ตอนที่ชมรมวรรณกรรมฟื้นฟูกลับมาตั้งใหม่นั้นเกิดเป็นกระแสใหญ่โต ไม่เพียงสร้างความฮือฮาภายในวิทยาเขตม.เยียนจิงเท่านั้น แต่ข่าวนี้ยังได้ลงในสื่อชั้นนำอย่าง 'กวงหมิงรื่อเป้า' และ 'จงกั๋วชิงเหนียนเป้า' อีกด้วย
'ทะเลสาบเว่ยหมิง' เป็นวารสารของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ซึ่งทางชมรมวรรณกรรมห้าสี่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มฟื้นฟูชมรม ทั้งยังอุตส่าห์ไปขอให้ท่านเหมาตุ้นเขียนคำนำฉบับปฐมฤกษ์ให้โดยเฉพาะ หากมองด้วยมาตรฐานของวารสารนักศึกษาแล้ว ถือว่าจัดเต็มจนสุดหน้าตัก
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงวารสารนักศึกษา พวกเฉินเจี้ยนกงพิมพ์รวดเดียวสองพันฉบับ เป็นฉบับโรเนียวขนาด 16K เนื่องจากไม่ใช่วารสารที่ตีพิมพ์แบบสาธารณะ จึงเผยแพร่ได้แค่ภายในวิทยาเขตเท่านั้น อีกทั้งด้วยข้อจำกัดเรื่องการประหยัดต่อขนาด ต้นทุนการพิมพ์วารสารจึงไม่ถือว่าต่ำ การตั้งราคาสองเหมาก็แค่พอคุ้มทุน 'ทะเลสาบเว่ยหมิง' ห้าเล่มก็มีราคาหนึ่งหยวนแล้ว น้ำใจของเฉินเจี้ยนกงที่มีต่อหลินเฉาหยางย่อมมีค่ามากกว่าหนึ่งหยวนแน่นอน
พอดีว่าวันข้างหน้ายังต้องรบกวนเพื่อนร่วมงานที่แผนกยืมหนังสืออีกหลายคน เอากลับไปแบ่งให้ทุกคนคนละเล่ม ถือเป็นการซื้อใจไปในตัว
หากเป็นยุคหลัง ถ้ามีใครช่วยเพื่อนร่วมงาน แล้วเพื่อนร่วมงานตอบแทนด้วยวารสารนักศึกษา คาดว่าคงได้ผิดใจกันจนตาย สู้ไม่ให้อะไรเลยจะดีกว่า ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน
ชาวเมืองส่วนใหญ่ที่มีการศึกษาในระดับหนึ่งล้วนให้ความสนใจกับการอ่านหนังสือและอ่านหนังสือพิมพ์กันอย่างบ้าคลั่ง อีกทั้งอย่าได้ดูถูก 'ทะเลสาบเว่ยหมิง' เชียว แม้ว่ามันจะเป็นเพียงวารสารนักศึกษา แต่คนที่สามารถตีพิมพ์ผลงานลงในนี้ได้ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาทั้งนั้น
ระหว่างทางกลับ หลินเฉาหยางเปิดดูผ่านๆ ก็เห็น 'คืนหนึ่งในไร่แตง' ของหลิวเจิ้นอวิ๋น ซึ่งก็คือนิยายเรื่องที่เขาช่วยแก้ให้ แล้วยังมี 'มุมที่ไร้แสงตะวัน' ของสือเถี่ยเซิง รวมถึงผลงานของเฉินเจี้ยนกง หวงเป่ยเจีย และนักเขียนคนอื่นๆ ที่ตอนนี้เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมบ้างแล้ว
พอได้ยินว่านี่เป็นผลงานของนักศึกษาชมรมวรรณกรรมห้าสี่ เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ได้รับนิตยสารต่างก็แสดงความสนใจอย่างมาก พอได้อ่านอย่างละเอียดก็พบว่าระดับผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารนักศึกษาฉบับนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
