สายลมหยุดพัดอีกครั้ง
ตอนที่หลินเจวี๋ยหันกลับมา ก็เห็นศิษย์พี่สี่ถือขลุ่ยเดินลงมาจากบนเขาโดยมีฝูงหมาป่าล้อมหน้าล้อมหลัง เมื่อเห็นเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น อีกฝ่ายจึงหยุดเดินแล้วหันมามอง
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ได้ไปฟังท่านนักพรตหวั่งจีจื่อบรรยายธรรมที่สำนักเซียนหยวนหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้"
"ข้ากลับมาแล้วขอรับ นี่ขึ้นเขามาตัดฟืน แล้วก็แวะมาหาศิษย์พี่สี่ด้วย"
"หาข้า? หาข้าทำไมรึ"
"ไม่มีอะไรแล้วขอรับ"
"อย่าขยันนักเลย ทำตัวเกียจคร้านเสียบ้างเถอะ หากพูดตามคำของศิษย์พี่สามเจ้าก็คือ ขยันปานนี้สู้ไปบวชเป็นพระในวัดดีกว่า จะมาเป็นนักพรตทำไม"
ศิษย์พี่สี่พูดพลางหัวเราะแล้วก้าวเดินลงเขาต่อไป
ฝูงหมาป่าเดินตามเขาไปราวกับสายน้ำไหล
หลินเจวี๋ยก้มมองลูกจิ้งจอกน้อยข้างกาย เห็นมันนั่งตัวตรงแหน่วอยู่แทบเท้าเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ สายตาจดจ้องไปยังฝูงหมาป่า ดูเหมือนมันจะรับรู้ได้ถึงสายตาจากเบื้องบน จึงเงยหน้าขึ้นมามองเขา นัยน์ตาคู่นั้นใสกระจ่าง มีเพียงความอยากรู้อยากเห็น ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อฝูงหมาป่า
"ไปกันเถอะ"
หลินเจวี๋ยตัดกิ่งไม้แห้งแถวนั้นมานิดหน่อย ถือเสียว่าช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างให้ป่าเขา แล้วจึงเดินกลับไปเช่นกัน
คืนนี้คนในสำนักได้กินอาหารมื้ออร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ
ตอนนี้เวรทำอาหารตกเป็นของศิษย์พี่เจ็ด
เดิมทีคิดว่าฝีมือทำอาหารของศิษย์พี่เจ็ดคงสู้ศิษย์พี่หกไม่ได้ และบางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ศิษย์พี่เจ็ดผัดกับข้าวไม่เป็น ทำอะไรก็ใช้วิธีต้มในน้ำเปล่า ซึ่งก็เป็นวิธีที่พบเห็นได้ทั่วไปตามตีนเขา ทว่าเขาชอบเอาข้าว ผัก และเนื้อสัตว์มาต้มรวมกันในหม้อใบใหญ่ เวลาจะกินก็ตักแบ่งกันคนละชาม ดูหยาบกระด้าง เวลากินก็รู้สึกหยาบกระด้าง แต่หากพูดถึงรสชาติ กลับบอกไม่ได้เต็มปากว่าแย่กว่าศิษย์พี่หก
อย่างไรเสียก็กินได้ เคี้ยวออก และกินจนอิ่มได้ก็แล้วกัน
แต่วันนี้เขาต้มไก่หม้อใหญ่ซึ่งหาได้ยากยิ่ง เป็นไก่ที่เลี้ยงเองบนเขา ต้มในน้ำเปล่า ใส่ขิงแผ่นดับคาว ปรุงรสด้วยเกลือพอประมาณ อันที่จริงทำแค่นี้ก็ยากที่จะไม่อร่อยแล้ว
ศิษย์พี่สามเห็นดังนั้นก็ดีใจมาก จึงนำสุราที่หมักเองออกมา
