หลินเฉาหยางยังนึกว่าเป็นนักกีฬาคนไหนสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติอีก จึงถามเหลียงจั่วว่า "นิตยสาร 'กีฬาใหม่' มีอะไรหรือ"
เหลียงจั่วตอบว่า "ในนิตยสารของพวกเขาตีพิมพ์บทสัมภาษณ์เนี่ยเหว่ยผิง ในนั้นเนี่ยเหว่ยผิงตั้งใจพูดถึง 'ปรมาจารย์หมากรุก' ของคุณด้วย"
"พูดถึง 'ปรมาจารย์หมากรุก' งั้นหรือ"
"ใช่สิ นักข่าวถามเขาว่าปกติมีงานอดิเรกอะไร เนี่ยเหว่ยผิงบอกว่านานๆ ทีก็อ่านหนังสือ นักข่าวถามต่อว่าช่วงนี้อ่านอะไรอยู่ เนี่ยเหว่ยผิงก็ตอบว่า 'ปรมาจารย์หมากรุก'
จากนั้นก็คุยกันถึงเนื้อหาในนิยาย 'ปรมาจารย์หมากรุก' อีกสองสามประโยค ชมว่าคุณเขียนได้ดี แล้วยังบอกว่าศิลปะการเดินหมากของคุณยอดเยี่ยมมากด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดของเหลียงจั่ว ใบหน้าของหลินเฉาหยางก็ฉายแววเขินอาย เขารู้ระดับฝีมือของตัวเองดี การอวยกันไปมาทางธุรกิจของสหายเหว่ยผิงครั้งนี้ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว!
ชมเขาต่อหน้านักข่าวก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ยังเอาไปลงในนิตยสารอีก ทำเอาเขารู้สึกกระดากอายอยู่บ้างจริงๆ
เหลียงจั่วบรรยายเนื้อหาการสัมภาษณ์ใน 'กีฬาใหม่' อย่างออกรสออกชาติ แต่ไหนแต่ไรมาเขาถือว่าตัวเองเป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลินเฉาหยาง ตอนนี้ศิลปะการเดินหมากของอาจารย์ได้รับคำชมจากนักกีฬาระดับประเทศ แถมยังได้ลงนิตยสาร สำหรับเขาที่เป็น "ศิษย์สำนักหลิน" แล้ว นี่ก็ถือเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่งเช่นกัน!
"พอแล้วๆ เขาแค่พูดถึงลอยๆ ไม่กี่ประโยค ไม่เห็นต้องป่าวประกาศใหญ่โตเลย"
หลินเฉาหยางขัดจังหวะเหลียงจั่วที่กำลังตื่นเต้น เขาอ้าปากค้างอย่างยังรู้สึกไม่จุใจนัก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "มีบทความของเนี่ยเหว่ยผิงชิ้นนี้ ผมอยากจะดูซิว่าพวกที่วิจารณ์ 'ปรมาจารย์หมากรุก' จะว่ายังไงอีก"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อ 'ปรมาจารย์หมากรุก' ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีเสียงหนึ่งที่มองมาตลอดว่าพล็อตเรื่องของนิยายหลุดโลกจากความเป็นจริง เป็นเพียงจินตนาการล้วนๆ อีกทั้งวาทกรรมนี้ยังได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้อ่านไม่น้อย ซึ่งในจำนวนนั้นมีหลายคนที่เป็นผู้ชื่นชอบหมากล้อมด้วย
