ทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้คนละฝั่งของโต๊ะหนังสือ หลินเฉาหยางวางต้นฉบับนิยายลงบนโต๊ะโดยตรง "ผมไม่เคยส่งต้นฉบับมาก่อน ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ รบกวนคุณช่วยดูให้ผมหน่อยนะครับ"
หลินเฉาหยางไม่ได้คิดว่าการทะลุมิติมาจะทำให้ตัวเองเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง เหมือนกับที่เขาไม่สามารถคัดลอกวรรณกรรมที่เคยอ่านออกมาได้ทั้งหมด ทำได้เพียงอาศัยความทรงจำที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อกัน แล้วใส่ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองเพิ่มเข้าไปนิดหน่อย
เฉินเจี้ยนกงพูดกลั้วหัวเราะว่า "ผมก็แค่เคยส่งต้นฉบับบ่อยกว่านิดหน่อยเท่านั้น ถือเป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้เหมือนกันครับ"
"คนเลี้ยงม้า?" เขามองชื่อนิยายบนหน้าแรกของต้นฉบับแล้วอ่านออกเสียงเบาๆ
"เมื่อไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ "กงเหรินรื่อเป้า" ตีพิมพ์บทความหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคู่สามีภรรยาเหยียนจี้ถงกับหวังป๋อหลิงซึ่งเป็นนักศึกษาในยุคห้าศูนย์ครับ"
เฉินเจี้ยนกงนึกย้อนไปครู่หนึ่ง "ผมพอจะจำได้ลางๆ ใช่คู่สามีภรรยาที่ยอมสละสถานะชาวจีนโพ้นทะเลในบราซิลและมรดกเพื่ออยู่รับใช้ชาติในประเทศอย่างเด็ดเดี่ยวคู่นั้นหรือเปล่าครับ?"
หลินเฉาหยางพยักหน้า "นิยายเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของสามีภรรยาคู่นี้แหละครับ"
พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น เฉินเจี้ยนกงก็เกิดความสนใจขึ้นมา "ถ้าอย่างนั้นต้องตั้งใจอ่านสักหน่อยแล้ว คุณดื่มน้ำก่อนเถอะ"
เฉินเจี้ยนกงดันกระบอกชาบนโต๊ะไปทางหลินเฉาหยาง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเปิดอ่านต้นฉบับ
เฉินเจี้ยนกงกำลังยุ่งอยู่กับการอ่านต้นฉบับ หลินเฉาหยางว่างไม่มีอะไรทำจึงกวาดสายตามองไปรอบๆ หอพัก
นักศึกษาชายภาควิชาภาษาจีนพักอยู่ที่ตึก 32 อาคารสี่ชั้นแห่งนี้ นักศึกษาภาควิชาภาษาจีนกินพื้นที่ไปแล้วสองชั้นคือชั้นสามกับชั้นสี่ ส่วนภาควิชาภาษาตะวันออกและภาควิชาภาษาตะวันตกครอบครองชั้นหนึ่งและชั้นสองไปตามลำดับ
หอพักชายเป็นห้องขนาดสิบกว่าตารางเมตรสำหรับหกคน มีเตียงเหล็กสองชั้นสามเตียง โต๊ะหนังสือหนึ่งตัว และเก้าอี้สองตัว นั่นคือทรัพย์สมบัติทั้งหมดในหอพัก
หอพักที่มองปราดเดียวก็เห็นได้ทั่วไม่มีอะไรน่าดูนัก
หลินเฉาหยางเห็นเฉินเจี้ยนกงอ่านต้นฉบับอย่างหมกมุ่น จึงหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาบ้าง มันคือ "หนึ่งวันของอีวาน เดนิโซวิช" ผลงานชิ้นเอกของโซลเซนิตซิน นักเขียนชาวโซเวียต
เสียงที่ดังมาจากระเบียงเป็นระยะไม่ได้รบกวนทั้งสองคนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ เวลาค่อยๆ ผ่านไปพร้อมกับการคล้อยต่ำของดวงอาทิตย์
นิยายของหลินเฉาหยางดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง "จิตวิญญาณและเนื้อหนัง" ที่เขาเคยอ่านในยุคหลัง พอเอ่ยชื่อนี้หลายคนคงไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์เรื่อง "คนเลี้ยงม้า" หลายคนคงไม่แปลกหน้า ภาพยนตร์เรื่อง "คนเลี้ยงม้า" นั้นดัดแปลงมาจาก "จิตวิญญาณและเนื้อหนัง" นั่นเอง
หลินเฉาหยางนำชื่อภาพยนตร์มาใช้กับนิยาย นิยายเรื่องนี้จึงมีชื่อว่า "คนเลี้ยงม้า"
ในอีกมิติเวลาหนึ่ง นิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในช่วงต้นยุคแปดศูนย์ ทันทีที่ตีพิมพ์ก็ได้รับความชื่นชอบจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง ทำให้นักเขียนจางเซียนเลี่ยงมีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมจีนในชั่วข้ามคืน และยังเป็นการวางรากฐานสถานะของเขาในประวัติศาสตร์การพัฒนาวรรณกรรมยุคใหม่ของจีนอีกด้วย
ความยาวหนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าตัวอักษรนั้นไม่ได้ยาวนัก เฉินเจี้ยนกงอ่านอย่างตั้งใจ ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าถึงจะอ่านจบ
เขาละสายตาจากกระดาษจดหมาย มองไปยังหลินเฉาหยางที่กำลังอ่านนิยายอย่างจดจ่ออยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
เขาวางต้นฉบับลงบนโต๊ะ เสียงนั้นทำให้หลินเฉาหยางที่กำลังอ่านหนังสืออยู่รู้สึกตัว
หลินเฉาหยางเงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "อ่านจบแล้วเหรอครับ?"