"นักศึกษาพวกนี้มีฝีมือไม่เบาเลยนะเนี่ย!" หูเหวินฉงอุทาน
ตู้หรงกล่าวเสริมว่า "ฉันได้ยินอาจารย์ในมหา'ลัยหลายคนบอกว่า นักศึกษารุ่น 77 กับ 78 เนี่ยจัดการยาก สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็คือหลายคนทำงานมานานหลายปีแล้ว ความรู้และทักษะที่สะสมมาในบางด้านอาจจะเยอะกว่าคนเป็นอาจารย์เสียอีก"
หูเหวินฉงพยักหน้า "เรื่องนี้ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน เมื่อไม่นานมานี้อาจารย์ชิวภาควิชาภาษาสเปนเพิ่งจะร้องไห้เพราะมีนักศึกษามาเรียนวิชาของเธอน้อยเกินไปไม่ใช่เหรอ? ได้ยินมาว่าเพราะเด็กๆ มองว่าเธอสอนไม่ค่อยมีระดับน่ะ"
"ถึงขั้นไม่มีระดับคงไม่หรอก อาจารย์ชิวเพิ่งจะอายุสามสิบเอง นักศึกษาพวกนี้แหละที่โดนวิชาของพวกศาสตราจารย์ในมหา'ลัยสปอยล์จนเทสต์สูงไปหมดแล้ว"
หลินเฉาหยางเห็นด้วยกับบทสนทนาของหูเหวินฉงและตู้หรงอย่างยิ่ง นักศึกษาม.เยียนจิงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ช่างโชคดีเหลือเกิน อาจารย์ผู้สอนเกินกว่าครึ่งล้วนเป็นศาสตราจารย์ ซึ่งในจำนวนนั้นก็ไม่ขาดแคลนนักวิชาการระดับแนวหน้าในสาขาการวิจัยต่างๆ ของประเทศ บุคคลระดับจูกวงเฉี่ยนหรืออู๋จู่เซียงมีอยู่แทบทุกภาควิชา
ถัดจากนี้ไปอีกไม่กี่ปี นักศึกษาก็คงไม่มีโชคดีแบบนี้แล้วล่ะ!
วันนี้ภาควิชาภาษาจีนมีเรียนแค่ครึ่งวัน หลังเลิกเรียนเพื่อนร่วมภาควิชาทุกคนต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหนึ่งกันอยู่ ได้ยินมาว่าทางมหาวิทยาลัยกำลังเตรียมจัดหานักศึกษา 'เพื่อนร่วมห้อง' ให้กับนักเรียนแลกเปลี่ยน
คำว่า 'เพื่อนร่วมห้อง' ก็มีความหมายตรงตัว นั่นคือการไปอยู่ร่วมกับนักเรียนแลกเปลี่ยน แน่นอนว่าหมายถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างเพศเดียวกัน
ด้านหนึ่งก็เพื่อให้นักเรียนแลกเปลี่ยนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะทางภาษาได้ดียิ่งขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีความหมายแฝงในการจับตาดูนักเรียนแลกเปลี่ยนไปในตัว
ในยุคนี้ นอกจากคนท้องถิ่นเยียนจิงแล้ว ก็แทบจะไม่มีนักศึกษาคนไหนพูดภาษาจีนกลางได้มาตรฐานเลย ดังนั้นนักศึกษาที่เป็นคนท้องถิ่นเยียนจิงจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นเพื่อนร่วมห้องไปโดยปริยาย
ภาควิชาภาษาจีนรุ่น 77 มีคนท้องถิ่นเยียนจิงอยู่ไม่น้อย ทั้งจาเจี้ยนอิง หวังเสี่ยวผิง กงอวี้ หลี่ฉุน...
