ในยุคสมัยที่ยังไม่ถูกชื่อเสียงและผลประโยชน์กัดกร่อน ท่าทีของอาจารย์หลายท่านตอนกินข้าวในแฟลตของม.ครุศาสตร์เยียนจิงนั้น ตรงกับภาพลักษณ์ปัญญาชนในจินตนาการของคนจีนมาก
หลังจากออกมาจากบ้านอาจารย์โหว หลินเฉาหยางก็อดถอนหายใจไม่ได้ โลกช่างเปลี่ยนไปเร็วจริงๆ!
"ถอนหายใจทำไมหรือคะ" เถาอวี้ซูถามเขา
"ผมกำลังเสียดายน่ะสิ"
"เสียดายอะไรคะ"
"อาจารย์หลายท่านเอาแต่พูด ไม่รู้จักเอาความคิดพวกนั้นเขียนออกมาตีพิมพ์ เพื่อช่วยสร้างกระแสให้นิยายของผมบ้างเลย"
เถาอวี้ซูถูกเขาหยอกจนหัวเราะร่วน "ฝันหวานไปเถอะค่ะ!"
"พวกเขาก็จะได้ค่าต้นฉบับด้วยไม่ใช่หรือไง นี่เรียกว่าได้ประโยชน์ร่วมกันต่างหาก"
สองสามีภรรยาพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง เดินกลับเยียนยฺเหวียนท่ามกลางแสงดาว
เช้าวันจันทร์เวียนมาถึงอีกครั้ง หน้าประตูห้องสมุดมีนักศึกษามาเข้าคิวจองที่นั่งกันเนืองแน่นตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วงนี้อากาศในเยียนจิงร้อนขึ้นเรื่อยๆ นักศึกษาที่มาห้องสมุดก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้นตามไปด้วย หลายคนในมือยังหิ้วอาหารเช้ามาด้วย ดูท่าทางคงกะจะเรียนไปกินมื้อเช้าไป
ตู้หรงมองฝูงชนดำมืดที่หน้าประตูแล้วลอบโอดครวญในใจ เช้านี้คงยุ่งหัวหมุนแน่
ตลอดช่วงเช้า แผนกต้อนรับยุ่งอยู่กับการลงทะเบียน ส่วนคลังหนังสือก็ยุ่งกับการหาหนังสือ ทุกคนต่างมีหน้าที่ให้วุ่นวาย
วันนี้หลินเฉาหยางประจำอยู่ที่คลังหนังสือชั้นหก เขายุ่งจนไม่มีเวลาจะอู้งาน ในใจได้แต่ตั้งตารอให้ปิดเทอมฤดูร้อนมาถึงไวๆ
กว่าจะถึงช่วงบ่าย ในที่สุดก็พอมีเวลาพักบ้าง เขาจับปากกาเขียนนิยายไปได้ครู่หนึ่ง ยังไม่ทันจะเข้าที่เข้าทางก็ถึงเวลาเลิกงานเสียแล้ว
เขาเก็บของลงมาชั้นล่าง พอเดินถึงประตูก็เห็นจางเต๋อหนิงยืนรออยู่
"มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมไม่เรียกผมล่ะ"
"เห็นพวกคุณดูยุ่งๆ กันน่ะ ฉันก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นานเหมือนกัน" จางเต๋อหนิงอธิบาย
ทั้งสองเดินไปคุยไป หลินเฉาหยางถามขึ้น "มาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"
"ไม่ได้มาหาคุณหรอก มาหาภรรยาคุณต่างหาก"
"หาอวี้ซูเหรอครับ" หลินเฉาหยางประหลาดใจเล็กน้อย
จางเต๋อหนิงยิ้ม "จำเรื่องรวมบทวิจารณ์ที่เหล่าหลี่พูดตอนที่คุณไปกองบรรณาธิการคราวก่อนได้ไหม"
"อย่าบอกนะว่าตีพิมพ์แล้ว"
จางเต๋อหนิงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าอย่างภาคภูมิใจ "ดูสิ!"
