เพราะเขาคาดหวังว่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของเกาหลีใต้สองคน อาจจะมีแผนจะร่วมงานกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล
“ท่านผู้อำนวยการครับ ถึงแล้วครับ”
อีจุนโฮรีบลุกขึ้นเปิดประตู
“โอ้โห! ยินดีต้อนรับครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกัน ผมชื่ออีจุนโฮ เป็นผู้อำนวยการครับ อาจารย์จางมีแร สบายดีนะครับ?”
โกซูยอลจับมือกับอีจุนโฮแบบไม่เต็มใจนัก
แม้จะรู้สึกอึดอัดใจกับการต้อนรับที่ดูจะเกินพอดี แต่เพราะจางมีแรเป็นคนแนะนำ และเขาเองก็ได้รับโอกาสให้หลานชายจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรก จึงไม่ได้ปฏิเสธ
จางมีแรยิ้มบางๆ และทักทายอีจุนโฮอย่างสุภาพ
“แน่นอนค่ะ ท่านผู้อำนวยการก็สบายดีนะคะ?”
“ฮ่าๆๆ! ผมก็เรื่อยๆ เหมือนเดิมนั่นแหละ เชิญนั่งก่อนครับ จะรับอะไรดื่มดีครับ...”
“น้ำเปล่าก็พอค่ะ”
อีจุนโฮส่งสัญญาณทางสายตาให้เลขา
ทั้งสามคนนั่งประจำที่และเริ่มสนทนา
“เห็นว่าผลงานของหลานชายท่านขึ้นข่าวแล้วนะครับ คงภูมิใจน่าดู”
“เหรอครับ?”
“ครับ กระแสตอบรับก็ดีขึ้น คนมาเยี่ยมชมก็มากขึ้นกว่าปกติด้วย”
โกซูยอลพยักหน้าอย่างเงียบๆ
บรรยากาศเริ่มเงียบลงเล็กน้อย
อีจุนโฮที่เริ่มกระวนกระวาย ก็ลองเริ่มบทสนทนาอย่างระมัดระวัง
“ว่าแต่ มีธุระอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ...”
“เรามาเรื่องของ ฮุน น่ะค่ะ”
คำตอบของจางมีแรทำให้อีจุนโฮเอียงคอเล็กน้อย
“เรื่องของฮุนเหรอครับ?”
“ค่ะ อย่างที่เห็น ผลงานเขาดีมากใช่ไหมล่ะคะ? คนก็พูดถึงกันเยอะด้วย”
“จริงครับ”
“เลยอยากจะขอปรับสัดส่วนรายได้ดูน่ะค่ะ”
อีจุนโฮที่แอบคาดหวังว่าจะเป็นเรื่องจัดนิทรรศการของโกซูยอล ถึงกับรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย
แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาก็ยังคงควบคุมสีหน้าและตอบกลับอย่างนุ่มนวล
“อาจารย์ก็คงทราบดีว่ามันเป็นสัญญาที่ได้เซ็นไปแล้ว การจะปรับเปลี่ยนสัดส่วนก็เลยค่อนข้างลำบาก เพราะจะกระทบกับความยุติธรรมต่อศิลปินท่านอื่นๆ ด้วยน่ะครับ”
อีจุนโฮแอบชำเลืองมองโกซูยอลที่นั่งฟังอย่างนิ่งๆ
เขาเองก็คิดว่าภาพของโกฮุนน่าจะขายได้
‘เห็นว่าเขาเขียนไว้ว่าอยากขายที่ราคาล้านวอน’
อีจุนโฮยังจำได้ว่าโกซูยอลกรอกราคา 1,000,000 วอนไว้ในสัญญาขายภาพของหลานชาย
แบ่งรายได้ 50% ก็เท่ากับ 500,000 วอน
ไม่ใช่เงินน้อย แต่เขาเองก็ไม่อยากจะทำลายความสัมพันธ์กับโกซูยอลเพียงเพราะผลกำไรแค่นั้น
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้เลย ถ้าสถานการณ์เอื้อ หรือในกรณีที่เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ก็มักจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างครับ”
จางมีแรยิ้มออกมาเล็กน้อยกับคำพูดนั้น
“ใช่ค่ะ เลยคิดว่า ถ้าขายได้ไม่เกิน 1,000,000 วอน ก็ใช้สัดส่วนเดิมไป แต่ถ้าเกินกว่านั้น เราจะเปลี่ยนเป็นการแบ่งแบบกำหนดจำนวนเงินตายตัวดีไหมคะ?”
