ตลอดมา เฉินไข่เกอปฏิบัติต่อจ้าวเจิ้นไข่ในฐานะไอดอลทางจิตวิญญาณ เขาหลงใหลในพรสวรรค์อันเปี่ยมล้นด้านการสร้างสรรค์บทกวีของจ้าวเจิ้นไข่ หลงใหลในความรู้ด้านวรรณกรรมอันลึกซึ้ง และหลงใหลในบุคลิกความเป็นผู้นำที่ไม่เหมือนใครในตัวเขา
จ้าวเจิ้นไข่พูดถึงสัจนิยมมหัศจรรย์ พูดถึงมาร์เกซได้อย่างเป็นคุ้งเป็นแคว เหมือนกับตอนที่เขาพูดถึงกวีกลุ่มทะเลสาบของอังกฤษ และนักเขียนกลุ่มแนวคิดใหม่ของญี่ปุ่นเมื่อก่อนหน้านี้
ทว่าเฉินไข่เกอกลับไม่มีแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลอย่างมืดบอด และยึดถือคำพูดเหล่านั้นของเขาเป็นดั่งคัมภีร์เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะการอธิบายถึงลัทธิสัจนิยมมหัศจรรย์ของจ้าวเจิ้นไข่นั้น แตกต่างจากสิ่งที่หลินเฉาหยางเคยเล่าให้เขาฟังอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่เฉินไข่เกอกำลังสงสัยและสับสน เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวขึ้นจากผู้คนรอบข้างที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ จ้าวเจิ้นไข่พยักหน้าให้ทุกคนอย่างสงวนท่าที
การบรรยายของเขาจบลงแล้ว เมื่อเห็นว่าทุกคนล้วนยอมจำนนต่อวาทศิลป์ของตน จ้าวเจิ้นไข่จึงพูดขึ้นอีกว่า "ผมคิดว่าวันนี้ก็พูดมาพอสมควรแล้ว ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ การทำแบบนี้จะช่วยให้ซึมซับและเข้าใจเนื้อหาที่เราเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ได้ดียิ่งขึ้น"
จ้าวเจิ้นไข่ให้ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทุกคนต่างมีสีหน้ายินดี การพูดคุยอย่างอิสระเช่นนี้ หากใครมีข้อสงสัยในใจก็สามารถตั้งคำถามและได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว
เมื่อจ้าวเจิ้นไข่พูดจบ ก็มีคนลุกขึ้นยืนถามทันที เขาตอบอย่างใจเย็น การถามตอบไปมาทำให้ทุกคนรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย เสียงปรบมือจึงดังขึ้นเป็นระลอก
"ไข่เกอ นายมีอะไรที่ไม่เข้าใจอย่างนั้นเหรอ?" เถียนจ้วงจ้วงเห็นน้องชายขมวดคิ้วแน่น จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เฉินไข่เกอมองเถียนจ้วงจ้วงแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะพูดกับเขาอย่างไรดี ยิ่งฟังคำตอบของจ้าวเจิ้นไข่เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล จนในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืน
"สหายเจิ้นไข่ เกี่ยวกับการก่อตัวและสถานะของลัทธิสัจนิยมมหัศจรรย์ในละตินอเมริกา ผมมีบางประเด็นที่อยากจะขอหารือกับคุณสักหน่อย"
จ้าวเจิ้นไข่มีสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ผายมือไปทางเฉินไข่เกอ เป็นเชิงบอกให้เขาพูดคำถามออกมา
"ผมมีความรู้ความเข้าใจอย่างผิวเผินเกี่ยวกับลัทธิสัจนิยมมหัศจรรย์ในละตินอเมริกา เท่าที่ผมทราบ มันเป็นเพียงหนึ่งในลัทธิทางศิลปะที่สำคัญของนวนิยายแนวใหม่ในละตินอเมริกาเท่านั้น ความสำคัญของมันในท้องถิ่นก็ไม่ได้ดูจะเหนือกว่าลัทธิอื่นๆ เลย
ในความเป็นจริงแล้ว ในละตินอเมริกาไม่มีนักเขียนคนไหนที่เป็นนักเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์อย่างแท้จริง แม้แต่คนที่ได้รับการยอมรับอย่างคู่ควรว่าเป็นปรมาจารย์ด้านสัจนิยมมหัศจรรย์อย่างฮวน รูลโฟ และกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ พวกเขากลับค่อนข้างต่อต้านที่ผู้คนจัดให้พวกเขาอยู่ในกระแสนี้ เพราะผลงานของพวกเขามีรูปแบบที่หลากหลาย
