"ดูเหมือนศิษย์พี่จะผิดหวังมากที่เราเลือก 'วิชาสะสมวิญญาณ' นะ"
"สงสัยก่อนหน้านี้คงสร้างความประทับใจผิดๆ อะไรให้เขาแน่เลย"
หลินจิ้งออกจากหอคัมภีร์ นอกจากจะนำหยกจำหลักวิชาสะสมวิญญาณออกมาแล้ว ยังมีหนังสือประวัติศาสตร์อีกสองสามเล่ม และที่สำคัญที่สุดคือวิชาปรุงยาพื้นฐาน (บทพรรณไม้)!
การรู้แจ้งเห็นจริงถึงสรรพคุณของพืชวิญญาณชนิดต่างๆ คือหนึ่งในทักษะพื้นฐานของการปรุงยา
"ศิษย์สายนอกที่รวบรวมลมปราณสำเร็จ จะสามารถเลือกวิชาอาคมพื้นฐานได้หนึ่งวิชา และหากต้องการเรียนวิชาที่สอง จะต้องบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่เสียก่อน"
"แต่ในเมื่อข้าได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าศิษย์สายใน ตามหลักแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสนใจกฎข้อนี้..."
"ช่างเถอะ เรื่องวิชาอาคมเอาไว้ก่อน การที่สำนักจำกัดจำนวนวิชาที่ศิษย์สามารถเรียนได้ก็มีเหตุผล โลภมากไปก็จะไม่แตกฉานสักอย่าง"
หลินจิ้งกับกระรอกใบสนต่างก็ลูบท้องของตัวเอง
"จี๊ด!"
การบำเพ็ญเพียรอย่างหนักตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา
ไม่เพียงแต่ศิลาวิญญาณของพวกเขาจะร่อยหรอลงจนเกือบหมด
แม้แต่ข้าววิญญาณถุงนั้นก็ถูกกินไปจนแทบไม่เหลือหลอ
แม้สายนอกจะมีโรงอาหารที่ให้บริการอาหารป่าและอาหารทะเลเลิศรสซึ่งอุดมไปด้วยไอวิญญาณ ทว่าทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน
สำหรับอาหารธรรมดาทั่วไป สำนักพิชิตอสูรไม่ได้มีจัดเตรียมไว้ให้ ศิษย์ต้องเดินทางไปยังเมืองรอบๆ เชิงเขาเพื่อหาซื้อวัตถุดิบเอาเอง หรือไม่ก็ต้องเข้าไปล่าสัตว์ในป่าเขาละแวกนั้น
เพื่อเร่งความเร็วในการฝึกฝน อาหารทั้งสามมื้อของผู้บำเพ็ญเพียรความจริงแล้วควรเลือกทานแต่อาหารที่มีไอวิญญาณ ทว่าค่าอาหารในโรงอาหารนั้นไม่ถูกเลย ลำพังแค่ทรัพยากรที่หลินจิ้งกับพวกใช้ในการฝึกฝนก็ยังไม่พอ พวกเขาจึงไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไหว
และจากที่หลินจิ้งทราบมา ศิษย์ที่เลือกกระรอกใบสนนั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง
"พวกเราไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณมาปลูกเองในลานบ้านกันเถอะ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า พวกเราน่าจะบรรลุอิสรภาพทางข้าววิญญาณได้ใช่ไหม?"
