"เหมือนจะเป็นกลิ่นของดอกรุ่ยเซียงกับดอกกล้วยไม้ แล้วก็มีกลิ่นหอมหวานเหมือนนมด้วย!" สวี่อิงดมมือของตัวเองอีกครั้ง
หยวนชีพูด "น่าสะอิดสะเอียน!"
สวี่อิงกล่าวขอโทษหยวนเว่ยยาง "สหายหยวน ข้ายังไม่ได้ขอบคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยระหว่างทาง ก็ดันทำให้ท่านต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ"
หยวนเว่ยยางส่ายหน้ากล่าวว่า "ข้ามาตามหาท่าน จะมีเหตุผลให้ไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร? ส่วนเรื่องที่ถูกบรรพชนเฒ่าตระกูลโจวกักตัวไว้ ไม่เกี่ยวกับท่าน เป็นข้าเองที่เห็นศาลเจ้าปากน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง จึงระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ เลยมาที่นี่ ท่านเตือนข้าแล้ว เป็นข้าเองที่ดวงไม่ดี"
สวี่อิงหัวเราะ "ท่านอุตส่าห์มาหาข้าเพื่ออู้งาน ข้าก็ดีใจมากแล้ว"
หยวนเว่ยยางส่ายหน้า "ข้ามาหาท่านเพื่อแลกเปลี่ยนความลึกล้ำของการเดินพลังสัมผัสเทวะ ไม่ใช่อู้งาน"
สวี่อิงพูดเองเออเอง "ยังไปขุดปลาไหลนาด้วยกันได้อีกนะ ท่านเคยจับกุ้งไหม? ตอนจับต้องระวัง ค่อยๆ คลำเข้าไป ลงมือต้องไว ไม่อย่างนั้นพวกมันจะดีดตัวถอยหลังหนีออกจากมือท่าน แล้วกระโดดใส่หน้าท่าน"
เซียวป๋อ บ่าวชราชุดเขียวมีสีหน้ากังวล เมื่อเห็นดวงตาของหยวนเว่ยยางเป็นประกายวิบวับ เห็นได้ชัดว่าถูกใครบางคนพูดจนเริ่มคล้อยตาม
"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!"
เขาอยากจะอาละวาด แต่โจวฉีอวิ๋นก็อยู่ตรงหน้า ต่อหน้าตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบันผู้นี้ เขาไม่อาจอาละวาดได้
ตระกูลหยวนมีทายาทน้อยนิด เมื่อถึงรุ่นของหยวนเว่ยยาง ยิ่งไม่มีบุตรหลานกี่คนที่สามารถมีชีวิตรอดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ตระกูลเก่าแก่นี้ใกล้จะถูกลบชื่อออกจากโลกแล้ว ดังนั้นเซียวป๋อจึงเป็นห่วงความปลอดภัยของหยวนเว่ยยาง ไม่อยากให้เขาอยู่ใกล้ตัวอันตรายมากเกินไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง บนท้องฟ้ามีเมฆมงคลลอยอ้อยอิ่ง มองเห็นมังกรผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในเมฆ เมื่อเข้ามาใกล้ กลับเป็นมังกรเทวะสี่ตัวกำลังลากรถม้าวิเศษคันหนึ่งเข้ามา
มังกรเหล่านั้นคือเทพมังกร แฝงไปด้วยกลิ่นอายธูปเทียนอันหนักแน่น คิดว่าคงเป็นมังกรแกะสลักจากไม้หรือหิน ที่ได้รับการเซ่นไหว้บูชามาอย่างยาวนาน จึงมีความสามารถในการเหาะเหินเดินอากาศ
โจวฉีอวิ๋นก้าวขึ้นรถม้า สวี่อิงและหยวนเว่ยยางก็ขึ้นรถตามไป รถม้าคันนี้มองจากภายนอกดูไม่ใหญ่โตนัก แต่ภายในกลับกว้างขวางมาก หยวนชีก้มหัวเลื้อยเข้ามา พบว่าต่อให้ตัวเองนอนแผ่ในรถก็ยังมีที่เหลือเฟือ
