อันที่จริงสิ่งที่เย่ฉุยอยากพัฒนามากที่สุดก็ยังคงเป็นผลงานระดับเทพที่เล่นได้นานๆ อย่าง CS, Warcraft หรือ StarCraft แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้
การพัฒนาเกม จากเกมง่ายๆ ไปจนถึงเกมขนาดใหญ่ นอกจากจะต้องการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพัฒนาด้วย อย่างเช่นเอนจินเกม
เนื้อเรื่อง ด่าน งานศิลป์ ดนตรี การควบคุม และเนื้อหาอื่นๆ ที่ผู้เล่นได้สัมผัส ล้วนถูกควบคุมโดยตรงจากเอนจินเกม
ในเกมหนึ่งเกม เอนจินเกมทำหน้าที่เสมือนเครื่องยนต์ของรถยนต์ คอยมัดรวมองค์ประกอบทั้งหมดในเกมเข้าด้วยกัน และคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังให้พวกมันทำงานพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ
สำหรับเกมต่อสู้ในยุคอาร์เคด ระบบที่รันอยู่บนตู้เกมก็สามารถมองว่าเป็นเอนจินเกมชนิดหนึ่งได้เช่นกัน
ในโลกที่อุตสาหกรรมเกมเริ่มต้นจากศูนย์แบบนี้ ย่อมยังไม่มีการคิดค้นเอนจินเกมใดๆ ขึ้นมา แม้แต่แนวคิดนี้ก็ยังไม่มี เย่ฉุยจึงต้องค่อยๆ พัฒนาเอนจินเกมนี้ขึ้นมาทีละก้าว และค่อยๆ เพิ่มประสิทธิภาพของเอนจินเกมขึ้นไป
ต่อให้เทคโนโลยีในโลกนี้จะก้าวล้ำแค่ไหน แต่หากตอนนี้เขาต้องการพัฒนาเกมฟอร์มยักษ์ระดับเดียวกับ The Elder Scrolls: Skyrim หรือ GTA 5 โดยที่ไม่มีเอนจินเกมคอยรองรับ ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง
เขาทำได้เพียงสะสมประสบการณ์ทีละนิดจากเกมง่ายๆ เพื่ออัปเกรดเอนจินเกมเท่านั้น
เกมต่อสู้อาร์เคดคือตัวเลือกแรกของเย่ฉุย
ที่จริงเขาก็เคยคิดจะเอาเกมตะลุยด่านอย่าง Contra หรือ Metal Slug ออกมาก่อนเหมือนกัน แต่ในมุมมองของเย่ฉุย เขายังคงชอบเกมต่อสู้อาร์เคดแบบนี้มากกว่า... ไม่ได้เล่นเกมมานานจนคันไม้คันมือไปหมดแล้ว ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีเกมฟอร์มยักษ์ให้เล่น ได้กดตู้เกมสักตาก็ยังดี!
ขณะนี้ภายในสตูดิโอเจี่ยนฝาน
หลังจากฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเกมต่อสู้ของเย่ฉุยจบ คนแรกที่ร้องตะโกนเห็นด้วยกลับเป็นฟางหนาน
หญิงสาวตบโต๊ะฉาด “ฉันอยากให้มีซอฟต์แวร์แบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะได้ไปชกต่อยกับชาวบ้านบนเน็ตได้โดยตรง แถมยังไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องความรับผิดชอบเวลาทำคนอื่นเจ็บตัวด้วย น่าสนุกสุดๆ ไปเลย!”
เห็นได้ชัดว่าเกมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงคือของโปรดของสาวห้าว
“พี่ ภาพพจน์หน่อย!” เจ้าอ้วนฟางซีรีบกระซิบเตือน
ฟางหนานได้สติ รีบหัวเราะคิกคักอย่างมีจริต “แหม ฉุยฉุย เกมต่อสู้ที่นายพูดถึงมันน่าสนุกเกินไปจนฉันเผลอตัวไปหน่อยน่ะ”
เย่ฉุยรู้สึกว่าตัวเองเกิดภาพหลอนเรื่องสาวห้าวขึ้นมาอีกแล้ว...