หลินเฉาหยางรับหนังสือมาพลางอุทาน "พวกคุณทำออกมาได้จริงๆ ด้วยแฮะ"
'รวมบทวิจารณ์ <คนเลี้ยงม้า>' เป็นหนังสือเล่มเล็กปกสีฟ้า ดูจากความหนาแล้วไม่หนาเท่าไหร่ อย่างมากก็ราวหกถึงเจ็ดหมื่นตัวอักษร ซึ่งก็เข้าใจได้ บทวิจารณ์บทหนึ่งเต็มที่ก็สามถึงห้าพันตัวอักษร รวมบทวิจารณ์เล่มหนึ่งอย่างเก่งก็รวบรวมไว้สักยี่สิบบท แถมยังต้องเป็นนักวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงพอตัวด้วยถึงจะได้ลง
"ไม่ใช่พวกเราหรอก หลักๆ เป็นเพราะสำนักพิมพ์นักเขียนสนับสนุนน่ะ คุณก็รู้ว่าตอนนี้สหายติงหลิงหวนคืนสู่วงการแล้ว..."
จางเต๋อหนิงไม่ได้พูดรายละเอียดมากนัก แต่หลินเฉาหยางก็เข้าใจแจ่มแจ้ง การที่สำนักพิมพ์นักเขียนยอมออกรวมบทวิจารณ์เล่มนี้ได้ คงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับบทวิจารณ์ที่ติงหลิงเขียนให้ 'คนเลี้ยงม้า' แน่นอน
"บทวิจารณ์ของสหายอวี้ซูก็ถูกรวมไว้ในนี้ด้วย วันนี้ฉันเลยตั้งใจเอาหนังสือตัวอย่างมาให้เธอ ส่วนใบสั่งจ่ายค่าต้นฉบับก็น่าจะส่งไปรษณีย์ตามมาให้ภายในวันสองวันนี้แหละ"
หลินเฉาหยางหัวเราะร่วน "ถ้ารู้ข่าวนี้เธอต้องดีใจแน่ๆ ไปๆ ๆ ไปกินข้าวที่บ้านกันครับ"
จางเต๋อหนิงมองท่าทีของหลินเฉาหยางแล้วสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนกลัวเมีย
"มาตั้งหลายรอบ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่คุณชวนฉันไปกินข้าวที่บ้าน"
"คราวก่อนๆ เวลามันไม่เหมาะนี่ครับ วันนี้บังเอิญพอดี ตรงกับเวลาเลิกงานเป๊ะ"
โกหกหน้าตาย มิน่าล่ะถึงเขียนนิยายได้ดี จางเต๋อหนิงประเมินเขาอยู่ในใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน พอเถาอวี้โม่ได้ยินว่าจางเต๋อหนิงเป็นบรรณาธิการของเยียนจิงวรรณศิลป์ และตั้งใจเอาหนังสือตัวอย่างมาส่งให้เถาอวี้ซูผู้เป็นพี่สาวโดยเฉพาะ เธอก็ตื่นเต้นเป็นการใหญ่
"พี่เขย ขอฉันดูหน่อยได้ไหมคะ"
หลินเฉาหยางยื่นหนังสือเล่มเล็กให้เถาอวี้โม่ เธอเปิดดูรวมบทวิจารณ์ด้วยความดีใจ บทความของเถาอวี้ซูที่รวมอยู่ในนั้น ก็คือบทความที่เคยตีพิมพ์ในเยียนจิงวรรณศิลป์นั่นเอง
'รวมบทวิจารณ์ <คนเลี้ยงม้า>' ส่วนใหญ่รวบรวมบทวิจารณ์ของนักวิจารณ์ชื่อดังหรือบุคคลในแวดวงวรรณกรรม อย่างเช่น หูเต๋อเพ่ย, เหยียนกัง, ติงหลิง...