การ์เปนติเอร์ยิ่งเน้นย้ำหลายครั้งว่าตนไม่ใช่ผู้ยึดถือลัทธิสัจนิยมมหัศจรรย์ แต่เป็นผู้เขียนเรื่องราวสัจนิยมอันน่าอัศจรรย์
สำหรับประวัติศาสตร์วรรณกรรมละตินอเมริกาแล้ว สัจนิยมมหัศจรรย์ไม่ใช่แนวคิดที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ มันเป็นเพียงวิธีการตั้งชื่อของลัทธิทางวรรณกรรมแบบหนึ่งเท่านั้น
การที่คุณเพิ่งจะอธิบายว่าสัจนิยมมหัศจรรย์เป็นลัทธิทางวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมละตินอเมริกาหรือแม้แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบนั้น ออกจะด่วนสรุปเกินไปหน่อย"
เฉินไข่เกอสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างกำยำล่ำสัน เวลาพูดก็มีพลังเสียงเต็มเปี่ยม ดังกังวาน การพูดของเขาจึงดูมีพลังอำนาจเป็นอย่างมาก
ในระหว่างที่เขาพูด ผู้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียงพูดคุยกันเบาๆ อย่างต่อเนื่อง สายตาที่มองมาทางเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยคิดว่าเขากำลังเรียกร้องความสนใจ
หลังจากที่เขาพูดจบ ยังไม่ทันที่จ้าวเจิ้นไข่จะได้พูดอะไร ก็มีคนอื่นลุกขึ้นยืนถามว่า "เรื่องที่มาร์เกซได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันดี คำพูดของเจิ้นไข่มีมูลความจริง แล้วที่คุณบอกว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ไม่สำคัญล่ะ มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน?"
เมื่อเผชิญกับคำถามที่ก้าวร้าวของคนผู้นั้น เฉินไข่เกอกลับไม่ลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย
"สหายท่านนี้ คุณอย่ามาสับเปลี่ยนแนวคิด ผมบอกว่า 'ลัทธิทางวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดเป็นคำพูดที่ด่วนสรุปเกินไป' ต่างหาก
คุณถามผมว่ามีหลักฐานอะไร ผมต่างหากที่อยากจะถามคุณว่า การได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมแสดงว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นนักเขียนที่ได้รับรางวัลในหลายสิบครั้งก่อนหน้านี้ ผมสามารถพูดได้ไหมว่าผลงานที่พวกเขาเขียนล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทั้งหมด?"
คนผู้นั้นถูกเฉินไข่เกอจับช่องโหว่ในคำพูดได้ คิดอยู่นานก็ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร เมื่อเห็นว่าเขานิ่งเงียบไป จ้าวเจิ้นไข่ที่กำลังจะเอ่ยปากพูด เฉินไข่เกอก็ชิงพูดเสริมขึ้นมาอีก
"ผมคิดว่าสหายเจิ้นไข่สับสนระหว่างแนวคิดสองประการคือ 'การระเบิดทางวรรณกรรม' และ 'สัจนิยมมหัศจรรย์' โดยเข้าใจผิดว่าการระเบิดทางวรรณกรรมในละตินอเมริกายุคหกศูนย์นั้น เท่ากับการผงาดขึ้นของวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์
การผงาดขึ้นของวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ในละตินอเมริกาย่อมต้องพึ่งพาการระเบิดทางวรรณกรรมในยุคหกศูนย์ แต่การจะนำเอาการระเบิดทางวรรณกรรมไปเหมารวมว่าเป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์นั้นถือว่าผิดมหันต์
