แสงสีทองเจิดจ้าสายหนึ่งสาดส่องเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึก ความเคียดแค้นในใจของจางหยวนชิงสลายไป เขาหลุดพ้นจากสภาวะสืบวิญญาณ และเห็นหลี่ตงเจ๋อในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัวราวกับถูกทุบตีอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม
“จริงๆ เลย ทุกครั้งที่กลืนกินกายวิญญาณของอาชีพสายมาร เทพท่องราตรีก็จะคลุ้มคลั่ง...”
หลี่ตงเจ๋อโยนคทาปราบมารคืนให้จางหยวนชิง จากนั้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วหยิบทิชชู่เปียกซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อส่งให้พลางกล่าวว่า “เช็ดเลือดกำเดาซะ ต้องรักษาความสง่างามอยู่เสมอ”
จางหยวนชิงรับทิชชู่เปียกมาเช็ดคราบเลือดกำเดาจนสะอาด ก่อนอื่นเขาเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู พบว่าค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้น 5% ตอนนี้ค่าประสบการณ์ของเขาคือ 52%
ต่อจากนั้น เขาก็จัดเรียงเศษเสี้ยวความทรงจำ
“สมาคมพลังวิญญาณสาขาตะวันออก” มีรองประธานสองคน คนหนึ่งคือตุลาการเนตรมาร อีกคนคือหัวหน้าของหัวหน้าของ “คนคลั่งนอกกฎหมาย”
รองประธานทั้งสองแย่งชิงตำแหน่งประธาน ทั้งต่อสู้กันอย่างเปิดเผยและลับหลังมานานหลายปี หลังจากตุลาการเนตรมารตาย รองประธานคนนั้นก็พยายามจะเอาจอกศักดิ์สิทธิ์และบัญชีรายชื่อไป เพื่อรับมรดกของคู่แข่งและรวบอำนาจในสาขาตะวันออก
ดังนั้นจึงกำลังตามหาตัวยมทูตดำอยู่ด้วย
อิทธิพลของสมาคมพลังวิญญาณช่างยิ่งใหญ่จริงๆ แค่สาขาตะวันออกก็มีรองประธานถึงสองคนแล้ว แถมยังเป็นผู้เดินแดนวิญญาณระดับสูงทั้งคู่... จางหยวนชิงตั้งสติแล้วกล่าวว่า “ผู้กอง ผมพบเบาะแสสำคัญครับ”
เขารีบบอกรายชื่อที่เห็นในเศษเสี้ยวความทรงจำแก่หลี่ตงเจ๋อทันที
หลี่ตงเจ๋อพยักหน้าขณะฟัง เมื่อได้ยินรายชื่อ ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ
“ดีมาก ดีมากๆ มีรายชื่อนี้แล้ว พวกเราก็จะสามารถตรวจสอบเป้าหมายได้ ไม่ต้องทำอะไรเหมือนแมลงวันหัวขาดอีกต่อไป ที่แท้คนที่เข้าใจศัตรูดีที่สุด ก็คือศัตรูด้วยกันเอง”
จางหยวนชิงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ผมรู้สึกแปลกๆ ตลอดเลยครับ เริ่มจากโอวเซี่ยงหรง แล้วก็มาคนคลั่งนอกกฎหมาย เหมือนมีคนจงใจส่งเบาะแสให้พวกเรา”
หลี่ตงเจ๋อยิ้มพลางกล่าวว่า “คุณมีความคิดดีนี่ เอางี้แล้วกัน เขียนรายงานวิเคราะห์มาให้ผมฉบับหนึ่ง นี่เป็นการทดสอบความสามารถของคุณ”
เจ้าปีศาจแห่งความสง่างาม ทำแบบนี้คุณจะเสียผมไปนะ... สีหน้าของจางหยวนชิงพลันแข็งทื่อ
“เข้าทางหลี่หยวนฟางแล้ว ทีมสองของพวกเขาได้สร้างคุณงามความดีครั้งใหญ่” หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจออกมาประโยคหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินไปที่ประตูแล้วเปิดประตูเหล็กออก
สมาชิกทีมสองที่อยู่ตรงทางเดินรีบกรูเข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของหลี่หยวนฟางเจือแววคาดหวังอยู่หลายส่วน เขาถามว่า
“เป็นยังไงบ้าง มีเบาะแสอะไรไหม”
หลี่ตงเจ๋อยิ้มเล็กน้อย “ได้รายชื่อลูกน้องของยมทูตดำมาฉบับหนึ่ง ทีมสองของพวกคุณสร้างผลงานแล้ว”
ใบหน้าที่เย็นชาเคร่งขรึมของหลี่หยวนฟางปรากฏรอยยิ้มเต็มไปหมด
เหล่าหัวหน้าทีมของทีมสองต่างประหลาดใจและดีใจอย่างยิ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ความสำคัญของรายชื่อฉบับนี้เป็นที่คาดเดาได้ ยิ่งรายชื่อสำคัญมากเท่าไร คุณงามความดีของพวกเขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น ทั้งทีมจะได้รับประโยชน์
หลี่ตงเจ๋อกล่าวเสียงเข้ม “แต่ความจริงของรายชื่อยังต้องตรวจสอบ”
หลี่หยวนฟางพยักหน้าอย่างสุขุม จากนั้นมองไปยังจางหยวนชิงที่อยู่ด้านหลังหลี่ตงเจ๋อแล้วกล่าวว่า
“รอให้รางวัลมอบลงมา พวกเราจะแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์มาชดเชยให้คุณ ขอบคุณมาก...”
