ขลุกอยู่กับเพื่อนๆ ในหอพักของโรงเรียนมาทั้งบ่าย ฟังเรื่องราวความรักอันแสนจะมีความเป็นตำนานของหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูจนจุใจ กงอวี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องกลับบ้านตอนที่ใกล้จะกินมื้อเย็นเสร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ก่อนกลับเธอยังไม่ลืมที่จะขอยืมหนังสือนิตยสารในหอพักกลับไปหลายเล่ม
ระหว่างทางกลับบ้าน ในหัวของกงอวี้มักจะมีภาพของจาเจี้ยนอิงที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้นดีใจแวบเข้ามาเป็นระยะ และบางครั้งก็มีใบหน้าของหลินเฉาหยางแวบเข้ามาด้วย
นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะเป็นสวี่หลิงจวิน! สวี่หลิงจวินจะเป็นคนของ ม.เยียนจิง!
น่าเสียดายก็แค่หน้าตาธรรมดาไปหน่อย ถ้าเกิดมาหน้าตาเหมือน "สวี่หลิงจวิน" จริงๆ ก็คงจะดี กงอวี้คิดในใจ
ตอนที่กงอวี้มาถึงบ้าน กับข้าวก็ทำเสร็จแล้ว เธอรีบโซ้ยข้าวเข้าปากสองสามคำ แล้วก็มุดตัวเข้าไปในห้อง เธอไม่ได้ไปค้นหนังสือนิตยสารที่กวาดต้อนมาจากหอพักหญิง แต่หยิบหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่งที่ตัวเองซื้อไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาจากโต๊ะหนังสือ
นั่นก็คือ "เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับที่สิบเอ็ดของปี 78 ซึ่งตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" วันนี้เธอตั้งใจจะอ่านนวนิยายเรื่องนี้ดีๆ อีกสักรอบ
เมื่อรู้ว่าผู้แต่งก็คือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ตัว แล้วกลับมาอ่านนวนิยายเรื่องนี้อีกครั้ง ไม่รู้ทำไม กงอวี้ถึงมักจะมีความรู้สึกอยากเอาใบหน้าของหลินเฉาหยางไปทาบทับกับสวี่หลิงจวิน ตัวเอกที่สูงโปร่งหล่อเหลาในนวนิยายอยู่เสมอ
"พี่! พี่ดูอะไรอยู่น่ะ"
กงอวิ๋น น้องสาวที่ปีนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สามของ ร.ร.สาธิต ม.เยียนจิง สังเกตเห็นตั้งแต่เดินเข้าห้องมาว่าพี่สาวกำลังตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือ
"พี่ดูอะไรอยู่น่ะ ให้ฉันดูหน่อยสิ!"
ยังไม่ทันที่กงอวิ๋นจะเดินเข้ามาใกล้ กงอวี้ก็คว่ำนิตยสารในมือลงบนโต๊ะทันที "ไม่ได้ดูอะไร"
"ดูท่าทางร้อนตัวของพี่สิ ยังจะบอกว่าไม่ได้ดูอะไรอีก!"
กงอวิ๋นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พูดประจบว่า "ให้ฉันดูหน่อยเถอะน่า!"
เมื่อครู่นี้กงอวี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ตัวเองถึงรู้สึกร้อนตัวขึ้นมา ตอนนี้เธอได้สติแล้ว จึงเปิดหนังสือนิตยสารให้ดูอย่างเปิดเผย "อ่านนิตยสารอยู่น่ะ"
กงอวิ๋นเหลือบมองปกนิตยสารแวบหนึ่ง "ฉบับนี้พี่เคยอ่านแล้วไม่ใช่เหรอ ฉบับที่มี 'คนเลี้ยงม้า' น่ะ"
"เคยอ่านแล้ว ก็อ่านอีกรอบไง"
สายตาของกงอวี้จับจ้องไปบนแผ่นกระดาษที่มีผิวสัมผัสหยาบกระด้าง ตัวอักษรเต็มหน้ากระดาษมีเพียงคำว่า "สวี่หลิงจวิน" ที่ทิ่มแทงเข้ามาในสายตาของเธออย่างลึกซึ้ง ในใจของเธอเกิดความรู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นฟังขึ้นมา "กงอวิ๋น พี่จะบอกอะไรเธอเรื่องนึง..."
