คนทำงานศิลปะมักมีคำกล่าวที่ว่าเกิดผิดยุคผิดสมัย อย่างเช่นแวนโก๊ะ หรือคาฟคา
หากย้อนกลับไปเมื่อหกเจ็ดสิบปีก่อน การที่หลินเฉาหยางเขียนเรื่อง 'รองเท้าคู่เล็ก' คงไม่ได้รับคำชมจากแวดวงวรรณกรรมและนักวิจารณ์ไปกว่าผลงานของอาจารย์ปิงซินสักเท่าไร
แต่ตอนนี้คือยุคสมัยแห่งความมีชีวิตชีวาหลังจากการถูกกดขี่และทำลายล้างมานานนับสิบปี ผู้คนที่ถูกกดขี่มาอย่างยาวนานต่างซึมซับข้อมูลข่าวสารและความรู้จากภายนอกอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้เป็นสิ่งที่เข้าใจยากแค่ไหนก็ยังมีคนชื่นชม
เนื้อหาของ 'รองเท้าคู่เล็ก' ไม่ได้ลึกซึ้งหรือเข้าใจยาก ในทางกลับกัน มันเข้าถึงผู้อ่านได้ง่ายกว่าผลงานส่วนใหญ่ที่กำลังเป็นที่นิยมในแวดวงวรรณกรรมปัจจุบันเสียอีก
และด้วยรูปแบบรวมถึงเนื้อหาที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้เอง ทำให้หลังจากตีพิมพ์ได้เพียงเดือนกว่าๆ มันก็ชนะใจกลุ่มผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว ยอดขายของ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' จึงพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันนวนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีอย่างล้นหลามจากแวดวงวรรณกรรม ช่วงหลายวันมานี้มีบทวิจารณ์หนังสือเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
"ในนี้มีบทความชิ้นหนึ่ง ลองอ่านดูสิ ผู้เขียนเข้าใจ 'รองเท้าคู่เล็ก' ของคุณอย่างถ่องแท้เลยล่ะ"
จางจ้งเอ้อยื่นนิตยสารฉบับหนึ่งให้หลินเฉาหยางระหว่างที่พูดคุยกัน มันคือนิตยสาร 'วิจารณ์วรรณกรรม' ฉบับที่ตีพิมพ์ในเดือนนี้
'วิจารณ์วรรณกรรม' ก่อตั้งขึ้นในปี 1956 เดิมชื่อ 'วิจัยวรรณกรรม' ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น 'วิจารณ์วรรณกรรม' ในปี 1959
หลังจากหยุดตีพิมพ์ไปในช่วงทศวรรษที่ 1960 ก็กลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในเดือนมกราคมปี 1978 และเป็นนิตยสารวิจารณ์วรรณกรรมที่ค่อนข้างมีน้ำหนักในแวดวงวรรณกรรมระดับประเทศมาโดยตลอด
'วิจารณ์วรรณกรรม' เป็นนิตยสารรายสองเดือน ในคอลัมน์ "วิจารณ์ผลงานใหม่" ของฉบับที่สามประจำปีนี้ซึ่งตีพิมพ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ตีพิมพ์บทวิจารณ์ชื่อ '<รองเท้าคู่เล็ก>: พลังแห่งมนุษยธรรมอันลึกซึ้งเบื้องหลังความเรียบง่าย' ซึ่งดึงดูดความสนใจจากผู้คนในแวดวงวรรณกรรมได้ไม่น้อย
"...หลายคนอาจมองข้ามศิลปะในการประพันธ์และความลึกซึ้งของการเล่าเรื่องไปเพราะแง่มุมที่สดใสและคิดบวกของ 'รองเท้าคู่เล็ก' ผู้เขียนบทความเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้ควรค่าแก่การวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งทั้งในแง่ของศิลปะและแนวคิด
นวนิยายเรื่องนี้พยายามใช้จังหวะการเล่าเรื่องที่ผ่อนคลายและชัดเจน ถักทอเรื่องราวในวัยเด็กที่ใกล้ชิดกับชีวิตจริง เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นทว่าแฝงความขมขื่นเล็กๆ ได้อย่างสำเร็จ เราจะเห็นได้ว่าผู้แต่งใช้สัญลักษณ์และอุปลักษณ์จำนวนมากในการจัดการกับโครงเรื่อง
รองเท้าคู่เล็กที่หายไปนั้นเปรียบเสมือนกระจกเงา สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันหลากหลายของสังคมชนบทจีนและความดีงามในความเป็นมนุษย์
หากมองจากมุมมองของตัวบท โครงสร้างของ 'รองเท้าคู่เล็ก' นั้นรัดกุมและมีมิติ การเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์เล็กๆ อย่างการที่เสี่ยวกั๋วจื่อทำรองเท้าของน้องสาวหายเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนของเรื่องราว ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา กลายเป็นพลังในการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียนและชวนติดตาม
กลวิธีการประพันธ์เช่นนี้ช่วยเพิ่มความน่าติดตามและอรรถรสของนวนิยายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ขับเน้นให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของตัวเอกที่เผชิญหน้ากับความยากลำบากในเชิงบวกและพยายามเอาชีวิตรอด
ในด้านการสร้างตัวละคร ก็สามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสาและความดีงามอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กๆ รวมถึงความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อครอบครัวออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม ภาพลักษณ์ของเสี่ยวกั๋วจื่อและน้องสาวนั้นมีชีวิตชีวาและมีมิติ ทุกบทสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยการแสดงอารมณ์ที่สมจริง ทำให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสได้ลึกถึงการดิ้นรนและความหวังในใจของพวกเขา
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ ผู้แต่งไม่ได้ติดกับดักทางความคิดแบบเดิมๆ ของคนจำนวนมาก ที่มักจะบรรยายความทุกข์ยากของชีวิตและเร้าอารมณ์มากจนเกินไป
ทว่ากลับถ่ายทอดความปรารถนาและการแสวงหาชีวิตที่ดีงามผ่านความต้องการรองเท้าของเด็กๆ ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีความหมายแฝงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น..."
