“ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ”
“ขอโทษครับ”
“ดูเหมือนแกไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงมาที่นี่ ฟังให้ดีนะ ฉันมาที่นี่เพื่อซื้อผลงานของโกซูยอลกับจางมีแร ไม่ได้มาเพื่อดูขยะอะไรแบบนั้น เข้าใจไหม?”
“แต่ตอนนี้ไม่มีผลงานของโกซูยอลหรือจางมีแรที่ออกมาประมูลเลยครับ”
“งั้นก็ไปหาตัวพวกเขาโดยตรงสิ! รับเบอร์ติดต่อมาทำไมถ้าไม่ใช้?”
“คือว่า……”
“อะไรอีกล่ะ?”
“ทั้งสองคน… ปฏิเสธครับ”
“…ว่าไงนะ?”
อ็องรี มาร์โซ ผู้ได้รับมรดกมหาศาลจากพ่อแม่ ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เลขาพูด
ในฐานะนักสะสม ศิลปินทุกคนต่างอยากให้ผลงานของตัวเองได้เข้าไปอยู่ในคอลเลกชันของเขาทั้งนั้น
แต่กลับปฏิเสธที่จะพบเขา?
มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
“แน่ใจเหรอ? บอกไปหรือเปล่าว่าใครเป็นคนติดต่อ?”
“ครับ บอกไปแล้ว โกซูยอลบอกว่าต้องไปร่วมงานแสดงของหลานชาย ส่วนจางมีแรก็เหมือนกันครับ”
อ็องรี มาร์โซขมวดคิ้ว
“ฉัน อ็องรี มาร์โซ ถูกปฏิเสธเพราะงานแสดงของหลานชายเนี่ยนะ?”
“……”
“เชื่อคำพูดนั้นจริงๆ เหรอ? หรือว่าพวกเขาแค่เล่นตัวเพื่อจะได้ค่าตัวสูงขึ้น? นายดูไม่ออกหรือไง?”
“ขอโทษครับ”
อ็องรี มาร์โซเปิดกล่องไม้แล้วหยิบซิการ์ออกมา
เขาถูปลายซิการ์เพื่อระงับความโกรธ
“ไปที่งานแสดงของเจ้าหลานนั่นนั่นแหละ ฉันจะไปคุยเอง”
“ครับ ผมจะติดต่อให้”
อาร์แซน เลขาคนสนิท โทรหาโกซูยอลและจางมีแรทีละคน แต่ทั้งคู่ไม่รับสาย
อ็องรี มาร์โซบ่นอย่างหัวเสีย
“พอ! ไปเลย”
เลขาเริ่มขับรถออกไป
กล้าดียังไงถึงมองข้ามฉัน?
อ็องรี มาร์โซตัดปลายซิการ์อย่างหงุดหงิด
เขาจุดไฟอย่างช้าๆ และสูบควันยาวๆ จนความโกรธเริ่มสงบลง
ไม่สิ แบบนี้แหละใช่ คนเป็นศิลปินควรมีจุดยืนอย่างนี้
อ็องรี มาร์โซเริ่มรู้สึกชื่นชมโกซูยอลและจางมีแร เขาคิดว่าคนที่ทำศิลปะควรมีศักดิ์ศรีในระดับนี้
จะยังคงมีคุณค่าคู่ควรอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวก็รู้กัน
อ็องรี มาร์โซยิ้มออกมาอย่างใจเย็น
เวลาผ่านไปไม่นาน
เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะกรุงโซล อ็องรี มาร์โซมุ่งหน้าไปยังห้องจัดแสดงที่ 1
“ท่านประธานครับ”
อ็องรี มาร์โซขมวดคิ้วแล้วหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากเลขา
“คุณศิลปินครับ”
“ขอโทษครับ ท่านศิลปิน”
อาร์แซนก้มศีรษะขอโทษ แล้วรีบแก้คำพูดของตัวเอง
“เขาบอกว่าจัดแสดงอยู่ทางนั้นครับ”
อ็องรี มาร์โซมองตามทิศทางที่เลขาชี้ไป เห็นป้ายแนะนำงานแสดงของศิลปินหน้าใหม่
“ห้องจัดแสดงที่ 3?”