“1,000,000 วอนเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ”
แม้การที่ผลงานของศิลปินหน้าใหม่จะขายได้ถึงล้านวอนจะไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้
จากสายตาของอีจุนโฮที่คร่ำหวอดในวงการศิลปะ ภาพของโกฮุนมีมูลค่าเกินหนึ่งล้านวอนจริงๆ
สมกับเป็นหลานชายของโกซูยอล ศิลปินระดับชาติและมีชื่อเสียงระดับโลก
ยังไม่นับว่าเป็นลูกชายของโกแฮซองและอีซูจิน ซึ่งทั้งคู่เป็นศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นในวงการศิลปะเชิงผสมหลากหลายสาขา
ในหมู่นักสะสมเองก็เริ่มให้ความสนใจ
อีจุนโฮคำนวณในใจพลางยิ้ม แล้วจึงพูดอย่างระมัดระวัง
“ตอนนี้ยังไม่มีใครสอบถามถึงภาพดอกทานตะวันก็จริง แต่ผมก็คิดว่าไม่น่าจะขายไม่ออก กลับรู้สึกว่าราคาที่ท่านหวังไว้อาจจะต่ำเกินไปด้วยซ้ำ”
จางมีแรขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดนั้น
ดูเหมือนอีจุนโฮจะพยายามยกย่องผลงานของโกฮุน เพื่อที่จะต่อรองในสัดส่วนที่เป็นประโยชน์กับทางพิพิธภัณฑ์มากขึ้น
‘ก็ว่าล่ะ คนคนนี้เจ้าเล่ห์ใช่เล่น’
จางมีแรกำลังจะพูดแทรก แต่โกซูยอลที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยปากขึ้น
“ผมก็โล่งใจที่คุณประเมินแบบนั้น”
“ฮ่าๆ เพราะมันเป็นหน้าที่ของผมน่ะครับ แต่จากที่กล่าวไป การจะเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ก็ยังคงยากอยู่ดี ถ้าไม่มีเหตุผลที่คนอื่นจะยอมรับได้จริงๆ”
หมายความว่าต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้น
และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการแสดงออกว่าทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซลเองก็ไม่อยากแบกรับความเสียหายเพียงฝ่ายเดียว
“หมายถึงแนวทางที่ทั้งทางเราและฮุนจะได้ประโยชน์ทั้งคู่ อะไรทำนองนั้นน่ะครับ”
“ฉันฟังอยู่นะคะ”
เมื่ออีจุนโฮแสดงท่าทีเหมือนต้องการอะไรบางอย่าง จางมีแรก็โต้ตอบขึ้นมาทันที
“ถ้าเปลี่ยนสัดส่วนรายได้มันยากจริง ๆ งั้นลองส่งผลงานเข้าประมูลดีไหมครับ? ถ้าขายผ่านตลาดประมูลที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดเอง ราคาน่าจะขึ้นได้ แล้วเราจะคงสัดส่วนเดิมไว้ตามที่ตกลง”
จางมีแรเริ่มลังเล
แน่นอนว่าการนำภาพไปประมูลมีโอกาสทำให้ราคาสูงขึ้น
แต่ปัญหาคือนิทรรศการครั้งนี้เป็นงานที่มีข้อตกลงไว้ว่าจะมีการจำหน่ายผลงานโดยตรง
ถ้าภาพดอกทานตะวันที่เคยโฆษณาว่าสามารถซื้อขายได้ กลับกลายเป็นผลงานที่จำกัดการซื้อขาย แล้วไปปรากฏในตลาดประมูลทีหลัง คนย่อมต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงระหว่างนั้น
และถ้าเกิดข่าวลือว่าทางศิลปินไม่ขายเพราะไม่พอใจกับค่าคอมมิชชัน นั่นย่อมไม่เป็นผลดีต่อโกฮุนแน่
‘จะทำยังไงดีนะ’
ขณะที่จางมีแรกำลังคิดไม่ตก โกซูยอลก็เสนอความเห็นขึ้นมา
“เราเอาภาพไปประมูลไม่ได้ครับ”
“ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนะครับ”
อีจุนโฮพยายามเกลี้ยกล่อม เพราะหวังว่าจะได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่โกซูยอลก็ส่ายหน้า
“ผมอยากให้ปรับสัดส่วนรายได้ตามราคาขายครับ”
“เชิญว่ามาเลยครับ”
“แล้ว... หนึ่งร้อยล้านวอนล่ะครับ เป็นยังไง?”