วันพุธนี้ หลินเฉาหยางไม่ได้ไปแอบฟังการบรรยาย เขากำลังเข้าเวรอยู่ที่คลังหนังสือชั้นหก ตู้หรงฝากข้อความมาบอกว่าข้างล่างมีจดหมายของเขา
เมื่อรับจดหมายมา หลินเฉาหยางมองดูชื่อผู้ส่งและที่อยู่ผู้ส่งบนนั้นแล้วก็ต้องชะงัก
ผู้ส่ง: กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์นิตยสารวรรณกรรม "การเก็บเกี่ยว" ที่อยู่: เลขที่ 675 ถนนจู้ลู่ เมืองฮู่ซ่าง
เป็นจดหมายที่ส่งมาจาก "การเก็บเกี่ยว" งั้นเหรอ
เขาแกะซองจดหมาย คนที่เขียนจดหมายถึงเขาคือหลี่เสี่ยวหลิน บรรณาธิการคนปัจจุบันของ "การเก็บเกี่ยว" ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านปาจิน
ก่อนหน้านี้หลี่เสี่ยวหลินเคยเป็นบรรณาธิการอยู่ที่กองบรรณาธิการ "เจ้อเจียงวรรณศิลป์" หลังจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลงก็ถูกย้ายกลับมาที่ฮู่ซ่าง เป็นบรรณาธิการในกองบรรณาธิการ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ในตอนนั้นท่านปาจินเป็นบรรณาธิการบริหารของ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์"
ปลายปีที่แล้ว ท่านปาจินเตรียมการฟื้นฟูการตีพิมพ์นิตยสาร "การเก็บเกี่ยว" หลี่เสี่ยวหลินจึงถูกย้ายมาช่วยงานที่กองบรรณาธิการ "การเก็บเกี่ยว"
ก่อนที่หลี่เสี่ยวหลินจะออกจาก "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" และย้ายมารับตำแหน่งที่ "การเก็บเกี่ยว" นวนิยายเรื่อง "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" ของหลินเฉาหยางก็เพิ่งถูกส่งมาถึงกองบรรณาธิการพอดี
ตอนนั้นหลี่เสี่ยวหลินรับผิดชอบการพิจารณาต้นฉบับรอบที่สอง เธอประทับใจนวนิยายเรื่องนี้มาก
ในช่วงสองปีมานี้ "วรรณกรรมบาดแผล" ในแวดวงวรรณกรรมของประเทศกำลังเฟื่องฟู สิ่งพิมพ์ต่างๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็พุ่งเป้าหมายการรวบรวมต้นฉบับไปที่ต้นฉบับที่มีองค์ประกอบประเภทนี้
สิ่งพิมพ์บางเล่มถึงขั้นยอมละเลยคุณภาพของตัวต้นฉบับเพียงเพื่อเอาใจผู้อ่าน ขอแค่ได้มีส่วนเอี่ยวกับหัวข้อยอดฮิตอย่าง "บาดแผล" ก็พอ
สไตล์ของ "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" แตกต่างจาก "วรรณกรรมบาดแผล" ที่กำลังเป็นที่นิยมและได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แนวสัจนิยมคือโทนหลักของมัน เนื้อเรื่องในนวนิยายที่ชิวจวี๋ไปฟ้องร้องตามหน่วยงานต่างๆ นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของนวนิยายเสียดสีแวดวงขุนนางในช่วงปลายราชวงศ์ชิง
ในตอนที่พิจารณาต้นฉบับ หลี่เสี่ยวหลินก็มีความรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างหนึ่ง
ผลงานแบบนี้อาจจะไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่มันจะต้องเป็นหนึ่งในรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการก่อร่างสร้างวิหารแห่งวรรณกรรมจีนอย่างแน่นอน
"ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" ตีพิมพ์ใน "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ฉบับที่หนึ่งของปี 79 หลังจากตีพิมพ์แล้วก็ไม่ได้ก่อให้เกิดกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในหมู่ผู้อ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกับ "ครูประจำชั้น" "บาดแผล" หรือ "คนเลี้ยงม้า"
นวนิยายตีพิมพ์ไปเกือบหนึ่งเดือน กองบรรณาธิการ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ถึงค่อยๆ ได้รับเสียงตอบรับเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้จากจดหมายของผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะไม่ได้ก่อให้เกิดกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม แต่ในจดหมายของผู้อ่านเหล่านี้ การประเมินค่าที่มีต่อ "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" กลับสูงมาก
