ช่วงหลายวันต่อมา หลังจากหลินจิ้งเรียนรู้วิชาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณสำเร็จ เขาก็ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่อ แต่เอาแต่อ่านตำราต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนแห่งนี้
สาเหตุหลักเป็นเพราะประสิทธิภาพในการฝึกฝนของเขานั้นต่ำเกินไป
เทียบกับการบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเองแล้ว เขารอรับการสะท้อนกลับของพลังวิญญาณหลังจากที่กระรอกใบสนทะลวงระดับ เพื่อดึงระดับบำเพ็ญของเขาให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจะดีกว่า!
นี่ต่างหากคือวิถีทางที่ถูกต้องในการแข็งแกร่งขึ้นของศิษย์สำนักพิชิตอสูร
และในเวลานี้ แม้กระรอกใบสนจะไม่ได้ดูดซับพลังปราณตามปกติ ทว่ากระบวนการที่มันใช้พลังวิญญาณเร่งการเจริญเติบโตของข้าววิญญาณอย่างต่อเนื่อง ก็ถือเป็นการขัดเกลาพลังวิญญาณไปในตัว
ผ่านไปหลายวัน ข้าววิญญาณก็เติบโตขึ้นมาก อีกไม่นานก็คงจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว
ต้องยอมรับเลยว่าพรสวรรค์ของกระรอกใบสนของเขานั้นยอดเยี่ยมจริงๆ
หลินจิ้งรู้มาจากตำราจิปาถะว่า กระรอกใบสนระดับเลี่ยนชี่ขั้นสามทั่วไป หากไม่พึ่งพาพลังภายนอก จะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนจึงจะเร่งให้ข้าววิญญาณหนึ่งต้นสุกงอมได้
แต่กระรอกใบสนของเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ก็จัดการงานเกษตรจนเกือบเสร็จสมบูรณ์
แม้บางครั้งเขาจะใช้ลมปราณอันน้อยนิดใช้วิชา "หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ" เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าทางจิตใจให้กระรอกใบสน แต่คนที่มีระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งอย่างเขา ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
ต้องขอบคุณพลังวิญญาณที่กระรอกใบสนฝึกปรือมาด้วยตัวเองนั้นบริสุทธิ์หาใดเปรียบ แถมมันยังมีความอดทนและไม่เคยเกียจคร้านเลย
"เจ้านี่มันมีร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งการทำนามาแต่กำเนิดชัดๆ" หลินจิ้งปิดตำราลง และไม่ตระหนี่คำชมต่อกระรอกใบสนที่กำลังเร่งการเจริญเติบโตของข้าววิญญาณเลยแม้แต่น้อย
"จี๊!"
แม้กระรอกใบสนจะไม่รู้ว่าร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งการทำนามาแต่กำเนิดคืออะไร แต่มันก็พอเดาได้ว่านั่นคือคำชม
มันจึงยิ่งออกแรงทำงานอย่างขยันขันแข็งมากขึ้นไปอีก
นัยน์ตาสีเขียวมรกตจ้องมองต้นข้าววิญญาณเบื้องหน้าด้วยความคาดหวัง
วิ้ง!
ไม่นานนัก ในที่สุดรวงข้าววิญญาณก็เปลี่ยนจากสีขาวขุ่นเป็นสีขาวประกายทอง พร้อมกับส่งกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวออกมา นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าข้าววิญญาณสุกงอมแล้ว!!
"สำเร็จแล้วหรือ?"
เมื่อข้าววิญญาณสุกงอม หลินจิ้งก็รีบเดินไปหากระรอกใบสนทันที เขาร่วมมือกับมันแกะเปลือกข้าวออก เผยให้เห็นเมล็ดข้าววิญญาณสีขาวที่ใสกระจ่างและอวบอิ่มอยู่ภายใน ดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง!
"ดูจากคุณภาพแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าวถุงที่แจกให้พวกเราสักเท่าไหร่เลย"
ในที่สุดความกังวลใจของหลินจิ้งก็มลายหายไป
รอดตายแล้ว!