จางมีแรหันขวับมามองด้วยความตกใจ
อีจุนโฮก็รู้สึกตกใจเช่นกัน
“ครับ?”
“หนึ่งร้อยล้านวอนแรก แบ่งกันตามสัญญาเดิม ครึ่งต่อครึ่ง แต่ถ้าเกินกว่านั้น ท่านก็รับไปเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์”
อีจุนโฮไม่เข้าใจข้อเสนอของโกซูยอลเลย
ถึงภาพดอกทานตะวันจะมีคนพูดถึง แต่ก็ยังเป็นเพียงผลงานของเด็กอายุสิบขวบในนิทรรศการแรกที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ใด ๆ
แม้จะเป็นหลานของโกซูยอล และลูกของโกแฮซองกับอีซูจิน ก็ใช่ว่าจะมีใครยอมจ่ายเกินหนึ่งร้อยล้านวอนเพื่อซื้อผลงานชิ้นแรก
ยิ่งเป็นแค่การจัดแสดงทั่วไป ไม่ใช่ตลาดประมูล
แม้ในบางกรณีจะมีภาพของศิลปินหน้าใหม่ที่ขายได้ราคาสูงในตลาดประมูล แต่ในงานแสดงแบบนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
‘หรือว่าเขารักหลานมากจนมองไม่เห็นความจริง? หรือมีความมั่นใจอะไรบางอย่าง? หรือว่า... มีคนที่จะซื้อภาพอยู่แล้วก็ได้’
อีจุนโฮกลืนน้ำลายลงคอ
‘ยังไงก็ต้องยอมปรับอยู่ดี’
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโกซูยอล
ต่อให้มีคนมาซื้อภาพอยู่แล้ว และเขาได้ส่วนแบ่งแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นเงินถึงสิบล้านวอน
เพียงแต่กำไรจะน้อยลงเท่านั้นเอง
อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรเสียหายเกินไปกว่าที่ตั้งไว้
และถ้าราคาขายอยู่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านวอน ทางพิพิธภัณฑ์ก็ยังได้กำไรมากอยู่ดี
อีจุนโฮตัดสินใจแล้วจึงพูดขึ้นมา
“ผมเองก็อยากจะตอบสนองความต้องการของท่านให้มากที่สุด งั้น… มาปรับตามที่เสนอไว้ก็แล้วกันนะครับ?”
จางมีแรอยากจะห้ามโกซูยอล แต่เธอก็รู้ดีว่าอาจารย์ของเธอคงไม่ได้ทำอะไรโดยไม่คิด
จึงมีการร่างสัญญาฉบับใหม่ขึ้นมา โดยอีจุนโฮเซ็นในนามตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล และโกซูยอลเซ็นในฐานะตัวแทนของโกฮุน
ในตอนนั้นเอง ประตูห้องผู้อำนวยการก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
“ท่านผู้อำนวยการครับ!”
เสียงพนักงานที่เข้ามาทำให้อีจุนโฮรู้สึกแปลกใจ
“มีอะไรน่ะ?”
“ผมคิดว่าท่านน่าจะต้องลงไปดูด้วยตัวเองครับ”
อีจุนโฮบ่นพนักงานด้วยความไม่พอใจ
“ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังคุยกับอาจารย์แฮซงอยู่ รีบขอโทษแล้วออกไปก่อน”
“อ-อภัยด้วยครับ แต่มีคนจะซื้อภาพน่ะครับ...”