สไตล์ของ "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" นั้นเรียบง่าย ในขณะเดียวกันก็เฉียบคม
มันเริ่มต้นด้วยคดีจงใจทำร้ายร่างกาย และมีเส้นเรื่องหลักคือการที่หญิงชาวนาไปฟ้องร้องทางการ แม้ว่าเรื่องราวจะเรียบง่าย แต่ความขัดแย้งกลับถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ความเป็นปรปักษ์ตามธรรมชาติระหว่างประชาชนกับทางการถูกแสดงออกอย่างชัดเจนในคดีความที่พัวพันกันจนแยกไม่ออก
ในขณะเดียวกัน การปะทะคารมหลายครั้งระหว่างชิวจวี๋กับเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องก็ไม่ได้ซ้ำซากจำเจ ก่อเกิดเป็นโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของนวนิยาย จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่กระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ และแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมที่แท้จริงของสังคมชนบทจีนในยุคปัจจุบัน
เมื่อเวลาผ่านไป "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" ก็ถูกตีพิมพ์มาได้เดือนครึ่งกว่าแล้ว หากพูดถึงอิทธิพลทางสังคมที่ก่อให้เกิด มันยังเทียบไม่ได้กับวรรณกรรมบาดแผลที่กำลังเป็นที่นิยมในระยะนี้
แต่โดยไม่รู้ตัว นวนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับการยอมรับจากผู้อ่านของ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" นับแสนคนแล้ว และการยอมรับนี้ก็ยังคงขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เสี่ยวหลินยังสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งตอนที่เธอพูดคุยกับอดีตเพื่อนร่วมงานที่ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์"
นั่นก็คือ จากจดหมายของผู้อ่าน "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" แสดงให้เห็นว่า ประโยคที่ชิวจวี๋มักจะพูดติดปากในนวนิยายว่า "ทวงคำอธิบาย" กลับตราตรึงอยู่ในใจของกลุ่มผู้อ่านแทบทุกคน ผู้อ่านแต่ละคนที่เขียนจดหมายมาต่างก็ต้องพูดถึงประโยคนี้กันทั้งนั้น
เมื่อเวลาผ่านไป หากคำว่า "ทวงคำอธิบาย" สามารถถูกส่งต่อและเป็นที่รู้จักต่อไปได้ พลังชีวิตของนวนิยายเรื่อง "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" ก็คงจะบดขยี้วรรณกรรมบาดแผลในยุคเดียวกันที่ตอนนี้ดูเหมือนจะร้อนแรงเป็นพิเศษได้อย่างราบคาบ
หลี่เสี่ยวหลินยกย่องหลินเฉาหยางและ "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" อย่างมากในจดหมายขอต้นฉบับ จากนั้นจึงค่อยอธิบายจุดประสงค์ในการเขียนจดหมายของเธอ
"การเก็บเกี่ยว" กลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในเดือนมกราคมปี 79 มันเป็นนิตยสารวรรณกรรมรายสองเดือน ตอนนี้เพิ่งจะออกฉบับที่สอง เป็นช่วงที่กำลังขาดแคลนต้นฉบับพอดี จุดประสงค์ที่หลี่เสี่ยวหลินเขียนจดหมายถึงหลินเฉาหยางก็เพื่อขอต้นฉบับนั่นเอง
ถูกคนเขาชมเชยยกใหญ่ในจดหมาย แถมหลี่เสี่ยวหลินยังเป็นตัวแทนของ "การเก็บเกี่ยว" มาขอต้นฉบับจากเขา หลินเฉาหยางจึงอารมณ์ดีไม่น้อย อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นนิตยสารวรรณกรรมชั้นแนวหน้าของจีน
แต่คุณค่าทางอารมณ์ก็ส่วนคุณค่าทางอารมณ์ เรื่องการขอต้นฉบับนี้ยังต้องค่อยๆ คิดให้รอบคอบ หลี่เสี่ยวหลินไม่ได้บอกมาตรฐานค่าลิขสิทธิ์ไว้ในจดหมายเสียด้วย
การทำงานต้องเป็นคนพาลก่อนแล้วค่อยเป็นวิญญูชน เรื่องที่อาจบาดหมางใจยังไงก็ต้องพูดกันไว้ก่อน
หลินเฉาหยางกำลังตั้งใจจะจับปากกาเขียนจดหมายตอบกลับหลี่เสี่ยวหลินเพื่อคุยเรื่องนี้ ทว่าตอนนั้นเอง เสียงลิฟต์ส่งหนังสือมาถึงชั้นที่เขาก็อยู่ดังขึ้น พร้อมกับมีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกส่งมาจากชั้นล่าง







