หากเป็นไปตามจังหวะปกติ เวลานี้หลินเฉาหยางควรจะแสดงความเทพต่อหน้าผู้คน โดยการท่องบทกวีคลาสสิกที่สืบทอดมาในยุคหลังสักบทสองบทเพื่อทำให้ทุกคนตกตะลึง
น่าเสียดายที่คนหนุ่มสาวในที่นั้นไม่ได้ให้โอกาสเขา ทุกคนไม่ได้สนใจการมาถึงของหลินเฉาหยางมากนัก หลังจากพูดคุยกับเขาเพียงไม่กี่ประโยค พวกเขาก็จมดิ่งลงไปในความคลั่งไคล้บทกวีอย่างสมบูรณ์
หลินเฉาหยางไม่ได้รู้สึกว่าถูกเมินแต่อย่างใด เขามองออกว่าคนกลุ่มนี้รักบทกวีจากใจจริง
ทว่าเขากลับไม่มีกะจิตกะใจกับเรื่องพรรค์นี้เลย ตรงกันข้าม ขณะที่จาเจี้ยนอิงกำลังท่องบทกวีต่อไป บทสนทนาระหว่างเฉินเจี้ยนกงและจางเย่าจงกลับดึงดูดความสนใจของเขา
"เอ๊ะ โจวซื่อฟางเขียนจดหมายถึงอาจารย์เหมาตุ้นจริงเหรอ" จางเย่าจงถามเฉินเจี้ยนกง
"อืม คนของคณะกรรมการสันนิบาตเยาวชนเห็นด้วยแล้ว เขาเป็นคนลงมือเขียน อาจารย์เหมาตุ้นเป็นศิษย์เก่าอาวุโสของเรา ยังไงก็ต้องไว้หน้ากันแน่นอน"
หลินเฉาหยางถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น จางเย่าจงก็ทำตัวราวกับผู้รอบรู้ เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวเองรู้ออกมา
ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ม.เยียนจิงเคยมีชมรมบทกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ นั่นคือชมรมวรรณกรรมห้าสี่
สมาชิกในยุคแรกเริ่มได้แก่ อู๋จู่เซียง, เซี่ยเหมี่ยน, เฝิงจื้อ, เฉียนหลี่ฉวิน และคนอื่นๆ ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ล้วนกลายเป็นศาสตราจารย์ของม.เยียนจิง และยังเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงวัฒนธรรมจีนอีกด้วย
เนื่องจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ชมรมวรรณกรรมห้าสี่จึงถูกระงับไปหลายปี
ปีที่แล้วประเทศได้ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในหมู่นักศึกษารุ่นปี 77 มีหลายคนที่เป็นตัวตั้งตัวตี โดยมีโจวซื่อฟางจากภาควิชาปรัชญาและเฉินเจี้ยนกงจากภาควิชาวรรณกรรมเป็นผู้นำ ได้ยื่นข้อเสนอต่อแผนกวัฒนธรรมของคณะกรรมการสันนิบาตเยาวชนประจำมหาวิทยาลัย หวังว่าจะสามารถรื้อฟื้นข้อเสนอในการจัดตั้งชมรมวรรณกรรมห้าสี่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการฯ
ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ และองค์การนักศึกษาม.เยียนจิงก็เริ่มเตรียมการจัดทำวารสารของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ และได้ส่งจดหมายถึงอาจารย์เหมาตุ้น โดยหวังว่าท่านผู้อาวุโสจะกรุณาเขียนคำนำและตั้งชื่อให้กับวารสารฉบับใหม่นี้
หลังจากฟังคำพูดของจางเย่าจงจบ หลินเฉาหยางก็รู้สึกเลื่อมใสอยู่ในใจ ประการแรกคือความสามารถในการจัดการของนักศึกษากลุ่มนี้ ประการที่สองคือความรักใคร่เอ็นดูที่ม.เยียนจิงมีต่อนักศึกษากลุ่มนี้
ในช่วงที่จางเย่าจงและเฉินเจี้ยนกงเว้นจังหวะการสนทนา หลินเฉาหยางก็นึกถึงนิยายที่ตัวเองกำลังเขียนอยู่
อย่างที่ว่าเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เมื่อเขียนนิยายเสร็จก็ต้องตีพิมพ์แน่นอน ก่อนหน้านี้จางเย่าจงเคยตีพิมพ์บทกวีใน "เยียนจิงวรรณศิลป์" พอดีเลยที่จะได้ใช้โอกาสนี้ขอคำปรึกษาจากเขา
"เย่าจง มาตรฐานการพิจารณาต้นฉบับของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" สูงไหม นายมีบรรณาธิการที่คุ้นเคยบ้างหรือเปล่า"