ทุกคนไม่ได้กระตือรือร้นกับเรื่องนี้เลยสักนิด ในยุคสมัยนี้การเข้าไปข้องแวะกับชาวต่างชาติล้วนถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าการอยู่ร่วมกับนักเรียนแลกเปลี่ยนจะทำให้ได้พักในหอพักแบบห้องคู่ แต่ทุกคนก็ไม่อยากหาเหาใส่หัว ตอนที่คุยกันเรื่องนี้ ความคิดที่ผุดขึ้นมามากที่สุดก็คือขออย่าให้สุ่มโดนตัวเองเลย
คุยไปคุยมา หัวข้อสนทนาในหอพักหญิงก็วกมาถึงใบหน้าแปลกหน้าที่ปรากฏตัวในห้องเรียนวันนี้
"นี่ เสี่ยวผิง นักศึกษาหนุ่มที่นั่งข้างเฉินเจี้ยนกงวันนี้เป็นใครเหรอ? ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย"
กงอวี้เป็นผู้หญิงที่อายุมากที่สุดในบรรดานักศึกษาสาขาวรรณคดี ภาควิชาภาษาจีนรุ่น 77 เธอเป็นนักศึกษาแบบไปกลับ จึงไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ และไม่รู้จักหลินเฉาหยาง เธอจึงเอ่ยถามหวังเสี่ยวผิงด้วยความสงสัย
ไม่ทันที่หวังเสี่ยวผิงจะได้ตอบ จาเจี้ยนอิงที่อยู่ข้างๆ ก็ถามแทรกขึ้นมา "เธอไม่รู้จักเขาเหรอ?"
กงอวี้ถูกจาเจี้ยนอิงถามกลับจนทำหน้าเหลอหลา "ฉันควรจะรู้จักเขาเหรอ?"
"ก่อนหน้านี้ตอนไปดูหนังที่เสี่ยวซีเทียนเธอไม่เคยเจอเขาเหรอ?"
"ครั้งไหนล่ะ? มีตั้งสองครั้งที่ฉันไม่ได้ไป!"
"เขาคือผู้แต่งเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' ไงล่ะ"
"คนเลี้ยงม้า?" กงอวี้ฟังตอนแรกยังนึกไม่ออก ผ่านไปหลายวินาทีถึงได้ถามขึ้นว่า "เธอหมายถึงนิยายเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' เรื่องนั้นน่ะเหรอ?"
"ใช่แล้ว!"
หวังเสี่ยวผิงเห็นดังนั้นจึงพูดกับจาเจี้ยนอิงว่า "เจี้ยนอิง หลินเฉาหยางไม่ให้พวกเราเอาเรื่องนี้ไปบอกต่อไม่ใช่เหรอ?"
"เกี่ยวอะไรกัน บนวารสาร 'ทะเลสาบเว่ยหมิง' ก็ลงนามปากกาของเขาไปแล้ว เธอไม่เห็นเหรอว่าเจี้ยนกงยังทำตัวเปิดเผยขนาดนั้นเลย?"
กงอวี้ถามขึ้น "เรื่องที่เขาเป็นผู้แต่ง 'คนเลี้ยงม้า' ยังต้องเก็บเป็นความลับอีกเหรอ?"
"ไม่มีอะไรหรอก เป็นเรื่องก่อนหน้านี้น่ะ" จาเจี้ยนอิงตอบกลับมาหนึ่งประโยค
"อ้าวเฮ้ย!" ตอนนี้ในที่สุดกงอวี้ก็ตั้งสติได้ "พวกเธอน่าจะบอกฉันให้เร็วกว่านี้นะ วันๆ เอาแต่จับกลุ่มเล็กๆ กันอยู่ได้"
"กลุ่มเล็กๆ อะไรกัน? เป็นเธอต่างหากที่เรียนแบบไปกลับจนปลีกตัวออกจากมวลชน!" จาเจี้ยนอิงโวยวาย
"นี่ๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พวกเธอเล่าเรื่องสวี่หลิง ไม่สิ หลินเฉาหยาง เล่าเรื่องเขาให้ฉันฟังหน่อยสิ"
ซีชวนกวีผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวไว้ว่า ในวิทยาเขตม.เยียนจิงยุคแปดศูนย์ นักศึกษาในสิบคนจะเป็นกวีไปแล้วเก้าคน ส่วนอีกคนที่เหลือคือนักเขียนนิยาย แทบจะเรียกได้ว่านักศึกษาทุกคนล้วนเป็นเยาวชนผู้รักวรรณกรรม
'คนเลี้ยงม้า' ตีพิมพ์ใน 'เยียนจิงวรรณศิลป์' มาเกือบสี่เดือนแล้ว โดยอาศัยกระแสความนิยมของ 'วรรณกรรมบาดแผล' ทำให้เกิดเสียงตอบรับอย่างล้นหลามในหมู่นักอ่าน ในฐานะนักอ่าน มีใครบ้างที่จะไม่อยากรู้ว่านักเขียนที่ชื่อ 'สวี่หลิงจวิน' เป็นใคร?