น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
จากนั้น เขาก็ถอนหายใจด้วยใบหน้าอิจฉา “ผู้กองหลี่โชคดีจริงๆ”
สายตาของสมาชิกทีมสองที่มองมายังจางหยวนชิงเต็มไปด้วยความเป็นมิตรและการยอมรับ
ไม่มีใครคัดค้านความคิดเรื่องการชดเชยของผู้กอง พวกเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่จางหยวนชิงสมควรได้รับ
........
มื้อค่ำ
จางหยวนชิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหาร เพลิดเพลินกับอาหารฝีมือคุณยาย
เจียงอวี้เอ่อร์กินข้าวไปพลางไถดูคลิปวิดีโอสั้นไปพลาง เธอสวมเสื้อฮู้ดสีชมพู บนฮู้ดมีหูใหญ่ๆ ขนฟูสองข้าง
จำได้ว่าตอนที่น้าเล็กอายุสิบแปดสิบเก้า เธอชอบสะสมถุงน่องสีดำ กระโปรงสั้น และอื่นๆ เพื่อแสดงเสน่ห์ความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง
หลังจากวันเกิดอายุ 25 ปี สไตล์การแต่งตัวของเธอก็เริ่มเป็นแบบเด็กสาว อ้างตัวเองว่าเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ เป็นนางฟ้าตัวน้อย
ยิ่งอายุมากก็ยิ่งชอบทำตัวเป็นเด็ก
“กินข้าวอย่าเล่นมือถือ” คุณยายอบรมสั่งสอน
“ขอเล่นแป๊บหนึ่งน่า...” น้าเล็กอ้อน เธอเคี้ยวข้าวแล้วพูดว่า
“หยวนจื่อ วันนี้ฉันเจอสาวลูกครึ่งคนหนึ่งที่โรงพยาบาล หุ่นดีสุดๆ แถมยังสวยอีกต่างหาก รู้ไหมว่าสามีเขาอายุเท่าไหร่”
สาวลูกครึ่งคนนั้นไม่เพียงแต่หุ่นดี แต่ยังขับรถเก่งอีกด้วย... จางหยวนชิงถามอย่างให้ความร่วมมือ
“เท่าไหร่ครับ”
“ยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย” น้าเล็กพูดด้วยสีหน้าดูแคลน “แล้วดูแกสิ โสดมาจนป่านนี้ ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด”
“ตัวเองก็โสดไม่ใช่เหรอ มาว่าผมได้ยังไง” จางหยวนชิงเหลือบมองเธอ
“แกจะไปรู้อะไร น้าโสดเพราะรักนวลสงวนตัว แต่แกโสดน่ะ คือไม่ได้เรื่อง”
“หมัดนี้ของน้า แม้แต่ซีฉู่ป้าหวางก็ยังรับไม่ไหวเลยนะ”
คุณยายได้ยินก็ตำหนิลูกสาว “แกยังมีหน้าไปว่าหยวนจื่ออีกเหรอ ตอนนี้เขาให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก มีอะไรผิดหรือไง ยังจะมารักนวลสงวนตัวอีก จะเป็นนักบุญหญิงหรือไง อาทิตย์หน้าไปดูตัวต่อเลย ไม่ได้ให้แต่งงานทันที อย่างน้อยก็หาแฟนคบไว้ก่อน”
น้าเล็กเบนเคราะห์ร้ายไปทางอื่น โยนเป้าไปที่หลานชาย “งั้นหนูก็ยังไม่ผ่านโปรเลยนี่คะ หนูก็ต้องให้ความสำคัญกับงานเหมือนกัน หลานชายยายอายุสามสิบแล้ว ก็ยังไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอคะ”