(หรือว่าจะเป็นของวิเศษ?) เขาคิดในใจ
มังกรเทวะทั้งสี่ลากรถม้าเหาะเหินขึ้นสู่หมู่เมฆ มุ่งหน้าไปแสนไกล
สวี่อิงเลิกม่านรถมองออกไปข้างนอก เห็นเพียงเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง รถม้าแล่นผ่านทะลุหมอกเมฆ ความชื้นสูงมาก ไม่นานภายในรถก็เปียกชื้นไปหมด
บนตัวมังกรเทวะทั้งสี่ที่ลากรถก็มีหยดน้ำหยดลงมาไม่ขาดสาย บางครั้งยังมีสายฟ้าในชั้นเมฆผ่าลงมาโดนมังกรเทวะ จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ก็จะได้กลิ่นอายธูปเทียนโชยมา
สวี่อิงปิดหน้าต่างรถ มองออกไปข้างนอกผ่านช่องกระจกหลิวหลี เพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นในรถมีมากเกินไป
แต่เมื่อเห็นรถม้าแล่นออกจากชั้นเมฆ ทันใดนั้นภูเขาอันงดงามตระการตาก็พุ่งเข้ามาปะทะสายตา ยอดเขาสูงชันนับหมื่นเริ่น ลาดชันราวกับถูกรังสรรค์ตัดแต่ง พุ่งตระหง่านขึ้นจากพื้นดิน ไม่รู้ว่าในภูเขามีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวอะไรอยู่ ส่งเสียงคำรามเป็นระลอก ก่อให้เกิดคลื่นเสียงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าสั่นสะเทือนกระจายออกไปเป็นชั้นๆ!
กลิ่นอายธูปเทียนบนตัวมังกรเทวะทั้งสี่ถึงกับถูกสั่นสะเทือนจนแตกซ่านไปไม่น้อย ร่างกายก็เริ่มโอนเอนไม่มั่นคง เมฆหมอกใต้เท้าก็กระจัดกระจาย รถม้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
โจวฉีอวิ๋นแค่นเสียงคำหนึ่ง เสียงไม่ดังนัก ทว่าในภูเขาอันงดงามตระการตาลูกนั้นกลับเกิดพายุฟ้าคะนองขึ้นมาทันที ราวกับมีมนุษย์ยักษ์ล่องหนชกหมัดใส่ต้นกำเนิดเสียงคำรามนั้น สะเทือนจนหุบเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง
เสียงคำรามหยุดชะงักลงทันที
หยวนชีกล่าวชมเชย "ปรมาจารย์คิ้วขาว ช่างดุดันไร้เทียมทาน ท่านปู่ของข้าพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือเขา นับว่าแพ้ได้สมน้ำสมเนื้อ!"
สวี่อิงมองออกไปนอกหน้าต่าง มังกรเทวะทั้งสี่ลากรถอ้อมผ่านยอดเขาขนาดมหึมา แล่นผ่านหุบเขาระหว่างยอดเขาสองลูก เบื้องล่างคือแม่น้ำสายใหญ่ที่สว่างไสว มองลงมาจากเบื้องบน ดูราวกับริบบิ้นสีเงินที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
ลางๆ นั้น เขาคล้ายกับเห็นปลามังกรกระโดดขึ้นมาจากแม่น้ำสายใหญ่
ขุนเขาสายน้ำงดงามดั่งภาพวาด ตระการตาดั่งบทเพลง
มังกรทั้งสี่ลากรถม้าแล่นไปไม่รู้กี่หลี่แล้ว ก็ยังไม่เห็นเมืองของมนุษย์ สวี่อิงพลันนึกถึงเรื่องน่ากลัวเรื่องหนึ่งขึ้นมา "ดินแดนใหม่นี้ตกลงแล้วกว้างใหญ่แค่ไหนกันแน่?"
เหตุใดบินมานานขนาดนี้ ถึงยังไม่เห็นเมืองหลิงหลิงเลย?
เขาไม่เห็นแม้แต่แม่น้ำเซียงเจียงและแม่น้ำเซียวสุ่ย อีกทั้งเมืองหย่งโจวก็อยู่แถวนี้ เหตุใดจึงมองไม่เห็นหย่งโจวเลยเช่นกัน?
