“วันที่สิบเอ็ด เดือนหน้าวันที่สิบเอ็ดตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี เราไปเที่ยวข้างนอกกันให้เต็มที่เถอะ”
บางทีอาจจะรู้สึกผิด เถาอวี้ซูจึงพูดเสริมขึ้นมาในตอนท้าย
หลินเฉาหยางคิดในใจว่าก็ดีเหมือนกัน ยังไงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มีเวลาแค่วันเดียว คงไปเที่ยวเล่นอะไรไม่ได้มากนัก
เมื่อมาถึงห้องสมุด ด้านในก็ยังคงมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด แม้จะเป็นวันอาทิตย์ ก็ไม่อาจลบล้างความกระตือรือร้นในการเรียนของเหล่านักศึกษาม.เยียนจิงได้
วันนี้จุดยืมหนังสือแบบปิดชั้นเป็นเวรของหูเหวินฉง เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักศึกษาในการยืมหนังสือ ห้องอ่านและจุดยืมหนังสือแต่ละแห่งในห้องสมุดจึงยังคงมีคนเฝ้าในวันอาทิตย์ ทว่าทำงานแค่ครึ่งวันเท่านั้น พอถึงเที่ยงตรงก็จะไม่มีคนแล้ว
เมื่อเห็นหลินเฉาหยางยังคงมาในเวลาพัก หูเหวินฉงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาจึงพูดว่า “อยู่บ้านก็ว่างไม่มีอะไรทำครับ ครูหู ถ้าคุณมีธุระก็ไปจัดการเถอะ ยังไงผมก็ว่างอยู่แล้ว”
เช้าวันอาทิตย์มีนักศึกษามาขอยืมน้อยมาก ทุกคนต่างรู้ว่าพนักงานห้องสมุดต้องพักผ่อนในวันอาทิตย์ การยืมหนังสือจึงมักกระจุกตัวอยู่ในวันธรรมดา
งานที่จุดยืมหนังสือแบบปิดชั้นนั้นไม่ซับซ้อน ที่ยากที่สุดคือการหาหนังสือ สองวันนี้หลินเฉาหยางเริ่มคุ้นเคยกับคลังหนังสือบ้างแล้ว หากมีคนมายืมหนังสือจริงๆ แค่ใจเย็นๆ แล้วค้นหาตามรหัสก็สามารถหาเจอได้
เมื่อมีคนมาเข้าเวรแทน หูเหวินฉงก็ดีใจ “บังเอิญที่บ้านยังไม่ได้ซักผ้าพอดีเลย เสี่ยวหลิน งั้นต้องรบกวนเธอแล้วนะ”
“คุณเกรงใจเกินไปแล้ว วันนี้ผมว่างพอดีครับ”
ได้รับความรู้สึกดีๆ จากเพื่อนร่วมงานไปหนึ่งระลอก หลินเฉาหยางก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานเพื่อสานต่องานเขียนอันยิ่งใหญ่ของเขาต่อไป
จากการทดลองเขียนเมื่อวาน ความคิดและแนวทางในหัวของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อลงมือเขียนอีกครั้งจึงรู้สึกติดขัดน้อยลงและราบรื่นขึ้นหลายส่วน
วันหยุดสุดสัปดาห์แรกที่มาถึงเยียนจิงผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินเฉาหยางขลุกอยู่ในห้องสมุดตลอดทั้งวัน จนกระทั่งตกเย็นตอนที่เหล่านักศึกษาเตรียมตัวไปกินข้าวเย็น เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องกลับบ้าน
ตอนที่เดินผ่านทะเลสาบเว่ยหมิง เขาเห็นนักศึกษาจำนวนไม่น้อยอยู่ริมทะเลสาบ บางคนนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ บนม้านั่งริมน้ำ บางคนวิ่งเหยาะๆ รอบทะเลสาบพลางท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ และยังมีกลุ่มคนสามห้าคนรวมตัวกันท่องบทกวีที่หลินเฉาหยางไม่เคยได้ยิน
ทะเลสาบเว่ยหมิงและทะเลสาบหล่างรุ่นตั้งอยู่หันหน้าเข้าหากันทางทิศเหนือและทิศใต้ ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของม.เยียนจิง ทิวทัศน์หนึ่งเจดีย์หนึ่งทะเลสาบนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงมหาวิทยาลัยของจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้
แสงสะท้อนผิวน้ำ เงาเจดีย์ แสงทินกรสาดส่องศาลาระฆัง และกิ่งหลิวลู่ลม ช่างงดงามเกินพรรณนา
เมื่อมองดูทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้า หลินเฉาหยางก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้เพื่อชื่นชม
“หัวใจของฉันพลันเจ็บปวดรวดร้าว
คงเป็นเข็มด้ายที่แม่เย็บกระดุมแทงทะลุกลางอก
เวลานี้ หัวใจของฉันกลายเป็นว่าวตัวหนึ่ง
และสายป่านของว่าวก็อยู่ในมือของแม่...”