การที่นักกีฬาระดับประเทศด้านหมากล้อมอย่างเนี่ยเหว่ยผิงเอ่ยปากชมว่า 'ปรมาจารย์หมากรุก' เขียนได้ดี ย่อมไม่ต่างอะไรกับการเอาวาทกรรมนี้และหน้าตาของคนพวกนั้นไปถูไถกับพื้น เหลียงจั่วลองคิดดูก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
คุยเล่นกับเหลียงจั่วได้สองสามประโยค หลินเฉาหยางก็กลับไปที่ห้องสมุด คิดไม่ถึงว่าเพื่อนร่วมงานอย่างถูหม่านเซิงก็ถือ 'กีฬาใหม่' ฉบับหนึ่งมาจิ้มให้เขาดูเช่นกัน
"เฉาหยาง ในนี้มีบทสัมภาษณ์ของเนี่ยเหว่ยผิง เขาพูดถึงนายกับ 'ปรมาจารย์หมากรุก' ด้วย นายไปรู้จักเขาสมัยไหนเนี่ย"
ในยุคแปดศูนย์ หากจะบอกว่าอาชีพไหนมีอิทธิพลทัดเทียมกับดาราภาพยนตร์และกวีได้ ก็คงหนีไม่พ้นนักกีฬา
ในฐานะนักกีฬาระดับประเทศชื่อดังที่เคยคว้าชัยชนะสิบสี่ครั้งซ้อนในกีฬาแห่งชาติ และเคยกวาดล้างยอดฝีมือระดับเก้าดั้งของญี่ปุ่นมาแล้ว เนี่ยเหว่ยผิงจึงมีชื่อเสียงโด่งดังมากในประเทศ
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งคว้าแชมป์การแข่งขันหมากล้อมชิงแชมป์ระดับประเทศมาครอง จึงเกิดเป็นการสัมภาษณ์ของ 'กีฬาใหม่' ในครั้งนี้
"บังเอิญรู้จักน่ะ" หลินเฉาหยางตอบกลับไปหนึ่งประโยค
ถูหม่านเซิงคุยกับเขาอีกสองสามคำก็เตรียมตัวจะขึ้นไปชั้นบน หลินเฉาหยางจึงเอ่ยว่า "เหล่าถู ขอยืมหนังสือนิตยสารดูหน่อยสิ"
ถูหม่านเซิงยิ้มพลางส่งนิตยสารให้หลินเฉาหยาง รอจนเขาเดินจากไป หลินเฉาหยางก็เปิดนิตยสารออกดู
บทสัมภาษณ์เนี่ยเหว่ยผิงใน 'กีฬาใหม่' อยู่ที่หน้าสิบ บทความสัมภาษณ์มีชื่อว่า "คนรุ่นใหม่แห่งวงการหมากล้อมที่พุ่งทะยานจนไม่อาจหยุดยั้ง"
บทความเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึงการแข่งขันหมากล้อมชิงแชมป์ระดับประเทศที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน จากนั้นจึงเบนจุดสนใจไปที่เนี่ยเหว่ยผิงซึ่งเป็นแชมป์ประเภทชายเดี่ยว โดยแจกแจงเกียรติยศต่างๆ นานาที่เขาคว้ามาได้ตลอดหกปีที่ผ่านมา และปิดท้ายด้วยเนื้อหาการสัมภาษณ์ตัวเนี่ยเหว่ยผิงเอง
เนื้อหาในบทความที่พูดถึง "หลินเฉาหยาง" และ "'ปรมาจารย์หมากรุก'" อยู่ในช่วงครึ่งหลัง
"นักข่าว: หมากล้อมเป็นกีฬาที่ค่อนข้างใช้สมอง ปกติเวลาที่ไม่ได้ฝึกซ้อมเดินหมาก คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้างครับ
เนี่ยเหว่ยผิง: ก็ไม่ถึงกับเรียกว่างานอดิเรกหรอกครับ เวลาพักผ่อนผมชอบดื่มเหล้านิดหน่อย แล้วก็นานๆ ทีก็อ่านหนังสือ
นักข่าว: แล้วช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่ครับ ได้ข้อคิดอะไรบ้างไหม