“ภาพของใคร?”
“ของศิลปินโกฮุนครับ”
เมื่อได้ยิน พอใจอย่างลึก ๆ อีจุนโฮก็พยักหน้า
อย่างที่คาดไว้ จึงเสนอราคาหนึ่งร้อยล้านวอนได้อย่างมั่นใจ
แม้จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ถ้ามันทำให้ความสัมพันธ์กับโกซูยอลราบรื่น ก็นับว่าคุ้มค่า
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ท่านอาจารย์ มีคนอยากซื้อภาพของหลานชายแล้วนะครับ”
สีหน้าของโกซูยอลยังคงนิ่ง ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
เหมือนว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว
“จัดการตามสัดส่วนในสัญญาฉบับนี้แล้วกัน ฉันจะลงไปหลังจากคุยเรื่องนิทรรศการถัดไปให้เสร็จ”
“คือว่า...”
แม้เขาจะสั่งเหมือนปกติ แต่พนักงานกลับลังเล
อีจุนโฮที่กำลังจะคุยเรื่องงานต่อไปกับโกซูยอล จึงถามอย่างหงุดหงิด
“อะไรเหรอ?”
“จำนวนเงินมันค่อนข้างสูงครับ ผมว่าท่านควรจะลงไปดูเองดีกว่า”
“เท่าไหร่กันเชียว?”
แม้จะถามออกไป แต่อีจุนโฮก็พอจะคาดการณ์ได้อยู่แล้ว
ด้วยสายตาของคนในวงการศิลปะ เขาคิดว่า อีกฝ่ายคงไม่เสนอราคาตรงเป๊ะที่ 1 ร้อยล้านวอนเพื่อรักษาหน้า แต่ก็น่าจะใกล้เคียง อาจจะสูงกว่านั้นเล็กน้อย
“สองพันแปดร้อยล้านวอนครับ”
“ว่าไงนะ!?”
อีจุนโฮถึงกับอุทานเสียงดังทันที
ตัวเลขระดับนี้ไม่ใช่แค่ศิลปินหน้าใหม่ แม้แต่ในนิทรรศการของศิลปินระดับตำนานก็ยังแทบไม่เคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ
เขาหันขวับไปมองโกซูยอล
โกซูยอลที่เคยนั่งนิ่งตลอดบทสนทนา บัดนี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
‘อะไรเนี่ย? ไม่ใช่ว่าเตี๊ยมกันไว้เหรอ?’
แต่มันดูไม่เหมือนการแสดงเลย
ในฐานะที่เป็นโกซูยอล เขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งถึงขนาดนี้ในสถานการณ์แบบนี้
“ใครเหรอคะ?”
จางมีแรเอ่ยถามพนักงานพิพิธภัณฑ์
อยากรู้จริง ๆ ว่าใครคือคนที่กล้าทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อซื้อภาพของเด็กอายุแค่สิบขวบ
“อ็องรี มาร์โซ ครับ”
ทันใดนั้น สีหน้าของอีจุนโฮ โกซูยอล และจางมีแร ก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึงพร้อมกัน
“สองล้านยูโร!?”
เสียงของ คิมจีอู ดังก้องไปทั่วห้องจัดแสดงนิทรรศการที่ 3 ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล
สายตาทุกคู่เริ่มจับจ้องมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบตัว
“นั่นอ็องรี มาร์โซใช่ไหม?”
“พระเจ้า คนรวยบ้าบอนั่นมาทำอะไรที่นี่?”
“เมื่อกี้บอกว่าสองล้านยูโรใช่ไหม? ซื้อภาพนั้นเหรอ?”
“บ้าไปแล้ว! สองล้านยูโรนี่มันกี่วอนกันนะ?”