คุณยายได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงมองไปที่เฉินหยวนจวินแล้วครุ่นคิดพลางกล่าวว่า
“หยวนจวิน ย่าจะจัดนัดดูตัวให้แกอีกครั้งนะ คราวก่อนเอารูปแกให้ฝ่ายหญิงดู เขาบอกย่าว่าไม่คบคนแก่ ย่าว่าบ้านนั้นไม่มีแววเลย... เดี๋ยวจะให้อวี้เอ๋อร์แต่งรูปแกให้ดูหนุ่มขึ้นหน่อย”
มุมปากของพี่ชายกระตุก เขานิ่วหน้าจนเป็นรอยเส้นสามขีดตามความเคยชิน แล้วกล่าวเสียงเข้ม
“แค่คุณย่ามีความสุขก็พอแล้วครับ แต่ผมว่าสองสามวันนี้หยวนจื่อเอาแต่นอนกลางวัน ตกกลางคืนก็เล่นเกม ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเรียนเลย มหาวิทยาลัยไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่สังคม คุณป้าใหญ่อยู่ต่างประเทศ คุณย่ายิ่งต้องดูแลหยวนจื่อให้ดี PS5 นั่นทุบทิ้งไปเลยดีกว่าครับ”
คุณยายได้ฟังก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงโกรธแล้วดุว่า “วันๆ เอาแต่เล่นเกม เจ้าเด็กไม่เอาไหน จะให้ย่าทุบเครื่องเกมของแกจริงๆ ใช่ไหม”
ไม่ใช่สิ พี่ก็หมาเกินไปแล้ว... จางหยวนชิงหนังหัวชา เมื่อเห็นคุณยายเริ่มบ่นไม่หยุด เขาก็แอบเรียกเจ้าเปิ่นน้อยออกมา สั่งให้มันปีนขึ้นไปบนหัวของคุณตา แล้วรวบรวมสมาธิ ลงมือด้วยตัวเอง สับเปลี่ยนการได้ยินของคุณตาไป
“คุณยาย ดูคุณตาสิครับ ไม่สนใจอะไรเลย ปล่อยให้คุณยายจัดการบ้านนี้คนเดียว แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย”
น้าเล็กกับพี่ชายมองเขาอย่างประหลาดใจ วันนี้เจ้าเด็กนี่ใจกล้าไม่เบา
คุณยายได้ยินดังนั้นก็มองไปที่คุณตาทันที ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ตาเฉิน คุณก็พูดอะไรบ้างสิ... ตาเฉิน ตาเฉิน”
บนศีรษะของคุณตามีทารกอ้วนกลมน่ารักเกาะอยู่ แต่เขากลับทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ
จางหยวนชิงแอบเรียกเจ้าเปิ่นน้อยกลับมา คุณตาพลันเงยหน้าขึ้นมาราวกับเพิ่งได้ยินคนเรียก ขมวดคิ้วแล้วถาม “อะไร”
“คุยกับคุณอยู่ไง” คุณยายพูดอย่างโมโห
“ผมไม่ได้ยิน”
“คุณหมายความว่ายังไง ทำเป็นหูทวกลมกับฉันเหรอ วันๆ เอาแต่เดินเล่น เล่นหมากรุก ดูทีวี หรือว่าฉันเป็นคนใช้ของตระกูลเฉินของคุณรึไง ลูกสาวตัวเองก็ไม่สน หลานชายก็ไม่สน หลานตาก็ไม่สน ฉันรู้แล้วล่ะว่าไอ้คนเลวของตระกูลนั่นมันได้เชื้อใครมา...” อารมณ์ฉุนเฉียวของคุณยายระเบิดออกมาจนหยุดไม่อยู่
จางหยวนชิงก้มหน้ากินข้าว ซ่อนคุณงามความดีและชื่อเสียงไว้อย่างล้ำลึก
.......
