หลินเฉิงถูกจับทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง
ฉีไห่เฟิงรูปร่างสูงใหญ่ ซ้ำยังเคยอยู่ชมรมบาสเกตบอล พละกำลังจึงมหาศาล...
หลินเฉิงคำรามพยายามจะลุกขึ้น แต่สุดท้ายก็ถูกกดหัวลงกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
เส้นเลือดที่คอของเขาปูดโปน สองขาเตะถีบสะเปะสะปะ อ้าปากหมายจะกัดฉีไห่เฟิง แต่กลับถูกตบหน้าฉาดใหญ่
แรงตบนั้นทำเอาเขาเห็นดาวระยิบระยับ มึนงงไปหมดทั้งตัว
เสียงด่าทอดังขึ้นรอบทิศ
"ไอ้โรคจิต" "คนคนนี้สภาพจิตมีปัญหาแน่ๆ" "ไอ้นี่มันคนบ้าชัดๆ" "แม่งเอ๊ย แสร้งทำเป็นคนดีก็แล้วไปเถอะ แต่นี่แม่งกล้าลงมือด้วย!"
คนจากหอพักห้องข้างๆ พากันมามุงดู ราวกับกำลังดูเรื่องสนุกที่หลินเฉิงดิ้นรนเหมือนหมาจนตรอก แล้วก็ถูกกดลงไปอีกครั้งจนปอดแทบจะระเบิด
ใบหน้าของหลินเฉิงแดงก่ำด้วยความอัดอั้น ราวกับศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้ายถูกตบลงไปกองกับพื้นด้วยฝ่ามือเหล่านี้
เขาที่ทั้งเศร้าและโกรธแค้นยังคงขัดขืน ทว่าเรี่ยวแรงกลับลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ส่วนแขนก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น
ฉีไห่เฟิงเคยเรียนมวยปล้ำกับเทควันโดมาพักใหญ่ แม้ปกติจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรนัก ทว่าแค่รับมือกับหลินเฉิงนั้นถือว่าเหลือเฟือ
แรงดิ้นของหลินเฉิงอ่อนลงทุกที จนสุดท้ายทำได้เพียงหอบหายใจรวยริน ทว่าฉีไห่เฟิงกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด่าเลยสักนิด
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยถูกใครปาของใส่หน้ามาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเสียหน้า จึงเป็นธรรมดาที่จะโกรธจัด
"ไอ้หมอนี่มันตัวประหลาด หัวหน้าห้องพักของเราก็ไม่ได้ทำอะไรมันสักหน่อย แค่ให้มันช่วยโหวตคะแนน..."
"แล้วแกว่ามันทำไง? มันไม่เพียงแต่ปามือถือของหัวหน้าห้องทิ้ง แกดูสิ มือถือพังยับเยินขนาดนี้ยังจะใช้ได้อีกเหรอ? แม่งเอ๊ย มือถือราคาตั้งสามสี่พัน แถมเพิ่งซื้อมาใหม่ด้วย!"
"ไอ้โรคจิตพรรค์นี้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยได้ยังไง หนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้าหรือเปล่าเนี่ย!"
"มันเป็นคนลงมือก่อนนะ พอปามือถือทิ้ง มันก็ยังจะลงมือตีหัวหน้าห้องอีก หัวหน้าห้องเราทนไม่ไหวถึงได้สวนกลับ!"
"ปกติไอ้นี่ก็ประสาทอยู่แล้ว แถมยังไม่เข้าพวก พวกเราทักทายมันตั้งหลายครั้ง มันก็หยิ่งทำตัวเหมือนพวกปัญญาอ่อน บางทีพวกเราคุยกันอยู่ ไม่ได้ไปขวางหูขวางตาอะไรมัน จู่ๆ มันก็ทำหน้าบูดหน้าบึ้ง ทำหน้าหมาๆ แบบนั้นให้ใครดู?"
"แกว่าประสาทแดกไหมล่ะ?"
"..."
เฉินซู่ ลู่ปิน และคนอื่นๆ เห็นคนจากห้องข้างๆ มามุงดู จึงเริ่มอธิบายต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ทีละข้อ
พวกไทยมุงจากห้องข้างๆ มองหลินเฉิงราวกับกำลังดูแพนด้ายักษ์ พวกเขาพากันชี้ไม้ชี้มือไปทางหลินเฉิง
เมื่อหลินเฉิงได้ยินเสียงบาดหูสารพัด ร่างกายที่หยุดดิ้นรนไปแล้วก็เริ่มดิ้นขึ้นมาอีกครั้ง
ลำคอส่งเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่า
แต่ฉีไห่เฟิงไม่เปิดโอกาสให้เขาลุกขึ้นแม้แต่น้อย เขายังคงมองกดลงมาจากมุมสูง ระหว่างนั้นก็หันไปมองกลุ่มไทยมุงด้วย
"เดี๋ยวสภานักเรียนมาถึง พี่น้องในหอช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วยนะ มันเป็นคนลงมือตีฉันก่อน ถ้าจะลงโทษ ก็ต้องลงโทษมัน ฉันแค่ป้องกันตัว!"