“ครับ อยู่ชั้น 2”
อ็องรีถึงกับหัวเราะเบาๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะมองหาโถงลิฟต์
“คงต้องเดินขึ้นบันไดครับ”
“อะไรนักหนาเนี่ย”
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาถึงห้องจัดแสดงที่ 3 ซึ่งจัดแสดงผลงานของศิลปินหน้าใหม่ อ็องรี มาร์โซก็ส่งสัญญาณทางสายตาให้เลขา
“หาให้เจอ แล้วติดต่อฉัน ฉันจะเดินดูไปก่อน”
“ครับ”
หลังจากดวงตาถูกทำให้แปดเปื้อนและหัวใจได้รับบาดแผลจากแกลเลอรีซีบร้า
อ็องรีตั้งใจจะพักสายตาและปลอบใจตัวเองที่นี่ ระหว่างรอพบโกซูยอล
อ็องรีเดินชมงานแสดงผลงานที่จัดอยู่ด้วยจังหวะช้า ๆ
‘คนไม่เยอะก็ดีเหมือนกัน’
ข้อดีมีเพียงแค่นั้น เพราะไม่มีใครมาขัดจังหวะการดูงานของเขา
แต่ผลงานที่ถูกแขวนอยู่กลับต่ำกว่ามาตรฐาน
บางชิ้นพอมีแววให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในสายตาของอ็องรี มาร์โซแล้ว ยังไม่ถือว่าเป็น “ผลงาน”
‘เสียเวลาเปล่า’
อย่างน้อยผลงานในแกลเลอรีซีบร้ายังทำตัวเป็นงานศิลป์ได้อยู่บ้าง
อ็องรีส่ายหัวอย่างผิดหวัง ตั้งใจจะไปรอพบโกซูยอลที่หน้าห้องแสดงแทน
เขากำลังจะเร่งฝีเท้าออกจากที่นั่น
แต่แล้ว…
แสงเจิดจ้าที่ล้างตาอันมัวหมองของเขาก็ปรากฏตรงหน้า
“……”
ดอกทานตะวันที่ไหวระริกเหมือนหลอมละลายมาจากทองคำ
ลายเส้นละเอียดอ่อนราวกับมีชีวิต พร้อมลำต้นที่แผ่ขยายออกไปอย่างกล้าหาญ
ใบไม้ที่มีรอยแผล
พื้นหลังเป็นเพียงสีขาวราบเรียบ ราวกับบอกว่า
เพียงแค่ดอกทานตะหนี้เพียงดอกเดียว ก็เพียงพอแล้ว
หัวใจของอ็องรี มาร์โซ เหมือนมีดวงอาทิตย์แห่งความปรารถนากลั่นขึ้นกลางอก
คุณปู่กับจางมีแรออกไปคุยเรื่องการขายภาพกับทางพิพิธภัณฑ์
คนเริ่มบางตากว่าช่วงเช้า ผมเลยนั่งดูงานชิ้นอื่นจากบนเก้าอี้ แล้วนักข่าวที่เจอเมื่อวานก็กลับมาอีกครั้ง
ถ้าจำไม่ผิด ชื่อ “คิมจีอู”
“ฮุน~”
“สวัสดีครับ”
“เห็นข่าวเมื่อวานมั้ย? ยอดวิวตั้ง 3,000 แน่ะ!”
“ยังไม่ได้ดูเลยครับ”
“หืม? ไม่อยากรู้เหรอ? คอมเมนต์ก็ดีมากเลยนะ”
“ผมไม่มีสมาร์ตโฟนครับ”
“อ๋า…”
คิมจีอูยื่นมือถือของเธอให้ดู บทความเกี่ยวกับผมขึ้นอยู่บนหน้าจอจริง ๆ
“เป็นนักข่าวจริงด้วยแฮะ”
“ไม่เชื่อเหรอ? ทำไมล่ะ? ฉันดูไม่เหมือนนักข่าวเหรอ?”