ในความเป็นจริง ขอบเขตและอิทธิพลของการระเบิดทางวรรณกรรมที่มีต่อวรรณกรรมละตินอเมริกานั้น กว้างไกลกว่าสัจนิยมมหัศจรรย์มากนัก
คุณจะบอกว่าผลงานเรื่อง 'ฮอปสก็อตช์' ของฮูลิโอ กอร์ตาซาร์เป็นผลงานแนวสัจนิยมมหัศจรรย์อย่างนั้นหรือ? ลัทธิสัจนิยมเชิงโครงสร้าง ลัทธิสัจนิยมเชิงจิตวิทยา นวนิยายแฟนตาซี ลัทธิเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการระเบิดทางวรรณกรรมทั้งสิ้น
การนำการระเบิดทางวรรณกรรมและวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์มาปะปนกัน ก็เท่ากับเป็นการลบเลือนคุณูปการที่ลัทธิทางวรรณกรรมเหล่านี้ได้สร้างไว้ในการระเบิดทางวรรณกรรม ทั้งยังเป็นการลบเลือนสถานะทางประวัติศาสตร์และอิทธิพลของพวกเขาด้วย"
เฉินไข่เกออธิบายอย่างฉะฉานไม่ขาดสาย คำศัพท์เฉพาะทางที่ไม่คุ้นหูหลุดออกจากปากเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกทึ่งทั้งที่ไม่เข้าใจความหมาย
แม้แต่จ้าวเจิ้นไข่ที่เดิมทีมีท่าทีสงบนิ่ง พอฟังไปฟังมาก็เริ่มเหงื่อตก เขาเองเป็นกวี แม้จะเขียนนวนิยายด้วย แต่คลังความรู้ในด้านนี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับความเข้าใจที่มีต่อบทกวี
เพียงเพราะเริ่มอ่านบทแนะนำเกี่ยวกับวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ในช่วงปีแปดศูนย์ ก่อนการประชุมในวันนี้เขายังตั้งใจเตรียมตัวมาหลายวัน จึงได้แสดงท่าทีราวกับรู้เรื่องสัจนิยมมหัศจรรย์เป็นอย่างดี
ตอนนี้เฉินไข่เกอลุกขึ้นมาโต้แย้งมุมมองและคำพูดของเขา คำศัพท์บางคำที่พูดออกมาเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงทำได้เพียงเปลี่ยนมุมมองแล้วพูดกับเฉินไข่เกอว่า
"ที่คุณพูดมาก็ไม่ผิด แต่สิ่งที่เราต้องมองเห็นก็คือ วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของวรรณกรรมละตินอเมริกา ได้ก้าวล้ำนำหน้าลัทธิอื่นๆ อย่างแท้จริง และได้รับการยอมรับจากรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
ผมไม่ได้บอกว่าการได้รับรางวัลจะต้องยอดเยี่ยมเสมอไป แต่มันก็เป็นเพราะมีผู้บุกเบิกวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ ถึงทำให้วรรณกรรมละตินอเมริกาเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้คนบนโลกมากยิ่งขึ้น
จากจุดนี้ วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์จึงเป็นลัทธิที่ขาดไม่ได้ที่สุดของวรรณกรรมละตินอเมริกาอย่างแท้จริง"
เฉินไข่เกอฟังคำแก้ตัวข้างๆ คูๆ ของจ้าวเจิ้นไข่ แม้ในใจจะรู้สึกว่ามันค่อนข้างฝืน แต่ก็พูดไม่ได้ว่ามันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
เขาพยักหน้า ถือเป็นการยอมรับคำพูดของจ้าวเจิ้นไข่ จากนั้นก็พูดต่อว่า
"นอกจากนี้ สำหรับคำจำกัดความของ 'วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์' รวมถึงนักเขียนและผลงานที่เป็นตัวแทนที่คุณเพิ่งอธิบายไปเมื่อครู่ ผมก็คิดว่ามันยังไม่ถูกต้องนัก
ตลอดมา แม้แต่ในละตินอเมริกาเอง พวกเขาก็ยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำจำกัดความ ขอบเขต ลักษณะเฉพาะ และปัญหาอื่นๆ ของสัจนิยมมหัศจรรย์มาโดยตลอด ความคิดเห็นแตกแยกยากที่จะเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วพวกเราในฐานะคนจากประเทศจีนจะสามารถกำหนดนิยามที่ถูกต้องของลัทธิทางวรรณกรรมนี้ได้อย่างไร?