"พี่หลิน พี่จะส่งต้นฉบับเหรอครับ" จางเย่าจงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลินเฉาหยางพยักหน้า "มีความคิดแบบนั้นอยู่น่ะ"
จางเย่าจงเกิดความสนใจขึ้นมา จึงถามว่า "เขียนแนวไหนครับ บทกวี นิยาย หรือว่าความเรียง"
"นิยาย"
"นิยายเหรอ..." น้ำเสียงของเขาครุ่นคิด "ผมเคยเจอบรรณาธิการของแผนกบทกวีนะ แต่ปัญหาก็คือเขาไม่ได้ดูแลส่วนของพี่นี่สิ"
เขาพูดพลางกลอกตา แล้วผลักเฉินเจี้ยนกงที่อยู่ข้างๆ เข้ามา
"เรื่องนี้พี่ต้องหาเจี้ยนกง เขาเป็นนักเขียนขาประจำของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" เลยนะ"
จางเย่าจงบอกเรื่องที่หลินเฉาหยางอยากส่งต้นฉบับให้เฉินเจี้ยนกงฟัง เขาหัวเราะอย่างร่าเริง "ผมเป็นนักเขียนขาประจำอะไรกัน ก็แค่ส่งต้นฉบับให้นิตยสารไปสองสามครั้งเท่านั้นเอง แต่ถ้าเฉาหยางไม่รังเกียจ ผมก็พอจะอ่านผลงานชิ้นเอกของคุณ แล้วให้คำแนะนำได้บ้างนะ"
หลินเฉาหยางยิ้มแล้วตอบ "ถ้างั้นก็ขอบคุณเจี้ยนกงมาก แต่นิยายยังเขียนไม่เสร็จหรอก วันนี้ผมแค่บังเอิญเจอพวกคุณ เอาอย่างนี้ พอผมเขียนนิยายเสร็จ ค่อยไปรบกวนคุณ ดีไหม"
"ยินดีเป็นอย่างยิ่ง!"
เรื่องส่งต้นฉบับมีคนคอยชี้แนะแล้ว หลินเฉาหยางก็กล่าวขอบคุณเฉินเจี้ยนกงอีกครั้ง หลังจากคุยกับทุกคนต่ออีกสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว เขาจึงขอตัวกลับ
จาเจี้ยนอิงมองตามแผ่นหลังของเขา แล้วถามจางเย่าจงว่า "นายสนิทกับสหายคนนั้นมากเหรอ"
"รู้จักกันบนรถไฟน่ะ พ่อตาของพี่หลินคือศาสตราจารย์เถาจากภาควิชาประวัติศาสตร์"
เมื่อครู่นี้ตอนที่จางเย่าจงแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน เขาบอกแค่ชื่อและสถานะเท่านั้น ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม
"ศาสตราจารย์เถาเหรอ!"
ทุกคนล้วนเคยได้ยินชื่อของเถาจิ้งฝ่า เขาเป็นหนึ่งในศาสตราจารย์มากฝีมือของภาควิชาประวัติศาสตร์ เพียงแต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในโลกภายนอกนัก
ลูกเขยของศาสตราจารย์เถา นี่คือความประทับใจแรกที่ทุกคนในภาควิชาภาษาจีนมีต่อหลินเฉาหยาง
เมื่อหลินเฉาหยางกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้ว แม่ยายเถาและจ้าวลี่กำลังยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะอาหาร เมื่อเห็นเขากลับมา แม่ยายเถาก็มีสีหน้าไม่พอใจ
"วันอาทิตย์หยุดพักก็รู้แต่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก การบ้านทำเสร็จหรือยัง ทบทวนบทเรียนแล้วหรือยัง"
เถาอวี้โม่ที่กลับมาก่อนหลินเฉาหยางสองนาทีโดนแม่ด่าไปสองประโยค เธอก็ทำหน้าเหลอหลา ถ้าจะด่าก็ด่าตั้งนานแล้วสิ เมื่อกี้ตอนฉันเข้าบ้านไม่เห็นด่า พอจะกินข้าวกลับมาด่าซะงั้น
เธอรู้สึกน้อยใจ แต่ก็เก่งเรื่องการสังเกตสีหน้าท่าทาง ไม่นานก็ตระหนักได้ว่าคนที่แม่ด่าคืออีกคนต่างหาก
จู่ๆ ก็ต้องมารับเคราะห์แทนหลินเฉาหยาง เถาอวี้โม่จึงระบายความโกรธที่ถูกแม่ด่าใส่หลินเฉาหยาง สายตาที่มองเขาก็เพิ่มความเกลียดชังขึ้นอีกหลายส่วน
เถาอวี้ซูเป็นคนฉลาดหลักแหลม เธอเข้าใจแจ่มแจ้งถึงการด่ากระทบกระเทียบของแม่ แต่วิธีการด่าคนแบบเจ้าเล่ห์ของแม่นี้ เธอก็พูดอะไรมากไม่ได้ ทำได้เพียงส่งสายตาที่สื่อว่าจนปัญญาจะช่วยให้หลินเฉาหยาง
หลินเฉาหยางรู้ดีถึงอคติที่แม่ยายมีต่อเขา แต่เขารู้สึกว่าแทนที่จะไปประจบประแจงแม่ยายที่ไม่ชอบหน้าเขา สู้เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับพ่อตาที่เอ็นดูเขาดีกว่า