ผู้คนในสำนักช่วยกันยกโต๊ะออกมานอกเรือน ประจวบเหมาะกับแสงตะวันในฤดูร้อนที่ยังคงสว่างไสว ยามเย็นกลางขุนเขาอากาศเย็นสบาย เมฆสีรุ้งยังลอยเด่น นกนางแอ่นบินหยอกล้อกัน แม้จะยังไม่ทันได้นั่งโต๊ะก็รู้สึกเบิกบานใจอยู่หลายส่วน
หลินเจวี๋ยเข้าไปนั่งที่โต๊ะเป็นคนแรก
ศิษย์น้องหญิงเล็กกลับมาถึงก็เหมือนจะไปนอนหลับมาตื่นหนึ่ง ตอนเดินออกมาก็ตกใจอยู่บ้าง
พอถามไถ่จึงรู้ว่า ไม่ใช่วันเทศกาลพิเศษอะไร ไม่ใช่วันเกิดใคร เพียงแต่นักพรตบนเขาเกิดครึ้มอกครึ้มใจ ล่าไก่ป่าบนเขามาได้ตัวหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดี พอคิดไปคิดมาก็เลยไปจับแม่ไก่แก่ในเล้ามาอีกสองตัว เอามาต้มรวมกันหม้อเบ้อเริ่ม ถือเป็นการฉลองมื้อใหญ่
ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น ล้วนทำตามอำเภอใจล้วนๆ
ขณะที่บรรดาศิษย์พี่กำลังแบ่งเนื้อไก่ใส่ชามหลายใบแล้วยกออกมา นักพรตอวิ๋นเฮ่อก็เอ่ยถามหลินเจวี๋ยและศิษย์น้องหญิงเล็ก
"วันนี้พวกเจ้าไปสำนักเซียนหยวน ได้เรียนอะไรมาบ้างล่ะ"
"เรียนท่านอาจารย์ วันนี้ท่านนักพรตหวั่งจีจื่อสอนวิชา 'เรียกกระแสลม' ข้ากับศิษย์พี่ไปทันพอดี จึงได้ร่วมฟังด้วยเจ้าค่ะ"
"เรียกกระแสลมรึ ก็นับเป็นวิชาอาคมที่พบเห็นได้ทั่วไป! แล้วพวกเจ้าได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ"
"ข้าฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง กำลังคิดจะขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์อยู่พอดีเจ้าค่ะ"
"แล้วพวกนักพรตน้อยของสำนักเซียนหยวนเล่า"
"อย่างมากก็คงพอๆ กับพวกเราเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องพยายามเข้าล่ะ"
"ศิษย์จะพยายามเจ้าค่ะ" ศิษย์น้องหญิงเล็กนั่งนิ่ง สีหน้าจริงจัง "ท่านนักพรตหวั่งจีจื่อบอกว่า อีกหนึ่งเดือนจะทดสอบพวกเรา หากถึงตอนนั้นข้ายังเรียนไม่สำเร็จ คงทำให้ท่านอาจารย์ต้องขายหน้าแล้ว"
"แล้วหลินเจวี๋ยล่ะ"
นักพรตเฒ่าเอียงตัวหันมามองหลินเจวี๋ย
"เรียนท่านอาจารย์ ข้าเองก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างขอรับ" หลินเจวี๋ยตอบตามความจริง ก่อนชะงักไปครู่หนึ่ง "แต่ช่วงบ่ายวันนี้พอกลับมา ข้าขึ้นเขาไปตัดฟืน เดิมทีคิดจะไปขอคำชี้แนะเคล็ดวิชา 'เรียกกระแสลม' จากศิษย์พี่ นึกไม่ถึงว่าพอมีลมภูเขาพัดมาวูบหนึ่ง ข้าก็รู้สึกสดชื่นสบายตัว แล้วจู่ๆ ก็เกิดตระหนักรู้ขึ้นมา จึงเรียนรู้ได้แล้วขอรับ"
สีหน้าของนักพรตเฒ่าชะงักค้างไปทันที
ส่วนศิษย์น้องหญิงเล็กก็ตกใจจนสะดุ้ง รีบหันขวับมาจ้องหน้าหลินเจวี๋ยด้วยความประหลาดใจ
"?"