เนี่ยเหว่ยผิง: เมื่อหลายวันก่อนผมอ่าน 'ปรมาจารย์หมากรุก' ของหลินเฉาหยาง เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมากล้อม นิยายเขียนได้ดีมาก ผมชอบเจียงหนานเซิงในเรื่องเป็นพิเศษ สำหรับนักกีฬาหมากล้อมอย่างพวกเราแล้ว เจียงหนานเซิงเป็นตัวละครที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยมาก หลายคนในทีมหมากรุกหมากล้อมของพวกเราก็มีส่วนคล้ายคลึงกับเจียงหนานเซิงอยู่บ้าง รวมถึงตัวผมเองด้วย ดังนั้นพอได้เห็นเขาเลยรู้สึกใกล้ชิดเป็นพิเศษครับ
นักข่าว: พวกคุณเป็นนักกีฬาระดับประเทศ เวลาอ่านนิยายที่เขียนเกี่ยวกับหมากล้อมแบบนี้ จะรู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่สอดคล้องกับหลักการทั่วไปของหมากล้อมไหมครับ
เนี่ยเหว่ยผิง: ไม่ครับ ผมกับเพื่อนร่วมทีมรอบตัวอ่านแล้วต่างก็รู้สึกว่าดีมาก ผู้เขียนค่อนข้างเชี่ยวชาญด้านหมากล้อม ไม่มีจุดไหนผิดพลาดหรือไร้สาระเลย
ก่อนหน้านี้ผมยังเคยไปเยี่ยมผู้เขียนที่บ้านด้วย ศิลปะการเดินหมากของเขาไม่ธรรมดาเลย แถมยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับหมากล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะความสามารถในการเปิดหมาก ทำให้ผมประทับใจมาก และยังให้ข้อคิดบางอย่างกับผมด้วยครับ
..."
บทความสัมภาษณ์นี้มีความยาวกว่าสามพันตัวอักษร ส่วนที่พูดถึงหลินเฉาหยางและ 'ปรมาจารย์หมากรุก' มีแค่สองสามร้อยตัวอักษรเท่านั้น เนี่ยเหว่ยผิงประเมินหลินเฉาหยางและ 'ปรมาจารย์หมากรุก' ไว้สูงมากในบทสัมภาษณ์นี้ นับว่าคุ้มค่ากับน้ำใจที่หลินเฉาหยางถูกเขายำใหญ่ไปสามกระดานในวันนั้นแล้ว
หลังจากอ่านจบ หลินเฉาหยางก็คืนนิตยสารกลับไปที่ห้องวารสาร
การที่ถูกเนี่ยเหว่ยผิงเอ่ยชมผ่านสื่อสองสามประโยค หลินเฉาหยางดีใจก็ส่วนดีใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก คิดเสียว่าอีกฝ่ายแค่พูดถึงลอยๆ ตอนให้สัมภาษณ์เท่านั้น
ทว่าเรื่องราวกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดในจุดที่เขาคาดไม่ถึง
อย่างแรกเลยคือในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่ 'กีฬาใหม่' ฉบับล่าสุดวางแผง คนรอบตัวก็ทยอยพูดถึงเรื่องนี้กับเขา
จุดสนใจของคนพวกนี้อยู่ที่ว่า การที่สามารถทำให้นักกีฬาระดับประเทศด้านหมากล้อม ซึ่งเป็นผู้นำคนรุ่นใหม่ของวงการหมากล้อมในประเทศอย่างเนี่ยเหว่ยผิงเอ่ยปากชมได้ ระดับฝีมือหมากล้อมของหลินเฉาหยางจะต้องสูงส่งขนาดไหนกัน!
