"ผู้ที่แตกฉานเรื่องฟ้าดิน ย่อมต้องอ้างอิงจากมนุษย์ ผู้ที่แตกฉานเรื่องมนุษย์ ย่อมต้องยึดหลักจากฟ้าดิน"
ภายในตำหนักปานซานของสำนักฝูชิว นักพรตเฒ่าสวมชุดนักพรตนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ศิษย์ตัวน้อยที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่สองคนนั่งอยู่เบื้องล่าง เขากำลังบรรยายธรรม
น้ำเสียงของนักพรตเฒ่าฟังดูเนิบนาบผ่อนคลาย
เพียงแต่ในความผ่อนคลายนั้นกลับมีความอ่อนแรงแฝงอยู่บ้าง ซึ่งแตกต่างจากสภาพของเขาตอนที่อยู่ระหว่างทางก่อนจะกลับมาถึงสำนักอย่างสิ้นเชิง
"ดังนั้นฟ้าดินจึงมีสี่ฤดูกาล ตะวันจันทราผลัดเปลี่ยน ความหนาวความร้อนหมุนเวียน นี่คือวัฏจักร เมื่อปรองดองกลายเป็นฝน เมื่อเกรี้ยวกราดกลายเป็นลม เมื่อแตกซ่านกลายเป็นน้ำค้าง เมื่อปั่นป่วนกลายเป็นหมอก เมื่อควบแน่นกลายเป็นน้ำค้างแข็งและหิมะ เมื่อก่อตัวกลายเป็นแมลง นี่คือกฎเกณฑ์ปกติของฟ้าดิน มนุษย์มีสี่รยางค์ห้าอวัยวะภายใน มีตื่นมีหลับ หายใจเข้าออก พลังปราณเข้าออก ไหลเวียนเป็นเกราะคุ้มกัน ปรากฏออกมาเป็นสีหน้า เปล่งออกมาเป็นน้ำเสียง นี่ก็คือกฎเกณฑ์ปกติของมนุษย์เช่นกัน
"คำกล่าวนี้หมายความว่า ผู้ที่เชี่ยวชาญการกล่าวถึงวิถีแห่งฟ้าดิน จำต้องเชื่อมโยงกับมนุษย์ ผู้ที่เชี่ยวชาญการกล่าวถึงเรื่องราวของมนุษย์ จำต้องอ้างอิงวิถีแห่งฟ้าดิน หากนำมาใช้กับการบำเพ็ญเพียร ก็คือผู้บำเพ็ญเพียรใช้อารมณ์ความรู้สึกและการเปลี่ยนแปลงของตนเองไปทำความเข้าใจฟ้าดิน และต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงตามกฎเกณฑ์ของฟ้าดินมาปรับสมดุลตนเองอยู่เสมอ ฟ้าและมนุษย์สอดประสาน ทั้งสองสิ่งนี้เดิมทีก็เชื่อมโยงถึงกัน
"แค่กๆ..."