จางจ้งเอ้อและคนอื่นๆ อยู่ข้างๆ หลินเฉาหยางไม่ได้อ่านบทความอย่างละเอียด เขาเพียงกวาดสายตาดูคร่าวๆ ทั้งบทความล้วนเต็มไปด้วยคำเยินยอที่มีต่อนวนิยายและตัวเขาซึ่งเป็นผู้แต่ง
"ท่านนี้..." หลินเฉาหยางเหลือบมองชื่อผู้เขียนบทความ "สหายโหวดูเหมือนจะชอบ 'รองเท้าคู่เล็ก' มากนะครับ แต่นวนิยายเรื่องนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่อีกไม่น้อย คงไม่คู่ควรกับคำวิจารณ์ที่สูงส่งขนาดนี้หรอกครับ"
หลิวซินอู่พูดกลั้วหัวเราะ "จะมีผลงานที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติได้อย่างไร 'รองเท้าคู่เล็ก' ยอดเยี่ยมมากพอแล้ว คุณนี่ช่างจับผิดตัวเองเสียจริง"
หลังจากคุยเรื่องกระแสตอบรับจากภายนอกหลังตีพิมพ์ 'รองเท้าคู่เล็ก' จบ หลิวซินอู่ก็ถามถึงนวนิยายที่หลินเฉาหยางกำลังเขียนอยู่
พอได้ยินว่าใกล้จะเขียนจบแล้ว หลิวซินอู่ก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก "ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นต้นฉบับของคุณเร็วๆ เลยนะเนี่ย"
"ใกล้แล้วครับ" หลินเฉาหยางตอบ
ม.ครุศาสตร์เยียนจิง อาคารเรียน 2
เช้าวันนี้ภาควิชาภาษาจีนมีเรียนวิชาการเขียน ผู้ที่สอนนักศึกษาคืออาจารย์โหวอวี้เฟินที่อายุเพิ่งจะใกล้สี่สิบปี
เมื่อเทียบกับม.เยียนจิงที่มีนักวิชาการอาวุโสอยู่มากมาย ม.ครุศาสตร์เยียนจิงไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญหรือปรมาจารย์เยอะขนาดนั้น กำลังหลักในการสอนของภาควิชาภาษาจีนยังคงเป็นอาจารย์และรองศาสตราจารย์วัยกลางคนและวัยหนุ่มสาว
ต่างจากยุคหลังที่วุฒิการศึกษาเฟ้อจนเกินเหตุ ปัจจุบันนี้อาจารย์ในภาควิชาที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกนั้นมีแทบจะนับคนได้ อาจารย์ส่วนใหญ่ล้วนจบการศึกษาระดับปริญญาโท
โหวอวี้เฟินอยู่ในวัยกลางคน และวิชาที่สอนก็คือวิชาการเขียนซึ่งใกล้เคียงกับการสอนภาษามากที่สุด ปกติแล้วเธอจึงสนิทสนมกับนักศึกษาเป็นอย่างดี
เสียงกริ่งแหลมแสบแก้วหูดังขึ้น หมดคาบเรียนแล้ว นักศึกษาพากันหลั่งไหลออกจากห้องเรียน
เถาอวี้ซูรั้งท้ายสุด เธอไม่ได้รีบออกจากห้องเรียน แต่เดินไปที่ข้างโพเดียม
"อาจารย์โหวคะ!"
"อวี้ซู!"