จากนั้นก็คือความเปลี่ยนแปลงด้านกระแสสังคม ช่วงก่อนหน้านี้ในแวดวงวรรณกรรมและกลุ่มผู้อ่านมักจะมีเสียงโจมตี 'ปรมาจารย์หมากรุก' ออกมาเป็นระยะ แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากกว่าที่แสดงจุดยืนชื่นชมนิยายเรื่องนี้ แต่ก็ไม่อาจลบเลือนเสียงเหล่านั้นไปได้
แต่เมื่ออิทธิพลของนิตยสาร 'กีฬาใหม่' ฉบับนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มันกลับส่งผลในการกดทับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ 'ปรมาจารย์หมากรุก' เหล่านั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
นับตั้งแต่ 'ปรมาจารย์หมากรุก' ตีพิมพ์ออกมา เถาอวี้ซูก็คอยติดตามกระแสตอบรับจากโลกภายนอกที่มีต่อนิยายเรื่องนี้มาโดยตลอด ต้องบอกว่านิยายเรื่องนี้เป็นผลงานที่มีข้อถกเถียงมากที่สุดตั้งแต่หลินเฉาหยางเริ่มการสร้างสรรค์ผลงานมา ดังนั้นเถาอวี้ซูจึงใส่ใจเป็นพิเศษมาตลอด
เมื่อเธอพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ในใจย่อมรู้สึกยินดี วันนี้เธอวิ่งไปที่กองบรรณาธิการของ 'เยียนจิงวรรณกรรม' และคุยเรื่องนี้กับจางเต๋อหนิง
"ฉันคิดว่านะ สถานการณ์แบบนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของเนี่ยเหว่ยผิงชิ้นนั้นเลยล่ะ
ลองคิดดูสิ เขาเป็นถึงนักกีฬาระดับประเทศด้านหมากล้อม ในด้านนี้เขาถือเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือใช่ไหมล่ะ
คนพวกนั้นบอกว่า 'ปรมาจารย์หมากรุก' ตรงนี้ก็ไม่ถูก ตรงนั้นก็ไม่ถูก ถ้ามองจากมุมของหมากล้อมล้วนๆ พวกเขาจะไปรู้ดีกว่าเนี่ยเหว่ยผิงได้ยังไง
ตอนนี้คนระดับเนี่ยเหว่ยผิงยังชมว่านิยายเขียนได้ดี คนพวกนั้นย่อมไม่กล้าพ่นเรื่องไร้สาระออกมาอีกแน่ อีกอย่างต่อให้พวกเขากล้าพ่นออกมา ก็ต้องมีคนยอมฟังด้วยสิ!
ถ้าเนี่ยเหว่ยผิงไปชมนิยายเรื่องอื่น ก็คงไม่สร้างผลกระทบใหญ่หลวงขนาดนี้ ประเด็นสำคัญคือ 'ปรมาจารย์หมากรุก' เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินหมากนี่นา
พอมีการรับรองจากนักกีฬาระดับประเทศแบบนี้ อย่างน้อยในกลุ่มผู้อ่านก็ต้องยอมรับนิยายเรื่องนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน
พอไม่มีคนฟัง คนพวกนั้นจะวิจารณ์ไปวิจารณ์มาให้ใครดู"
จางเต๋อหนิงวิเคราะห์เป็นคุ้งเป็นแคว ทำเอาเถาอวี้ซูพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง
"เธอพูดถูก เป็นอย่างนั้นจริงๆ นิยายอย่าง 'ปรมาจารย์หมากรุก' เนี่ย ถ้าให้พวกนักเขียนอย่างวังเจิงฉีหรือตู้เผิงเฉิงมากล่าวชม พวกเขาก็ล้วนมองจากมุมมองทางวรรณกรรม คนพวกนั้นก็ยังหาข้อบกพร่องมาให้เธอได้อยู่ดี