โดยรวมแล้วเป็นการบรรยายถึงความสอดคล้องกันระหว่างมนุษย์กับฟ้าดิน
และเป็นธรรมะที่นักพรตอวิ๋นเฮ่อบรรยายให้พวกเขาฟัง
นับเป็นหนึ่งในบทเรียนพื้นฐานก่อนการบำเพ็ญเพียร
นักพรตเฒ่าบรรยายอย่างเนิบนาบ ดวงตะวันค่อยๆ ลอยสูงขึ้น
เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่ามีท่าทีเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
"วันนี้พอแค่นี้ก่อน"
"ขอรับ ท่านอาจารย์"
"มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือไม่"
"แทบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ต้องค่อยๆ ขบคิดทบทวนขอรับ"
"เช่นนั้นก็ดี"
นักพรตเฒ่าพยักหน้าติดๆ กัน แล้วกล่าวกับพวกเขาอีกว่า
"จริงสิ อาจารย์อายุมากแล้ว ช่วงนี้ที่ผ่านมาเวลาตื่นรู้มีน้อยกว่าเวลาหลงลืม ประจวบเหมาะกับตอนทำพิธีบวงสรวงครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ สำนักเซียนหยวนก็รับศิษย์มาสิบกว่าคน พวกเขาจะสอนศิษย์อ่านเขียนหนังสือโดยเฉพาะ ปรมาจารย์ของสองสำนักเราเดิมทีก็เป็นสหายที่สนิทสนมกันมาก ภายหลังก็ยังเป็นสหายเก่า ชิงเหยา เจ้าอ่านหนังสือไม่ออก ถึงเวลาเจ้าก็ไปเรียนอ่านเขียนพร้อมกับศิษย์ของสำนักเซียนหยวนเถอะ จำไว้ว่าต้องตั้งใจให้มากนะ"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
ศิษย์น้องหญิงเล็กพยักหน้าอย่างจริงจัง
"หลินเจวี๋ย เจ้าอ่านหนังสือออก แต่ก็ต้องรู้ไว้ว่า เรียนวิชาความรู้นั้นง่าย เรียนวิถีแห่งเต๋านั้นยาก ตอนที่เจ้าสำนักเซียนหยวนบรรยายธรรมให้ศิษย์ฟัง อาจารย์ก็จะให้พวกเจ้าไปร่วมฟังด้วย พวกเจ้าอย่าได้เกรงใจ วิถีแห่งเต๋าเป็นสิ่งที่เปล่งออกจากปากแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน หากอยากไปให้ได้ไกล การฟังแต่อาจารย์เพียงผู้เดียวก็ออกจะคับแคบไปสักหน่อย หวั่งจีจื่อผู้นั้นก็มีความเข้าใจลึกซึ้งในด้านนี้เช่นกัน" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าวพลางหัวเราะหึๆ "หากพวกเขาสอนวิชาอาคม เจ้าก็อย่าหน้าบางเกินไป จำมาได้สักนิดก็ยังดี"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยรับคำเช่นเดียวกัน
...
บนยอดเขาฝูชิว
ภายในป่าเขามักมีเสียงสับกิ่งไม้และหักไม้ผุพัง มักมีเสียงพูดคุย หากอยู่ใกล้ ก็ยังได้ยินเสียงพิณและเสียงขลุ่ยดังมาจากสำนัก หากอยู่ไกล ก็จะได้ยินเสียงขลุ่ยเป็นครั้งคราวเท่านั้น นั่นคือเสียงที่ศิษย์พี่สี่เป่าออกมาในยามว่างขณะคลุกคลีกับสิงสาราสัตว์ในป่า
"พี่ต้นไม้เอ๋ยพี่ต้นไม้ กิ่งก้านด้านล่างของท่านโดนแสงแดดไม่ถึง รังแต่จะสิ้นเปลืองสารอาหารเปล่าๆ ข้าจะช่วยตัดแต่งมันให้ แล้วเอามาให้ข้าใช้เป็นฟืนเถอะนะ"
"ศิษย์พี่ ท่านตัดฟืนทำไมถึงยังพูดกับต้นไม้อีก"
"สร้างความสำราญให้ตัวเองน่ะ..."