"ตอนนี้ฉันไม่กล้าปล่อยมือหรอก ถ้าปล่อยแล้วไอ้บ้านี่ชักปากกาหมึกซึมออกมาแทงฉันจะทำไง? คนแบบนี้ทำได้ทุกอย่างแหละ..."
"..."
สภานักเรียนมาถึงในเวลาอันรวดเร็ว
ฉีไห่เฟิงทักทายคนของสภานักเรียนทุกคนเรียงตัว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยมือที่กดหลินเฉิงเอาไว้เลย
หลังจากที่หลายคนช่วยกันเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ฉีไห่เฟิงถึงได้บอกว่าจะเห็นแก่หน้าเพื่อนจากสภานักเรียน แล้วจึงยอมปล่อยมือ
หลินเฉิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น
เมื่อเผชิญกับการซักไซ้ของสภานักเรียน ความโกรธก็พุ่งพล่านจนหน้ามืดตามัว เขาอธิบายอยู่นานทว่ากลับพูดจาไม่รู้เรื่อง ทำได้เพียงหอบหายใจ ขอบตาแดงก่ำ
คนของสภานักเรียนสองสามคนพยายามเกลี้ยกล่อมฉีไห่เฟิงให้เลิกรากันไป ทว่าฉีไห่เฟิงกลับไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ เขายืนกรานว่าจะต้องแจ้งตำรวจให้ได้
"ไอ้โรคจิตนี่มีข้อหาทำลายทรัพย์สินผู้อื่น เสื้อตัวนี้ของฉันพันห้า มือถือเครื่องนี้สามพันห้า รวมเป็นห้าพัน!"
"การทำลายทรัพย์สินผู้อื่นมูลค่าห้าพันหยวนขึ้นไปต้องถูกดำเนินคดีอาญา!"
"ฉันไม่ต้องการให้มันชดใช้เงิน ฉันไม่เอากับมันสักแดงเดียว ฉันแค่อยากให้มันติดคุก! แม่งเอ๊ย! ไอ้โรคจิตนี่!"
เมื่อหลินเฉิงได้ยินคำว่าติดคุก ใบหน้าก็ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวในทันที แต่เขาก็ยังกัดริมฝีปาก หวังจะแก้ตัวอะไรสักอย่าง แต่ก็พบว่าไม่ว่าคำแก้ตัวใดก็ไร้ประโยชน์
วินาทีนี้ เขาเกลียดที่ตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่ง
ติดคุก!
จู่ๆ เขาก็ลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูก
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังตึงเครียด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง
วินาทีต่อมา เขาก็เห็นจางเซิ่งเดินเข้ามา...
จางเซิ่งดึงตัวคนของสภานักเรียนมาคุยด้วยสองสามประโยค พวกเขามองหลินเฉิงสลับกับจางเซิ่ง จากนั้นก็พยักหน้า แล้วจึงดันพวกไทยมุงคนอื่นๆ ออกไปนอกหอพัก
ประตูหอพักถูกปิดลง
หน้าต่างบานเล็กบานนั้นก็ถูกดึงผ้าม่านปิดไว้เช่นกัน
"พี่เซิ่ง!"
"พี่เซิ่ง..."
"พี่เซิ่ง มันลงมือก่อนนะ!"
"พี่เซิ่ง ฉันเป็นพยานได้ หลินเฉิงเป็นคน..."
จางเซิ่งไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปหาฉีไห่เฟิง แล้วพับหน้าจอมือถือที่ฉีไห่เฟิงกำลังจะใช้โทรแจ้งตำรวจลง
"นั่งลงก่อน"
ฉีไห่เฟิงอ้าปากจะอธิบายตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อสบเข้ากับแววตาอันสงบนิ่งของจางเซิ่ง คำแก้ตัวก็จุกอยู่ที่คอในพริบตา
คำพูดสั้นๆ ของเขาช่างนุ่มนวล แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้เปี่ยมไปด้วยพลัง ทำเอาท่าทีแข็งกร้าวบนร่างของฉีไห่เฟิงอ่อนยวบลงทันที
รูมเมตที่เดิมทีพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็เงียบกริบลงในพริบตา
พวกเขาเห็นจางเซิ่งโบกมือ จากนั้นก็พากันนั่งลงตาม
"นายก็นั่งลงด้วย!"
หลินเฉิงในสภาพทุลักทุเลก้มหน้านั่งลงบนเก้าอี้
จิตใจของเขาค่อยๆ ดิ่งลึกลง
ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด
วันนี้ ศักดิ์ศรีของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ล้วนถูกฉีกทึ้งอย่างเลือดเย็นภายในหอพักแห่งนี้...