เฉินเจี้ยนกงพยักหน้า "อ่านจบแล้วครับ"
"เป็นยังไงบ้างครับ?"
"ดี! ดีมากครับ!"
เฉินเจี้ยนกงใช้คำสั้นๆ เพียงไม่กี่คำเพื่อแสดงความชื่นชอบที่เขามีต่อนิยายเรื่องนี้ ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่านี่ก็ยังไม่พอที่จะบอกเล่าถึงความดีงามของนิยายเรื่องนี้ จึงพูดเสริมว่า "ดีแบบที่ผมเขียนออกมาไม่ได้เลยล่ะครับ!"
หลินเฉาหยางรู้สึกปลื้มปริ่มระคนตกใจ "ชมเกินไปแล้วครับ ชมเกินไปแล้ว นี่ผมเพิ่งเขียนนิยายเป็นครั้งแรกเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา บนใบหน้าของเฉินเจี้ยนกงก็ปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ เจือปนไปด้วยความอิจฉาอยู่หลายส่วน
"ครั้งแรกที่เขียนนิยายก็เขียนได้ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!"
คำชมเช่นนี้ทำให้หลินเฉาหยางรู้ว่าหากถ่อมตัวไปมากกว่านี้คงจะดูเสแสร้ง เขาจึงเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้หยิ่งผยอง และไม่ได้ถ่อมตัวจนเกินไป
แต่ในสายตาของเฉินเจี้ยนกง มันกลับเป็นความมั่นใจอันแข็งแกร่งต่อความสามารถของตัวเองและคุณภาพของผลงาน
สมควรแล้วที่เป็นเช่นนั้น ลูกเขยหัวแก้วหัวแหวนของศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.เยียนจิง จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
เมื่อหลายวันก่อนตอนที่เจอกันครั้งแรกยังไม่ค่อยแสดงฝีมือ เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องแสดงฝีมือ ตอนนี้ผลงานปรากฏสู่สายตา ก็เปรียบเสมือนดาบยาวที่ถูกชักออกจากฝัก เผยให้เห็นความคมกริบ
เฉินเจี้ยนกงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับสาธารณรัฐ อายุยี่สิบแปดถึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ ในใจครุ่นคิดว่าหากเป็นจริงอย่างที่หลินเฉาหยางพูดว่าเขาเพิ่งเขียนนิยายเป็นครั้งแรก เช่นนั้นอนาคตข้างหน้าย่อมต้องก้าวไกลไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างอดใจรอไม่ไหว "ไปกันเถอะ!"
"ไปไหนครับ?"
"ผมจะพาคุณไปกองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณศิลป์""
"แค่เขียนจดหมายส่งต้นฉบับไปก็พอแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
"กรณีพิเศษก็ต้องจัดการแบบพิเศษ" เฉินเจี้ยนกงพูดประโยคหนึ่ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ นั่นคือสิ่งที่คุณภาพของ "คนเลี้ยงม้า" มอบให้กับเขา
หลินเฉาหยางเตือนเขา "วันนี้วันอาทิตย์นะครับ"
"ถ้าคุณไม่บอกผมก็ลืมไปเลย"
เฉินเจี้ยนกงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ทว่าความตื่นเต้นของเขาก็ยังคงไม่จางหายไป ในฐานะผู้อ่านคนแรกของ "คนเลี้ยงม้า" เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะแนะนำนิยายเรื่องนี้ให้โลกได้รับรู้
"บางทีกองบรรณาธิการก็มีคนมาทำงานวันอาทิตย์ ลองไปเสี่ยงดวงดูก่อน ถ้าไม่มีคนค่อยกลับมา"
แล้ววันทำงานค่อยไปดีไหม?