มอสส์ เพ็ต คาเฟ่
ประตูม้วนถูกดึงลงมาครึ่งหนึ่ง แสงไฟในร้านสลัว แสงสีส้มและพื้นไม้เอล์มผสมผสานกันสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเงียบสงบ
บุคคลระดับผู้ดูแลจากเขตเฟิงฮุย เขตคังหยาง เขตจินเจียง และเขตผู่หนิงมารวมตัวกัน ทั้งหมดสิบเอ็ดคน พวกเขานั่งล้อมโต๊ะกลม ข้างมือมีกาแฟร้อนๆ วางอยู่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการประชุมระดับสูง และผู้ที่สามารถเรียกผู้ดูแลมารวมตัวกันเพื่อประชุมได้ จะต้องเป็นบุคคลระดับผู้อาวุโสอย่างแน่นอน
ใต้โคมไฟระย้าสีส้ม กลางโต๊ะกลมมีพุดเดิ้ลขนหยิกตัวหนึ่งนั่งอยู่อย่างองอาจผ่าเผย และพูดด้วยเสียงของมนุษย์
“คนมาครบแล้ว ฉันจะพูดสั้นๆ เรื่องการตายของตุลาการเนตรมารเป็นเรื่องใหญ่หลวง สองสามวันนี้พวกคุณได้อะไรมาบ้าง”
ท่านนี้คือผู้อาวุโสของสมาคมร้อยบุปผา หนึ่งในผู้รับผิดชอบคดีตุลาการเนตรมาร เขาบริหารทีมผู้เดินแดนวิญญาณทั้งหมดในสี่เขตข้างต้น เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงที่สามารถรายงานเรื่องต่างๆ ต่อประมุขพันธมิตรได้โดยตรง
ผู้ดูแลคนอื่นไม่ได้พูดอะไร ผู้ดูแลของเขตเฟิงฮุยยกมือขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“คนของผมวันนี้สังหารผู้ใช้วิชากู่ไปคนหนึ่ง ยืนยันแล้วว่าเป็นคนของราชันย์พิษกู่ และได้รายชื่อมาจากความทรงจำของกายวิญญาณ...”
เขาก็ประกาศเนื้อหาของรายชื่อทันที
ในดวงตากลมเล็กของพุดเดิ้ลขนหยิกเผยให้เห็นแววชื่นชม
“ทำได้ดีมาก อืม กายวิญญาณของผู้ใช้วิชากู่จะคลุ้มคลั่งผิดปกติ เทพท่องราตรีของสำนักไท่อีที่สืบวิญญาณต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อย เดี๋ยวจะชดเชยให้ทีหลัง”
ผู้ดูแลเขตเฟิงฮุยพยักหน้า เขาเสริมว่า
“ผมคิดว่าเรื่องของโอวเซี่ยงหรงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาเป็นเหยื่อล่อที่ราชันย์พิษกู่ปล่อยออกมา เพื่อให้เรารู้เรื่องการตายของตุลาการเนตรมาร ผู้ใช้วิชากู่ที่ถูกสังหารในวันนี้ก็เป็นลูกน้องของราชันย์พิษกู่เช่นกัน เขาต้องการยืมกำลังของทางการอย่างพวกเราเพื่อตามหาตัวยมทูตดำ”
ราชันย์พิษกู่คือรองประธานอีกคนของสมาคมพลังวิญญาณสาขาตะวันออก เขาและตุลาการเนตรมารแย่งชิงตำแหน่งประธานกันมาไม่ใช่วันสองวันแล้ว
ทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือนน้ำกับไฟ
“เมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ใครก็เป็นเพื่อนกันได้ แต่จอกศักดิ์สิทธิ์ที่ตกสู่ความมืดนั้นสร้างภัยไม่สิ้นสุด ทางการอย่างเราต้องเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ห้ามตกไปอยู่ในมือของราชันย์พิษกู่เด็ดขาด” ดวงตากลมเล็กของพุดเดิ้ลขนหยิกกวาดตามองทุกคนแล้วกล่าว
“คนอื่นมีอะไรจะเสริมไหม”
เหล่าผู้ดูแลจดรายชื่ออย่างเงียบๆ ผู้ดูแลหญิงคนหนึ่งขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“กรณีของจ้าวอิงจวินเป็นเรื่องที่เราต้องระวัง ฉันเสนอให้ทำการคัดกรองสมาชิกทุกคนของสาขาซงไห่ รวมถึงเทพท่องราตรีของสำนักไท่อีด้วย ข้างในอาจมีหมากของสมาคมพลังวิญญาณซ่อนอยู่”
พุดเดิ้ลขนหยิกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ “ถ้าอย่างนั้น คงต้องใช้ ‘ตราพยัคฆ์’ แล้ว ฉันจะยื่นคำร้องต่อจอมพล”