เขาทอดสายตามองไป ทุกหนแห่งล้วนมีแต่ภูเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น ที่นี่กลับไม่มีสถานที่ใดเลยที่เขาคุ้นเคย!
"ตอนที่ข้าเข้าสู่ดินแดนใหม่ ดินแดนใหม่ตามสองฝั่งแม่น้ำไน่เหอได้ขยายตัวออกไปประมาณแปดร้อยหลี่แล้ว"
โจวฉีอวิ๋นมองออกไปนอกหน้าต่าง กล่าวว่า "ข้าเองก็ไม่รู้ว่าในช่วงเวลานี้ ดินแดนใหม่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด"
เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ตระหง่านปรากฏแก่สายตา พุ่มไม้บนยอดสูงทะลุขุนเขา เมฆหมอกลอยล่องอยู่ใต้เรือนยอดของมัน
สวี่อิงมองเห็นแม่น้ำไน่เหออีกครั้ง ต้นไม้ใหญ่ตระหง่านต้นนี้เติบโตอยู่ตรงช่วงโค้งของแม่น้ำไน่เหอ สายน้ำต้องเปลี่ยนทิศทางเพราะต้นไม้ใหญ่ต้นนี้
"เป็นต้นหวย!" หัวโตๆ ของหยวนชีเบียดมาที่ริมหน้าต่าง เอาตาแนบกับลูกกรงหน้าต่างมองออกไป และจำสายพันธุ์ต้นไม้ได้
สวี่อิงมองจนตาค้าง ต้นหวยต้นใหญ่ขนาดนี้ ไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อน!
"ต้นไม้คือเซียนโดยกำเนิด ตราบใดที่ลำต้นไม่แห้งเหี่ยวไม่หักโค่น รากไม้ไม่ถูกแมลงกัดกินผุพัง ก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตลอดกาล ต้นไม้ต้นนี้ก็เช่นกัน"
โจวฉีอวิ๋นรู้สึกสะเทือนอารมณ์อยู่บ้าง กล่าวว่า "ต้นหวยใหญ่เติบโตมานานเท่าใดแล้วก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าเป็นเซียนต้นหวยในโลกโลกีย์ แม้มันจะเติบโตในแดนหยินซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตเช่นนี้ แต่กลับเป็นเพราะไม่มีใครมาตัดฟัน จึงดำรงอยู่บนโลกมาอย่างยาวนาน กลายเป็นต้นไม้เซียน ต้นหวยใหญ่มีอีกชื่อว่าหวยหยาง เป็นสิ่งของที่เป็นหยางสุดแกร่งกร้าวสุดในแดนหยิน อยู่ที่นี่ภูตผีร้อยชนิดมิอาจกล้ำกราย! เจ้าสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของต้นหวยใหญ่"
สวี่อิงได้ยินดังนั้น ก็แผ่สัมผัสเทวะออกไป และพบว่าในต้นหวยอันสูงตระหง่านต้นนั้นมีสัมผัสเทวะอันเก่าแก่กำลังหมุนเวียนอยู่อย่างเชื่องช้า หนักแน่น ทุ้มต่ำ เก่าแก่และล้ำลึกจริงๆ
เขาไม่รู้ว่าต้นหวยใหญ่กำลังพูดอะไร อาจเป็นเพียงการขับขานที่ไร้ความหมาย หรือคล้ายกับกำลังบรรยายถึงความเข้าใจของตัวเองที่มีต่อชีวิตและมรรคาวิถี สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่เช่นมัน ภาษาดูเหมือนจะไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว
บนต้นไม้มีดอกหวยห้อยระย้าอยู่มากมาย ในฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น เป็นช่วงเวลาที่ดอกหวยกำลังจะเบ่งบานพอดี ดอกหวยสีทองอร่ามเต็มต้นกำลังตูมเตรียมจะบาน ทว่ากลิ่นหอมกลับขจรขจายออกไปแล้ว
สวี่อิงสูดดมกลิ่นหอม ก็รู้สึกได้ว่าปราณแท้ในร่างกายกลับยกระดับขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว!