ตามหลักแล้ว ด้วยชื่อเสียงและอิทธิพลในงานวิจารณ์ของเถาอวี้ซูตอนนี้ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะปรากฏตัวในรวมบทวิจารณ์เล่มเดียวกับบุคคลระดับนั้นได้ แต่ใครใช้ให้เถาอวี้ซูมีเส้นสายล่ะ
สามีเขียนนิยาย ภรรยาเขียนบทวิจารณ์ หากแพร่งพรายออกไปก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ เรื่องหนึ่ง
ใครจะกล้าบอกว่านี่คือการใช้เส้นสายกัน
ที่บ้านมีแขกมา แม่ยายเถาจึงต้องทำกับข้าวเพิ่ม เลยเรียกเถาอวี้โม่ไปช่วย เธอจึงต้องวางรวมบทวิจารณ์ในมือลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
หลินเฉาหยางกับจางเต๋อหนิงคุยสัพเพเหระกันอยู่พักหนึ่ง เถาอวี้ซูก็กลับมา พอได้ยินว่าจางเต๋อหนิงเอาหนังสือตัวอย่างรวมบทวิจารณ์มาให้ เธอก็มีสีหน้าดีใจไม่ต่างกัน
พวกเขาคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พอใกล้จะถึงเวลากินข้าว จางเต๋อหนิงก็ถามหลินเฉาหยางว่า "ช่วงนี้ได้วางโครงเรื่องนิยายเรื่องใหม่ไว้บ้างหรือเปล่า"
อย่าว่าแต่วางโครงเรื่องเลย จะเขียนจบอยู่รอมร่อแล้ว
หลินเฉาหยางตัดสินใจชิงลงมือเป็นฝ่ายรุกก่อน "คุณลองพูดมาสิว่า คุณไม่ได้มาคุยเรื่องงานเขียนกับผมตั้งนานแค่ไหนแล้ว"
จางเต๋อหนิงทำหน้างง หมายความว่าไง คุณคิดว่าฉันว่างมากนักหรือไง
"นิยายเรื่องใหม่ของผมใกล้จะเขียนจบแล้วละ แต่ก่อนหน้านี้เหล่าหลิวจากตุลาคมมาคุยกับผมสองรอบ ให้แนวคิดผมมาไม่น้อยเลย
นิยายเรื่องนี้...ผมให้พวกเขาไปแล้วล่ะ"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเต๋อหนิงแข็งค้าง
นิยายเรื่องใหม่เขียนจบแล้วเหรอ
เอานิยายเรื่องใหม่ให้ตุลาคมไปแล้วเหรอ
ฉันไม่อยู่บ้าน...เอ๊ย ไม่ได้มาหาแค่ไม่นาน คุณก็ถูกคนอื่นฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามาแล้วงั้นเหรอ
"เขามาแค่สองครั้งคุณก็ให้ไปแล้วเหรอ" จางเต๋อหนิงเค้นคำพูดนี้ลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก
"โธ่เอ๊ย! ก็คนกันเองทั้งนั้น จะให้ทำยังไงล่ะ" หลินเฉาหยางพูดโดยไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด ก่อนจะหันมาบ่นจางเต๋อหนิงแทน "คุณก็เหมือนกัน ไม่รู้จักมาตามต้นฉบับจากผมบ้าง นิยายมันออกมาแล้ว พอเขามาขอต้นฉบับ ผมจะโกหกว่าไม่มีได้ยังไงล่ะ"
จางเต๋อหนิงรู้สึกเหมือนมีเลือดจุกอยู่ที่อก สรุปว่าโทษฉันงั้นสิ
สายตาดุดันของเธอคงอยู่ได้ไม่ถึงสองวินาที สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเว้าวอน "เฉาหยาง คุณเป็นนักเขียนที่เยียนจิงวรรณศิลป์ของเราปั้นมานะ จะเอนเอียงไปหาตุลาคมแบบนี้ไม่ได้นะ!"
"จะบอกว่าเอนเอียงไปหาตุลาคมได้ยังไงกัน ดูคุณพูดเข้าสิ" หลินเฉาหยางรินน้ำชาเติมให้เธอพลางปลอบใจ "ที่ให้ต้นฉบับเหล่าหลิวไปก็เพราะจังหวะมันพอดี วันหลังถ้ามีต้นฉบับ ผมต้องนึกถึงเยียนจิงวรรณศิลป์ของพวกคุณแน่นอนครับ"
คำสัญญาของหลินเฉาหยางทำให้จางเต๋อหนิงรู้สึกเบาใจลงบ้าง ก่อนจะถามต่อ "นิยายเรื่องนั้นของคุณเกี่ยวกับอะไรล่ะ"
"เป็นนิยายแนวสงครามที่ใช้สงครามฝั่งนู้นเป็นฉากหลังน่ะครับ"
"เล่ารายละเอียดหน่อยสิ"
"ก็ประมาณว่า..."
