วันที่สามหลังจากจางเต๋อหนิงมา เถาอวี้ซูก็ได้รับค่าต้นฉบับบทวิจารณ์ของเธอที่ถูกตีพิมพ์ ยังคงเป็นมาตรฐานพันคำหกหยวน รวมเป็นเงินสิบแปดหยวน
เขียนต้นฉบับเดียวแต่ได้เงินสองรอบ ไม่มีอะไรมีความสุขไปกว่านี้อีกแล้ว
คืนนั้นหลังจากเถาอวี้ซูทบทวนบทเรียนเสร็จ ก็มาจัดการเงินเก็บส่วนตัวของที่บ้านต่อ
ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา รายได้ของครอบครัวนอกจากเงินเดือนของหลินเฉาหยางและเงินอุดหนุนการศึกษาของเธอแล้ว หลักๆ ก็คือค่าต้นฉบับของทั้งสองคน
ในจำนวนนั้น การที่นิตยสารซินหัวเยว่เป้านำเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' ไปตีพิมพ์ซ้ำได้ค่าต้นฉบับมาห้าสิบเอ็ดหยวน บทวิจารณ์ของเธอตีพิมพ์สองครั้งก็ได้มาอีกสามสิบหกหยวน แต่ก้อนใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการตีพิมพ์ 'รองเท้าคู่เล็ก' ซึ่งนำรายได้เข้าบ้านรวดเดียวถึงสี่ร้อยแปดหยวน
สองสามีภรรยาแค่ครึ่งปีนี้มีรายได้จากงานพิเศษถึงสี่ร้อยเก้าสิบห้าหยวน ปัดเศษก็คือห้าร้อยหยวน
บวกกับเงินเดือนและเงินอุดหนุนที่เหลือเก็บของปีนี้ รวมกับเงินที่เก็บไว้เมื่อปีที่แล้ว เงินในมือของทั้งสองคนมีมากถึงหนึ่งพันสี่ร้อยหกสิบสี่หยวนหกเหมาอย่างน่าตกใจ
นี่ขนาดยังไม่นับรวมบทความเรื่อง 'การเติบโตและเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวรรณกรรมบาดแผล' ที่หลินเฉาหยางส่งให้นิตยสาร 'ตุลาคม' ซึ่งยังไม่ได้รับใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับ รวมถึงค่าต้นฉบับของนิยายที่หลินเฉาหยางกำลังจะเขียน เธอก็ยังไม่ได้คำนวณรวมเข้าไปด้วย
หลินเฉาหยางฟังเถาอวี้ซูคิดบัญชีจนไม่มีสมาธิเขียนนิยาย เขาถามด้วยความประหลาดใจ "ตอนนี้เราสองคนมีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?"
บนใบหน้าของเถาอวี้ซูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ยังพูดอย่างมีเหตุผลว่า "น่าจะเป็นเก้าร้อยหกสิบสี่หยวนหกเหมามากกว่า มีห้าร้อยหยวนที่แม่ให้มา วันหลังก็ต้องคืนให้ผู้เฒ่าทั้งสอง"
"งั้นก็ไม่น้อยแล้วล่ะ ซื้อบ้านได้แล้วมั้ง?" หลินเฉาหยางถามขึ้นมาทันที
"ซื้อบ้าน?"
เถาอวี้ซูชะงักไปครู่หนึ่ง ในยุคนี้ทุกคนยังไม่มีแนวคิดเรื่องการซื้อบ้าน ไม่พักหอพักของหน่วยงานก็รอหน่วยงานจัดสรรบ้านให้ เว้นแต่จะหมดหนทางจริงๆ ถึงจะคิดไปเช่าบ้าน
"ใช่สิ! มีเงินแล้วก็ซื้อบ้าน ตอนนี้ซื้อบ้าน..."
หลินเฉาหยางอยากจะพูดว่า "ราคาถูกเหมือนได้เปล่า" แต่พอนึกถึงรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนในตอนนี้ ความจริงก็ถือว่าไม่ได้ถูกขนาดนั้น
เราเป็นเจ้าของบ้านหน้าเลือดไม่ได้ ซื้อบ้านก็เพื่อสู้กับเงินเฟ้อทั้งนั้นแหละ
ใช่ สู้กับเงินเฟ้อ!
"น่าจะหาซื้อยากนะ?"