ขณะที่หลินเจวี๋ยพูด เขาก็ตวัดมีดในมือฟันลงไปแล้ว
เดิมทีการตัดฟืนเป็นงานที่หลินเจวี๋ยรับอาสามา แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กกลับไม่ยอมให้เขาทำคนเดียว มักจะคอยตามเขามาด้วยเสมอ ทุกครั้งที่เขาตัดฟืนลงมา นางก็จะเป็นคนอุ้มไป มัดรวมแยกประเภทตามความแห้งชื้นและขนาดเล็กใหญ่
ตอนที่ตัดฟืนเสร็จแล้วนำกลับสำนัก ทั้งสองคนก็กลับด้วยกัน เพียงแต่คนหนึ่งหาบไม้คาน ส่วนอีกคนสะพายตะกร้าหลังก็เท่านั้น
ส่วนลูกจิ้งจอกน้อยก็เดินตามหลังพวกเขาไป
หลายวันมานี้เป็นเช่นนี้มาตลอด
นอกจากตัดฟืนแล้ว ก็ยังต้องตักน้ำด้วย
บนเส้นทางสายเล็กจากสำนักที่ทอดยาวไปถึงตาน้ำไม่รู้ว่ามีน้ำหกหล่นไปมากเท่าใด ทั้งสองคนยังคงเดินตามกันไป คนหนึ่งหิ้วถังน้ำค่อนถัง อีกคนหิ้วถังน้ำไม่ถึงครึ่งถัง ศิษย์น้องหญิงเล็กเห็นเขาเดินนางก็เดินตาม แม้จะหิ้วไม่ไหวแล้วก็ยังกัดฟันรอจนกว่าเขาจะหยุดพักนางถึงจะยอมหยุดตาม เดินพร้อมกันพักพร้อมกัน จิ้งจอกน้อยก็ยังคงวิ่งไปวิ่งมาตามหลังพวกเขา ไม่รู้ว่าวิ่งไปกี่รอบแล้ว
นอกเหนือจากนี้ ทุกเช้าต้องสวดมนต์ บำรุงลมปราณในสำนัก ตกเย็นก็ไปฝึกหายใจรับส่งพลังปราณที่ภูเขาด้านหลัง นับว่าว่างเว้นสบายๆ ในเวลาเช่นนี้ ศิษย์น้องหญิงเล็กหากไม่กำลังรับฟังคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ก็มักจะกำลังทำงานอย่างอื่นอยู่
เริ่มแรกหลินเจวี๋ยคิดว่าศิษย์น้องหญิงเล็กผู้นี้กำลังทำตัวให้เป็นที่น่าชื่นชม และคิดว่านางสนิทสนมกับเขาจึงต้องมาอยู่กับเขาให้ได้ ทั้งยังคิดว่านางอยากช่วยเขาแบ่งเบางานที่เหน็ดเหนื่อย
อีกทั้งยังคิดว่าศิษย์น้องหญิงเล็กไม่อยากเห็นเขาขยันขันแข็ง แต่ในสายตาท่านอาจารย์และบรรดาศิษย์พี่กลับดูเหมือนนางเกียจคร้านไม่มีอะไรทำ
บางทีอาจจะถูกทั้งหมด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ถูกไปเสียทั้งหมด
จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน หลินเจวี๋ยถึงค่อยๆ มองเห็นอะไรบางอย่างในใจกระจ่างขึ้น และขบคิดจนเข้าใจว่า...
ศิษย์น้องหญิงเล็กผู้นี้ ดูเหมือนจะชอบทำงานอยู่นิดหน่อย?
กระทั่งบังเอิญเจอศิษย์พี่ใหญ่กำลังขุดดินอยู่นอกสำนัก หรือเห็นศิษย์พี่สามกำลังขนไหสุราของเขา นางก็ยังเสนอตัวเข้าไปช่วยหยิบจับสองสามที ต่อให้ช่วยอะไรไม่ได้ก็ยังทำทีเป็นวุ่นวายช่วยงาน
ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน
หลายวันต่อมา...