"จี๊ๆๆ!" กระรอกใบสนพยักหน้าอย่างดีใจ
สมกับเป็นผลงานของมันจริงๆ
จากนั้น หลินจิ้งกับมันก็รีบกะเทาะเปลือกข้าวที่เหลือออก จนในที่สุด เมล็ดข้าววิญญาณหลายพันเม็ดก็ปรากฏขึ้นบนพื้น ส่องประกายแวววาว
เมื่อมองดูข้าววิญญาณที่กองอยู่เต็มพื้น หลินจิ้งและกระรอกใบสนก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ แม้ข้าวพวกนี้จะกินได้ไม่นาน แต่มันก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเยี่ยม
กระรอกใบสนจ้องมองกองข้าววิญญาณ
แล้วหันมามองหลินจิ้ง
ความตั้งใจของมันนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
"การกักตุนเสบียงเป็นนิสัยที่ดี"
"แต่ข้าวพวกนี้เรายังต้องเก็บไว้กินนะ"
"เอาอย่างนี้ เจ้าเอาไปร้อยเม็ดก็แล้วกัน"
หลินจิ้งยิ้มพลางพูดขึ้น ราวกับอ่านใจกระรอกใบสนออก
ยังไงเสีย นี่ก็เป็นผลจากความพยายามของกระรอกใบสน แบ่งให้ร้อยเม็ดก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือเป็นการสนองความชอบกักตุนของมันด้วย
ข้าวหายไปร้อยเม็ด พวกเขาก็ไม่อดตายหรอก
ไม่แน่ว่าวันไหนที่ยากจนจนต้องกินดิน ข้าวร้อยเม็ดของกระรอกใบสนอาจจะถูกขุดขึ้นมาประทังความหิวได้บ้าง
ปล่อยให้มันตุนไปเถอะ!
"จี๊..." พอหลินจิ้งพูดจบ กระรอกใบสนก็ดีใจจนเนื้อเต้น มันรีบวิ่งไปหยิบข้าวออกมาหนึ่งร้อยเม็ด แล้วแยกไว้เป็นอีกกองหนึ่งทันที
ข้าววิญญาณหนึ่งร้อยเม็ด แม้จะดูไม่มากนัก
แต่เมื่อได้มองดูข้าววิญญาณหนึ่งร้อยเม็ดที่เป็นของมันเอง กระรอกใบสนก็รู้สึกสบายไปทั้งตัว ราวกับรูขุมขนถูกเปิดออก พลังวิญญาณในร่างพลุ่งพล่าน
ทว่าในตอนนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
นัยน์ตาสีเขียวมรกตของกระรอกใบสนที่กำลังจ้องมองข้าววิญญาณร้อยเม็ดนั้น จู่ๆ ก็ทอแสงประกายวาบออกมา ทำให้ดวงตาสว่างไสวดุจอัญมณี
วินาทีต่อมา ภายใต้ท่าทีลุกลงลานของกระรอกใบสนและสายตาประหลาดใจของหลินจิ้ง
ลำแสงสีมรกตสองสายก็พุ่งออกมาจากดวงตาของกระรอกใบสน
ตกลงบนข้าววิญญาณทั้งร้อยเม็ด
จากนั้นภาพอันน่าตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น ภายใต้การห่อหุ้มของแสงสีเขียว ข้าววิญญาณหนึ่งร้อยเม็ดนั้นกลับหายวับไปในชั่วพริบตา
เมื่อแสงสีเขียวจางหายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่ คือข้าววิญญาณเม็ดใหม่สีทองอร่ามที่วางนิ่งอยู่บนพื้น...
…………
ในขณะเดียวกัน
ภายในห้วงคำนึงของกระรอกใบสน
ปรากฏข้อมูลสืบทอดที่ไม่รู้จักสายหนึ่งขึ้นมา
ราวกับเป็นฤทธานุภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในสายเลือด
ทำให้มันเรียนรู้และเข้าใจได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอน
"เนตรเซียนหลิวหลี"
แม้จะเป็นเพียงกองหินไร้ค่า หากสะท้อนเข้าสู่เนตรเซียนหลิวหลี ก็จะได้รับการยกระดับให้กลายเป็นอัญมณีหลิวหลีอันล้ำค่า
เนตรเซียนหลิวหลี สามารถหลอมรวมทรัพยากรชนิดเดียวกันในจำนวนที่กำหนด ให้กลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าอีกชนิดหนึ่งได้
ประหนึ่งวิชาเซียน เสกหินให้กลายเป็นทองคำ
…………
"จี๊?"