"จี๊ด!!!" กระรอกใบสนพยักหน้า เผ่าพันธุ์กระรอกใบสนของพวกมันตอนที่อาศัยอยู่ในป่าสนก็ผลิตอาหารให้ตัวเองด้วยวิธีนี้แหละ แค่หาพืชที่กินได้แล้วคอยเร่งการเจริญเติบโตของมันก็พอ
หากต้องการเก็บเกี่ยวอาหารอย่างรวดเร็ว ก็ไม่จำเป็นต้องรอคอยอย่างเชื่องช้าเหมือนเผ่าพันธุ์อื่น
"แต่ถึงข้าววิญญาณจะอร่อยและอยู่ท้องมาก ทว่ากินติดต่อกันมาครึ่งเดือน มันก็ออกจะจำเจไปหน่อยนะ"
"ซื้อเมล็ดพันธุ์เสร็จ พวกเราลงเขาไปดูกันเถอะว่ามีเนื้อสัตว์ราคาถูกขายไหม หรือไม่ก็เข้าป่าไปล่าสัตว์ป่ามากินกัน" หลินจิ้งถอนหายใจ
ไปขุดหัวไชเท้าดองที่ไม่ต้องเสียเงินมาสักหน่อยก็ยังดี
…………
สายนอก หอเก็บเกี่ยว
เช่นเดียวกับหอคัมภีร์ ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของสำนักพิชิตอสูร
สินค้าหลักที่วางขายคือผลผลิตทางการเกษตร
มีสาขาเปิดอยู่ทั่วทั้งสำนัก
หลินจิ้งกับเพื่อนตัวน้อยเดินเข้ามาในร้าน ศิษย์พี่หญิงสายนอกผู้มีร่างกายผ่ายผอมดูอ่อนแรงคนหนึ่งลุกขึ้นต้อนรับ
"ศิษย์น้องต้องการสิ่งใดหรือ?" ศิษย์พี่หญิงเอ่ยอย่างเชื่องช้า
ดูเหมือนจะเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนแล้วสิ
ก่อนจะมาถึงหอเก็บเกี่ยว หลินจิ้งพากระรอกใบสนเดินผ่านหอภารกิจและแวะเข้าไปเดินดูรอบหนึ่ง
เขาพบว่าภารกิจน้อยใหญ่ของสำนักนั้นครอบคลุมไปเสียทุกด้าน
นอกจากการขุดเหมือง ทำนา เป็นลูกมือทำอาหาร... ยังมีกระทั่งภารกิจเร่งรัดการแต่งงาน คือการเร่งให้ศิษย์หาคู่ครองให้อสูรเลี้ยงของตัวเอง
จากนั้นก็ให้กำเนิดสัตว์วิญญาณรุ่นที่สองที่มีสายเลือดชั้นยอด เพื่อสร้างระบบหมุนเวียนอสูรเลี้ยงภายในสำนัก
แต่ดูจากท่าทางแล้ว หลินจิ้งคิดว่าภารกิจประเภทนี้คงไม่ค่อยมีคนรับสักเท่าไหร่
นอกจากนี้ยังมีภารกิจแบบที่ศิษย์พี่โอวหยางฮ่าวทำ คือการทำงานในสถานที่ต่างๆ ของสำนัก
ภารกิจประเภทนี้ทั้งสบายและได้รับผลตอบแทนงาม แต่ก็มีจำนวนจำกัดและตั้งเงื่อนไขรองรับไว้ หากไม่มีความสามารถมากพอ ต่อให้แย่งชิงอย่างไรก็ไม่มีทางได้มา
ศิษย์ส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงไปที่เหมืองแร่ เพื่อหาศิลาวิญญาณอันน้อยนิด
ส่วนศิษย์พี่หญิงตรงหน้าที่สามารถมาเป็นพนักงานต้อนรับหน้าร้านประจำหอเก็บเกี่ยว แย่งชิงภารกิจแสนสบายเช่นนี้มาได้ คิดว่าคงมีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว
ติดอยู่อย่างเดียวคือ ทำไมพวกท่านถึงได้ดูอ่อนระโหยโรยแรงกันขนาดนี้?
หลินจิ้งจมอยู่ในห้วงความคิด
"สวัสดีขอรับศิษย์พี่หญิง"
"ข้าอยากจะขอซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณสักหน่อยขอรับ" หลินจิ้งเอ่ยปาก
ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นปรายตามองกระรอกใบสนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ตั้งใจจะเอาไปปลูกเองสินะ"
"ใช่ขอรับ"
"สนใจจะซื้อปุ๋ยที่ได้จากสัตว์วิญญาณขั้นสร้างรากฐานสักหน่อยไหม? หากใช้ควบคู่กับพลังวิญญาณเร่งการเจริญเติบโตของกระรอกใบสน จะช่วยให้ข้าววิญญาณให้ผลผลิตสูงขึ้นนะ" ศิษย์พี่หญิงเสนอแนะ
ดูเหมือนว่าขอเพียงมีตบะขั้นสูง ไม่ว่าอะไรในตัวก็ล้วนเป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น
แต่เขาคลำศิลาวิญญาณไม่กี่ก้อนในกระเป๋า แล้วก็ส่ายหน้า
ครู่ต่อมา เขากับกระรอกใบสนก็ใช้ศิลาวิญญาณจนเกลี้ยง ได้ 'เมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณ' กับ 'เมล็ดพันธุ์ถั่ววิญญาณ' กลับไปหนึ่งถุง
อย่างแรกสามารถให้ผลผลิตเป็นข้าววิญญาณ...