"ที่นี่ต้องเป็นดินแดนล้ำค่าสำหรับการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน รอจนดอกหวยบาน เกรงว่าปราณแท้ฟ้าดินจะยิ่งเข้มข้นกว่านี้!"
รถม้ามังกรกำลังมุ่งหน้าไปยังต้นหวยต้นนี้พอดี เมื่อมาถึงใต้ต้นหวย สวี่อิงถึงเพิ่งพบว่าที่นี่มีพระราชวังเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีลูกหลานตระกูลโจวเดินเข้าเดินออก เมื่อมาถึงหน้าพระราชวัง สวี่อิงเงยหน้าขึ้นมอง ด้านบนมีอักษรจ้วนวิหคแมลงเขียนเอาไว้
(แดนสุขาวดีวังดอกหวย) สวี่อิงอ่านออกเสียงเงียบๆ ในใจ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา
ตัวอักษรชนิดนี้คือตัวอักษรยุคโบราณกาล ระฆังใหญ่ก็ยังจำไม่ได้ เขารู้สึกว่าตัวเองอย่าไปอวดรู้ต่อหน้าโจวฉีอวิ๋นจะดีกว่า
แดนสุขาวดีวังดอกหวยนี้น่าจะเป็นเพราะคนรุ่นก่อนสังเกตเห็นว่าบำเพ็ญเพียรใต้ต้นหวยแล้วได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมเป็นสองเท่า จึงถือว่าที่นี่เป็นถ้ำสวรรค์แดนสุขาวดี เลยสร้างวังแห่งนี้ขึ้นมา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด คนรุ่นก่อนจึงทอดทิ้งวังดอกหวยไป ตอนนี้ดินแดนใหม่ผุดขึ้นมา ยอดฝีมือของตระกูลโจวตามหาจนพบที่นี่ จึงใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดินแดนใหม่
"เช่นนั้น เหตุใดคนรุ่นก่อนถึงทอดทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปล่ะ?"
สวี่อิงไม่เข้าใจในใจ "ปราณแท้ฟ้าดินของที่นี่เข้มข้นยิ่งนัก นับเป็นแดนสุขาวดีแห่งหนึ่ง ตามหลักแล้วย่อมต้องเป็นสถานที่ที่คนแย่งชิงกันอย่างแน่นอน หากสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในแดนหยิน ก็ควรจะมีเทพหยินหรือผู้แข็งแกร่งในแดนหยินยึดครองสิ ไม่น่าจะถูกปล่อยทิ้งร้างไว้"
รถม้ามังกรค่อยๆ ร่อนลงจอด มีคนเปิดประตูวังรอไว้ก่อนแล้ว มังกรเทวะทั้งสี่เปิดทาง แล่นเข้าสู่วังดอกหวย
โจวฉีอวิ๋นลงจากรถ สั่งการบ่าวชราที่ออกมารอต้อนรับว่า "ปู้อี เจ้าพาคุณชายสวี่ คุณชายหยวนไปอ่านคัมภีร์เซียนถัวอวี้"
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางเดินลงจากรถม้ามังกร บ่าวชราที่ชื่อปู้อีผู้นั้นค้อมตัวลงกล่าวว่า "คุณชายทั้งสอง โปรดตามข้ามา"
เซียวป๋อ บ่าวชราชุดเขียวมองเขาเพิ่มอีกสองสามตา รู้ว่าบ่าวชราผู้นี้มีตบะลึกล้ำสุดหยั่งคาด เป็นพ่อบ้านใหญ่ฝ่ายในของตระกูลโจว ได้รับมอบแซ่โจว มีชื่อว่า โจวปู้อี
สวี่อิงเดินพลังวิชาเหนี่ยวนำไท่อีอย่างเป็นธรรมชาติ ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็มีกลิ่นหอมของดอกไม้ประหลาดพวยพุ่งเข้ามา แฝงไปด้วยปราณแท้อันอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นนาเต๋าขนาดหนึ่งหมู่กลางอากาศ มีเมล็ดพันธุ์เต๋าบินเข้าสู่ร่างกายของสวี่อิงอย่างต่อเนื่อง
หยวนชีเห็นดังนั้น ก็เดินพลังวิชาเหนี่ยวนำสุริยันด้วยเช่นกัน รู้สึกเพียงว่าตบะเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในใจลอบชื่นชม "บำเพ็ญเพียรที่อื่น บำเพ็ญเพียรได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งในตอนเช้าเท่านั้น แต่ใต้ต้นหวยใหญ่ต้นนี้กลับสามารถบำเพ็ญเพียรได้ทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่ขาดสาย น่าเสียดายที่ดอกหวยมีเวลาเบ่งบานเพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น"
แต่ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ครึ่งเดือน ก็เทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างนอกนานถึงหนึ่งปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ดอกไม้บานสะพรั่งเต็มที่ยังมาไม่ถึงเลย!