ข้าววิญญาณสีขาวสว่างร้อยเม็ด ได้แปรเปลี่ยนเป็นข้าววิญญาณลึกลับสีทองอร่ามหนึ่งเม็ด ท่ามกลางสายตาของกระรอกใบสนและหลินจิ้ง
ความเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ทั้งหลินจิ้งและกระรอกใบสนตกตะลึงไปพร้อมๆ กัน
"ข้าว่าแล้วเชียว ความเปลี่ยนแปลงในวันทำพันธสัญญาจะต้องมีความพิเศษแฝงอยู่แน่ๆ"
"ที่แท้เจ้าก็กลายพันธุ์จากสัตว์วิญญาณธรรมดาเป็นสัตว์หายากจริงๆ ด้วย"
"ฤทธานุภาพของสัตว์หายาก ก็คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้เอง!"
การเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้กลายเป็นของวิเศษ ดั่งเสกหินให้เป็นทองคำ เป็นวิถีแห่งการเปลี่ยนปริมาณให้กลายเป็นคุณภาพ!
ข้าววิญญาณสีทองเม็ดนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าล้ำค่ากว่าข้าววิญญาณสีขาวเป็นไหนๆ!
หลินจิ้งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมา
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
เมื่อเห็นกระรอกใบสนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น มันหยิบข้าววิญญาณสีทองอร่ามขึ้นมา น้ำตาไหลพรากเป็นสายน้ำ
"จี๊!!!"
มันไม่เอาข้าววิญญาณสีทองเม็ดเดียว มันต้องการข้าววิญญาณสีขาวร้อยเม็ดของมันคืนมา!!!
มุมปากของหลินจิ้งกระตุกยิกๆ
เจ้ากระรอกตัวนี้ ดูท่าจะป่วยหนักเกินเยียวยาแล้ว
ข้าววิญญาณสีทองนี่ เห็นชัดๆ ว่าล้ำค่ากว่าตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง
เจ้าจะอาลัยอาวรณ์ข้าววิญญาณสีขาวร้อยเม็ดนั่นอะไรนักหนา?
"เอาล่ะๆ"
"ข้าจะให้ข้าววิญญาณสีขาวเจ้าอีกสองร้อยเม็ด แลกกับ..."
หลินจิ้งเพิ่งจะอ้าปากบอกว่า จะใช้ข้าววิญญาณธรรมดาสองร้อยเม็ด แลกกับข้าววิญญาณสีทองเม็ดนั้นมาเพื่อทำการศึกษา
ใครจะรู้ว่า กระรอกใบสนที่กำลังโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก จะจ้องมองข้าววิญญาณสีทองเม็ดนั้นด้วยสายตาอาฆาตแค้น
จากนั้นก็กัดกร้วม กลืนลงท้องไปในคำเดียว!
ราวกับต้องการจะแก้แค้นมันอย่างไรอย่างนั้น
"ให้ตายสิ เจ้ากินเข้าไปดื้อๆ แบบนี้เลยเรอะ" หลินจิ้งตกใจอีกครั้ง
นี่ยังไม่รู้สรรพคุณของมันเลยนะ
"ข้าววิญญาณสีทองที่หลอมรวมมาจากข้าววิญญาณธรรมดาร้อยเม็ด ตามหลักแล้ว สรรพคุณก็ควรจะมากกว่าข้าววิญญาณธรรมดาเป็นร้อยเท่าสิ?"