ครอบครัวตระกูลเถาทั้งเก้าชีวิตเบียดเสียดกันอยู่ในบ้านขนาดห้าสิบตารางเมตร เมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ถือว่าดีมากแล้ว แต่มนุษย์เราก็ไม่รู้จักพอ ตอนไม่มีก็หวังอยากจะมี พอมีแล้วก็หวังอยากจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
อีกอย่างเถาอวี้ซูรู้สึกว่าที่บ้านคนเยอะ ก็เสียงดังไปหน่อยจริงๆ อย่างอื่นไม่เท่าไหร่ แต่หลินเฉาหยางทำงานเขียน จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบมากๆ
หลินเฉาหยางลูบคางครุ่นคิด เขามาเยียนจิงได้ครึ่งปีกว่าแล้ว ยังไม่เคยได้ยินว่าคนรอบตัวมีใครจะซื้อขายบ้านเลย คำว่าอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นมาด้วยซ้ำ
"หาซื้อยากจริงๆ นั่นแหละ" หลินเฉาหยางก็ปวดหัวนิดหน่อย
"ค่อยๆ รอดูโอกาสไปเถอะ บางทีวันหน้าอาจจะมีโอกาสก็ได้นะ?" เถาอวี้ซูพูดปลอบใจเขา
"อืม"
หลังจากสองสามีภรรยาคุยกันจบ เถาอวี้ซูก็หันไปท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ผ่านไปสักพักเธอก็บ่นด้วยความหงุดหงิดว่า "คำศัพท์ภาษาอังกฤษพวกนี้ท่องยากจริงๆ!"
เถาอวี้ซูเป็นนักเรียนดีเด่นที่โรงเรียน วิชาเอกไหนก็ไม่ด้อย มีเพียงภาษาอังกฤษเท่านั้นที่เรียนไม่ค่อยดี
ถ้าใช้คำพูดของเธอ คำศัพท์พวกนั้นก็เหมือนมีขา พอเธอท่องจบ พริบตาเดียวก็หายวับไปแล้ว
หลินเฉาหยางมักจะหยอกล้อเธอเสมอว่าเป็นพวกรากฐานตรงเป๊ะ ต้นกล้าแดงแจ๋ จนเรียนภาษาของพวกฝรั่งหัวแดงไม่เข้าหัว
ดูเรื่อง 'ไล่ล่า' เธอกลับนึกถึงการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามของญี่ปุ่น ดูเรื่อง 'หงส์ขาว' เธอกลับนึกถึง 'กองกำลังหญิงสวมเสื้อแดง'
สมน้ำหน้าแล้วที่ภาษาอังกฤษไม่ดี!
แต่ถึงอย่างนั้น ภรรยาตัวเองก็ต้องรักเอง ช่วงนี้หลินเฉาหยางกำลังคิดจะหาเครื่องบันทึกเสียงให้เถาอวี้ซูสักเครื่อง ทางที่ดีควรเป็นแบบพกพาได้ เธอจะได้พกไปโรงเรียน ไปไหนก็เรียนได้ทุกที่
เขาจำได้ว่าของพรรค์นั้นมีมาสองปีแล้ว แต่ในประเทศยังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่
คนแรกที่หลินเฉาหยางนึกถึงคือการขอความช่วยเหลือจากฝรั่งน้อยอาเหมา แต่ช่วงนี้กลับไม่เห็นหน้าเขาเลย ไม่รู้ว่าฝรั่งน้อยคนนี้หายไปไหน ดังนั้นตอนนี้เขาจึงทำได้แค่คิดเอาไว้ก่อน
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน พอเห็นว่าใกล้จะถึงเดือนกรกฎาคม บรรยากาศในครอบครัวตระกูลเถาก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา
กระทรวงศึกษาธิการออกหนังสือสั่งการแต่เนิ่นๆ ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้กำหนดไว้ในวันที่เจ็ดถึงเก้ากรกฎาคม
ที่บ้านมีนักเรียนมัธยมปลายปีสามอย่างเถาอวี้โม่ พอมาถึงช่วงนี้ทุกคนก็ย่อมต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ กลัวว่าจะไปรบกวนการเรียนของเถาอวี้โม่
เด็กผู้ชายอายุเลยสามขวบไปแล้วแม้แต่หมายังรังเกียจ เด็กน้อยสองคนของตระกูลเถาก็ถึงวัยนี้พอดี ขอแค่พวกเขาสองคนอยู่บ้าน ก็ไม่มีเวลาให้สงบสุขเลย ช่วงนี้ทั้งคู่จึงโดนตีไปไม่น้อย
เย็นวันนั้น แม่ยายเถาและพี่สะใภ้จ้าวลี่กำลังทำกับข้าว เพื่อไม่ให้เด็กเล็กสองคนไปรบกวนการเรียนของเถาอวี้โม่ พี่เมียเถาอวี้เฉิงและหลินเฉาหยางจึงพาทั้งสองคนออกไปสูดอากาศข้างนอก
เถาซีเหวินอายุเจ็ดขวบ เถาซีอู่อายุสี่ขวบ ถึงวัยที่เล่นเองได้แล้ว หลินเฉาหยางและเถาอวี้เฉิงแค่ยืนดูทั้งสองคนอยู่ห่างๆ ก็พอ
ทั้งสองคนสุมหัวพ่นควันบุหรี่ด้วยกัน จู่ๆ เถาอวี้เฉิงก็ถามหลินเฉาหยาง "เตรียมจะมีลูกกับอวี้ซูเมื่อไหร่ล่ะ?"