แต่จุดเริ่มต้นของเนี่ยเหว่ยผิงนั้นไม่เหมือนกัน เขาเป็นมืออาชีพ คนพวกนั้นอยากจะจับผิดเขาก็เป็นไปไม่ได้เลย และพวกเขาก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปจับผิดเขาด้วย"
จางเต๋อหนิงตบมือพลางกล่าว "ใช่เลย เหตุผลนี้แหละ แล้วเธอไม่สังเกตเหรอ ตั้งแต่บทสัมภาษณ์ของเนี่ยเหว่ยผิงตีพิมพ์ออกไป คนที่ชม 'ปรมาจารย์หมากรุก' กับเฉาหยางก็เยอะขึ้นด้วยนะ"
เถาอวี้ซูพูดอย่างดีใจ "เธอก็สังเกตเห็นเหมือนกันเหรอ ฉันคิดว่าความเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาจากความรู้สึกเป็นที่ยอมรับนะ เหมือนกับเวลาที่เธอชอบอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ถ้าคนอื่นก็ชอบอ่านด้วย ในความไม่รู้ตัว เธอจะรู้สึกเหมือนได้รับความยอมรับส่วนหนึ่งจากนิยายเรื่องนี้ แล้วก็จะยิ่งชอบนิยายเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก"
"ใช่ๆๆ เป็นแบบนั้นเลย"
ทั้งสองคนผลัดกันพูดผลัดกันรับ เข้าขากันเป็นอย่างดี พูดคุยกันอย่างออกรส ยิ่งคุยก็ยิ่งสนุก
ตอนนั้นเอง หยางมั่ว บรรณาธิการบริหารคนใหม่ของ 'เยียนจิงวรรณกรรม' ก็เดินเข้ามาในสำนักงาน ปีนี้เธออายุห้าสิบกว่าปีแล้ว มีใบหน้าอวบอิ่มและดูใจดี
ในยุคห้าศูนย์ หยางมั่วได้สร้างสรรค์นวนิยายขนาดยาวที่โด่งดังอย่าง 'เพลงแห่งวัยเยาว์' จนกลายเป็นนักเขียนที่ใครๆ ก็รู้จักในยุคนั้น
"บก.คะ ฉันขอแนะนำให้รู้จักนะคะ นี่คือเถาอวี้ซู ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทวิจารณ์ให้นิตยสารของเราสองสามบทค่ะ"
ด้วยมารยาท จางเต๋อหนิงจึงไม่ได้แนะนำสถานะอีกด้านหนึ่งของเถาอวี้ซู
หยางมั่วเพิ่งมากองบรรณาธิการได้ไม่กี่วัน ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องบุคลากรและกลุ่มนักเขียนของกองบรรณาธิการเท่าไรนัก พอได้ยินว่าเถาอวี้ซูเป็นนักเขียนรุ่นเยาว์ของนิตยสาร จึงพูดคุยสัพเพเหระกับเธอสองสามประโยค
"ทำงานอยู่ที่หน่วยงานไหนล่ะ"
"ยังไม่ได้ทำงานเลยค่ะ ฉันเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิง อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบแล้ว"
หยางมั่วพอได้ยินว่าเถาอวี้ซูเป็นนักศึกษาของม.ครุศาสตร์เยียนจิง ก็อดไม่ได้ที่จะมองเธอด้วยสายตาชื่นชม
"ที่แท้ก็เป็นนักศึกษาหัวกะทิจากม.ครุศาสตร์เยียนจิงนี่เอง มิน่าล่ะถึงเขียนบทวิจารณ์ได้ดีขนาดนั้น บทวิจารณ์ของเธอที่ลงในนิตยสารของเราฉันเคยอ่านแล้ว เรียนเอกภาษาจีนใช่ไหม"
เถาอวี้ซูยิ้มบางๆ "เรียนเอกภาษาจีนค่ะ งานเขียนของฉันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก ต้องขออภัยที่ให้คุณได้เห็นผลงานที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นักค่ะ"
คุยกันได้สักพัก เถาอวี้ซูก็ขอตัวกลับ รอจนเธอเดินจากไป หยางมั่วก็ถามจางเต๋อหนิงว่า "เต๋อหนิง ฉันเห็นว่าเธอมีความสัมพันธ์อันดีกับสหายอวี้ซูนะ"