"ไม่อย่างนั้น ฤทธานุภาพนี้ก็คงไร้ความหมาย และคำว่าสัตว์หายากก็คงเป็นแค่ชื่อที่ว่างเปล่าแล้ว"
"ก็แค่ข้าววิญญาณธรรมดาร้อยเม็ด ไม่ใช่ร้อยชาม มันคงไม่ถึงกับท้องแตกตายหรอกมั้ง"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินจิ้งก็ผ่อนคลายลงบ้าง
"ถ้าสรรพคุณมันเทียบเท่ากับศิลาวิญญาณสักก้อนหนึ่งได้ก็คงดี"
เดิมทีหลินจิ้งคิดว่า ข้าววิญญาณสีทองเม็ดนี้จะเหมือนกับศิลาวิญญาณ ที่สามารถช่วยเหลือในการบำเพ็ญเพียรได้อย่างมหาศาล
น่าเสียดายที่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อข้าววิญญาณสีทองที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังปราณตกถึงท้อง นัยน์ตาของกระรอกใบสนก็วาบประกายสีแดงก่ำขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกอิ่ม ทว่าความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงกลับแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
วินาทีต่อมา ภายใต้สายตาอันเงียบงันของหลินจิ้ง มันก็ทำท่าราวกับหิวจนคลุ้มคลั่ง ท้องส่งเสียงร้อง "โครกคราก" ดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้อง มันวิ่งพุ่งเข้าไปหากองข้าววิญญาณราวกับผีตายอดตายอยากมาเกิด หรือไม่ก็โดนผีเข้า แล้วกวาดเอาข้าววิญญาณที่เพิ่งจะเก็บเกี่ยวมาสวาปามเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง
เนื่องจากมีพันธสัญญาสายเลือดกับกระรอกใบสน หลินจิ้งจึงรับรู้ได้ถึงสภาวะของมันในปัจจุบัน
หิว หิวเหลือเกิน
สรรพคุณของข้าววิญญาณสีทองเม็ดนี้ กลับไม่ใช่ความอิ่มท้อง แต่เป็นการทำให้ผู้กินเกิดความหิวโหย!
ภายใต้แรงกระตุ้นของความหิวโหยนี้ เรียกได้ว่ากระรอกใบสนสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ข้าววิญญาณจำนวนมหาศาลถูกยัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว ทว่าหากเป็นเมื่อก่อน การกินข้าววิญญาณเข้าไปมากขนาดนี้ มันจะต้องจุกตายทันทีอย่างแน่นอน เพราะไม่สามารถย่อยสารอาหารและพลังปราณในนั้นได้ทันท่วงที
แต่ครั้งนี้ ระบบย่อยอาหารของมันดูเหมือนจะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว ข้าววิญญาณกองโตถูกกวาดเรียบเป็นหน้ากลอง มันไม่เพียงแต่จะไม่มีท่าทีอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลิ่นอายในตัวกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับ... ย่อยสารอาหารทั้งหมดในข้าววิญญาณได้ในชั่วพริบตา แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังของตัวเอง!
จนกระทั่ง... กินทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง อาการคลุ้มคลั่งตะกละตะกลามของกระรอกใบสนจึงหยุดลง และค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา...
"เสริมสร้างระบบย่อยอาหาร ให้ดูดซึมสารอาหารได้อย่างรวดเร็วงั้นหรือ? สรรพคุณของข้าววิญญาณสีทอง... ช่างทรงพลังถึงเพียงนี้" หลินจิ้งสูดหายใจเข้าลึก นี่มันยอดเยี่ยมกว่าการยกระดับคุณภาพของข้าววิญญาณแบบทื่อๆ เป็นไหนๆ ฤทธานุภาพของสัตว์หายากนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่...
ดาวประหลาดที่คาดว่าเกิดจากการร่วงหล่นของเซียน การกลายพันธุ์ของเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากแสงดาว... แบบนี้ถือเป็นการสืบทอดวิชาเซียนรูปแบบหนึ่งหรือไม่?
"ไม่ว่าอย่างไร สัตว์หายากก็ร้ายกาจอย่างที่ท่านผู้เฒ่าโม่บอกไว้จริงๆ ต่อไปนี้คงไม่ขัดสนเงินทองแล้ว" เขารำพึงรำพัน
ทว่า... หลินจิ้งน่ะดีใจ แต่พอกระรอกใบสนได้สติกลับมา แล้วเห็นว่าข้าววิญญาณที่มันตรากตรำปลูกมาทั้งสัปดาห์หายวับไปกับตา มันก็เบิกตากว้างด้วยความงุนงง รวมถึงข้าวสองร้อยเม็ดที่หลินจิ้งเพิ่งจะให้มันด้วย... ตอนนี้ถูกมันสวาปามลงท้องไปหมดแล้ว
แผนการกักตุนเสบียง พังทลายลงอีกครั้ง!
"จี๊!!!!" ภายในลานบ้าน กระรอกใบสนส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าว นี่มันฤทธานุภาพบ้าบออะไรกัน ตุนไม่ได้ ตุนไม่ได้เลยสักนิด ทำไมถึงไม่ปลุกฤทธานุภาพมิติให้มันเล่า!!!