ในแววตานอกจากความตื่นตะลึงแล้ว ยังมีความเหม่อลอย งุนงง และไม่อยากจะเชื่อ ราวกับว่าหลินเจวี๋ยแอบไปทำอะไรลับหลังนางอย่างนั้น
พอดีกับที่บรรดาศิษย์พี่ช่วยกันยกเนื้อ ยกข้าว และแจกจ่ายถ้วยชามตะเกียบเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา บรรดาศิษย์พี่ต่างมีสีหน้าเบิกบานใจ แจกถ้วยชามเสร็จแล้ว ตรงหน้าของทุกคนก็มีจอกสุราเพิ่มมาอีกคนละใบ
จอกสุราล้วนปั้นมาบิดๆ เบี้ยวๆ ทว่าเมื่อมองดูให้ดี กลับมีเสน่ห์แฝงอยู่หลายส่วน
ศิษย์พี่สามยกไหสุราเดินรินให้ทีละคน
สุราสีเข้มขุ่นมัว เหมือนกับสุราพันวันในหุบเขา ด้านในมีเศษตะกอนเล็กๆ คล้ายมดลอยอยู่ ทว่าเมื่อดมดูก็ยังคงได้กลิ่นหอมของผลไม้
"นี่เป็นสุราที่เพิ่งหมักเสร็จใหม่ ข้าหมักตามแบบสุราพันวันบนเขาหลางโถว แน่นอนว่าไม่ได้มีสมุนไพรวิเศษมากมายขนาดนั้น และไม่ได้ซึมซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา พวกเจ้าเคยดื่มกันแล้ว ลองชิมดูสิว่ารสชาติแตกต่างกันสักกี่ส่วน"
ศิษย์พี่สามนั่งลงแล้วคีบเนื้อเข้าปากคำหนึ่ง จากนั้นจึงยกจอกขึ้น
"ดื่มร่วมกับข้าสักจอกเถิด"
นักพรตเฒ่าและบรรดานักพรตทั้งหลายต่างยกจอกขึ้นดื่มพร้อมกัน เหลือเพียงเด็กน้อยสองคน คนหนึ่งยกจอกขึ้นก้มหน้าพิจารณา ส่วนอีกคนยังคงตกอยู่ในความประหลาดใจ ไม่ทันได้สติกลับมา
ดูจากรูปลักษณ์แล้ว สุรานี้แตกต่างจากสุราพันวันไม่น้อยเลย
ทว่าเมื่อเห็นทุกคนกระดกหมดจอกอย่างไม่ใส่ใจ ชั่วขณะนั้นหลินเจวี๋ยก็รู้สึกถึงความเรียบง่ายไร้กฎเกณฑ์ เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป แหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด
ศิษย์น้องหญิงเล็กกระพริบตาปริบๆ แล้วดื่มตามบ้าง
รสชาติของสุรานี้ไม่เหมือนสุราพันวันเลยแม้แต่น้อย ทว่าก็ไม่บาดคอเลยเช่นกัน ทั้งยังมีกลิ่นหอมของผลไม้เข้มข้น รสชาติหวานกว่าเล็กน้อย กลายเป็นว่าอร่อยอย่างคาดไม่ถึง
"วิชาเรียกกระแสลมนั่น เจ้าเรียนสำเร็จแล้วจริงๆ รึ"
หลังจากนักพรตเฒ่าวางจอกสุราลง ก็ดูคล้ายจะไม่อยากเชื่อนัก จึงหันกลับมาถามเขาต่อ
"หากยังไม่ลืมไปเสียก่อนนะขอรับ"
"เจ้าลองแสดงให้ดูหน่อยสิ"
หลินเจวี๋ยคีบคอไก่ชิ้นหนึ่ง โน้มตัวลงไปวางในชามกระเบื้องของลูกจิ้งจอกน้อย จากนั้นจึงเปลี่ยนไปถือตะเกียบด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาก็สะบัดแขนเสื้อวูบ
"ฟิ้ว..."
ฉับพลันนั้นก็มีสายลมเย็นสดชื่นพัดผ่านเข้ามาในลานกว้าง
สายลมระลอกนี้กลับไม่เบาบางเลยแม้แต่น้อย
เวลานี้อากาศเย็นสบายอยู่แล้ว อย่างมากก็มีเพียงไอร้อนจากน้ำแกงที่ลอยมาปะทะ ทว่าพอถูกลมพัด ความร้อนเพียงเล็กน้อยนั้นก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสดชื่นสบายตัวถึงขีดสุด
ศิษย์น้องหญิงเล็กยิ่งเหม่อลอยหนักกว่าเดิม
"ดี! ดีมาก!"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อตบมือหัวเราะร่วน ในรอยยิ้มที่หางตามีแววรำลึกความหลังเจืออยู่ "หากพวกนักพรตน้อยสำนักเซียนหยวนรู้เข้า เกรงว่าคงจะร้อนรนยิ่งกว่าปีนั้นเสียอีก!"