ส่วนอย่างหลังเป็นพืชวิญญาณที่คล้ายกับถั่วลิสง และเป็นหนึ่งในอาหารโปรดของกระรอกใบสน
"คราวนี้หมดตัวอย่างแท้จริงแล้ว..."
ไม่นานนัก หลินจิ้งกับเพื่อนตัวน้อยก็กลับมาถึงลานบ้าน
เมื่อได้ยินคำรำพึงรำพันของหลินจิ้ง กระรอกใบสนก็เจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้ ต้องรู้ก่อนนะว่าศิลาวิญญาณพวกนั้น มันอุตส่าห์สะสมมาตั้งแต่เพิ่งเกิดได้ไม่นานเลยนะ!
"วางใจเถอะ"
"รอให้ภารกิจทำฟาร์มอันยิ่งใหญ่ของพวกเราสำเร็จลุล่วง เมื่อนั้นพวกเราไม่เพียงแต่จะพึ่งพาตัวเองได้เท่านั้น ทว่าข้าววิญญาณและถั่ววิญญาณที่เหลือยังสามารถนำไปขายได้อีกด้วย อีกไม่นานพวกเราก็จะหาศิลาวิญญาณที่ใช้ไปกลับคืนมาได้แล้ว..."
หลินจิ้งเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่า 'อีกไม่นาน' ที่ว่านี้คือเมื่อไหร่ แต่สรุปแล้วเขาก็ปลอบใจตัวเองไปแบบนั้นก่อน
"จี๊ด?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กระรอกใบสนก็รีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว และกลับมาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคตอีกครั้ง
เมื่อเห็นภาพนั้น หลินจิ้งก็รู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างยิ่ง
"เด็กคนนี้เหมือนข้าเลย มองโลกในแง่ดี!"
…………
เรื่องทำฟาร์มพรวนดินนี้ หลินจิ้งไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่กระรอกใบสนนั้นคือผู้เชี่ยวชาญ
หลังจากมอบเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดให้กับกระรอกใบสน มันก็ออกไปหาพื้นที่ว่าง
ในขณะที่กระรอกใบสนฝังเมล็ดพันธุ์ลงดินเรียบร้อยแล้ว และใช้พวงหางฟูฟ่องแนบลงบนพื้นดิน พร้อมกับถ่ายทอดพลังวิญญาณสีเขียวมรกตเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์อยู่นั้น หลินจิ้งก็หยิบหนังสือประวัติศาสตร์สามเล่มที่นำมาจากชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ขึ้นมาอ่านก่อน
"ประวัติศาสตร์ทวีปเทียนหยวนฉบับย่อ"
"ประวัติศาสตร์อาณาจักรโบราณ"
"ประวัติการพัฒนาของสำนักพิชิตอสูร"
เขาเปิดอ่าน "ประวัติศาสตร์ทวีปเทียนหยวนฉบับย่อ" เป็นเล่มแรก
"ในยุคโบราณกาล ทวีปเทียนหยวนเป็นหนึ่งในดินแดนเบื้องล่างของขั้วอำนาจแห่งแดนเซียนที่ชื่อว่า 'วังสวรรค์' และถูกปกครองโดย 'วังสวรรค์'"
"เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เกิดความวุ่นวายที่ไม่ทราบสาเหตุขึ้นในแดนเซียน วังสวรรค์ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเปลวเพลิงแห่งสงคราม เส้นทางทะยานสวรรค์ของทวีปเทียนหยวนจึงสูญหายไป นับแต่นั้นมา ทวีปเทียนหยวนก็ไม่อาจติดต่อกับแดนเซียนได้อีก และไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดสามารถทะยานสวรรค์ได้อีกเลย"
"ในยุคนั้น อำนาจของวังสวรรค์ในทวีปเทียนหยวนอย่าง 'วังสวรรค์เทียนหยวน' ยังคงปกครองทวีปนี้อยู่ เผ่าพันธุ์ทั้งร้อยต่างยอมศิโรราบต่อการปกครองของวังสวรรค์"