ดูเหมือนว่าทุกคนจะจำชายที่ชื่อ อ็องรี มาร์โซ ได้
แม้แต่ตอนแรกที่เห็นก็พอจะเดาได้จากท่าทางมั่นหน้าและการแต่งตัวว่าเขาเป็นคนมีเงิน แต่ไม่คิดว่าเขาจะมีชื่อเสียงขนาดนี้
แต่มาร์โซไม่สนใจสิ่งที่เกิดรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
เขามองลงมาที่ผมด้วยสายตาเหยียด ๆ
“ไอ้หนู นายไม่รู้รึไงว่าราคาภาพมันถูกกำหนดยังไง”
“รู้สิครับ”
รู้ดีกว่าใครเสียอีก
“ผมกำลังขายภาพที่คนทั้งโลกอยากได้ต่างหาก สองล้านยูโรถือว่าถูกมากแล้ว”
ความจริงราคาของภาพวาดไม่ได้ถูกกำหนดแค่จากตัวผลงาน
ความงามของภาพ หรือวัสดุที่ใช้มีผลก็จริง
แต่สิ่งที่กำหนดราคามากที่สุดคือ ชื่อเสียงและความนิยมของศิลปินต่างหาก
และยิ่งไปกว่านั้น
ศิลปินต้องรู้จักสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดีพอ ๆ กับการวาดภาพ
“คนอยากได้มากที่สุดงั้นเหรอ?”
“ก็เพราะนี่คือผลงานชิ้นแรกของศิลปินที่อ็องรี มาร์โซให้ความสนใจ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
อ็องรี มาร์โซหัวเราะลั่น เสียงก้องกังวานจนแทบสะเทือนห้อง
เขาหัวเราะอยู่นาน ก่อนจะปัดผมไปด้านข้าง
ยิ้มมุมปากเหมือนเจ้าพ่อเงินกู้
“ถ้าเป็นอย่างที่นายว่า ถ้าฉันซื้อภาพนี้ในราคาสองล้านยูโร นายก็คงกลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน ราคาภาพก็พุ่งขึ้นแน่นอน”
ใช่ นั่นคือความจริง
แค่คนในห้องนี้ยังจำเขาได้ ทั้งที่ไม่ใช่คนเกาหลี ก็แสดงว่าเขามีอิทธิพลมากขนาดไหนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และถ้าคนแบบเขาซื้อภาพของผม เรื่องของผมก็จะถูกพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แต่นี่กล้าคิดจะใช้ฉันเหรอ? ใช้อ็องรี มาร์โซเนี่ยนะ?”
“ครับ ใช้แน่นอน”
รอยยิ้มจากปากของเขาหายวับไปทันที
“อย่าเข้าใจผิดให้มากนัก ไอ้หนูอวดดี ถ้าฉันไม่ซื้อ ภาพของนายก็ไม่มีค่าอะไรเลย นายคิดว่าทำไมฉันถึงควรซื้อมัน?”
“แต่คุณจะซื้อนี่ครับ”
“……ว่าไงนะ?”
“ก็คุณชอบภาพของผมนี่ครับ”
ผมเคยเจอคนประเภทนี้มามากแล้ว
พวกที่มีทั้งความรู้เกี่ยวกับศิลปะอย่างลึกซึ้ง และทรัพย์สินล้นฟ้า คนแบบนี้มักจะซื่อตรงต่อความต้องการของตัวเอง
พวกเขาไม่มีเหตุผลให้ต้องควบคุมตัวเอง และก็มีศักยภาพที่จะเติมเต็มความต้องการนั้นได้เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากลับรู้สึกสนุกเมื่อได้ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น
ขุนนางอังกฤษก็เคยเป็นแบบนั้น
และในตอนนี้ ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก
ชายคนนี้ที่ไม่แม้แต่จะเหลือบมองผลงานของคนอื่นเลย แต่กลับมายืนอยู่หน้าภาพของผมเงียบ ๆ อยู่นานหลายนาที
เขาเป็นคนประเภทที่ต้องได้ในสิ่งที่อยากได้
เรื่องเงินน่ะเหรอ?
ไม่แม้แต่จะอยู่ในหัวของเขาด้วยซ้ำ
อ็องรี มาร์โซล้วงมือใส่กระเป๋า ยกคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส แล้วเดินไปที่กำแพงฝั่งตรงข้าม ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้
“อาร์แซน”
“ครับ ท่านศิลปิน”
“บอกเขาไปว่าฉันจะซื้อภาพนี้”