กงอวี้คิดไม่ถึงเลยว่า ผู้แต่งเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' จะเป็นคนของม.เยียนจิง
"ถ้าจะพูดถึงผู้ชายคนนี้ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่บ้างนะ จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดีล่ะ?" ดวงตาของจาเจี้ยนอิงทอประกาย จิตวิญญาณแห่งการซุบซิบนินทาลุกโชน "เขาเป็นลูกเขยของศาสตราจารย์เถาภาควิชาประวัติศาสตร์ เธอรู้หรือเปล่า?"
กงอวี้ส่ายหน้า ถึงกับเป็นลูกเขยคนโปรดของบ้านศาสตราจารย์เลยหรือเนี่ย?
"เป็นลูกเขยศาสตราจารย์น่ะไม่แปลกหรอก ความแปลกของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าแต่ก่อนเขาเป็นคนชนบท ลูกสาวของศาสตราจารย์เถาไปเป็นยุวชนลงสู่ชนบทแล้วก็เลยได้รู้จักกับเขา ทั้งสองคนก็เลยคบหาดูใจกัน"
"หลังจากที่ลูกสาวศาสตราจารย์สอบติดมหา'ลัย ทั้งสองคนไม่เพียงแต่ไม่เลิกกัน แต่กลับแต่งงานกัน หลินเฉาหยางยังถูกภรรยาพาเข้าเมืองมาอีกด้วย"
จาเจี้ยนอิงพูดถึงประวัติของหลินเฉาหยางด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ ดูตื่นเต้นสุดขีด หากใครไม่รู้คงคิดว่าเธอเป็นคนในเหตุการณ์เสียเอง
สีหน้าของกงอวี้ยิ่งฟังก็ยิ่งประหลาดใจ แต่ในใจเธอกลับเข้าใจจาเจี้ยนอิงเป็นอย่างดี
ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยวจาจะตื่นเต้นตกใจขนาดนี้ เรื่องราวความรักของหลินเฉาหยางกับลูกสาวศาสตราจารย์คนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายของนิยายรักคลาสสิกของจีน แถมยังเป็นแบบที่จบลงอย่างมีความสุขอีกด้วย
เมื่อพูดถึงตอนท้าย ใบหน้าของจาเจี้ยนอิงก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อจากความตื่นเต้น "พี่หญิงใหญ่กง พี่เข้าใจความรู้สึกนี้ไหม? นางฟ้าองค์ที่เจ็ดแต่งงานกับต่งหย่ง แต่ผลปรากฏว่าต่งหย่งไม่ใช่คนเลี้ยงวัว แต่เป็นเทพบุ่นเชียงจุติลงมา! หา?"
จาเจี้ยนอิงพูดมาถึงจุดที่ตื่นเต้น ก็จับมือกงอวี้เอาไว้ ให้ความรู้สึกบ้าคลั่งราวกับเด็กสาวติ่งดาราที่ติดซีรีส์ไอดอลงอมแงมในยุคหลังไม่มีผิด
กงอวี้พยักหน้ารัวๆ ทำไมเธอจะไม่เข้าใจล่ะ?
เธอเข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะ!
เรื่องนี้มันชวนให้อินยิ่งกว่าพล็อตเรื่อง 'เจน แอร์' เสียอีก!