หลินเจวี๋ยถูกศิษย์พี่รองเรียกไปยังห้องหลอมโอสถของเขา
ห้องหลอมโอสถของศิษย์พี่รองน่าจะตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนเช่นกัน ตั้งอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของสำนัก เป็นศาลาเก๋งหลังเล็ก ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนระอุที่ปะทะใบหน้า
ศาลาเก๋งมีความสูงเทียบเท่าอาคารสองชั้นทั่วไป แต่ความจริงแล้วมีเพียงชั้นเดียว ตรงกลางตั้งเตาหลอมโอสถเอาไว้ บนพื้นสลักลวดลายปลาหยินหยาง บนชั้นวางของด้านหลังศาลาเก๋งมีขวดและโถวางเรียงรายอยู่มากมาย ศิษย์พี่รองนั่งขัดสมาธิ ด้านหลังเขามีโต๊ะวางพิณและพิณโบราณตัวหนึ่งตั้งอยู่ คิดว่าระหว่างรอโอสถหลอมเสร็จ ยามที่เบื่อหน่ายเขาคงจะดีดพิณเพื่อความสำราญ เสียงพิณที่มักจะได้ยินในสำนักอยู่บ่อยๆ ก็คงมาจากเขานี่เอง
"ศิษย์น้องเล็กมาแล้วหรือ"
"ศิษย์พี่"
"กลิ่นอายวิญญาณเบญจธาตุข้าสกัดออกมาได้แล้ว แบ่งออกเป็นธาตุดินกับธาตุไม้สองส่วน บรรจุไว้ในขวด" ศิษย์พี่รองหยิบขวดสองใบขึ้นมา เขาเริ่มจากสกัดแก่นแท้ของธาตุดินและธาตุไม้ละลายในน้ำวิญญาณเพื่อเก็บรักษาไว้ จากนั้นจึงสกัดของเหลววิญญาณให้บริสุทธิ์ ถึงจะสามารถทำให้กลิ่นอายวิญญาณเบญจธาตุที่เลื่อนลอยจับต้องไม่ได้กลายเป็นรูปธรรมและควบแน่นเป็นโอสถได้ "น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้บำเพ็ญวิชาเบญจธาตุ มิเช่นนั้นหากกลืนกินกลิ่นอายวิญญาณเข้าไป ก็ยังช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรได้ ตอนนี้ทำได้เพียงเพิ่มพูนความเข้าใจต่อเบญจธาตุเท่านั้น"
"แค่กลืนกินเข้าไปก็พอหรือขอรับ"
หลินเจวี๋ยรับขวดกระเบื้องทั้งสองใบมา
ปากบอกว่าเป็นเบญจธาตุ แต่ที่จริงมีเพียงธาตุดินกับธาตุไม้สองส่วนเท่านั้น
"แค่กลืนกินเข้าไปก็พอ แต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน แม้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์จะสามารถรองรับกลิ่นอายวิญญาณแห่งฟ้าดินได้ แต่กลิ่นอายวิญญาณเดิมทีก็เป็นสิ่งที่เลื่อนลอย มันจะค่อยๆ สลายไปอย่างต่อเนื่อง" ศิษย์พี่รองกล่าว "ขณะเดียวกัน กลิ่นอายวิญญาณเดิมทีมนุษย์ก็ไม่สามารถดูดซับได้ กลืนกินเข้าไปก็แค่อยู่ในร่างกายของเจ้า ทำให้เจ้ารู้สึกราวกับตกอยู่ในสถานที่อันเร้นลับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายวิญญาณ เจ้าจำต้องทำความเข้าใจมันในทันที"
"จำไว้แล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยมีสีหน้าจริงจัง ตัดสินใจว่าพอกลับไปจะกลืนกินเพื่อทำความเข้าใจทันที จากนั้นก็ล้วงเอายางท้อสองเม็ดออกมาจากอกเสื้อ "ศิษย์พี่รองรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อันใดขอรับ"
"นี่คือสิ่งใด"
"ยางท้อขอรับ"
"เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายวิญญาณ คงจะไม่ธรรมดาสินะ" ศิษย์พี่รองกล่าว "ของพรรค์นี้ สามารถนำมาหลอมโอสถได้เช่นกัน กินคู่กับกลิ่นอายวิญญาณธาตุไม้ เพียงแต่ข้าไม่มีตำรับโอสถที่เข้ากันได้ หากนำมาหลอมก็คงจะสูญเปล่าไปสักหน่อย ทว่าของพวกนี้เดิมทีก็สามารถกินได้โดยตรงอยู่แล้ว ก็กินเข้าไปโดยตรงเลยเถอะ"
"กินเข้าไปโดยตรงเลยหรือขอรับ แบบนั้นจะไม่ยิ่งสูญเปล่าหรือ"
"หากพูดถึงสรรพคุณ ย่อมด้อยกว่าเป็นธรรมดา แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกนัก" ศิษย์พี่รองกล่าวอย่างเรียบเฉย "ตัวมันเองก็สามารถนำมากินได้อยู่แล้ว หากดึงดันจะนำมันไปหลอมเป็นโอสถให้ได้ นั่นก็ไม่ใช่การสูญเปล่าอีกรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ"
"..."