"อวี้ซูยังเรียนหนังสืออยู่เลย จะเอาเวลาที่ไหนล่ะครับ!"
"นายพูดแบบนี้ ตอนนี้เรียนหนังสือ วันหน้าก็ต้องทำงานอีก เวลาเนี่ย เจียดๆ เอามันก็ต้องมีแหละ"
คำพูดของพี่เมียแฝงไปด้วยความเข้าใจโลก แต่ถ้าเถาอวี้ซูได้ยินเข้า ก็คงจะด่าเขากลับว่ายืนพูดมันไม่ปวดหลังนี่
"ปัจจัยแวดล้อมยังไม่อำนวย อีกสักสองปีค่อยว่ากันเถอะครับ" หลินเฉาหยางกล่าว
ช่วงเช้าของวันนี้ หลินเฉาหยางวิ่งไปแอบเรียนที่ภาควิชาภาษาจีน วิชาที่ไปแอบเรียนคือ 'การวิจัยฉู่ฉือ' ของหลินเกิง
ตอนสอนหนังสืออาจารย์อาวุโสมีชีวิตชีวา แผ่นหลังตั้งตรง เชิดหน้าอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าไหมสไตล์จีนที่หาดูได้ยาก ดูสะอาดสะอ้านและแฝงไปด้วยความพลิ้วไหว หลินเฉาหยางพอนึกภาพออกเลยว่าตอนสหายเฒ่าสวมชุดนี้เดินในม.เยียนจิงจะเรียกสายตาคนได้มากขนาดไหน
หลินเกิงชอบตั้งคำถามเวลาสอน สอนๆ อยู่จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่า "ชวีหยวนบุกเบิกฉู่ฉือ ทำไมพอบุกเบิกปุ๊บก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดเลย? ทำไมแทบจะไม่มีคนรุ่นหลังสืบทอด? ทำไมชวีหยวนถึงแทบจะเท่ากับฉู่ฉือทั้งหมด?"
เจอคำถามคอมโบสามรวด นักศึกษาภาควิชาภาษาจีนรุ่นปีเจ็ดเจ็ดและเจ็ดแปดเกือบสองร้อยคนต่างเบิกตาโพลงอย่างงุนงง ไม่มีใครตอบได้สักคำถามเดียว
ทุกคนยังฟังบรรยายไม่จบด้วยซ้ำ จะไปตอบคำถามที่ยากขนาดนี้ได้ยังไง
แต่ในความเป็นจริง หลินเกิงไม่ได้อยากให้ทุกคนตอบคำถาม เพียงแค่ต้องการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน ให้ตั้งใจฟังบรรยายก็เท่านั้น
พอเขาถามคำถามจบ ทุกคนก็ตื่นตัวขึ้นมาเต็มร้อยจริงๆ
"ธิดาเทพจุติ ณ ดอนทรายทิศอุดร ทอดพระเนตรเหม่อลอย พาให้ข้าโศกศัลย์ สายลมสารทพัดแผ่วพลิ้ว คลื่นทะเลสาบต้งถิงกระเพื่อมไหว ใบไม้ร่วงหล่น"
เมื่อบรรยายถึงจุดที่สะเทือนอารมณ์ สหายเฒ่าก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงท่องบทกวีออกมา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ดึงอารมณ์ของทุกคนให้จมดิ่งลงไปในบรรยากาศนั้น จากนั้นจึงเริ่มพูดถึงจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมรำพันฤดูใบไม้ร่วง พูดถึงว่าสายลมสารทและใบไม้กลายเป็นภาพพจน์เชิงกวีที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบทกวีของคนรุ่นหลังได้อย่างไร
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นล้วนถูกอารมณ์และเนื้อหาการบรรยายของเขาทำให้ซาบซึ้ง สัมผัสได้ถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของวรรณกรรมเมื่อหลายพันปีก่อน
ตอนเลิกเรียน เฉินเจี้ยนกงพึมพำว่า "น่าจะให้พวกที่เขียนบทกวีสมัยใหม่มาฟังการบรรยายของอาจารย์จริงๆ!"