คำว่า realismo mágico ซึ่งเป็นภาษาละตินของสัจนิยมมหัศจรรย์นั้น เดิมทีในภาษาละตินก็เป็น 'สัญญะที่ว่างเปล่า' ซึ่งไม่สามารถระบุความหมายที่แท้จริงของมันได้อยู่แล้ว การไปกำหนดนิยามให้มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสืบทอดวรรณกรรมคลาสสิกของชาวอินเดียแดง โดยผสมผสานวิธีการสร้างสรรค์บางประการของตำนานคลาสสิกทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ตลอดจนกลวิธีของแนวคิดสมัยใหม่ในตะวันตก เช่น ความแปลกแยก ความไร้สาระ และฝันร้าย เพื่อสะท้อนหรือบอกเป็นนัยถึงความเป็นจริงในละตินอเมริกา เพื่อบรรลุเป้าหมายในการล้อเลียน ประณาม เปิดโปง เสียดสี หรือโจมตีสถานการณ์ทางสังคม
แก่นแท้ของมันใกล้เคียงกับ 'สัจนิยมเชิงวิพากษ์' มากกว่า เป็นสัจนิยมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเป็นสัจนิยมที่แฝงไปด้วยเอกลักษณ์ของชนชาติอย่างเข้มข้น
ที่คุณเพิ่งบอกว่าเอร์เนสโต ซาบาโตเป็นนักเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ การจัดประเภทแบบนี้ไม่ถูกต้อง ผลงานเรื่อง 'ว่าด้วยวีรบุรุษและสุสาน' ของเขามีการใช้บทพูดคนเดียว การทบทวนตัวเอง การครุ่นคิด และกลวิธีกระแสสำนึกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจัดอยู่ในแนวสัจนิยมเชิงจิตวิทยาอย่างชัดเจน..."
เฉินไข่เกอความจำดีมาก ตอนนี้อารมณ์ของเขากำลังพลุ่งพล่าน เกร็ดความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมละตินอเมริกาที่เคยได้ยินจากปากของหลินเฉาหยางหลุดออกมาจากปากเขาโดยแทบไม่ต้องคิด เนื้อหายาวเหยียดในนั้นเกือบทั้งหมดเป็นคำพูดดั้งเดิมของหลินเฉาหยาง เขาแทบไม่ต้องใช้ความคิดเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเขาสังเกตเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของจ้าวเจิ้นไข่ ในใจก็เกิดความรู้สึกราวกับไอดอลพังทลาย ภาพฝันแตกสลายขึ้นมาทันที
ที่แท้ไอดอลก็ไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง ตัวเขาเองก็แค่เลียนแบบคำพูดบทวิจารณ์เกี่ยวกับวรรณกรรมละตินอเมริกาที่คุณอาหลินพูดเป็นประจำมาสองสามประโยค กลับทำให้เขาเถียงไม่ออกได้ถึงเพียงนี้
เฉินไข่เกอคิดเช่นนี้ในใจ จึงหยุดพูดไปอย่างหมดอารมณ์
เมื่อเห็นเฉินไข่เกอหยุดพูดในที่สุด จ้าวเจิ้นไข่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาข่มความตื่นตระหนกในใจไว้ แล้วฝืนยิ้มออกมา
"ไข่เกอมีความเข้าใจเกี่ยวกับวรรณกรรมละตินอเมริกาอย่างถ่องแท้มาก ขอบคุณที่ช่วยชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในคำพูดของผมเมื่อครู่นี้ ไม่อย่างนั้นผมคงทำให้ทุกคนเข้าใจผิดไปแล้ว
รู้อย่างนี้ว่าคุณมีความรู้ในด้านนี้ลึกซึ้งขนาดนี้ ผมคงไม่มาเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรอก
วันนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ผมคิดว่าสู้ให้ไข่เกอมาเล่าถึงพัฒนาการของวรรณกรรมละตินอเมริกา และกระบวนการของการระเบิดทางวรรณกรรมให้พวกเราฟังอย่างเป็นระบบดีกว่า ทุกคนคิดว่ายังไงครับ?"
ตั้งแต่ตอนที่คำศัพท์ภาษาละตินคำว่า "realismo mágico" หลุดออกมาจากปากของเฉินไข่เกอ จ้าวเจิ้นไข่ก็ตระหนักได้ว่าวันนี้ตนเองได้เจอกับผู้เชี่ยวชาญเข้าให้แล้ว คนดีๆ ที่ไหนจะมาท่องจำคำแบบนี้กันล่ะ!