หลินเฉาหยางเล่าเนื้อหานิยายคร่าวๆ ให้จางเต๋อหนิงฟังรอบหนึ่ง ฟังจบเธอก็ทำหน้าครุ่นคิด "โครงเรื่องดีมากเลยนะ แต่คุณไม่เคยแตะนิยายแนวสงครามมาก่อน จะคุมเนื้อหาได้ดีหรือเปล่า"
หลินเฉาหยางรู้สึกว่าเธอแค่อยากหลอกขอดูต้นฉบับของเขามากกว่า "ใกล้จะเขียนจบแล้วครับ ถึงตอนนั้นค่อยให้ทางกองบรรณาธิการเป็นคนตัดสินใจแล้วกัน"
"เอาอย่างนี้ไหม ฉันช่วยตรวจดูให้ก่อน" จางเต๋อหนิงเสนอ
ท่าทางของเธอตอนนี้เหมือนอันธพาลที่จ้องจะเคลมแม่ม่ายท้ายหมู่บ้านไม่มีผิด
"ไม่เป็นไรครับ" หลินเฉาหยางปฏิเสธทันควัน "มาๆ ๆ กินข้าวกันก่อน กินข้าวกันเถอะ!"
มาเยียนยฺเหวียนตั้งหลายครั้ง ในที่สุดจางเต๋อหนิงก็ได้กินข้าวที่ครอบครัวตระกูลเถาเสียที แต่มื้อนี้เธอกลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในหัวมีแต่นิยายเรื่องนั้นของหลินเฉาหยาง ภายในใจเต็มไปด้วยความเจ็บใจ
รู้อย่างนี้...รู้อย่างนี้...ฉันน่าจะมาให้บ่อยกว่านี้!
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่จางเต๋อหนิงมาทำงาน เธอก็แจ้งข่าวร้ายนี้ให้โจวเยี่ยนหรูทราบ อีกฝ่ายถึงกับเต้นผางด้วยความโกรธทันที
"ฉันว่าแล้วเชียว! ฉันว่าแล้ว! ตอนไปร่วมงานของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ม.เยียนจิงคราวก่อน ฉันก็ดูออกแล้วว่าหลิวซินอู่ไม่ได้มาดี ที่แท้ก็ฉวยโอกาสตอนพวกเราเผลอมาฉกต้นฉบับไปจริงๆ ด้วย!"
โจวเยี่ยนหรูร้อนรนจนเดินวนไปวนมาในออฟฟิศ ก่อนจะบ่นอีกว่า "เธอก็เหมือนกัน เมื่อก่อนไปหาเฉาหยางออกจะบ่อย ช่วงนี้ทำไมไม่ขยันแวะไปสักสองสามรอบล่ะ"
จางเต๋อหนิงทำหน้าน้อยใจ "ฉันก็ยุ่งเหมือนกันนี่นา!"