สิ่งที่เรียกว่าศาลาระฆัง คือศาลาหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ริมฝั่งตะวันตกของทะเลสาบเว่ยหมิง
ในตอนนี้มีกลุ่มกวีในรั้วมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งกำลังท่องบทกวี เสียงนั้นล่องลอยมากับสายลมเย็นยามย่ำค่ำ หนักแน่นทรงพลัง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล
หลินเฉาหยางฟังแค่หูเดียวก็รู้ทันทีว่านั่นคือบทกวี "นี่คือเยียนจิงเวลาสี่นาฬิกาแปดนาที" ที่เขียนโดยกัวลู่เซิง ในฐานะกวีผู้เป็นตัวแทนของบทกวีแนวกำกวมในยุคแรก แม้กัวลู่เซิงจะไม่ได้เป็นไอดอลที่ทรงอิทธิพลในรั้วมหาวิทยาลัยช่วงยุคแปดศูนย์เหมือนอย่างจ้าวเจิ้นไข่ หรือกู้เฉิง แต่อิทธิพลของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
หวังเฟิง นักร้องในยุคหลังเคยออกเพลงชื่อ "แสงสว่าง" ซึ่งเนื้อเพลงนั้นมาจาก "เชื่อมั่นในอนาคต" หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของกัวลู่เซิง
ในยุคที่มีการส่งเยาวชนขึ้นเขาลงห้วย บทกวีของเขาได้ปลุกเร้าผู้คนในยุคนั้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่พิเศษของยุคนั้น โดยเป็นที่เล่าขานและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ปัญญาชน
บทกวีนี้คุ้นหูมาก แต่สิ่งที่ทำให้หลินเฉาหยางคุ้นเคยยิ่งกว่าก็คือเจ้าของเสียงนั้น
“บทกวีของกัวลู่เซิงฟังจนเบื่อแล้ว นายเปลี่ยนเป็นบทอื่นได้ไหม”
จางเย่าจงถูกเพื่อนนักศึกษาหญิงพูดจาถากถางจนรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย “งั้นเธอมาท่องบทที่มันแปลกใหม่ดูสิ!”
คำพูดของเขาเจือแววประชดประชัน ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาจริง
ตอนที่หลินเฉาหยางเดินไปถึงใต้บันไดศาลาระฆัง เขาก็เห็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่งถักเปียแกละสองข้าง รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ยืนอยู่บนม้านั่งหินในศาลาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย
“เมฆครึ้มคือช่วงเวลาที่โผบินแล้วร่วงหล่น
นกน้อยแตกฮือกระจัดกระจาย
เส้นทแยงสีคราม
โบยตีผืนป่าอันมืดมิด
ราวกับกำลังโบยตีไม้เท้าหนึ่งพันไม้
โบยตีหัวใจคนชราหนึ่งพันดวง
---โอ้ใจเอ๋ย บ้านอยู่แห่งหนใด
แห่งหนใดคือหลังคาบ้านของเจ้า
……”
เสียงท่องกวีของนักศึกษาหญิงคนนั้นหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความหลงใหลยิ่งกว่าจางเย่าจงเสียอีก ในแววตาของเธอฉายแสงแห่งความศรัทธา จนกระทั่งการท่องกวีจบลง เพื่อนนักศึกษาเจ็ดแปดคนในศาลาระฆังก็พากันปรบมือให้เกรียวกราว
“เจี้ยนอิง นี่เป็นบทกวีของใครเหรอ เขียนได้ดีจริงๆ” ทุกคนเอ่ยปากถาม
บนใบหน้าของเด็กสาวมีความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน “"ฉันเดินเข้าสู่สายฝนและหมอกควัน" ของจ้าวเจิ้นไข่”
ทุกคนร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ กัวลู่เซิงคือตัวแทนของบทกวีแนวกำกวมในยุคแรก ส่วนจ้าวเจิ้นไข่คือดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงสองปีมานี้
ทว่าก่อนที่นิตยสาร "วันนี้" จะตีพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ และก่อนที่บทกวี "คำตอบ" จะถูกตีพิมพ์ลงใน "วารสารกวี" เมื่อปี 79 ชื่อเสียงเรียงนามของจ้าวเจิ้นไข่ก็ยังคงแพร่หลายอยู่แค่ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบบทกวีกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
อย่างไรเสียในช่วงสองปีมานี้ บทกวีแนวกำกวมก็ยังไม่ได้กวาดล้างไปทั่วรั้วมหาวิทยาลัยในจีนเหมือนอย่างในช่วงหลายปีให้หลัง
บทกวีที่จาเจี้ยนอิงท่องออกมานี้ ทุกคนก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน คิดว่าคงเพิ่งเขียนเสร็จได้ไม่นาน ไม่รู้ว่าจาเจี้ยนอิงไปรู้มาจากช่องทางไหน
“พี่หลิน?”