“ไม่ได้!” ตอนนี้เองเจี่ยนฝานก็โวยวายขึ้นมา “ฉันนึกว่านายจะพัฒนาเกมแนวๆ จับคู่ซะอีก ที่ไหนได้กลับเป็นเกมต่อสู้อะไรก็ไม่รู้... เกมแบบนี้มันสนุกตรงไหน? บังคับตัวละครจำลองไปสู้กับตัวละครจำลอง น่าเบื่อจะตาย มันมีความหมายอะไร ใครจะไปชอบเล่นของแบบนี้กัน?”
เขารู้สึกว่าเกมจับคู่กับเกมเรียงเพชรถึงจะเรียกว่าเกมได้ แนวคิดเกมต่อสู้แบบนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
เย่ฉุยกรอกตาบน เจี่ยนฝานพูดมาแบบนี้แล้วจะให้เขาเถียงยังไงล่ะ?
เคยได้ยินแต่คนติดเกมอาร์เคดจนถอนตัวไม่ขึ้น ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครติดเกมจับคู่จนถอนตัวไม่ขึ้นสักหน่อย...
เอาเถอะ ในโลกที่เกมจับคู่เพิ่งถูกเย่ฉุยสร้างขึ้นมานี้ ก็มีคนติดงอมแงมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
แต่นั่นเป็นเพราะมันขาดแคลนเกมต่างหาก
ถ้าเอา The King of Fighters มาวางคู่กับเกมจับคู่ ไม่ว่ามองยังไง The King of Fighters ก็ต้องดึงดูดใจมากกว่าอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?
เจี่ยนฝานมองไม่ออกแม้กระทั่งมูลค่าของไอเดียเกมแบบนี้ อธิบายให้เขาฟังไปก็คงเปล่าประโยชน์
“เย่ฉุย นายยังพอจะมีไอเดียแนวๆ เกมจับคู่หรือเกมเรียงเพชรอีกไหม? ถ้าเป็นเกมแนวนี้ล่ะก็ ฉันยกมือสนับสนุนให้พัฒนาเลย แต่ถ้าไม่ใช่ ฉันว่าเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องพัฒนาหรอก” เจี่ยนฝานพูดต่อ เขายอมรับว่าเย่ฉุยมีพรสวรรค์ด้านนี้ แต่ก็จำกัดอยู่แค่เกมเล็กๆ อย่างเกมจับคู่เท่านั้นแหละ
เย่ฉุยปวดหัวนิดหน่อย เขาหันไปมองฟางหนานกับฟางซี “พวกเธอคิดว่าไง?”
“ผมว่าน่าจะสนุกดีนะ” ฟางซีพูดอย่างครุ่นคิด เจ้าอ้วนไม่ใช่พวกนิยมความรุนแรง แต่ก็รู้สึกว่าคอนเซปต์เกมต่อสู้แบบนี้น่าจะสนุกมาก
ทางฟางหนานยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดูจากปฏิกิริยาตบโต๊ะเมื่อกี้ก็รู้แล้วว่าเธอเห็นด้วยเต็มที่
เส้นเลือดบนหน้าผากเจี่ยนฝานปูดโปน—รู้อยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้ สองพี่น้องคู่นี้เข้าข้างเย่ฉุยเต็มประตู!
เย่ฉุยหันไปมองเจี่ยนฝานอีกครั้ง “อยากลองถามความเห็นของไป๋มี่อวิ๋นดูหน่อยไหม?”
“เหอะ ช่างเถอะ” เจี่ยนฝานแค่นเสียงเย็น “ยัยโอตาคุนั่นคงยังไงก็ได้อยู่แล้ว... แล้วไอ้เกมต่อสู้อะไรนี่ ต้องใช้เวลาพัฒนานานแค่ไหน?”
“น่าจะสักหนึ่งเดือนล่ะมั้ง” เย่ฉุยครุ่นคิด
ช่วงที่เพิ่งเกิดใหม่ เย่ฉุยเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้างแล้ว
ต่อให้ฟางหนานกับฟางซีจะมีทักษะการเขียนโปรแกรมที่เก่งกาจ แต่การจะพัฒนาเกมต่อสู้แบบนี้ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ยังไงก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม
ต้องเข้าใจก่อนว่าเอฟเฟกต์การโจมตีหรือความรู้สึกถึงแรงปะทะในเกมต่อสู้ ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ
“หนึ่งเดือน?” เจี่ยนฝานร้องเสียงหลง “มันไม่นานไปหน่อยเหรอ? ถ้าเราเสียเวลาหนึ่งเดือนไปกับเกมนี้ แล้วเกิดมันทำกำไรได้ไม่มากพอ ใครจะรับผิดชอบความเสียหายของสตูดิโอ?”