"เธอ..." คำตำหนิหยุดชะงักอยู่ที่ริมฝีปาก โจวเยี่ยนหรูพอนึกถึงปริมาณงานปกติของกองบรรณาธิการ ช่วงกว่าครึ่งปีมานี้ทุกคนก็เหนื่อยกันมากจริงๆ
"เฮ้อ! ช่างเถอะ จะรวบยอดเอาแต่ข้อดีไว้หมดก็คงไม่ได้ พวกเราก็ได้ 'รองเท้าคู่เล็ก' มาแล้วนี่นะ"
พอได้ยินโจวเยี่ยนหรูพูดแบบนี้ จางเต๋อหนิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อวานเธอได้ฟังเรื่องย่อนิยายเรื่องใหม่ของหลินเฉาหยางแล้ว รู้สึกว่าไม่น่าประทับใจเท่า 'รองเท้าคู่เล็ก' อีกอย่างหลินเฉาหยางก็ไม่เคยมีประสบการณ์เขียนผลงานแนวสงครามมาก่อน กระแสตอบรับก็ไม่แน่ว่าจะออกมาดีนัก
ในทางกลับกัน ลองดู 'รองเท้าคู่เล็ก' ที่ตีพิมพ์มาได้เดือนกว่าๆ แค่ยอดขายอย่างเดียว ก็ดันให้เยียนจิงวรรณศิลป์พุ่งทะยานไปไกลแล้ว
ก่อนที่หลี่ชิงฉวนจะมา ยอดขายของเยียนจิงวรรณศิลป์คงที่อยู่ราวๆ สองถึงสามแสนเล่มต่อเดือน ขยับขึ้นลงไม่มากนัก
หลังจากหลี่ชิงฉวนมา เยียนจิงวรรณศิลป์ก็ตีพิมพ์ 'คนเลี้ยงม้า' เป็นเรื่องแรก ซึ่งสร้างอิทธิพลอย่างมหาศาลในหมู่นักอ่านทั่วประเทศในนามของวรรณกรรมบาดแผล จากนั้นก็ทยอยตีพิมพ์ผลงานของหวังเหมิง ฟางจื้อ และคนอื่นๆ เพื่อตอกย้ำยอดขายและอิทธิพลของนิตยสารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเดือนที่แล้ว 'รองเท้าคู่เล็ก' ได้ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ ก็ดันยอดขายของเยียนจิงวรรณศิลป์ให้พุ่งทะยานแตะหลักล้านเล่มในรวดเดียว
ตัวเลขนี้ไม่เพียงทำลายสถิติยอดขายตั้งแต่ก่อตั้งเยียนจิงวรรณศิลป์มาเท่านั้น แต่ยังเป็นยอดขายสูงสุดที่นิตยสารวรรณกรรมในประเทศทำได้นับตั้งแต่หลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจนถึงปัจจุบันอีกด้วย
ถ้ารวมกับที่เพิ่งพิมพ์เพิ่มอีกสองแสนเล่มเมื่อสัปดาห์ก่อน ยอดพิมพ์ของเยียนจิงวรรณศิลป์ฉบับที่ห้าของปีนี้ก็ปาเข้าไปหนึ่งล้านหนึ่งแสนเล่มแล้ว จากการสังเกตในช่วงที่ผ่านมา จางเต๋อหนิงไม่กังวลเลยสักนิดว่านิตยสารที่พิมพ์เพิ่มพวกนี้จะขายไม่ออก
นี่คือยุคปลายยุคเจ็ดศูนย์ที่กระดาษพิมพ์ขาดแคลนนะ คุณค่าของยอดขายที่ทะลุล้านเล่มนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงอิทธิพลและพลังดึงดูดของ 'รองเท้าคู่เล็ก' ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
"คุยอะไรกันอยู่หรือ ครึกครื้นเชียว" ระหว่างที่โจวเยี่ยนหรูกับจางเต๋อหนิงกำลังคุยกัน หลี่ชิงฉวนก็เดินผ่านหน้าออฟฟิศและถามขึ้น
โจวเยี่ยนหรูจึงเล่าเรื่องที่ต้นฉบับของหลินเฉาหยางถูกตุลาคมตัดหน้าไปให้ฟัง หลี่ชิงฉวนส่ายหน้า "เรื่องแบบนี้ใครก็เลี่ยงไม่ได้หรอก วันหลังหมั่นสื่อสารกับนักเขียนให้บ่อยหน่อยก็พอแล้ว"
คำพูดประโยคนี้ของเขาไม่ใช่คำตำหนิ แต่ก็เจ็บแสบยิ่งกว่าคำตำหนิ จางเต๋อหนิงพยักหน้ารับด้วยความน้อยใจ
เมื่อจบเรื่องต้นฉบับ หลี่ชิงฉวนก็พูดกับโจวเยี่ยนหรูว่า "สองวันนี้ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะออกรวมเล่มให้ 'รองเท้าคู่เล็ก' ดีไหม ช่วงนี้นักอ่านเรียกร้องเรื่องนี้กันเยอะมาก"
'รองเท้าคู่เล็ก' ได้รับความนิยมจากนักอ่านอย่างกว้างขวางตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์ ข้อนี้ดูได้จากยอดขายของนิตยสารที่พุ่งปรี๊ดจนน่าตกใจ
จดหมายจากนักอ่านนับพันฉบับปลิวว่อนราวกับเกล็ดหิมะส่งมาที่กองบรรณาธิการเยียนจิงวรรณศิลป์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการยกย่องและชื่นชมผลงานรวมถึงตัวนักเขียน
ช่วงนี้หลี่ชิงฉวนเปิดอ่านจดหมายจากนักอ่านพวกนี้ แล้วพบว่ามีหลายคนที่เสนอว่าอยากซื้อ 'รองเท้าคู่เล็ก' แบบรวมเล่มไว้อ่านและสะสม
โจวเยี่ยนหรูได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "จะไปหาสำนักพิมพ์นักเขียนอีกเหรอคะ แค่ออกรวมบทวิจารณ์พวกเขายังไม่อยากจะทำเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าติงหลิงละก็..."