“ใครจะไปเชื่อคนแปลกหน้าที่บอกว่าจะช่วยขายรูปให้กันล่ะครับ”
“อะ… ก็จริงแฮะ เอาเถอะ ลองอ่านดูสิ”
เนื้อหาในบทความก็เป็นสิ่งที่ผมรู้แล้ว
‘คุณปู่เหมือนจะลูบตรงนี้ตอนเปิดอยู่สินะ’
ผมลองทำตาม แม้จะไม่แน่ใจว่าใช้วิธีถูกไหม แล้วก็พบว่าสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้
ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกว่าเป็นของวิเศษอะไรสักอย่าง
└เจ๋งแฮะ
└ก็ดีนะ แต่ดูเว่อร์ไปหน่อย มันเพราะเป็นหลานของโกซูยอลนั่นแหละ
└ของแบบนี้ต้องไปดูเองอะ ความรู้สึกดูจากรูปกับไปดูจริงคนละเรื่องเลย
└มีใครรู้สึกเหมือนฉันมั้ย? งานนี้บรรยากาศดีมากเลย เศร้า ๆ แต่ทรงพลัง
└สีสันโคตรเจ๋ง ใช้สีแบบนี้ได้ไงเนี่ย
└ไปดูมาเมื่อวาน บ้าไปแล้ว รูปมันเหมือนเปล่งแสงเลย
└555 นักข่าวก็รีวิวภาพวาดด้วยเรอะ ได้ค่าจ้างเท่าไหร่เนี่ย?
└วันนี้อารมณ์แย่ ๆ พอดูภาพนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นเลย ดีมากอะ นิทรรศการจัดถึงเมื่อไหร่เหรอ?
└จัดแค่หนึ่งอาทิตย์เอง!
└ไม่อยากเชื่อเลย เด็กแค่สิบขวบวาดได้จริงเหรอเนี่ย?
“……”
มีหลายคอมเมนต์ที่ไม่เข้าใจเท่าไร แต่ดูแล้ว… นี่คือ “กระแสตอบรับดี” ใช่ไหม?
“ที่บอกว่านักข่าวได้เงินมาเท่าไหร่อะ หมายความว่ายังไงเหรอครับ?”
“อย่าไปสนใจคอมเมนต์พวกนั้นเลย ดูอันนี้สิ เขาบอกว่าบรรยากาศดี หรือมีคนที่ไปดูจริงแล้วชอบมากด้วยนะ”
คนเหล่านี้น่าขอบคุณจริง ๆ
“รอดูได้เลย ฉันจะทำให้นายโด่งดังให้ได้ พอนายดังเมื่อไหร่ คนที่อยากซื้อรูปของนายจะมีเต็มไปหมด แบบนั้นก็เหมือนฉันขายภาพให้ใช่มั้ยล่ะ?”
ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือปัจจุบัน ราคาของภาพวาดก็ดูเหมือนจะถูกกำหนดด้วย "ชื่อเสียง"
ถ้าแค่ภาพวาดอย่างเดียวทำให้คนมีชื่อเสียงได้ก็คงจะดี
แต่น่าเสียดายที่ในความเป็นจริง มันไม่เป็นแบบนั้นเสียส่วนใหญ่
“แต่ผมไม่มีเงินนะครับ”
“เงิน?”
“ก็เพราะคุณคงต้องการอะไรบางอย่าง ถึงช่วยผมแบบนี้ใช่ไหมล่ะครับ?”
“เฮ้อ เด็กคนนี้ คิดว่าฉันเขียนข่าวโปรโมตรูปให้คนอื่นเพราะได้เงินเหรอ? ถึงจะตั้งชื่อหัวข่าวให้ดูน่าสนใจ แต่ไม่เคยเขียนโฆษณาสักครั้งเลยนะ เข้าใจไหม?”
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงช่วยผม ทั้งที่ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน
พอไม่มีอะไรจะให้
เลยหยิบลูกอมที่จางมีแรให้ไว้เผื่อกินเล่นตอนเบื่อ ออกมาหนึ่งเม็ด
“ยื่นมือมาหน่อยครับ”
“ลูกอม?”
“อร่อยนะครับ”
คิมจีอูลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหยิบลูกอมเข้าปาก
“ไม่ได้กินลูกอมนานแล้วแฮะ”
“ถ้าเคี้ยว มันจะหมดเร็วครับ”
ในตอนที่พิพิธภัณฑ์เริ่มเงียบเหงา
ไม่มีผู้เข้าชม
คุณปู่กับจางมีแรเองก็ยังไม่กลับมา
เราจึงนั่งคุยกันฆ่าเวลา
แล้วชายคนหนึ่งซึ่งดูหยิ่งผยองก็หยุดยืนอยู่ข้างหน้า
ผมสีน้ำตาลเข้ม หยักศก
ดวงตาลึก จมูกโด่งใหญ่
‘หน้าตาแบบนี้… คนฝรั่งเศสแน่เลย?’