จางเต๋อหนิงตอบว่า "รู้จักกันมาหลายปีแล้วค่ะ เมื่อกี้อยู่ต่อหน้าเลยไม่สะดวกแนะนำให้คุณรู้จัก เธอคือภรรยาของหลินเฉาหยางค่ะ"
หยางมั่วร้อง "อ้อ" ด้วยสีหน้าประหลาดใจ "ยังสาวขนาดนี้เลยหรือ"
จางเต๋อหนิงหัวเราะเบาๆ "คุณพูดแบบนี้ หลินเฉาหยางก็อายุไม่เยอะเหมือนกันนะคะ"
หยางมั่วยิ้มเยาะตัวเอง "ตอนนี้หลินเฉาหยางชื่อเสียงโด่งดังมาก ฉันเลยมักจะเผลอคิดไปว่าเขาเป็นนักเขียนรุ่นราวคราวเดียวกับหลิวซินอู่ เจียงจื่อหลง พวกนั้นอยู่เรื่อย"
จางเต๋อหนิงพูดต่อ "ฉันรู้จักกับอวี้ซูตอนที่ไปรวบรวมต้นฉบับที่บ้านของหลินเฉาหยางน่ะค่ะ คบหากันมาหลายปี ความสัมพันธ์ก็ถือว่าค่อนข้างดีเลย"
"ดีมาก แนวคิดของเธอถูกต้องแล้ว การรวบรวมต้นฉบับไม่ได้ต้องลงมือจากตัวนักเขียนเพียงอย่างเดียว คนในครอบครัวและเพื่อนฝูงรอบตัวพวกเขาก็เป็นช่องทางที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน"
จางเต๋อหนิงรู้สึกว่าคำพูดของบก.หยางออกจะโจ่งแจ้งเกินไปหน่อย อะไรคือ "ลงมือ" อะไรคือ "ช่องทาง" ฉันกับอวี้ซูเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันนะ!
หยางมั่วคุยกับจางเต๋อหนิงครู่หนึ่ง ก็เตรียมตัวจะกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง แต่จางเต๋อหนิงกลับเดินตามเธอกลับไปที่ห้องทำงานด้วย
"เต๋อหนิง เธอยังมีธุระอะไรอีกหรือ" หยางมั่วเห็นจางเต๋อหนิงเดินตามมา จึงมองเธออย่างแปลกใจ
"มีธุระนิดหน่อยค่ะ"
"นั่งสิ"
หยางมั่วให้จางเต๋อหนิงนั่งลง แล้วรินชาให้เธอถ้วยหนึ่ง
เดิมทีคิดว่าจางเต๋อหนิงจะพูดเรื่องของกองบรรณาธิการ คิดไม่ถึงว่าเธอจะดึงหัวข้อสนทนากลับมาที่เถาอวี้ซูอีกครั้ง
"อวี้ซูเป็นนักศึกษาหัวกะทิของม.ครุศาสตร์เยียนจิง ปีนี้ก็จะเรียนจบแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันมีความคิดหนึ่ง ตั้งใจจะดึงเธอมาทำงานที่กองบรรณาธิการของเรา หลักๆ แล้วมีข้อควรพิจารณาอยู่สองสามด้านค่ะ
หนึ่งคือตัวเธอเองเรียนด้านวรรณกรรม ทั้งยังจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แถมยังเขียนบทวิจารณ์ได้สละสลวย นี่แหละคือบุคลากรที่กองบรรณาธิการของเราต้องการค่ะ
สองคือความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหลินเฉาหยาง วันหน้าถ้าเราอยากจะขอต้นฉบับจากหลินเฉาหยาง การมีเส้นสายของอวี้ซูก็จะช่วยให้สะดวกขึ้นไม่น้อยเลย..."
ระหว่างที่จางเต๋อหนิงกำลังพูด หยางมั่วก็นั่งฟังเงียบๆ บนใบหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
"อย่างที่สาม และเป็นจุดสำคัญที่สุดค่ะ หลินเฉาหยางเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี คุณอาจจะยังไม่ทราบ..."