กระดาษพิมพ์ในปัจจุบันล้วนถูกจัดสรรโดยรัฐตามโควตา ปริมาณการพิมพ์ต่อปีของแต่ละสำนักพิมพ์ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว สำนักพิมพ์นักเขียนเป็นสำนักพิมพ์ชื่อดังในประเทศ ปริมาณการใช้กระดาษในแต่ละปีมีมากถึงหลายร้อยตัน แต่สิ่งพิมพ์ที่ต้องพิมพ์ออกมาก็มีไม่น้อยเช่นกัน
คราวก่อนที่เยียนจิงวรรณศิลป์วางแผนทำ 'รวมบทวิจารณ์ <คนเลี้ยงม้า>' ก็ใช้โควตากระดาษพิมพ์ของสำนักพิมพ์นักเขียน ซึ่งเท่ากับไปกินโควตาการพิมพ์ของไตรมาสนั้น การประสานงานจึงยุ่งยากมาก โชคดีที่ในรวมบทวิจารณ์มีบทความของติงหลิงอยู่ด้วย
"อืม...ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ครั้งนี้พวกเราจะไม่เป็นตัวตั้งตัวตีแล้วล่ะ ผมจะลองไปแย็บๆ กับทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนดู ว่าพวกเขาอยากจะพิมพ์รวมเล่มเรื่องนี้หรือเปล่า"
ในปัจจุบัน 'วรรณกรรมประชาชน' อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมวรรณกรรม แต่เรื่องการตีพิมพ์รับผิดชอบโดยสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน หลี่ชิงฉวนเป็นคนเก่าคนแก่ของ 'วรรณกรรมประชาชน' จึงพอจะพูดคุยกับทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนได้
โจวเยี่ยนหรูพยักหน้า ถึงแม้การทำแบบนี้จะดูเหมือนเหนื่อยเปล่าเพื่อเป็นผลประโยชน์ให้คนอื่นอยู่บ้าง แต่ใครใช้ให้หลินเฉาหยางเป็นนักเขียนที่เยียนจิงวรรณศิลป์ของพวกเธอทุ่มสุดตัวเพื่อปั้นขึ้นมาล่ะ
"เจ้าเด็กบ้าคนนี้ ต้องขอบคุณพวกเราให้ดีๆ เลยเชียว!"
หลี่ชิงฉวนยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ ไม่ได้ถือตัวว่ามีผลงานเลยแม้แต่น้อย
"ได้ประโยชน์ร่วมกันต่างหาก คุณดูสิว่าเดือนที่แล้วยอดขายนิตยสารของเราดีแค่ไหน!"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา โจวเยี่ยนหรูก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา "นั่นก็จริง 'รองเท้าคู่เล็ก' ได้รับความนิยมมากทีเดียว ถือว่ามีความดีความชอบไม่น้อยเลย"
"เต๋อหนิง เธอ..." เธอหันขวับหมายจะพูดอะไรบางอย่างกับจางเต๋อหนิง แต่แล้วก็หยุดชะงักไป ก่อนจะพูดขึ้นมาเองว่า "ช่างเถอะ ฉันไปคุยกับเขาเองดีกว่า"
จางเต๋อหนิงย่อมรู้ดีว่า 'เขา' ในปากของโจวเยี่ยนหรูคือใคร เมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่ไว้วางใจจากหัวหน้า เธอก็รู้สึกขมขื่นใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ถ้าฉันว่างนะ ฉันจะไปกวนใจหลินเฉาหยางมันทุกวันเลยคอยดูสิ!