“ฉันรับผิดชอบเอง”
เย่ฉุยเอ่ยปาก เขามองแผนการของเจี่ยนฝานออกทะลุปรุโปร่งแล้ว หมอนี่ก็แค่กลัวขาดทุนไม่ใช่หรือไง?
เขายิ้มพลางพูดว่า “เวลาหนึ่งเดือน ถึงตอนนั้นถ้าเกมไม่ประสบความสำเร็จ เงินเดือนของหนานหนานกับคนอื่นๆ แล้วก็ค่าใช้จ่ายประจำวันของสตูดิโอ ฉันจะเป็นคนจ่ายเอง ถ้านายรู้สึกเสียเปรียบ ฉันจะจ่ายเงินเดือนให้นายด้วยก็ได้ เป็นไงล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ฉุย เจี่ยนฝานก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ตกลง เอาตามนี้แล้วกัน”
“แต่ถ้าเกมประสบความสำเร็จล่ะ?” เย่ฉุยเปลี่ยนน้ำเสียง ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันมีข้อแม้อย่างหนึ่ง ถ้าเกมประสบความสำเร็จ ฉันขอให้จ่ายค่าตอบแทนพวกเขาสองคนเป็นเปอร์เซ็นต์”
“จ่ายยังไง?” เจี่ยนฝานถามด้วยความอยากรู้
เย่ฉุยอธิบาย “ตามสัญญาฉบับก่อนของเรา ค่าตอบแทนของฉันคือสามสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้จากไอเดียเกมที่ฉันเสนอ ส่วนอีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ แบ่งให้พวกนายคนละสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และอีกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสตูดิโอ แบบนี้ว่าไง?”
การแบ่งปันตามเปอร์เซ็นต์ อันที่จริงเย่ฉุยทำไปเพื่อเห็นแก่ฟางซีกับฟางหนาน
เขามั่นใจว่าเกมนี้จะต้องทำกำไรมหาศาลแน่ และถ้าอิงตามมาตรฐานการจ่ายค่าตอบแทนเดิมของสตูดิโอนี้ ฟางหนานกับฟางซีจะได้แค่เงินเดือนประจำเดือนละสี่พันเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะตกเข้ากระเป๋าเจี่ยนฝานแทบทั้งหมด โดยที่ไม่มีแม้แต่ส่วนแบ่งโบนัสเลยสักนิด
เย่ฉุยจะทนดูเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?
มีเงินก็ต้องช่วยกันหาช่วยกันแบ่งสิ
อีกอย่าง การจ่ายค่าตอบแทนตามเปอร์เซ็นต์ผลกำไรแบบนี้ เย่ฉุยได้ไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่ากินส่วนแบ่งก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ดี
การที่เย่ฉุยเสนอแบบนี้ ฟางหนานกับฟางซีก็เข้าใจดีว่าเขาทำเพื่อประโยชน์ของพวกตน แววตาของทั้งสองจึงฉายแววซาบซึ้งใจอยู่บ้าง เดิมทีพวกเขาก็เชื่อมั่นในตัวเย่ฉุยอยู่แล้ว จึงตอบตกลงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เจี่ยนฝานกลับไม่พอใจ
หากแบ่งตามวิธีนี้ อย่าว่าแต่เรื่องเกมไม่ประสบความสำเร็จเลย ต่อให้มันสำเร็จ เย่ฉุยก็จะได้ไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนเขาได้แค่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ เขาที่เป็นถึงหัวหน้ากลับได้น้อยกว่าเย่ฉุยครึ่งหนึ่งเลยเนี่ยนะ?
ใบหน้าของเจี่ยนฝานบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
“นายไม่เห็นด้วยเหรอ?” เมื่อเห็นท่าทางของเจี่ยนฝาน เย่ฉุยก็เสนอขึ้นอีกครั้ง “งั้นเราเปลี่ยนวิธีใหม่ เอาสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของนายมาให้ฉัน ไม่ว่าเกมจะสำเร็จหรือไม่ ฉันก็จะให้เงินนาย... สามหมื่นหัวหยวน แบบนี้คิดว่าไง?”
นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าเกมต่อสู้ที่เย่ฉุยต้องการจะพัฒนาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ในเดือนนี้เจี่ยนฝานก็จะได้รับเงินสามหมื่นหัวหยวนไปแบบเต็มๆ
หากอิงตามวิธีการดำเนินงานที่ผ่านมาของสตูดิโอ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของเจี่ยนฝานจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่น การได้เงินสามหมื่นหัวหยวนก็ถือว่าเยอะมากแล้ว
และในมุมมองของเจี่ยนฝาน เกมอย่างเกมจับคู่กับเกมต่อสู้มันเป็นคนละเรื่องกันเลย เป็นไปไม่ได้ที่เย่ฉุยจะทำให้เกมต่อสู้ประสบความสำเร็จได้เหมือนกับเกมจับคู่
การรับเงินเดือนประจำสามหมื่นไปเลยตรงๆ มันปลอดภัยกว่าการรอรับส่วนแบ่งกำไรสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นไหนๆ
แบบนี้เขามีแต่ได้กับได้!
ดังนั้นเจี่ยนฝานจึงตกลงอย่างเบิกบานใจ “งั้นก็ได้ เอาตามที่นายบอกแล้วกัน”
เพื่อป้องกันไม่ให้เย่ฉุยกลับคำ เขายังรีบแจ้นไปติดต่อสำนักงานทนายความ เพื่อร่างสัญญาอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโปรเจกต์นี้ขึ้นมา
นั่นก็หมายความว่า ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า สตูดิโอเจี่ยนฝานจะทำงานให้เย่ฉุยเพื่อพัฒนาเกมหนึ่งเกม
รายได้สี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของเกมจะเป็นของเย่ฉุย ส่วนเจี่ยนฝานที่ลงแรงทำงานหนึ่งเดือนจะได้รับรายได้สามหมื่นหัวหยวน
ขณะที่ฟางหนานกับอีกสองคนจะได้รับส่วนแบ่งคนละสิบห้าเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของเกม ส่วนอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะถูกนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนรายวันของสตูดิโอ
เย่ฉุยเซ็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเย่ฉุยป้อนรหัสยืนยันดีเอ็นเอของตัวเองลงบนคอมพิวเตอร์แสง (ปล. มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าการเซ็นชื่อ) ในใจของเจี่ยนฝานก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องเป็นอย่างมาก
“เย่ฉุยพัฒนาเกมสำเร็จแค่สองเกมก็ทำเป็นอวดดีไปได้ ตอนนี้เขาควรจะพัฒนาเกมตระกูลจับคู่ต่อสิถึงจะถูก แต่กลับดึงดันจะไปทำเกมต่อสู้อะไรก็ไม่รู้ เกมตระกูลจับคู่น่ะทำกำไรมหาศาลได้แน่ แต่ไอ้เกมต่อสู้นี่... ขยะอะไรก็ไม่รู้! ของแบบนี้ใครมันจะไปชอบเล่น? ความเสี่ยงในการพัฒนาเกมนี้มันสูงเกินไป ฉันนี่แหละฉลาดสุด เฮอะ ถึงตอนนั้นฉันจะคอยดูว่าฟางหนานกับฟางซีจะยังอยู่ข้างหมอนั่นอีกไหม!”
เมื่อเห็นสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของเจี่ยนฝาน เย่ฉุยก็ถึงกับพูดไม่ออกจริงๆ
ฐานผู้เล่นของเกมอาร์เคดอาจจะไม่เยอะเท่าเกมลับสมองอย่างเกมจับคู่ แต่รายได้จากเกมประเภทนี้จะต้องมากกว่าเกมลับสมองอย่างแน่นอน
แค่เกมจับคู่เกมเดียวยังทำให้เย่ฉุยทำเงินได้ตั้งหลายแสน เกมต่อสู้ก็ต้องเริ่มต้นที่หลักล้านเป็นอย่างต่ำอยู่แล้ว
ส่วนแบ่งกำไรสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ยังไงก็มีมูลค่าหลายแสน
เจี่ยนฝานเอาส่วนแบ่งรายได้หลายแสน ไปแลกกับเงินเดือนตายตัวแค่สามหมื่น...
เอาเถอะ ตอนนี้ก็ดีใจให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันที่นายร้องไห้แน่
****
ขอคะแนนโหวต ขอคนกดติดตามด้วยนะคร้าบ~