บรรยากาศที่อึดอัด อึดอัดอย่างหาที่สุดไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ ทั้งยังน้อยเนื้อต่ำใจ จนถึงขั้นมีความคิดแวบหนึ่งว่าอยากจะกระโดดลงจากหน้าต่างหอพักนี้ เลิกเป็นคนไปซะให้รู้แล้วรู้รอด
จางเซิ่งตบไหล่เขาเบาๆ
เขาเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ขอบตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก
"พี่เซิ่ง ผม..."
"ก่อนจะพูด ปรับอารมณ์ให้ดีซะก่อน อย่าปล่อยให้อารมณ์มารบกวนความคิด และอย่าให้อารมณ์มาส่งผลต่อการกระทำของเรา"
คำพูดไม่กี่ประโยคของจางเซิ่งทำให้หัวใจของหลินเฉิงสั่นสะท้านเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พยักหน้ารับตามสัญชาตญาณ
ในหอพักแห่งนี้...
ความจริงเขารู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนที่เข้ากับใครไม่ได้
เขาไม่เคยคิดที่จะสานสัมพันธ์กับคนในหอพักเลย
พวกเขาโดดเรียน หนีเรียน เล่นเกม หมกมุ่นอยู่กับนู่นนี่นั่นทั้งวัน แต่กลับไม่ยอมเรียนหนังสือเลย...
นี่มันเป็นการลบหลู่มหาวิทยาลัยชัดๆ
เขารู้สึกขยะแขยงคนพวกนี้โดยสัญชาตญาณ
แต่...
จางเซิ่ง ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนพวกนั้น
จางเซิ่งก็เหมือนกับเขา คือรักการเรียนมาก ในขณะเดียวกัน ฐานะทางบ้านก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก สวมเสื้อผ้าคล้ายๆ กับเขา แถมพอมีเวลาว่างก็จะไปทำงานพาร์ตไทม์ที่มหาวิทยาลัย
ในเวลาเดียวกัน คำพูดอันอ่อนโยนไม่กี่ประโยคของจางเซิ่ง ก็ดูเหมือนจะทำให้คนรู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
เขาเริ่มสงบสติอารมณ์ลงทีละน้อย
จากนั้น เขาก็มองจางเซิ่งสอบถามสถานการณ์จากคนอื่นๆ
เขาเห็นฉีไห่เฟิงใส่สีตีไข่เล่าเรื่องบางอย่าง อารมณ์ที่เพิ่งจะสงบลงได้เล็กน้อยของเขาก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง "นั่นมันไม่จริง!"
ฉีไห่เฟิงกับหลินเฉิงผุดลุกขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง!
ขณะที่ดูเหมือนกำลังจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นอีกระลอก จางเซิ่งก็ยื่นมือออกไปกดตัวทั้งสองคนที่เพิ่งยืนขึ้นให้นั่งลงไปอีกครั้ง
"การใช้กำลังมันเป็นเกมของพวกคนเถื่อนเสมอ เรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว ยังจะทำตัวเป็นเด็กเล่นดินเล่นทรายอยู่อีกเหรอ?"
"แต่ว่า แม่งเอ๊ย พี่เซิ่ง พี่ก็รู้ว่าไอ้หมอนี่..."
ฉีไห่เฟิงโกรธจัด ในหัวเต็มไปด้วยอารมณ์ด้านลบ เตรียมจะระบายออกมาให้หมดเปลือก
ทว่าเมื่อเขาเห็นแววตาอันไร้ความรู้สึกคู่นั้นของจางเซิ่ง เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เสียงถึงได้เบาลง เบาลงเรื่อยๆ
ไม่ใช่แค่เขา แต่ทั้งหอพักจู่ๆ ก็เงียบสงัดลง
จางเซิ่งกวาดสายตามองทุกคน
กวาดสายตาไปหยุดที่ใคร คนนั้นก็ก้มหน้าลง
แววตาของเขาเฉียบคมมาก ราวกับจะทิ่มแทงทะลุจิตใจคนได้ ตอนแรกฉีไห่เฟิงยังเงยหน้าสบตากับจางเซิ่ง แต่ต่อมาก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
ความเงียบสงัดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด...
นั่นคือความรู้สึกไม่สบายใจ
ทั้งที่จางเซิ่งก็นั่งอยู่ตรงนั้น แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร
ความรู้สึกไม่สบายใจท่ามกลางความเงียบงันนี้ดำเนินต่อไปพักใหญ่...
จางเซิ่งเผยรอยยิ้มออกมา เขาตบไหล่หลินเฉิงอีกครั้ง
"ใจเย็นลงแล้วใช่ไหม?"
"ใจเย็นลงแล้วครับ"
"งั้นนายรู้แล้วใช่ไหมว่าควรทำอะไร?"
"ผม ผม ผมรู้ครับ..." หลินเฉิงริมฝีปากสั่นระริก ในที่สุดก็หันไปมองฉีไห่เฟิง "ขอโทษ... ฉัน..."