เคล็ดลับในที่ทำงาน: หัวหน้าหน่วยงานมีเพียงคนเดียว เลือกข้างต้องดูสถานการณ์ให้ชัดเจน
เขาเล่าเรื่องงานของตัวเองในวันนี้ให้ฟังราวกับเป็นการพูดคุยสัพเพเหระ พ่อตาเถาก็พยักหน้ายอมรับ
"เธอเพิ่งเข้าทำงาน ช่วยเพื่อนร่วมงานเข้ากะบ่อยๆ จะช่วยให้สหายสามัคคีกัน" พ่อตาเถายกชามขึ้น หยิบตะเกียบกำลังจะคีบกับข้าว แล้วก็เสริมขึ้นมาว่า "แต่ก็ต้องระวังเรื่องขอบเขตด้วย อย่าให้คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ"
"คุณพ่อพูดถูกครับ"
"อืม กินข้าวเถอะ"
ขณะที่ครอบครัวกำลังกินข้าว เถาอวี้ซูก็ส่งสายตาชื่นชมให้หลินเฉาหยาง
เวลาผ่านไปห้าหกวันติดต่อกัน หลินเฉาหยางก็เริ่มปรับตัวเข้ากับการทำงานในห้องสมุดม.เยียนจิงได้อย่างช้าๆ และเริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น การอู้งานก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วและสบายใจ
งานในห้องสมุดจะว่ายุ่งก็ยุ่ง จะว่าว่างก็ว่าง โดยปกติแล้วช่วงเช้า กลางวัน และเย็นจะยุ่งที่สุด เพราะช่วงเวลานี้นักศึกษาไม่มีเรียน จึงแห่กันมาที่ห้องสมุดอย่างเนืองแน่น ห้องยืมคืนและห้องอ่านหนังสือจึงเต็มไปด้วยผู้คนเสมอ
พอถึงเวลานักศึกษาเข้าเรียน งานก็จะว่างขึ้นมาก มีเวลาให้อู้งานมากขึ้น
หลินเฉาหยางก็ใช้เวลาแบบนี้นี่แหละ ในการเขียนนิยายสั้นเรื่องแรกของเขาจนเสร็จ
นิยายแค่เขียนเสร็จอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ ต้องตีพิมพ์ถึงจะได้เงิน
เมื่อถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง หลินเฉาหยางไม่ได้ไปช่วยเพื่อนร่วมงานเข้าเวร แต่ถือต้นฉบับที่เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ เดินไปทางทิศใต้
ตึก 32 เป็นอาคารอิฐสีเทาเรียบง่ายที่สร้างขึ้นในปี 58 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสวนเยียนหนาน ซึ่งเป็นบริเวณบ้านพักสไตล์ตะวันตกของเหล่าศาสตราจารย์
วันที่เจอกันที่ศาลาระฆัง เฉินเจี้ยนกงได้บอกหลินเฉาหยางว่าหอพักอยู่ที่ไหน และให้หลินเฉาหยางมาหาเขาที่หอพักเมื่อเขียนต้นฉบับเสร็จ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ นักศึกษาไม่มีเรียน ตรงระเบียงทางเดินมีนักศึกษาหลายคนถืออ่างล้างหน้า ในอ่างมีเสื้อผ้าวางอยู่ คิดว่าน่าจะไปซักผ้าที่ห้องน้ำ บางคนก็หิ้วอุปกรณ์อาบน้ำเตรียมจะออกไปข้างนอก นี่คือไปอาบน้ำ
ยังมีบางคนที่เปลี่ยนมาใส่ชุดทะมัดทะแมง เดินจับกลุ่มกันสามห้าคน คนที่เป็นหัวหน้าหนีบลูกบาสเกตบอลไว้ที่เอว นี่คือเตรียมตัวจะไปเรียกเหงื่อที่สนามบาสเกตบอล ซึ่งเฉินเจี้ยนกงก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
"เจี้ยนกง!"
หลินเฉาหยางร้องทักทายอย่างสนิทสนม เฉินเจี้ยนกงก็ตอบรับอย่างเป็นกันเอง "เฉาหยาง!"
เขารู้อยู่แก่ใจว่าหลินเฉาหยางต้องมาส่งต้นฉบับแน่ๆ จึงบอกกับเพื่อนนักศึกษาที่อยู่ข้างๆ ว่า "พวกนายไปเถอะ มีเพื่อนมาหาฉัน ฉันไม่อยู่ก็ตั้งใจเล่นล่ะ แพ้ให้มันน้อยๆ หน่อย"
"นายไม่อยู่ก็ดีเลย พวกเราต้องชนะภาควิชาเศรษฐศาสตร์ขาดลอยยี่สิบคะแนนแน่" ความอวดดีของเขาถูกเพื่อนๆ สวนกลับ กลุ่มคนหัวเราะร่าเริงก่อนจะแยกย้ายกันไป
เฉินเจี้ยนกงพาหลินเฉาหยางเข้าไปในหอพัก แล้วก็รินน้ำให้เขาแก้วหนึ่ง
"ดูท่าทาง ต้นฉบับคงเขียนเสร็จแล้วล่ะสิ"







