล้วบอกกล่าวตามความจริงไปว่า:
"ข้าแต่ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ผู้เป็นศิษย์รับใหม่รุ่นที่สิบสองของสำนักฝูชิว แซ่หลินนามเจวี๋ย เนื่องจากระหว่างทางได้พบกับภูตพรายตนหนึ่งที่กระหายสุราวิญญาณ พอดีว่าข้ามีสุราวิญญาณอยู่ จึงใช้สุราวิญญาณแลกเปลี่ยนแก่นพฤกษาพสุธามากับเขาหนึ่งก้อน ตอนนี้ข้าต้องการสกัดกลิ่นอายวิญญาณที่อยู่ภายใน จำเป็นต้องใช้น้ำวิญญาณ"
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ตาน้ำแห่งนี้จะหลั่งน้ำออกมาตามคำขอของคนได้จริงๆ หรือ?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในใจก็พลันสะท้านเยือก ไม่รู้ว่าการที่ตนคิดเช่นนี้จะถือเป็นการไม่เคารพหรือลบหลู่ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ เขาไม่กล้าเสี่ยง เพราะกลัวว่าการเสี่ยงก็ถือเป็นการล่วงเกินรูปแบบหนึ่ง จึงจำต้องรีบหยุดความคิดนั้นอย่างลุกลี้ลุกลน
"ขอตาน้ำศักดิ์สิทธิ์..."
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ได้ยินเสียง 'พรูด' ดังขึ้น
เสียงนั้นดังมาจากในตาน้ำนั่นเอง
ในขณะที่หลินเจวี๋ยกำลังประหลาดใจและรู้สึกผิด โดยคิดว่าความคิดเมื่อครู่ของตนคงจะล่วงเกินตาน้ำวิญญาณเข้าให้แล้วจริงๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลมและเสียงน้ำดังปุดๆ ดังมาจากในตาน้ำอย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วครู่ ก็มีน้ำพุไหลทะลักออกมา
ตอนแรกเป็นเพียงสายน้ำเล็กๆ ผ่านไปครู่เดียวก็พุ่งออกมาเป็นสาย
หลินเจวี๋ยได้สติกลับมา รีบหิ้วถังน้ำเข้าไปรองรับทันที
ศิษย์น้องหญิงเล็กที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน
ลูกจิ้งจอกในอ้อมอกที่โผล่ออกมาแค่หัวก็เบิกตากว้าง
ถังหนึ่งรองได้ครึ่งถัง อีกถังรองได้ไม่ถึงครึ่งถัง ไม่นานน้ำที่หลินเจวี๋ยต้องการก็รองเสร็จเรียบร้อย
"พอแล้วๆ"
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดออกมา
พูดไปก็แปลก พอสิ้นเสียง น้ำก็ไหลน้อยลง
เพียงไม่นาน ก็หยุดไหลไปเสียแล้ว
หลินเจวี๋ยถึงกับเหม่อลอยและงุนงง
"ลำบากศิษย์น้องแล้ว"
"ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ!"
ดังนั้นเขาจึงหิ้วถังน้ำเดินกลับไปพร้อมกับศิษย์น้องหญิงเล็ก ระหว่างทางก็เดินๆ หยุดๆ กินไข่ไก่รองท้อง และเด็ดผลไม้ป่าที่รู้จักมากินแก้หิว ใช้เวลามากกว่าตอนขามาอยู่โข ถึงได้กลับมาถึงสำนักเต๋า เดิมทีคนเดียวต้องเดินหิ้วน้ำถึงสองรอบถึงจะได้น้ำเต็มถัง พอมีศิษย์น้องหญิงเล็กมาช่วย ก็เลยเดินเพียงแค่รอบเดียว
จากนั้นจึงนำไปมอบให้ศิษย์พี่รอง
เมื่ออกมาและกำลังจะไปตักน้ำต่อ ก็บังเอิญพบกับนักพรตเฒ่าพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดถาม
เห็นเพียงนักพรตเฒ่าเงยหน้าลูบเคราหัวเราะ:
"ภูเขาลูกนี้มีเทพารักษ์ ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์มีวิญญาณ น้ำพุมีหรือจะไม่รู้ว่าในใจเจ้าเคารพหรือไม่เคารพ? แล้วมีหรือจะไม่รู้ว่าอุปนิสัยของเจ้าเป็นเช่นไร? ในเมื่อความตั้งใจสื่อไปถึงแล้ว ไยต้องใช้คาถามาเร่งเร้าด้วยเล่า?"
"ในเมื่อความตั้งใจสื่อไปถึงแล้ว ไยต้องใช้คาถามาเร่งเร้าด้วยเล่า..."
หลินเจวี๋ยพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้ คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
การบำเพ็ญเพียรวิชาอาคมของโลกใบนี้ไม่เหมือนกับที่เขาเคยคิดไว้แต่แรก ทว่าประสบการณ์ตลอดการเดินทาง สิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินมายังคงปรับเปลี่ยนความเข้าใจของเขาอยู่เสมอ และทำให้โลกในใจของเขาสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น