หลินเจวี๋ยรู้สึกเหมือนมีตรงไหนไม่ถูกต้อง แต่ก็รู้สึกเหมือนว่าเขาพูดถูก
"เข้าใจแล้วขอรับ"
ดังนั้นหลินเจวี๋ยจึงเก็บยางท้อกลับมา ถือขวดเล็กสองใบ แล้วกลับไปที่ห้องของตนเอง
จิ้งจอกน้อยก็เดินตามเขามาด้วยตามธรรมชาติ
"แอ๊ด~"
หลินเจวี๋ยปิดประตูห้อง พร้อมกับก้มตัวลงหิ้วคอมันขึ้นมา
"ศิษย์พี่สี่บอกว่าเจ้าอาจจะเป็นทายาทของปีศาจจิ้งจอก ใช่หรือไม่"
"งื๊ดๆ..."
มีเสียงงื๊ดๆ ดังออกมาจากปากของมัน
"จะใช่หรือไม่ก็ช่างเถอะ ผ่านมาหลายวันแล้ว ศิษย์พี่สี่ก็ยังหาพ่อแม่ของเจ้าไม่พบ เจ้าก็ทำได้เพียงตามข้ามาแล้วล่ะ รอให้พ่อแม่เจ้ามาตามหา แล้วเจ้าค่อยกลับไปก็แล้วกัน"
"งื๊ดๆ..."
หลายวันมานี้ มันคุ้นเคยกับหลินเจวี๋ยมากแล้ว มันยอมให้เขาหิ้วอยู่ในมืออย่างว่าง่าย กระดกหางขึ้นมาปิดบังจุดสำคัญ นอกจากการจ้องมองเขาและบิดตัวไปมาซ้ายขวาอย่างทำอะไรไม่ถูกแล้ว ก็ไม่มีท่าทีผิดปกติอื่นใด
หลินเจวี๋ยเห็นเช่นนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "แต่เจ้าก็อย่ากังวลไปเลย สถานที่แห่งนี้สำหรับข้าแล้ว ก็แปลกหน้าไม่ต่างกัน"
จิ้งจอกน้อยยังคงส่งเสียงงื๊ดๆ ต่อไปโดยไม่ตอบอะไร
หลินเจวี๋ยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ศิษย์พี่สี่ไม่รู้ว่าไปเป่าขลุ่ยอยู่ที่ใด เสียงขลุ่ยไพเราะกังวาน ลอยแว่วเข้ามาในห้องอย่างแผ่วเบา
นักพรตเหล่านี้ช่างว่างเว้นเสียจริง
หลินเจวี๋ยละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน นั่งขัดสมาธิลงข้างเตียง แผ่นหลังพิงเตียงเพื่อให้มีที่รองรับ แล้วจึงหยิบขวดเล็กสองใบออกมา
แม้จะยังไม่ได้เปิดฝาขวด แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณที่อยู่ข้างในลางๆ ขวดหนึ่งหนักแน่นมั่นคง กระทั่งตอนถือก็ยังรู้สึกหนัก ส่วนอีกขวดเปี่ยมล้นด้วยพลังชีวิต เพียงแค่สูดลมหายใจก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง
จากนั้นจึงเปิดจุกขวดออก
ด้านในคือปราณและแสงสว่างอันเลื่อนลอย
มองดูแล้วค่อนข้างมหัศจรรย์และชวนฝัน
หลินเจวี๋ยกลับไม่กล้ามองนาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบเพียงขวดกลิ่นอายวิญญาณธาตุไม้ขึ้นมา ส่วนอีกขวดก็วางกลับไป เตรียมตัวจะเอาไปให้ศิษย์น้องหญิงเล็กในภายหลัง...