เมื่อพูดเรื่องงานเสร็จ พุดเดิ้ลก็หันหน้าไปมองฟู่ชิงหยางในชุดสูทสีขาวที่นั่งเงียบไม่พูดจา แล้วกล่าวว่า
“ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณรับสมัครเทพท่องราตรีที่มีศักยภาพดีมาคนหนึ่ง ผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้ด้วยเหรอ”
ฟู่ชิงหยางพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเสริมว่า “โอวเซี่ยงหรงก็เป็นเขาที่ฆ่า”
พุดเดิ้ลขนหยิกกล่าวว่า
“ไม่กี่วันก่อน ผู้อาวุโสหงอิงแห่งสำนักไท่อีติดต่อฉันมา หวังว่าจะขอตัวเทพท่องราตรีคนนั้นไป ฉันรู้ว่าผู้อาวุโสซุนเคยบอกแล้วว่าจะไม่เอาเจ้าหนูนั่น แต่พันธมิตรห้าธาตุกับสำนักไท่อีก็เคยลงนามในข้อตกลงกัน”
“เรื่องบุคลากรเป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสหงอิง ผู้อาวุโสซุนพูดไปก็ไม่มีผล... ชิงหยาง คุณมีความเห็นว่ายังไง”
ฟู่ชิงหยางกล่าวเรียบๆ
“ปฏิเสธเธอไปก็พอครับ ถ้าท่านผู้อาวุโสไม่สะดวก ผมโทรไปเอง”
ผู้ดูแลคนหนึ่งของสมาคมร้อยบุปผาหัวเราะทันที
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่เทพท่องราตรีคนเดียว ให้สำนักไท่อีไปก็ไม่เสียหายอะไรนี่ บุญคุณของผู้อาวุโสหงอิงไม่คุ้มค่ากว่าเหรอ อีกอย่าง ทุกเขตของเราก็มีเทพท่องราตรีของสำนักไทอีนั่งคุมอยู่ เวลาที่ต้องการให้พวกเขาทำงาน พวกเขาก็ให้ความร่วมมือดีไม่ใช่เหรอ ใช่ไหม เฒ่าจาง”
เฒ่าจางก็คือผู้ดูแลเขตเฟิงฮุย
ผู้ดูแลคนอื่นยังคงเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
เมื่อเห็นทุกคนมองมา เฒ่าจางก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็นคนของผู้กองร้อยฟู่ เรื่องการโยกย้ายบุคลากรผมก็ไม่ขอออกความเห็นแล้วกัน แต่ทัศนคติการทำงานของเทพท่องราตรีสำนักไท่อี ผมต้องขอรายงานหน่อย วันนี้ผู้ใช้วิชากู่ที่ถูกสังหาร ไม่ใช่เทพท่องราตรีของสำนักไท่อีที่สืบวิญญาณ เขาอ้างว่าสภาพร่างกายไม่ดี ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ”
“ผู้กองใต้บังคับบัญชาของผมหมดหนทาง เลยไปขอความช่วยเหลือจากทีมสองของเขตคังหยาง เหอะ เขารับโทรศัพท์ปุ๊บก็มาปั๊บ ไม่บ่นสักคำ แถมเขายังเป็นแค่เทพท่องราตรีระดับ 1 เท่านั้น”
“โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า เทพท่องราตรีของตัวเองกับเทพท่องราตรีของคนอื่น มันก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่”
ฟู่ชิงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
เมื่อฟังคำพูดของเฒ่าจาง ผู้ดูแลหลายคนก็แสดงความคิดเห็นของตน
“ฉันว่าเก็บไว้เถอะ สำนักไท่อีก็ไม่ได้ขาดเทพท่องราตรีแค่คนเดียว”
“ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องการคน คนของตัวเองน่าเชื่อถือกว่า”
ผู้ดูแลของสมาคมร้อยบุปผามีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่ได้พูดอะไรต่อ
พุดเดิ้ลขนหยิกพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไว้ ทางผู้อาวุโสหงอิงฉันจะไปปฏิเสธเอง ชิงหยาง หลิงจวินแห่งสำนักไท่อีอีกไม่กี่วันจะนำทีมมาถึงซงไห่ เพื่อช่วยพวกเราตามล่าตัวยมทูตดำ พวกคุณสองคนเป็นคนรุ่นเดียวกัน ปกติก็สนิทสนมกันอยู่แล้ว แถมยังเป็นหนึ่งในสี่คุณชายอีก คุณไปต้อนรับหน่อยแล้วกัน”
ฟู่ชิงหยาง “อืม” คำหนึ่ง