ทางฝั่งสตูดิโอ หลังจากที่เย่ฉุยกับฟางซีส่งต้นฉบับไปแล้ว ก็รอคอยผลลัพธ์ด้วยความเบิกบานใจ
เดิมทีคิดว่ายังไงก็ต้องใช้เวลาสักสองสามวัน ทว่านึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงครู่เดียว อีเมลแจ้งเตือนจากสำนักพิมพ์ก็ส่งมาแล้ว ความรวดเร็วนี้ทำให้เย่ฉุยใจเต้นแรง เขาคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่า รูปแบบมังงะที่แปลกใหม่อย่างดราก้อนบอลจะต้องทำให้บรรณาธิการของนิตยสารเหลียนหวนฮว่ารายสัปดาห์ตกตะลึงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงรีบร้อนส่งอีเมลแจ้งเตือนมา
ดูเหมือนว่ามังงะจะสามารถสร้างความฮือฮาได้สำเร็จสินะ
แต่พอเปิดอีเมลฉบับนั้น เย่ฉุยก็ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ในทันที
"ดันเป็นจดหมายปฏิเสธต้นฉบับซะงั้น!" เย่ฉุยอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา "แถมไอ้ที่บอกว่านิตยสารของเราจะไม่ตีพิมพ์ขยะคืออะไรกัน?"
ยิ่งคาดหวังสูงก็ยิ่งผิดหวังหนัก ยิ่งไปกว่านั้นในความรู้สึกของเย่ฉุย มังงะระดับเทพอย่างดราก้อนบอล ยังไงก็ต้องได้รับความสนใจสิถึงจะถูก?
ผลลัพธ์นี้ยากเกินกว่าจะรับได้
เมื่อมองดูประโยคในจดหมายปฏิเสธต้นฉบับที่ว่า "นิตยสารของเราจะไม่ตีพิมพ์ขยะ" เย่ฉุยก็ขบกรามแน่น ประโยคนี้ทำให้ไฟโทสะในใจเขาลุกโชน
เจ้าอ้วนฟางซีมีสีหน้าหม่นหมอง "พี่เอ็กซ์ ดูเหมือนว่ารูปแบบมังงะแบบนี้จะใช้ไม่ได้ผลนะ"
"นายคิดว่าที่ตัวเองวาดมานี่สนุกไหมล่ะ?" เย่ฉุยถามเสียงขรึม
เจ้าอ้วนฟางซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดว่า "ผมว่ามันสนุกมากเลยนะ แถมยังอยากจะวาดเรื่องราวต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ ด้วย... แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ พวกเขาไม่ยอมรับ พวกเราก็ไม่มีทางเลือกนี่นา"
"ไม่เป็นไร" เย่ฉุยส่ายหน้า "พวกเราลองส่งไปอีกสักสองสามที่ก็แล้วกัน"
การที่มังงะระดับเทพอย่างดราก้อนบอลถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธต้นฉบับ ในสายตาของเย่ฉุยแล้วเรื่องนี้มันแทบจะเป็นตำนานระดับเทพไปเลย
ทว่าเย่ฉุยก็ตระหนักถึงปัญหาหนึ่งได้ เขาหยิบยกสิ่งต่างๆ จากอีกโลกหนึ่งมายังโลกนี้ เกมได้รับการยอมรับจากโลกนี้แล้ว ในใจของเย่ฉุยจึงคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่าการมีอยู่ของมังงะก็น่าจะได้รับการยอมรับจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องราวมันจะไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเลย
เจี่ยนฝานที่อยู่ข้างๆ เห็นเย่ฉุยกับฟางซีถูกเมิน แน่นอนว่าต้องมีสีหน้าได้ใจ ในใจก็ลอบค่อนขอดว่า "ฉันก็บอกแล้วไง ของที่เรียกว่ามังงะแบบนี้ คนอื่นเขาจะไปยอมรับได้ยังไง? ของพรรค์นี้มันก็แค่ขยะชัดๆ!"
"พี่เอ็กซ์ ตอนนี้พวกเราจะทำยังไงกันดี?" ฟางซีถามต่อ
"ลองส่งไปที่อื่นดูอีกที" เย่ฉุยพูดต่อ สำนักพิมพ์มีตั้งมากมาย อย่างน้อยก็ต้องมีสักแห่งสองแห่งที่ตาถึงบ้างแหละน่า?