ในเมื่อแม่นางผู้นั้นอุตส่าห์วุ่นวายช่วยเขาหิ้วน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มาครึ่งค่อนวัน กลิ่นอายวิญญาณธาตุดินนี้เขาก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในตอนนี้ แบ่งให้นางครึ่งหนึ่งจะเป็นไรไป
จากนั้นก็ไม่ชักช้าอีก แหงนหน้ากลืนมันลงท้องไป
ทันใดนั้นสมองก็อื้ออึงขึ้นมาวูบหนึ่ง
ทุกสิ่งในห้องตลอดจนตัวห้องเองดูเหมือนกำลังถอยห่างออกไปเรื่อยๆ หลินเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ในห้อง แต่กลับมาอยู่ท่ามกลางป่าทึบ รอบด้านล้วนเป็นกลิ่นอายวิญญาณอันเข้มข้น แม้จะกล่าวว่าเร้นลับหาใดเปรียบ ทว่าก็เลื่อนลอยยากจะจับต้อง จำต้องใช้ใจไปทำความเข้าใจ
หลินเจวี๋ยหลับตาไม่พูดจา ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับมัน
นี่คือกลิ่นอายวิญญาณที่ป่าเขาหล่อเลี้ยงไว้
จิ้งจอกน้อยที่อยู่ข้างๆ หดตัวอยู่ที่มุมห้อง เบาะรองนั่งตรงมุมห้องคือรังของมัน มันทำราวกับทุกค่ำคืน คือเงยหน้าขึ้นมา ใช้ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองหลินเจวี๋ยเขม็ง คอยสังเกตการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บางครั้งก็เอียงคอไปด้านข้าง ราวกับกำลังครุ่นคิด
...
ด้านนอกฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ว่ากันว่าบนเขาอีซานทุกๆ สามสี่วันจะมีวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเพียงวันเดียว เวลาอื่นหากไม่เป็นหมอกก็เป็นฝน และส่วนใหญ่แล้วฝนกับหมอกมักจะมาพร้อมกัน
เฉกเช่นวันนี้
หินแกรนิตที่โผล่พ้นดินบนเขาถูกน้ำฝนสาดกระเซ็นจนเปียกชุ่มในชั่วพริบตา ฝนกระตุ้นให้เกิดหมอกภูเขา ทั้งบดบังสำนักที่อยู่ตีนเขาจนโผล่มาให้เห็นเพียงมุมเล็กๆ ที่น่าสงสาร และยังบดบังยอดเขาอันวิจิตรพิสดาร โขดหินรูปร่างแปลกตา รวมถึงต้นสนโบราณแต่ละต้นบนภูเขาจนมิด
สายลมพัดพาหมอกลอยไป ในสายหมอกสามารถมองเห็นละอองเม็ดเล็กๆ ได้อย่างชัดเจน ยามนี้คือฤดูร้อน ต้นสนโบราณทั่วทั้งภูเขาล้วนผลิดอกสนจนเต็มต้น สีสันส้มแดงราวกับเม็ดข้าว ถูกฝนและหมอกสาดกระเซ็นจนเปียกชุ่มอย่างง่ายดาย
ทว่าต้นสนโบราณเหล่านี้ส่วนใหญ่หยั่งรากอยู่ตามซอกหิน ขาดแคลนดินมาแต่ไหนแต่ไร ก็ได้การหล่อเลี้ยงจากฝนและหมอกเหล่านี้นี่แหละ ถึงทำให้พวกมันมีชีวิตรอดมาได้
ดังนั้นต้นสนโบราณจึงดูดซับความชุ่มชื้นอย่างตะกละตะกลาม ส่งผ่านใบไม้ลงไปด้านล่าง หยั่งรากลึกลงไปอย่างสุดกำลัง กระทั่งผ่าทลายหินภูเขา วัชพืชในป่าก็ดื่มด่ำจนอิ่มหนำเช่นกัน ดอกโคมญี่ปุ่นพอถูกฝนสาดก็ดูงดงามบอบบางยิ่งขึ้น ทั้งยังมีดอกที่เดิมทีเป็นเพียงดอกตูม ก็เบ่งบานกลีบดอกออกมารับสายฝนและสายหมอกที่พัดพามานี้