หลินเฉาหยางเห็นด้วยกับคำพูดของเขา บทกวีสมัยใหม่ดูเหมือนใครๆ ก็เขียนได้ แต่ถ้าจะเขียนให้มีความเป็นกวี เขียนให้มีความงดงาม กลับยากยิ่งกว่าการเขียนบทกวีแบบลวี่ซือหรือเจวี๋ยจวี้เสียอีก
เพราะมันไม่สนใจฉันทลักษณ์ ไม่สนใจสัมผัสข้อความ ซึ่งแท้จริงแล้วข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตีกรอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การสร้างสรรค์ผลงานมีกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ด้วย
สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดเวลาที่หลินเกิงบรรยายเรื่องฉู่ฉือก็คือ เขาสามารถบรรยายถึงความงดงามของฉู่ฉือได้ และความงดงามนี้ยังไม่ผ่านการขัดเกลาอย่างเข้มงวดของบทกวีแบบมีฉันทลักษณ์ ซึ่งความจริงแล้วมีส่วนคล้ายคลึงกับการสร้างสรรค์บทกวีสมัยใหม่อย่างน่าประหลาด
ถ้าหากสามารถทำความเข้าใจความหมายแฝงของฉู่ฉือได้อย่างถ่องแท้ การเขียนบทกวีสมัยใหม่จะไปยากอะไร
ตอนบ่าย โจวเยี่ยนหรูมาหาหลินเฉาหยางเพื่อพูดคุยเรื่องการตีพิมพ์ฉบับรวมเล่ม
แตกต่างจากการที่ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' จะออกหนังสือรวมบทวิจารณ์ให้ 'คนเลี้ยงม้า' หลินเฉาหยางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นกับการตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มให้ 'รองเท้าคู่เล็ก'
ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเสียจาก: ได้เงิน!
หนังสือรวมบทวิจารณ์รวบรวมแต่บทวิจารณ์ของคนอื่น ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาที่เป็นผู้แต่งต้นฉบับเลยแม้แต่แดงเดียว แต่ฉบับรวมเล่มไม่เหมือนกัน นิยายตีพิมพ์ลงนิตยสารก่อน แล้วค่อยตีพิมพ์รวมเล่มทีหลัง ปลาตัวเดียวกินได้สองต่อ รับค่าต้นฉบับสองรอบ เขาจะไม่ดีใจได้ยังไง? จะไม่กระตือรือร้นได้ยังไง?
รู้จักกันมาครึ่งปีกว่าแล้ว โจวเยี่ยนหรูก็ชินกับท่าทางเห็นแก่เงินของหลินเฉาหยางแล้ว
แต่เรื่องนี้ในตอนนี้ยังเป็นแค่ความคิด จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนก่อน หลังจากโจวเยี่ยนหรูได้รับการสนับสนุนจากหลินเฉาหยางแล้วก็บอกให้เขารอฟังข่าวจากเธอ หลินเฉาหยางรีบพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว
รอไปสิ ขอแค่ได้เงินก็พอ
ปลายเดือนมิถุนายน ในที่สุดหลินเฉาหยางก็เขียนนิยายที่รับปากตู้เฟิงไว้เสร็จ เขาขี่จักรยานของเถาอวี้ซูเอาต้นฉบับไปส่งที่ค่ายทหารตรงตีนเขาสือจิ่งซาน เรื่องหลังจากนี้ก็คือการรอคอย
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่การรอคอย ในมือเขายังมีนิยายอีกเรื่องที่ต้องเขียน นั่นคือนิยายที่รับปากหลี่เสี่ยวหลินแห่งนิตยสาร 'การเก็บเกี่ยว' ไว้
คราวนี้เขายังคงใช้ชื่อแฝงหวังชิ่งไหลเขียนอยู่ ดังนั้นจึงทำได้แค่ขโมยเวลาว่างตอนกลางวันในห้องสมุดมาเขียนได้นิดหน่อย ความคืบหน้าจึงไม่เคยเร็วขึ้นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนไปได้ไม่ถึงครึ่ง
ผ่านไปสองวัน ตู้เฟิงก็วิ่งมาที่ครอบครัวตระกูลเถา พอเจอหลินเฉาหยางก็ดึงตัวเขาไว้ด้วยความตื่นเต้น
"พี่เขย ตัวเอกในนิยายของพี่เอาผมเป็นต้นแบบใช่ไหม?"