เมื่อหลินเจวี๋ยได้ฟังดังนั้น ก็ดูเหมือนจะรับรู้อะไรบางอย่างได้
"เมื่อก่อนท่านอาจารย์ก็เคยไปฟังธรรมที่สำนักเซียนหยวนหรือขอรับ"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น สำนักเราทั้งสองผูกมิตรกันมานาน มักจะออกไปรับศิษย์ในช่วงงานพิธีใหญ่เหมือนๆ กัน เดิมทีหากสำนักหนึ่งรับศิษย์เพียงคนเดียว ก็มักจะไปมาหาสู่เพื่อฟังธรรมร่วมกัน รวบรวมจุดเด่นของทั้งสองสำนัก ทว่าภายหลังสำนักเซียนหยวนรับศิษย์ทีละสิบกว่าคน จึงกลายเป็นพวกเราที่ไปฟังธรรมที่สำนักพวกเขาเสียส่วนใหญ่" นักพรตเฒ่าพูดกลั้วหัวเราะ "เมื่อก่อนหวั่งจีจื่อผู้นั้นกับนักพรตยากไร้อย่างข้ากราบเข้าเขาอีซานพร้อมกัน ข้าไปสำนักเซียนหยวนทีไรก็ข่มเขาได้ทุกเรื่อง ทว่าตาเฒ่านี่กลับไม่ใช่คนใจกว้างนัก ตอนนั้นข้ายังหนุ่มแน่นเลือดร้อน ชอบทำตัวโดดเด่น เล่นเอาอาจารย์ของเขาและตัวเขาแทบจะอกแตกตายอยู่แล้ว"
แม้จะเป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อน ทว่าเมื่อนึกถึงขึ้นมาในเวลานี้ นักพรตอวิ๋นเฮ่อก็ยังคงหัวเราะอย่างเบิกบานใจยิ่งนัก
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
หลินเจวี๋ยพอจะเข้าใจแล้ว
มิน่าเล่า ทั้งที่สองสำนักผูกมิตรกัน แต่ท่าทีที่หวั่งจีจื่อแห่งสำนักเซียนหยวนมีต่อนักพรตอวิ๋นเฮ่อกลับไม่ค่อยดีนัก
คาดว่าตอนหนุ่มๆ คงแอบชิงดีชิงเด่นกันมาไม่น้อย
"ข้ามองคนไม่ผิด พรสวรรค์ของเจ้าช่างไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะมีวาสนาให้เกิดการตระหนักรู้ด้วยกระมัง ไม่ว่าจะอย่างไร การขึ้นเขาไปตัดฟืนแล้วได้ผลลัพธ์เช่นนี้ นับเป็นเรื่องดียิ่งนัก" นักพรตอวิ๋นเฮ่อเอ่ยจบก็หันกลับไปมองศิษย์น้องหญิงเล็ก "ทำไมเจ้าถึงไม่ขึ้นเขาไปตัดฟืนพร้อมกับศิษย์พี่ของเจ้าล่ะ"
"เรียนท่านอาจารย์ ข้ากลับมาแล้วรู้สึกง่วงมาก ก็เลยไปนอนหลับมาตื่นหนึ่งเจ้าค่ะ" ศิษย์น้องหญิงเล็กตอบด้วยสีหน้าเหม่อลอย
"แล้วได้อะไรกลับมาบ้างหรือไม่"
"ได้อะไรหรือไม่ ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ รู้แต่ว่าฝันเห็นตัวเองเรียนวิชาอาคมสำเร็จ แล้วก็เหาะได้"
"นั่นอาจเป็นเพราะเส้นผมของเจ้าร่วงหล่นอยู่กลางเขา แล้วมีนกคาบไปทำรังกระมัง" นักพรตเฒ่าส่ายหน้าไปมา "ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า นกคาบผมคน จะฝันว่าเหาะได้"
สุราตกถึงท้องไปหลายจอกก็เริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มล่องลอย