จางเย่าจงสังเกตเห็นหลินเฉาหยางที่อยู่นอกศาลา บทสนทนาของทุกคนจึงหยุดชะงัก แล้วหันไปมองพร้อมกัน
“บังเอิญจังเลยนะ เย่าจง”
หลังจากทักทายกันแล้ว จางเย่าจงก็แนะนำหลินเฉาหยางให้เพื่อนนักศึกษาหลายคนรู้จัก
จาเจี้ยนอิง หวังเสี่ยวผิง เฉินเจี้ยนกง และเก๋อจ้าวกว่างจากภาควิชาภาษาจีนรุ่น 77 หลิวเจิ้นอวิ๋นรุ่น 78 หยางอิงหมิง และซุนปิงชวนจากภาควิชาวารสารศาสตร์
ก่อนที่เฉินเจี้ยนกงจะเข้าเรียนที่ม.เยียนจิง เขาเคยเป็นนักเขียนสมัครเล่นที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง หลังเรียนจบจากม.เยียนจิงก็ยังคงขีดเขียนอย่างไม่หยุดหย่อน เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนตัวแทนของแวดวงวรรณกรรมจีนในยุคแปดศูนย์และเก้าศูนย์ ผลงานของเขาที่หลินเฉาหยางประทับใจมากที่สุดคือความเรียงที่ชื่อว่า "คุยเฟื่องเรื่องซ่วนหลู" ซึ่งเล่าถึงเนื้อแกะลวกหม้อไฟสูตรดั้งเดิมของเยียนจิง อ่านแล้วชวนให้น้ำลายสอ
เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมมาตั้งแต่ต้นยุคเจ็ดศูนย์ จนถึงตอนนี้ก็กลายเป็นนักเขียนสมัครเล่นที่มีชื่อเสียงพอตัวในแวดวงวรรณกรรมของเยียนจิงแล้ว
หวังเสี่ยวผิงมีชื่อเสียงโด่งดังมากในแวดวงการเขียนบท ผลงานชิ้นเอกคือ "กวาซา" "เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน" และ "หมี่เยี่ย จอมนางเหนือมังกร" นอกจากนี้ในเวลาต่อมาเธอยังได้กลายเป็นภรรยาของผู้กำกับเจิ้งเสี่ยวหลงอีกด้วย
ในยุคหลังจาเจี้ยนอิงมีชื่อเสียงจากการเขียนความเรียง บทวิจารณ์ และบทสัมภาษณ์ ผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดน่าจะเป็น "บันทึกบทสัมภาษณ์ยุคแปดศูนย์"
หลิวเจิ้นอวิ๋นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาไปได้สวยทั้งด้านการเขียนนิยายและการเขียนบท ภาพยนตร์ของเฝิงเสี่ยวกังทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าคนข้างต้นทั้งหมดรวมกันเสียอีก เขาเรียนภาควิชาภาษาจีนรุ่น 78 พอเปิดเทอมก็กระตือรือร้นที่จะตีสนิทกับรุ่นพี่ทันที
ในบรรดาห้าคนจากภาควิชาภาษาจีน นอกจากจางเย่าจงแล้ว อีกสี่คนที่เหลือหลินเฉาหยางล้วนเคยได้ยินชื่อของพวกเขาก่อนที่จะทะลุมิติมาทั้งสิ้น
ส่วนอีกสองคนจากภาควิชาวารสารศาสตร์นั้น เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน คิดว่าคงเป็นเพราะเรื่องสาขาวิชาด้วย
เมื่อได้ยินว่าหลินเฉาหยางเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดม.เยียนจิง จาเจี้ยนอิง เฉินเจี้ยนกง และคนอื่นๆ ก็ค่อนข้างเกรงใจเขา หวังเสี่ยวผิงถามเขาว่า “พี่หลิน พี่ก็ชอบบทกวีเหมือนกันเหรอคะ”
“ผมมีความรู้เรื่องบทกวีน้อยมากครับ แต่ก็ชอบฟังพวกคุณท่องบทกวีนะ ดูมีชีวิตชีวาแล้วก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นดี”
หลินเฉาหยางไม่ได้บอกว่าชอบหรือไม่ชอบ เห็นได้ชัดว่าคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้เป็นแฟนตัวยงของบทกวีแนวกำกวม ถ้าเขาบอกว่าชอบ แล้วเกิดถูกลากเข้าชมรมกวีจะทำยังไงล่ะ ถ้าบอกว่าไม่ชอบ นั่นก็เป็นการหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ
อันที่จริงตอนที่เขาเรียนอยู่ก็เคยอ่านบทกวีแนวกำกวมมาไม่น้อย และก็ชื่นชอบผลงานหลายชิ้นเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น เฉินเจี้ยนกง จาเจี้ยนอิง และคนอื่นๆ ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงพากันท่องบทกวีด้วยความฮึกเหิมอีกสองบท
พลังของคนหนุ่มสาวดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัด หลินเฉาหยางมีใบหน้าของคนหนุ่ม ทว่ากลับรู้สึกว่าตัวเองเข้ากันไม่ได้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลเหล่านี้เลย
บางทีในอีกยี่สิบปีข้างหน้า พวกเขาก็อาจจะกลายเป็นคนหน้าเงิน เห็นแก่ตัว และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัตถุนิยมอันน่ารังเกียจ แต่ทว่าอย่างน้อยในตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และความโรแมนติก
ความรู้สึกของการเป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ!