ยิ่งไปกว่านั้น ในดอกหวยของต้นหวยใหญ่ยังแฝงไปด้วยปราณแท้ ซึ่งแทบจะเป็นปราณแท้หยางบริสุทธิ์ ช่วยประหยัดขั้นตอนการหลอมสกัดปราณแท้ไปได้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
บ่าวชราโจวปู้อีเห็นหนึ่งคนหนึ่งงูทำตัวโอ้อวดเช่นนี้ ในใจก็แค่นหัวเราะ "ผู้บำเพ็ญเพียรสายปีศาจ!"
หยวนเว่ยยางมองไปยังนาเต๋าขนาดหนึ่งหมู่บนศีรษะของสวี่อิงด้วยความประหลาดใจ และมองออกถึงความล้ำเลิศได้อย่างรวดเร็ว กล่าวว่า "ราชันปีศาจสวี่ วิชาของท่านนี้แปลกประหลาดมาก ข้าเห็นท่านบำเพ็ญเพียร ก็แตกต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรสายปีศาจคนอื่นๆ ไปแล้ว ดูเหมือนจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย"
สวี่อิงกล่าวว่า "นี่คือวิชาปลูกเต๋า ข้าบังเอิญตระหนักรู้ขึ้นมาได้ หากท่านอยากเรียน ข้าสอนท่านได้นะ"
หยวนเว่ยยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ข้าต้องถามท่านแม่ก่อน ถึงจะให้คำตอบท่านได้"
สวี่อิงไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเหตุใดการเรียนวิชาปลูกเต๋าถึงต้องถามพ่อแม่ด้วย
เซียวป๋อกลับใจสั่นสะท้าน "เว่ยยางตั้งใจจะแลกเปลี่ยนวิชากับเขาหรือ? มีเพียงเรื่องใหญ่ระดับแลกเปลี่ยนวิชาเท่านั้น ถึงจะต้องถามนายหญิง! แต่วิชาของตระกูลหยวนจะเอาไปให้คนอื่นดูง่ายๆ ได้อย่างไร? วิชาปลูกเต๋าอะไรกันจะสามารถมาเทียบเทียมกับวิชาสืบทอดประจำตระกูลหยวนได้?"
สายตาที่เขามองสวี่อิงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "ไอ้เด็กสิบแปดมงกุฎ! หากไม่มีข้าคอยติดตามอยู่ข้างกาย เกรงว่าวิชาของตระกูลหยวนคงถูกเขาหลอกเอาไปหมดแล้ว!"