"เมื่อห้าหมื่นปีก่อน เนื่องด้วยไม่อาจติดต่อกับแดนเซียนได้ วังสวรรค์ในทวีปเทียนหยวนจึงอ่อนแอลงทุกวันตามกาลเวลาที่ล่วงเลย เพื่อรักษาอำนาจการปกครองเอาไว้ วังสวรรค์จึงคิดจะฝืนทำลายขอบเขตมิติ ทำให้ต้องผลาญทรัพยากรของทวีปเทียนหยวนไปมากเกินควร นำมาซึ่งความพินาศของสรรพชีวิต"
"เวลานั้นเอง มีสี่สำนักใหญ่ที่ร่วมมือกันโค่นล้มการปกครองเบ็ดเสร็จของวังสวรรค์ที่มีต่อทวีปเทียนหยวน ยุคสมัยของวังสวรรค์จึงสิ้นสุดลงนับแต่นั้น"
"ต่อมาสี่สำนักใหญ่ได้รวมตัวกันก่อตั้ง 'พันธมิตรเซียน' ขึ้นมาแทนที่การปกครองของวังสวรรค์ พันธมิตรเซียนกลายเป็นเจ้าแห่งทวีปเทียนหยวนคนใหม่ และทวีปเทียนหยวนก็ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของพันธมิตรเซียนนับตั้งแต่นั้น"
"ประวัติศาสตร์คือวัฏจักร แม้ในช่วงแรกภายใต้การปกครองของพันธมิตรเซียน โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในทวีปเทียนหยวนจะเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทว่าเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน พันธมิตรเซียนก็ไม่อาจหลีกหนีรอยเดิมของวังสวรรค์ได้พ้น"
"และในช่วงปลายยุคสมัยพันธมิตรเซียน ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศปรากฏตัวขึ้นอีกคน เขาไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มพันธมิตรเซียนเท่านั้น แต่ยังได้ก่อตั้ง 'อาณาจักรโบราณเทียนหยวน' ขึ้นมา ทั้งยังคิดค้น 'วิชาลับมังกรแท้จริง' โดยผูกมัดตบะของตนเองเข้ากับอาณาเขตอันไร้ที่สิ้นสุด ยิ่งราษฎรเจริญรุ่งเรือง ดินแดนอุดมสมบูรณ์ พลังรบของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น"
"เขาขนานนามตนเองว่าปฐมจักรพรรดิ อาศัยวิชาลับมังกรแท้จริง เลี้ยงดูมังกรแท้จริงแห่งโชคชะตา จนกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเทียนหยวน"
"ปัจจุบัน อาณาจักรโบราณเทียนหยวนก็ยังคงครอบครองพื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นใจกลางสำคัญที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุด และอุดมสมบูรณ์ที่สุดของทวีปเทียนหยวน"
"และนอกจากอาณาจักรโบราณเทียนหยวนแล้ว รอบนอกยังมีชิงโจว เมืองอู่ตี้ เกาะเซียนสุ่ยเยวี่ย ทุ่งหิมะ และดินแดนอื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโบราณ ซึ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งคอยประจำการอยู่เช่นกัน"
"ส่วนสถานที่ที่ข้าอยู่ในตอนนี้ คือหนึ่งในเก้าดินแดนของอาณาจักรโบราณ แดนรกร้างใหญ่... ไอวิญญาณค่อนข้างเบาบาง มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงสุดเพียงขั้นหยวนอิงที่เคลื่อนไหวอยู่"
หลินจิ้งอ่านจบ
เป็นประวัติศาสตร์ฉบับย่อจริงๆ ขนาดยังไม่บันทึกเลยว่าพันธมิตรเซียนเกิดจากการรวมตัวของสี่สำนักไหน!