ทว่าความเป็นจริงกลับบอกเย่ฉุยว่า การที่ผลงานแนวใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนอยากจะได้รับการยอมรับจากทุกคนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในอีกโลกหนึ่ง เย่ฉุยรู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่ใช้นามปากกาว่าอู่เจียเฝยเหริน หมอนี่หลงใหลในการเขียนนิยายมาก แต่ทุกครั้งที่เขียนเสร็จก็จะถูกปฏิเสธต้นฉบับเสมอ เวลาที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน อู่เจียเฝยเหรินก็มักจะบ่นกับเย่ฉุยบ่อยๆ ว่าจดหมายปฏิเสธต้นฉบับที่เขาได้รับนั้นมีหลากหลายรูปแบบสารพัดสารพัน...
และตอนนี้ เย่ฉุยก็ได้ลิ้มรสความขมขื่นแบบเดียวกันนั้นแล้ว!
ในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น จดหมายปฏิเสธต้นฉบับหลากหลายรูปแบบก็ทยอยส่งมาเรื่อยๆ แม้เนื้อหาจะไม่รุนแรงเท่านิตยสารเหลียนหวนฮว่ารายสัปดาห์ แต่โดยรวมแล้วก็มีความหมายเดียวกัน นั่นคือ พวกเขาไม่ยอมรับรูปแบบที่แปลกใหม่เช่นนี้
แต่ก็มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่ยอมรับ ทว่าค่าต้นฉบับที่เสนอมากลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าโมโห
เรตราคาของเหลียนหวนฮว่า อย่างต่ำสุดก็อยู่ที่หน้าละยี่สิบหยวน นี่คือราคาสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ ทว่าสำนักพิมพ์แห่งนี้กลับเสนอราคาให้เย่ฉุยเพียงหน้าละสิบหยวนเท่านั้น
ราคานี้อย่าว่าแต่เย่ฉุยเลย ต่อให้เป็นฟางซีก็ต้องปฏิเสธทันควัน การจะให้เอาผลงานที่ตัวเองวาดมาอย่างยากลำบากไปขายเลหลังถูกๆ แบบนี้ ใครมันจะไปยอมกันล่ะ
"พี่เอ็กซ์ มีอีเมลเข้ามาอีกฉบับแล้ว..." หลังกินข้าวเที่ยงของวันหนึ่ง ฟางซีตรวจสอบกล่องอีเมลพลางเอ่ยขึ้น "ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสำนักพิมพ์แห่งสุดท้ายที่เราส่งต้นฉบับไปแล้วนะ"
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาส่งต้นฉบับไปแทบจะทุกสำนักพิมพ์แล้ว ผลปรากฏว่าถูกปฏิเสธทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น เหลือเพียงสำนักพิมพ์สุดท้ายที่มีชื่อว่าสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังแห่งนี้เท่านั้น
เย่ฉุยเองก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขาเดินไปข้างๆ เจ้าอ้วน "เปิดอีเมลฉบับนี้ดูสิ"
"ได้ครับพี่เอ็กซ์" มืออวบอ้วนของฟางซีสั่นเทาเล็กน้อย เขาแตะลงบนหน้าจอโฮโลแกรมเพื่อเปิดอีเมลฉบับนี้
สองวันนี้ฟางหนานเองก็คอยติดตามเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เธอจึงขยับเข้ามาใกล้ๆ และจ้องมองไปที่หน้าจอโฮโลแกรม
เมื่อเปิดอีเมลและเห็นเนื้อหาข้างใน เย่ฉุย ฟางหนาน และฟางซีก็ส่งเสียง "เอ๊ะ" ออกมาพร้อมกัน—
นี่ไม่ใช่จดหมายปฏิเสธต้นฉบับ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จดหมายตอบรับต้นฉบับเช่นกัน
"ขออภัย เนื่องจากสำนักพิมพ์ของเราบริหารงานบกพร่อง และกำลังจะล้มละลาย ต้นฉบับทั้งหมดจะถูกตีกลับ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้"
อีเมลฉบับนี้มีเพียงประโยคเดียวเท่านี้
"น่าเสียดายจัง..." ใบหน้าของเจ้าอ้วนฟางซีสลดลงทันที ทว่าหากเทียบกับจดหมายปฏิเสธต้นฉบับแล้ว จดหมายประเภทนี้กลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
"ฉุยฉุย อย่าท้อแท้ไปเลย ดราก้อนบอลสนุกขนาดนี้ พวกสำนักพิมพ์เหล่านั้นไม่มีตาเอง ถือเป็นความสูญเสียของพวกเขา นายอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ" ฟางหนานกลัวว่าเย่ฉุยจะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากเรื่องนี้ จึงรีบเอ่ยปลอบโยน
ทว่าเมื่อเธอหันไปมองใบหน้าของเย่ฉุย กลับไม่พบสีหน้าท้อแท้สิ้นหวังใดๆ บนใบหน้าของเขาเลย เขากลับกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด
แววตาของเย่ฉุยยังเป็นประกายระยิบระยับอีกด้วย
ฟางหนานอดไม่ได้ที่จะชะงักไป ก่อนจะเอ่ยถาม "ฉุยฉุย นายกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?"
"ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้..."
เย่ฉุยไม่ได้ตอบฟางหนานโดยตรง แต่รีบเปิดคอมพิวเตอร์โฮโลแกรมขึ้นมา และทำการค้นหาข้อมูลบางอย่างบนนั้น
ในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตแล้ว โดยพื้นฐานเรื่องราวต่างๆ ล้วนสามารถค้นหาได้บนโลกอินเทอร์เน็ต
ไม่นานนัก เย่ฉุยก็ค้นหาข้อมูลของสำนักพิมพ์ที่ชื่อว่าสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังแห่งนี้ออกมาได้อย่างครบถ้วน
สำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวัง ถือเป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานนับสิบปี
นิตยสารเน้นการตีพิมพ์ผลงานเหลียนหวนฮจำเป็นหลัก ผลงานเหลียนหวนฮว่าระดับคุณภาพที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากบางเรื่อง ก็เคยได้รับการตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์แห่งนี้เช่นกัน
ยอดขายของนิตยสารเทียนหวังเคยพุ่งสูงถึงห้าแสนเล่มมาแล้ว
ตัวเลขนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ทว่า นิตยสารที่ได้รับความนิยมมากแค่ไหนก็ย่อมมีวันปิดฉากลง
ว่ากันว่าผู้ก่อตั้งนิตยสารเล่มนี้เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน ส่วนลูกชายของเขาก็ไม่มีความสนใจที่จะบริหารนิตยสารต่อ จึงขายเปลี่ยนมือให้คนอื่น เจ้านายคนใหม่กลับไม่รู้จักวิธีบริหาร ทำให้สถานการณ์ของนิตยสารย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ยอดขายก็ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง
จนถึงตอนนี้ นิตยสารเทียนหวังที่เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ มียอดขายเพียงราวๆ ห้าพันเล่มเท่านั้น
ตัวเลขนี้ห่างไกลจากคำว่าเพียงพอที่จะรักษาสถานะการดำเนินงานของสำนักพิมพ์ต่อไปได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป การล้มละลายก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เจ้าของนิตยสารเทียนหวังรู้ดีว่าหมดหนทางแก้ไข จึงได้ลงประกาศต้องการขายแบรนด์นิตยสารเอาไว้แต่เนิ่นๆ
สิ่งที่สำคัญที่สุดของนิตยสารเล่มหนึ่งคือชื่อเสียงของแบรนด์ นี่คือสินทรัพย์ที่มองไม่เห็น
ตามมาด้วยคอนเนกชันต่างๆ เช่น โรงพิมพ์ที่ร่วมงานกับสำนักพิมพ์มาอย่างยาวนาน หน่วยงานจัดส่งนิตยสาร เป็นต้น
ส่วนเรื่องสถานที่ทำงาน บรรณาธิการ และอื่นๆ ถือเป็นเรื่องรองลงมา
ชื่อของนิตยสารเทียนหวัง หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนย่อมมีมูลค่ามหาศาล ทว่าตอนนี้ กลับไม่มีใครเหลียวแลมานานแล้ว
นิตยสารที่ตกต่ำถึงขีดสุดแบบนี้ เก็บไว้ในมือก็มีแต่จะเป็นของขาดทุน ใครจะไปอยากได้กัน?
แต่ในตอนนี้ ความคิดหนึ่งในใจของเย่ฉุยกลับค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมา—
เขาเงยหน้าขึ้นมองฟางซีกับฟางหนาน ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า "พวกเราซื้อสำนักพิมพ์แห่งนี้กันเถอะ"
****
ตอนค่ำจะมีมาอัปเดตอีกตอน ฝากกดติดตามและกดแนะนำด้วยนะครับ~