สวี่อิงเดินตามโจวปู้อีเข้าไปในตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง เห็นเพียงภายในตำหนักมีทั้งชายและหญิง มีทั้งคนแก่และเด็ก บ้างยืน บ้างนั่ง บ้างนอน มีท่าทางแตกต่างกันไปนับพันแบบ
บางคนงอกออกมาสามหัวหกแขน ยืดคอยาวเฟื้อย ด้านหน้าและด้านหลังประคองหนังสือไว้สามเล่ม ถือพู่กันสามด้าม จ้องมองหนังสือพร้อมกับขีดเขียนวาดรูป
ยังมีคนที่มีดวงตางอกออกมาบนหน้าผาก สองมือก็มีดวงตางอกออกมา ดูเหมือนจะใช้มุมมองประหลาดๆ ไปพิจารณาคัมภีร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
และยังมีคนนอนหงายหน้าหลับสนิท กรนเสียงดังลั่นราวกับฟ้าร้อง ทว่าในห้วงสมองกลับมีสัมผัสเทวะทะลักออกมา ลอยอยู่กลางอากาศราวกับฟองสบู่ จิตวิญญาณของคนผู้นั้นนั่งอยู่ในฟองสบู่ จ้องมองคัมภีร์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ทดลองวิชาต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ยังมีคนที่รอบกายเต็มไปด้วยหนังสือและกระดาษ กองพะเนินเป็นภูเขา ล้อมตัวเองไว้ตรงกลาง ท่อนแขนของเขามีถึงสิบแปดแขน พลิกอ่านคัมภีร์ต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อตรวจสอบคัมภีร์เหล่านั้น
บางคนกลัดกลุ้มจนผมหงอกขาว บางคนพึมพำกับตัวเอง ท่าทางบ้าคลั่ง ยังมีคนดึงทึ้งผมตัวเองเป็นกำๆ จนหัวล้านไปแล้ว
ทันใดนั้นมีคนหัวเราะฮ่าๆ ร้องตะโกนว่า "ข้าบรรลุแล้ว! ข้าบรรลุแล้ว!"
จากนั้นก็กระอักเลือดออกมากำโต ถูกคนตบหน้าฉาดใหญ่ พร้อมตวาดว่า "ไอ้เดรัจฉาน เจ้าบรรลุอะไร?" ถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา
คัมภีร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ คือกระดาษสีทองเป็นแผ่นๆ ด้านบนมีตัวอักษรเขียนด้วยมือ ดูจากลายมือแล้วน่าจะเป็นลายมือของสตรี ดูงดงามประณีตมาก
กระดาษสีทองเหล่านี้มีแสงสว่างซึมซาบออกมา แสงนั้นสาดส่องตัวอักษรให้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทุกคนในตำหนักล้วนสามารถอ่านได้
หยวนชีตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก กล่าวกับสวี่อิงว่า "ที่นี่มีหนังสือให้ดูด้วย! ร้อยปีที่ผ่านมา หนังสือในบ้านข้าถูกข้าอ่านจนหมดแล้ว! ข้าอ่านหนังสือมาเยอะ พวกท่านมีอะไรไม่เข้าใจ ถามข้าได้เลย!"
บ่าวชราปู้อีกล่าวว่า "คุณชายสวี่ คุณชายหยวน ตัวอักษรเหล่านี้ก็คือเนื้อหาของคัมภีร์เซียนถัวอวี้"
สวี่อิงเงยหน้ามอง เนื้อหาของคัมภีร์เซียนถัวอวี้เริ่มจากวิชาเหนี่ยวนำขั้นพื้นฐาน การเก็บเกี่ยวปราณ การเคาะด่าน การหลอมผสาน เคาะด่านครั้งที่สอง หอคอยซ้อน สระเหยาฉือ สะพานเทวะ เคาะด่านครั้งที่สาม จากนั้นก็ทะยานเป็นเซียน
นี่คือ "วิชาเผ่าปีศาจ" ที่สมบูรณ์แบบชุดหนึ่ง!