รู้สึกคุ้นหน้าอยู่เล็กน้อยจึงเฝ้าดูเขา
แต่เขาไม่แม้แต่จะเหลียวมองผลงานที่จัดแสดง
ไร้มารยาทชะมัด
แต่ดูเหมือนจะมีผลงานชิ้นหนึ่งที่สะดุดตาเขาเข้า
“เคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ?”
คิมจีอูเอียงคออย่างสงสัย
ในขณะที่ผมปล่อยให้เขาได้ชมงานอย่างเต็มที่ ชายอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักเขา
“ท่านศิลปินครับ ผมเห็นว่าท่านไม่อยู่สักพักเลยแจ้งกับทางผู้จัดไปแล้วครับ”
ภาษาฝรั่งเศส
ชายที่กำลังจดจ่ออยู่กับภาพไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ
เหมือนไม่ได้ยินเลยสักนิด
“ท่านศิลปินครับ”
“หุบปากซะ”
ไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นอะไรกัน
แต่เห็นปฏิบัติต่อกันแบบนั้น ผมยังรู้สึกไม่สบายใจแทน
หมดอารมณ์จะอธิบายภาพเลยกลับไปนั่งที่เก้าอี้
แล้วชายคนนั้นก็พูดขึ้น
“ไปหามาให้หน่อย ใครเป็นคนวาดภาพนี้”
“ครับ”
เพื่อไม่ให้ชายที่ดูน่าสงสารนั่นต้องเสียเวลา ผมจึงเงยหน้าขึ้น
“ผมวาดเองครับ”
ชายจองหองยกคางแล้วมองผมจากหัวจรดเท้าอย่างเสียมารยาท
รู้สึกปวดคอแทน
เขามองอยู่นานกว่าจะยอมเปิดปากถาม
“เธอเป็นหลานชายของโกซูยอลเหรอ?”
“ครับ”
ตอนนี้ผมเริ่มอยากให้เขาไปเสียที
แต่เขาหันกลับไปมองภาพอีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“อย่างนี้นี่เอง”
เขาควักสมุดเช็คออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
“หนู รู้จักฉันไหม?”
“ไม่ครับ”
“อ็องรี มาร์โซ!”
ผมสะดุ้งเฮือก
พอหันไป คิมจีอูก็รีบควักกล้องขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนเธอจะรู้จักฉันดีสินะ หลังจากวันนี้ไป เธอก็จะต้องจำฉันให้ดีเหมือนกัน”
อ็องรี มาร์โซ คนอวดดีน่าหมั่นไส้นั่นชี้คางมาทางผม
ชายที่มากับอ็องรี มาร์โซยื่นนามบัตรมาให้หนึ่งใบ
“นิทรรศการแรกของเธองั้นเหรอ?”
“ครับ”
“ฉันจะซื้อภาพแรกของเธอเอง ถือเป็นเกียรติซะล่ะ”
ผมมองนามบัตรในมือเงียบ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
แล้วคิมจีอูก็โวยวายขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
“ฮุน! เดี๋ยวๆ! นามบัตรนั่นอะไรน่ะ? เขาให้ทำไม?”
“เขาบอกว่าอยากซื้อภาพครับ”
“ห๊าา!”
เหมือนที่คิดไว้ คนคนนี้เสียงดังเกินไปจริง ๆ
“จริงเหรอ? อ็องรี มาร์โซตัวจริงอยากซื้อภาพของเธอเนี่ยนะ? ทำไมล่ะ? เขาชอบตรงไหนเหรอ? อยากซื้อเท่าไหร่? หรือว่าเขาอ่านบทความของฉัน?”
“ผู้หญิงเสียงดังนี่ใคร?”