หลังจากที่ตื่นตระหนกในใจ เขาก็ไม่ได้ดื้อดึงที่จะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่เลือกที่จะยอมรับปัญหาของตนอย่างชาญฉลาด
เป็นคนก็ย่อมมีเรื่องที่ไม่รู้ แม้ว่าการทำเช่นนี้จะขัดกับภาพลักษณ์ที่พูดจาฉะฉานเมื่อครู่อยู่บ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าการทิ้งความประทับใจในแง่ลบว่าทำเป็นอวดรู้ทั้งที่ไม่รู้ให้ทุกคนเห็น
ในตอนท้ายเขายังไม่ลืมที่จะ 'ถอยเพื่อรุก' โดยผลักดันให้เฉินไข่เกอออกหน้า ด้านหนึ่งก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความถ่อมตนและใจกว้างของเขา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของเฉินไข่เกอ ทำให้ทุกคนมองข้ามการปล่อยไก่ของเขาเมื่อครู่นี้ไป
หลังจากที่จ้าวเจิ้นไข่เสนอความคิดเห็นของเขา เสียงปรบมือของทุกคนก็ดังขึ้นทันที
ในตอนแรกที่เฉินไข่เกอลุกขึ้นยืนตั้งข้อสงสัยกับจ้าวเจิ้นไข่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ไม่เชื่อใจเขา และยังมีคนลุกขึ้นมาโต้แย้งเขาอีกด้วย
ในสายตาของทุกคน จ้าวเจิ้นไข่ผู้รอบรู้ดูน่าเชื่อถือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อเฉินไข่เกอพูดต่อไปเรื่อยๆ คำศัพท์เฉพาะทางที่ไม่คุ้นหูมากมายก็หลุดออกมาจากปากเขา ฟังก็ยังฟังไม่เข้าใจ ทุกคนที่อยากจะโต้เถียงกับเขาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเถียงอย่างไรดี
อีกทั้งทุกคนยังสังเกตเห็นว่า จ้าวเจิ้นไข่ดูเหมือนจะเชื่อฟังคำพูดของเฉินไข่เกอเป็นอย่างมาก นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีของจริงๆ
เสียงปรบมืออย่างกระตือรือร้นของทุกคนทำให้เฉินไข่เกอรู้สึกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก เขาคลุกคลีอยู่ในแวดวงเล็กๆ ของ 'วันนี้' มาตั้งแต่ปีเจ็ดแปด และไม่เคยมีสถานะอะไรในหมู่คนเหล่านี้เลย แม้แต่เถียนจ้วงจ้วงซึ่งเป็นลูกพี่ของเขาก็ยังไม่นับว่าเป็นสมาชิกหลักของ 'วันนี้' นับประสาอะไรกับเขา
ตอนนี้เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทุกคน ในใจจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาบ้าง
ทันใดนั้น ภาพของหลินเฉาหยางก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาโดยไม่รู้สาเหตุ เมื่อเทียบกับจ้าวเจิ้นไข่ที่ดูดีมีสง่าและมีความเป็นผู้ดีแล้ว ภาพลักษณ์ของหลินเฉาหยางไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เมื่อเฉินไข่เกอนึกถึงท่าทางตอนที่เขาเอ่ยปากพูด กลับมักจะรู้สึกได้ถึงความสง่างามที่ไม่ธรรมดา
ความสง่างามแบบนั้นแตกต่างจากบุคลิกของจ้าวเจิ้นไข่ที่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า มันยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
เวลาที่เขาไม่พูด เขาก็เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับภูเขาที่ไร้ซุ่มเสียง
เมื่อเขาเอ่ยปากพูด ก็เปรียบเสมือนสายลมแผ่วเบาและสายฝนโปรยปรายที่พัดผ่านภูเขา ดูเหมือนจะธรรมดา ทว่ากลับทำให้เหล่าพืชพรรณในป่าเขาสุขสบาย นกและสัตว์ป่า ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเจริญงอกงาม
นี่สิถึงจะเป็นปัญญาชนที่แท้จริง เมื่อเทียบกันแล้ว คนอย่างจ้าวเจิ้นไข่ที่เดิมทีเขาเคยมองว่าเป็นไอดอลนั้น ช่างดูเหมือนเด็กประถมเสียเหลือเกิน
อาของผมคนนี้ ไม่เสียแรงที่เคารพจริงๆ!