นอกเหนือจากนี้ ยังมีเนื้อหาอื่นๆ น่าจะเป็นวิชาอาคมฤทธิ์เดช ตลอดจนคัมภีร์สูตรปรุงโอสถ
"นี่มีอะไรให้ต้องขบคิดตีความกัน?" สวี่อิงงุนงงเป็นอย่างมาก
ในมุมมองของเขา คัมภีร์เซียนถัวอวี้ได้เขียนขั้นตอนการบำเพ็ญเพียรไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว แต่ละขั้นควรบำเพ็ญเพียรอย่างไร ล้วนเขียนไว้อย่างชัดเจนหาใดเปรียบ ขอเพียงบำเพ็ญเพียรไปตามลำดับขั้นตอน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก
ทว่าในตำหนักใหญ่แห่งนี้ เหล่าบุคคลอัจฉริยะของตระกูลโจวกลับคร่ำเคร่งศึกษาจนหัวหงอกขาว พยายามทำความเข้าใจอย่างยากลำบาก ถึงขั้นค้นคว้าตำราต่างๆ มากมาย ดูเหมือนจะขบคิดคลี่คลายได้ยากยิ่ง
"คัมภีร์เซียนถัวอวี้ เป็นวิชาหลอมปราณสำหรับสตรีบำเพ็ญเพียร หากบุรุษนำไปบำเพ็ญเพียร เกรงว่าจะสูญเสียหยางบริสุทธิ์ไปเสียก่อน"
สวี่อิงกวาดตามองคร่าวๆ รอบหนึ่ง ก็มองเห็นปัญหา การบำเพ็ญเพียรคัมภีร์เซียนถัวอวี้ ใช้เวลาไม่นานหยางบริสุทธิ์ก็จะสูญสิ้นไปจนหมด กลายเป็นหยินบริสุทธิ์ กลายเป็นว่ามีรูปลักษณ์เป็นบุรุษแต่มีร่างกายเป็นสตรี
หากเป็นสตรีนำไปบำเพ็ญเพียร นั่นก็ไม่มีปัญหาแล้ว กลับจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่วิชานี้ดูเหมือนจะมีบางจุดที่อธิบายไว้ไม่ชัดเจนนัก คล้ายกับไม่ค่อยสมบูรณ์
เขาลองดูวิชาอาคมฤทธิ์เดชในคัมภีร์เซียนคร่าวๆ อีกครั้ง ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นวิชาอาคมฤทธิ์เดชที่ต้องใช้ควบคู่กับวิชาบำเพ็ญเพียรจึงจะสำแดงออกมาได้ หากไม่เรียนวิชาบำเพ็ญเพียร เกรงว่าจะไม่สามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้
ทว่า หยวนเว่ยยางกลับมีความสนใจในคัมภีร์เซียนถัวอวี้เป็นอย่างมาก เริ่มอ่านตั้งแต่บทนำ อ่านอย่างละเอียดลออยิ่งนัก
สวี่อิงเดินมาที่ข้างกายนาง กระซิบว่า "สหายหยวน นี่เป็นวิชาสำหรับสตรีบำเพ็ญเพียร บุรุษบำเพ็ญเพียรไม่ได้นะ"
หยวนเว่ยยางกระซิบตอบ "ข้ารู้สึกว่าวิชานี้ดูเหมือนจะเหมาะกับข้ามาก คล้ายกับมีส่วนที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันกับวิชานว๋อของตระกูลหยวนข้า"
เซียวป๋อมีสีหน้ามืดครึ้ม ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพวกเขา ยื่นมือไปแยกทั้งสองคนออกจากกัน "คุณชาย หัวของพวกท่านทั้งสองแทบจะชนกันอยู่แล้ว สำรวมหน่อย"
เวลานี้ สวี่อิงสังเกตเห็นว่ายังมีชายชราอีกสิบกว่าคน ผมขาวโพลน นั่งอยู่กลางตำหนักใหญ่ ไม่ได้ไปดูคัมภีร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศเหล่านั้น แต่กลับจ้องมองไผ่หยกเขียวขจีท่อนหนึ่งที่ลอยอยู่บนแท่นบูชากลางตำหนักแทน
นี่คือป้ายหยกเขียวขจีชิ้นหนึ่ง
ป้ายหยกยาวประมาณหนึ่งฉื่อ สีเขียวมรกตโปร่งใส ราวกับสลักเสลาขึ้นจากหยกชั้นดี และยังคล้ายกับหน่อไม้ที่เพิ่งแทงยอดพ้นดิน ดูเหมือนยังสามารถสูดดมได้ถึงกลิ่นหอมของไผ่ที่ลอยมาจางๆ
บนไผ่หยกท่อนนี้มีตัวอักษรเขียนไว้แถวหนึ่ง เป็นอักษรจ้วนวิหคแมลง!
หัวใจของสวี่อิงเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง (นี่ต่างหากคือคัมภีร์เซียนถัวอวี้ของจริง! ไม่สิ ไม่ใช่คัมภีร์เซียนถัวอวี้ ตัวอักษรบนไผ่หยกท่อนนี้ เขียนไว้ว่าวิชาไท่อินหยวนอวี้!)