หลินเฉาหยางงงเป็นไก่ตาแตก "หมายความว่าไง?"
"ตัวเอกของพี่ไง คุณชายคนนั้นน่ะ!"
"อ้อ!" หลินเฉาหยางเข้าใจแล้ว
เขาอยากจะบอกน้องเมียว่าไม่ใช่ ต้นฉบับเดิมเขาก็เขียนมาแบบนั้นอยู่แล้ว
อีกอย่าง ถ้าเขาบอกว่าตู้เฟิงเป็นต้นแบบของคุณชายในนิยาย นั่นไม่เท่ากับเอาพ่อกับแม่ของเขาเข้าไปเกี่ยวด้วยหรอกเหรอ?
"เอ่อ... งานศิลปะและวรรณกรรมน่ะ ล้วนมาจากชีวิตจริงทั้งนั้นแหละ ตัวละครนี้ก็สร้างขึ้นมาโดยผสมผสานประสบการณ์ของคนหลายๆ คนเข้าด้วยกันนั่นแหละ"
"อย่างนั้นเหรอ?"
ตู้เฟิงได้ยินดังนั้น บนใบหน้าก็ฉายแววผิดหวังวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาดีใจอีกครั้ง
ไม่ว่าจะพูดยังไง คุณชายคนนั้นก็ยังมีประสบการณ์ที่คล้ายกับเขาอยู่บ้าง คนอื่นยังไม่มีเลยนี่นา!
"พี่เขย นิยายผมอ่านแล้ว เขียนได้ดีมากๆ เลย พ่อผมอ่านจนตาแดงเลยนะ!"
"ไอ้เด็กคนนี้นี่ สังเกตได้ละเอียดดีนี่!"
"โธ่ ก็ผมเป็นห่วงนี่นา!"
หลินเฉาหยางถามว่า "น่าจะตรวจพิจารณาเสร็จประมาณเมื่อไหร่?"
ตู้เฟิงส่ายหน้า "ไม่รู้สิ ผมรู้แค่ว่าทางฝั่งค่ายทหารไม่มีปัญหาอะไร ยังต้องรายงานขึ้นไปข้างบนอีก"
ยุ่งยากชะมัด!
แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะยังไงก็เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้
"พี่วางใจเถอะ มีข่าวเมื่อไหร่ผมจะบอกพี่เป็นคนแรกแน่นอน"
หลินเฉาหยางนึกถึงเรื่องที่จะซื้อเครื่องบันทึกเสียงให้เถาอวี้ซู จึงถามตู้เฟิงว่าพอจะมีลู่ทางบ้างไหม พอเขาฟังความต้องการของหลินเฉาหยางจบก็ทำหน้างง
เครื่องบันทึกเสียงขนาดเท่าก้อนอิฐเนี่ยนะ? เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นเลย
พอเห็นว่าทายาททหารรุ่นสองอย่างตู้เฟิงก็ยังไม่รู้ หลินเฉาหยางก็รู้สึกผิดหวังในใจนิดหน่อย ดูเหมือนเขาจะหวังสูงไปเอง
"ไม่ได้มาตั้งนาน ตอนเย็นก็อยู่กินข้าวที่บ้านสิ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
ตอนกินข้าว เถาอวี้เฉิงดึงเสื้อของตู้เฟิงออกแล้วมองสำรวจ "มามือเปล่าเหรอ?"
ตู้เฟิงพูดอย่างจนใจ "พี่ใหญ่..."
"ล้อเล่นน่า!" เถาอวี้เฉิงหัวเราะพลางตบไหล่เขา
ล้อเล่นกันสองสามประโยค ตู้เฟิงก็ถามถึงเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเถาอวี้โม่ขึ้นมาอีก
ช่วงนี้ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เถาอวี้โม่มีความกดดันทางจิตใจสูงมาก คนในบ้านแทบจะไม่พูดเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อหน้าเธอเลย
ตู้เฟิงดันแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทั้งสองคนคุยกันได้ไม่กี่คำก็เริ่มมีปากเสียงกัน