อาศัยกลิ่นอายวิญญาณนี้ อาศัยสายฝนและสายหมอกที่พัดพามานี้ หลินเจวี๋ยราวกับสามารถสัมผัสได้ถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เขาถึงได้ลืมตาขึ้น
ในมือปรากฏยางท้อสองเม็ด
สิ่งที่ศิษย์พี่รองพูดอาจจะมีเหตุผล ยางท้อนี้เดิมทีก็สามารถนำมากินได้อยู่แล้ว หากนำไปหลอมเป็นโอสถที่หน้าตาเหมือนๆ กันกลืนลงไปในคำเดียว ต่อให้สรรพคุณจะเพิ่มขึ้น แต่ในบางแง่มุมก็ถือเป็นการสูญเปล่าเช่นกัน บางทีนี่อาจจะเป็นสภาวะจิตใจรูปแบบหนึ่ง เป็นมุมมองรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
หลินเจวี๋ยอาจควรหาเวลาสักวัน นำมันไปต้มเป็นน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวยางท้อ ทว่าตอนนี้ยังทำไม่ได้
เขาพลันรู้สึกว่า เขาต้องการมัน
จึงกลืนมันลงท้องไปรวดเดียว
มีกลิ่นอายวิญญาณเบ่งบานในร่างกายของเขาอีกครั้ง ราวกับต้นไม้แก่ผลิดอก ราวกับกิ่งท้อออกผล ราวกับฤดูใบไม้ผลิแตกยอดอ่อน ไม่ได้มีสรรพคุณยิ่งใหญ่อันใด เพียงแต่ทำให้เขาได้สัมผัสถึงกระบวนการนี้อย่างบอกไม่ถูก
บางครั้งก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกลายเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งเช่นกัน
ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
จิ้งจอกน้อยตัวนั้นละทิ้งเบาะรองนั่ง มาหมอบอยู่ตรงหน้าเขา เอียงคอจ้องมองเขาเขม็ง
หลินเจวี๋ยสบตากับมัน นั่งนิ่งไม่ไหวติง
คล้ายกับว่ายังคงจมดิ่งอยู่ในความเข้าใจก่อนหน้านี้ และคล้ายกับเป็นเพียงการเหม่อลอยอย่างแท้จริง
"หง่าง..."
เสียงระฆังดังขึ้นสายหนึ่ง
หลินเจวี๋ยลุกขึ้นยืน เดินออกไปด้านนอก
จิ้งจอกน้อยรีบตามเขาไปทันที
ทว่าเขาเพิ่งจะยื่นมือออกไป คิดจะเปิดประตูห้อง แต่กลับหยุดชะงักลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกก้าวเล็กๆ จนกระทั่งหน้าผากและปลายจมูกแนบชิดกับบานประตู
"..."
หลินเจวี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ภายในใจท่องบ่นเงียบๆ ว่า 'ผู้สอดประสานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง' จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าต่อ
"..."
ไม่มีสรรพเสียง ไม่มีแรงปะทะ
คล้ายมีแรงต้าน ทว่าไม่แข็งกระด้าง
ราวกับเดินต้านพายุและม่านน้ำตกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
รอจนหลินเจวี๋ยหันกลับไปมอง ตัวเองก็มายืนอยู่นอกประตูแล้ว ประตูไม้ด้านหลังยังคงปิดสนิทดี กระทั่งค่อยๆ ได้ยินเสียงลูกจิ้งจอกน้อยที่มองไม่เห็นคน ทีแรกส่งเสียง "เอ๋?" อย่างสงสัย จากนั้นก็เริ่มส่งเสียงงื๊ดๆ เบาๆ อย่างตื่นตระหนก
วิชาเร้นกายธาตุไม้ สำเร็จแล้วจริงๆ
ตัวเขาเดินทะลุประตูออกมาได้จริงๆ
หลินเจวี๋ยยืนอยู่หน้าประตู ซึมซับรสสัมผัสอย่างละเอียด
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่าหลงใหลเสียจริง