ตั้งแต่มาอยู่ที่สำนักฝูชิวตั้งนาน ก็ได้กินแต่อาหารประทังชีวิต งานเลี้ยงฉลองเช่นนี้นับเป็นครั้งแรก สุราหมักเอง ไก่เลี้ยงเอง ไม่มีใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชว่าจะกินจะดื่มเท่าไร ทุกคนจึงพูดคุยหัวเราะกันอย่างเต็มที่ พอเริ่มเมามาย ศิษย์พี่สี่ก็หยิบขลุ่ยออกมาบรรเลงเพลงใหม่ที่เขาเพิ่งแต่งให้ทุกคนฟัง ศิษย์พี่รองกินเร็ว พออิ่มแล้วก็ไปดีดฉิน ไม่ว่าภาพจะหยุดนิ่งอยู่ที่มุมใด ก็ล้วนสอดประสานกลมกลืนเป็นธรรมชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้
แม้แต่หลินเจวี๋ยก็ยังรู้สึกดีอย่างสุดซึ้ง
เมื่อกินอิ่มดื่มพอแล้ว ก็เพียงแค่แยกย้ายกันกลับห้อง แม้แต่โต๊ะก็ยังทิ้งไว้รอเก็บในวันพรุ่งนี้
……
ช่วงสายของวันรุ่งขึ้น
เดิมทีหลินเจวี๋ยตั้งใจจะออกไปฝึกวิชาอาคมข้างนอก ทว่ากลับเห็นลานด้านนอกมีผู้แสวงบุญมาเยือน เป็นชาวนาหลายคน
ศิษย์พี่ใหญ่กำลังต้อนรับพวกเขาอยู่
หลินเจวี๋ยหยุดเดินเล็กน้อย ได้ยินเสียงแว่วๆ พูดถึงไอผี เงาผีอะไรทำนองนั้น...
คงจะเลื่อมใสชื่อเสียง จึงขึ้นเขามาขอให้นักพรตช่วยกระมัง
ก่อนหน้านี้บ้านเมืองค่อนข้างสงบสุข สำนักฝูชิวจึงเร้นกายไม่ปรากฏชื่อเสียง ตั้งใจบำเพ็ญเพียร นานๆ จะลงเขาไปซื้อของสักที ชาวบ้านตีนเขาส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักชื่อฝูชิว มาบัดนี้บ้านเมืองวุ่นวาย นักพรตลงเขาไปสัญจร เมื่อพบเห็นภัยพิบัติ ย่อมอดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือจับผีปราบมาร นานวันเข้า ผู้คนที่รู้จักอารามเต๋าซึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกห่างไกลแห่งนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ดูจากชาวนาเหล่านั้นแล้ว เหมือนจะเดินทางมาไกล
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะยืนฟังอยู่ตรงนั้นอีกหลายประโยค เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่พาพวกเขาไปจุดธูปที่ตำหนักเทียนเวิงแล้ว จึงก้าวเดินจากไป
ลูกจิ้งจอกน้อยยังคงวิ่งตามหลังเขาต้อยๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงของนักพรตอวิ๋นเฮ่อดังมาจากด้านหลัง
"หลินเจวี๋ย"
หลินเจวี๋ยหยุดฝีเท้าลงทันที
"ท่านอาจารย์"
แล้วก็รู้สึกว่าส้นเท้าอ่อนยวบ คล้ายถูกอะไรบางอย่างชนเข้าให้ พอหันกลับไปดูก็เห็นเจ้าลูกจิ้งจอกน้อยนอนหงายท้องแผ่หลาอยู่บนพื้น กำลังตะกุยขาทั้งสี่ข้างอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อพลิกตัวกลับ
"ข้าจำได้ว่าก่อนที่เจ้าจะขึ้นเขา ก็เคยเรียนวิชาพ่นไฟเล่นปาหี่ ทั้งยังเคยมีเรื่องข้องแวะกับปีศาจมาก่อนใช่หรือไม่"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อมมองหลินเจวี๋ย สำหรับพรสวรรค์และความเข้าใจของศิษย์ผู้นี้ เขาย่อมพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เขารู้สึกกังวล คือความยึดติดกับความเป็นอมตะของอีกฝ่ายนั้นมีมากเกินไป ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญนัก
ยากก็ส่วนยาก ทว่าหากในใจมีเพียงวิถีนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป
"ใช่ขอรับ"
"ในหมู่บ้านตีนเขามีไอหยินอยู่บ้าง เกรงว่าจะก่อกำเนิดวิญญาณเร่ร่อนผีไร้ญาติ สลายไปแล้วก็รวมตัวขึ้นมาใหม่" นักพรตอวิ๋นเฮ่อพูดกับเขา "ไอหยินและไอผีกลัวไอไฟกับไอหยางที่สุด จะว่าไปแม้ตบะของเจ้ายังตื้นเขิน ทว่าวิชาที่ฝึกก็เป็นเคล็ดวิชาหยินหยางพอดี ต่อให้ไม่ต้องใช้วิชาอาคมอันใด ไอหยางก็เป็นอาวุธชั้นยอดในการรับมือกับความชั่วร้ายอยู่แล้ว บัดนี้ใต้หล้าวุ่นวายขึ้นทุกที ที่ดินของพวกเราก็ไม่สงบสุขนัก องค์ประทับทรงก็ล้วนเป็นกังวล ไม่แน่ว่าอาจมีเรื่องอื่นที่ต้องพึ่งพาศิษย์พี่ของเจ้า วันนี้เรื่องมันง่ายๆ ก็ให้เจ้าตามชาวบ้านกลับไป จัดการปัดเป่าไอหยินพวกนั้นเสียเถอะ"
"ได้ขอรับ ท่านอาจารย์"
"ส่วนวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้าน หากยังมีสติปัญญาอยู่ สมควรเกลี้ยกล่อมก็เกลี้ยกล่อม สมควรส่งฎีกาก็ส่งฎีกา... ช่างเถอะ ข้าให้ศิษย์พี่สามของเจ้าไปเป็นเพื่อนดีกว่า เพียงแต่เขาเป็นคนพึ่งพาไม่ค่อยได้ มีอะไรเจ้าก็เป็นคนตัดสินใจเองแล้วกัน"
"ทราบแล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยรับคำ
"ในเมื่อพาศิษย์พี่สามของเจ้าไปด้วยแล้ว ก็พาศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าไปด้วยเสียเลย นางยังทำอะไรไม่เป็น ทว่าอาจารย์อย่างข้าก็เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว ภายหน้าเมื่อลงเขาไป อย่างไรก็ต้องข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้อยู่ดี การได้สัมผัสล่วงหน้าให้มากสักหน่อยอาจเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเจ้าก็ได้"
"ได้ขอรับ"
"เสื้อคลุมนักพรตของพวกเจ้าตัดเสร็จแล้ว อยู่ในเมืองตีนเขานั่นแหละ ขากลับอย่าลืมเตือนศิษย์พี่สามให้แวะไปเอาด้วย เขารู้ว่าอยู่ที่ไหน" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าว "จำไว้ แม้พวกเราจะเป็นนักพรต ทว่าก็ไม่ได้ปราบมารให้เปล่าๆ ตอนจะกลับอย่าลืมเก็บเงินมาด้วยเล่า"
"ต้องเก็บเท่าไรหรือขอรับ"
"ก็แล้วแต่เจ้าเลย" นักพรตอวิ๋นเฮ่อพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว "ปราบปีศาจให้ดีล่ะ หากทำได้ดี กลับมาข้าจะสอนวิชาอาคมที่ทั้งเรียนง่ายและใช้ประโยชน์ได้ดีให้เจ้าอีกอย่างหนึ่ง"
หลินเจวี๋ยยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เข้าใจความหมายนัก
พอหันขวับไปมอง ก็ประจวบเหมาะกับที่เห็นศิษย์พี่สามเปิดประตูห้อง ขยี้ตาเดินงัวเงียออกมาสบตากับเขาพอดี