คำพูดนี้ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ เฉินเจี้ยนกงหวังดี อีกทั้งในยุคสมัยนี้การสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้า ทุกคนต่างคุ้นชินกับการตามหาและการรอคอย การวิ่งไปกองบรรณาธิการเพิ่มอีกสักรอบในสายตาของเฉินเจี้ยนกงจึงไม่ใช่ปัญหา
เฉินเจี้ยนกงให้หลินเฉาหยางรอสักครู่ เขาวิ่งไปที่คณะกรรมการสันนิบาตเยาวชนเพื่อขอยืมจักรยานรุ่น 28 แบรนด์เฟยเกอมาคันหนึ่ง ตบเบาะหลังเรียกหลินเฉาหยาง "ไปกัน!"
ท่าทางอันสง่างามทำให้หลินเฉาหยางเกิดความรู้สึกห้าวหาญ เขากอดต้นฉบับไว้ในอกแล้วขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน
ม.เยียนจิงอยู่นอกถนนวงแหวนรอบที่สี่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณศิลป์" กลับตั้งอยู่ที่หลิ่วปู้โข่วบนถนนฉางอันตะวันตก หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ที่นั่นถือเป็นเขตพระราชฐานอย่างแท้จริง
ระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรแค่ปั่นจักรยานก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงครึ่ง เมื่อมาถึงถนนฉางอัน ใกล้กับสี่แยกซีตาน ทางตอนเหนือของถนนใหญ่มีประตูใหญ่ฝั่งเหนืออยู่ นี่คือลานของสำนักวัฒนธรรมเทศบาลเยียนจิง เลขที่เจ็ด ถนนฉางอันตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "เยียนจิงวรรณศิลป์"
เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปจะเป็นตรอกกว้าง ทางทิศตะวันออกของตรอกคือกำแพงโบราณที่สร้างจากอิฐกำแพงเมืองทีละก้อน เมื่อผ่านตำหนักใหญ่ที่ดูเก่าแก่คลาสสิกไปทางทิศตะวันตกแล้วเลี้ยวไปทางทิศเหนือ ก็จะพบกับตรอกอีกสายหนึ่ง เดินตรงไปข้างหน้า จะมีอาคารหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า นั่นคือสมาพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเยียนจิง
อาคารที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว กรอบประตูดูเป็นสไตล์ยุโรป แต่การแบ่งพื้นที่ภายในกลับเป็นสไตล์ญี่ปุ่น ภายในอาคารมีสมาคมต่างๆ มากมาย หลังจากผ่านการทำลายล้างในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม บุคลากรในแวดวงวัฒนธรรมก็ร่วงโรย ที่นี่จึงดูทรุดโทรมไปบ้าง
หน้าประตูสำนักงานของสมาคมภายในอาคารล้วนแขวนป้ายชื่อไว้ เมื่อมีเฉินเจี้ยนกงนำทาง ทั้งสองก็พบกองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณศิลป์" อย่างรวดเร็ว
ทั้งสองกำลังจะเคาะประตู ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเฉินเจี้ยนกงจากด้านข้าง
เมื่อหันกลับไป ก็พบว่าเป็นสหายหญิงสาวร่างสูงโปร่ง กะด้วยสายตาน่าจะสูงเกินหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ซึ่งในปัจจุบันหาได้ยากนัก ทว่าถึงแม้เธอจะตัวสูง แต่ก็มีสัดส่วนที่สมส่วน หน้าตาสะสวยและดูสง่างาม
"เต๋อหนิง!" เฉินเจี้ยนกงเรียกชื่อสหายหญิงออกมา และแนะนำให้หลินเฉาหยางรู้จัก
สหายหญิงชื่อจางเต๋อหนิง เป็นบรรณาธิการสาวของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" และบังเอิญเป็นบรรณาธิการผู้รับผิดชอบของเฉินเจี้ยนกงด้วยพอดี
"วันนี้ไม่พักผ่อนเหรอครับ?" หลังจากทักทายกันแล้ว เฉินเจี้ยนกงก็ถามขึ้น
"คุณมาได้จังหวะพอดีเลย ช่วงนี้มีต้นฉบับค้างเยอะ พวกเราหลายคนกำลังทำโอทีกันอยู่น่ะ"
จางเต๋อหนิงพาทั้งสองคนเข้าไปในสำนักงาน มองเห็นโต๊ะทำงานหลายตัวมีต้นฉบับกองพะเนิน บรรณาธิการหญิงสองคน คนหนึ่งมีอายุ คนหนึ่งยังสาวกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับต้นฉบับ ไม่ได้สนใจเสียงที่ดังมาจากทางประตูเลย จนกระทั่งจางเต๋อหนิงร้องเรียก
"เหล่าโจว เฉินเจี้ยนกงพาเพื่อนนักเขียนมาค่ะ"