“นักข่าวครับ”
“อ๋อ”
อ็องรี มาร์โซส่งสายตาให้ชายที่มาด้วย
“มาดามครับ รบกวนคุณช่วยหลีกทางสักครู่ เพื่อให้ทั้งสองได้สนทนากันตามลำพัง ผมจะเป็นคนอธิบายสถานการณ์แทนให้เองครับ”
เขาพูดภาษาเกาหลีด้วยสำเนียงแปลก ๆ และออกเสียงไม่ค่อยคล่อง
“ไม่ค่ะ ฉันอยู่นี่แหละ”
เมื่อชายคนนั้นกระซิบกับอ็องรี มาร์โซ เขาก็จำใจต้องทำเหมือนคิมจีอูไม่มีตัวตน
“องค์ประกอบและเทคนิคการวาดก็ล้าสมัยไปหน่อย
แต่การใช้สีพอรับได้ แถมดูเหมือนจะใช้พู่กันได้คล่องมือดีนะ”
อ็องรี มาร์โซเอ่ยความเห็นแบบไม่รักษาน้ำใจพลางหันหน้ากลับมาทางผม
“อยากได้เท่าไหร่ล่ะ?”
ถึงจะไม่รู้ว่าสูทกับรองเท้าของเขามาจากแบรนด์ไหน
แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีรสนิยมของคนมีฐานะ
มีผู้ติดตาม มีท่าทีหยิ่งยโส
และการที่ถามผมว่าอยากได้เงินเท่าไหร่ ก็สะท้อนถึงความมั่นใจว่าเขาสามารถจ่ายได้ไม่อั้น
“ผมไม่ขายให้คุณหรอกครับ”
อ็องรี มาร์โซขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ว่าไงนะ?”
“ผมอยากขายให้คนที่เห็นคุณค่าของภาพผมจริง ๆ ครับ”
เขาจ้องผมตาเขม็ง
“ว่าไงนะ? ห้ะ? เธอพูดบ้าอะไรออกมา?”
…ขอปล่อยผ่านคิมจีอูสักพักเถอะ
อ็องรี มาร์โซหลับตาไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น
“หมายความว่า ฉันดูไม่ออกงั้นสิ?”
“ครับ”
“เจ้าเด็กอวดดีเอ๊ย…”
เขาเดินเข้ามาใกล้
ถึงจะเมื่อยคอแต่ผมก็ไม่หลบสายตา
“หึ”
แม้แต่เสียงหัวเราะของเขายังน่าหมั่นไส้
“ฉันให้ 100,000 ยูโร ขายมาซะ”
ถึงเวลาต้องใช้คิมจีอูแล้ว
“คุณป้า 100,000 ยูโรเป็นเงินเท่าไหร่เหรอครับ?”
“คุณป้า?! อะ…ช่างเถอะ! 100,000 ยูโรเหรอ? เดี๋ยวนะ… ก็น่าจะประมาณ 140 ล้านวอน! โอ้โห! รูปแรกของเธอขายได้เป็นร้อยล้านเลยนะ?!”
ถ้าแบ่งกับทางแกลเลอรี 50:50 ก็เหลือประมาณ 70 ล้านวอน
“เห็นไหมครับ คุณก็ไม่รู้มูลค่าจริง ๆ หรอก”
พอพูดยั่วแบบนั้น อ็องรี มาร์โซก็แสดงความยโสแบบคนรวยออกมาเต็มที่
“งั้นเหรอ? งั้นลองบอกมาซิ ว่าภาพนี้มันมีค่าตรงไหน?”
“เป็นภาพแรกของคนที่ในอนาคตจะกลายเป็นศิลปินระดับเดียวกับปิกัสโซครับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
อ็องรี มาร์โซหัวเราะเสียงดังลั่น
ทุกคนในห้องจัดแสดงหันมามองกันหมด
เขาเหลือบมองภาพอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ
“คงเพราะยังเด็กสินะ เอาเถอะ ยังไงก็เป็นฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงอยู่แล้ว อย่างน้อยฝันใหญ่ไว้ก่อนก็ยังดี”
“ผมจะทำให้มันเป็นจริงครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าอ็องรี มาร์โซเลือนหาย
เขาถอยห่างจากผมเล็กน้อย แล้วหันกลับไปมองภาพอีกครั้ง
สักพักจึงพูดออกมา
“ฉันชอบมัน”
เขามองลงมาอย่างกดดัน
“ฉันจะซื้อเพราะความมั่นใจเกินตัวของเธอนี่แหละ บอกมาสิ อยากได้เท่าไหร่?”
อ็องรี มาร์โซแบมือขึ้น
ชายที่มากับเขาวางปากกาลงบนมือเขาทันที
“สองล้านยูโรครับ”