โหวอวี้เฟินเห็นเถาอวี้ซูก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา ไม่มีอาจารย์คนไหนไม่ชอบนักศึกษาที่ขยันหมั่นเพียรและผลการเรียนดี เถาอวี้ซูถือเป็นแก้วตาดวงใจของเหล่าอาจารย์ในภาควิชาภาษาจีน
"ฉันเห็นบทวิจารณ์ที่อาจารย์เขียนลงในนิตยสาร 'วิจารณ์วรรณกรรม' แล้วค่ะ" เถาอวี้ซูพูด
โหวอวี้เฟินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา "ฉันชมได้เหมาะสมดีใช่ไหมล่ะ?"
เมื่อหลายวันก่อนอู๋อิ่งฟางไปฟังการบรรยายของหลินเฉาหยางที่ม.เยียนจิง และได้เป็นประจักษ์พยานในเรื่องราวความรักอันเป็นตำนานของหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซู พอกลับมาถึงมหาวิทยาลัยก็ป่าวประกาศไปทั่ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วม.ครุศาสตร์เยียนจิง
ตอนเปิดเทอมปีที่แล้ว อาจารย์และนักศึกษาในภาควิชารู้เพียงแค่ว่าสถานภาพสมรสของเถาอวี้ซูคือแต่งงานแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าอีกครึ่งชีวิตของเถาอวี้ซูจะเป็นนักเขียนที่กำลังโด่งดัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนได้ยินว่าเถาอวี้ซูและหลินเฉาหยางรู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอะไร เถาอวี้ซูตาแหลมคมมองเห็นคุณค่าของหลินเฉาหยางที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตในชนบท ทุกคนล้วนตกตะลึงกับเรื่องราวความรักของทั้งสอง และเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความมุ่งมั่นและความหนักแน่นของสามีภรรยาคู่นี้
บทวิจารณ์ '<รองเท้าคู่เล็ก>: พลังแห่งมนุษยธรรมอันลึกซึ้งเบื้องหลังความเรียบง่าย' นั้นเป็นฝีมือการเขียนของโหวอวี้เฟิน ตอนที่เธอเขียนบทความนี้ เธอไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเถาอวี้ซูกับหลินเฉาหยางเลย เป็นเพราะตอนนั้นเธออ่าน 'รองเท้าคู่เล็ก' แล้วรู้สึกประทับใจอย่างสุดซึ้ง ไม่คาดคิดเลยว่าจับพลัดจับผลูจะกลายเป็นการวิจารณ์ผลงานของสามีลูกศิษย์ตัวเอง
"อาจารย์เขียนบทความได้ดีมากค่ะ แต่นิยายของเขาไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกค่ะ" เถาอวี้ซูถ่อมตัวประโยคหนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "อาจารย์โหวคะ พรุ่งนี้ฉันกับเฉาหยางอยากจะเชิญครอบครัวของอาจารย์ไปทานข้าวค่ะ"
อาจารย์เขียนบทความวิจารณ์ผลงานของสามี แถมยังมีแต่คำชื่นชม ต่อให้จะไม่รู้ล่วงหน้า เถาอวี้ซูก็ต้องแสดงมารยาทบ้าง
โหวอวี้เฟินหัวเราะ "เขียนบทวิจารณ์ฉันก็ได้ค่าต้นฉบับแล้ว จะให้พวกเธอสองคนสามีภรรยามาเลี้ยงข้าวฉันอีกได้ยังไง เกรงใจแย่เลย ให้ฉันเลี้ยงดีกว่า ไม่ต้องไปกินข้างนอกหรอก พรุ่งนี้พวกเธอมาที่บ้านฉันสิ ฉันจะทำกับข้าวให้กินเอง"
น้ำเสียงของโหวอวี้เฟินหนักแน่น เถาอวี้ซูเกรงใจอยู่สองสามประโยคแต่ก็ปฏิเสธไม่ลง จึงจำต้องตอบตกลง
พลบค่ำเมื่อกลับถึงบ้าน เถาอวี้ซูก็บอกหลินเฉาหยางเรื่องที่จะไปทานข้าวที่บ้านอาจารย์ในมหาวิทยาลัยพรุ่งนี้
หลินเฉาหยางประหลาดใจ "วันนี้ผมไปที่ 'ตุลาคม' พวกเขายังเอาบทวิจารณ์นั้นให้ผมดูอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอาจารย์ของคุณเขียน?"
เมื่อเจอความบังเอิญเช่นนี้ เถาอวี้ซูก็หัวเราะออกมา "ถึงได้บอกไงว่าแวดวงวรรณกรรมมันแคบ!"
บ่ายวันรุ่งขึ้น สองสามีภรรยาหิ้วของขวัญมาที่เขตบ้านพักของม.ครุศาสตร์เยียนจิง
ในเวลานี้สภาพที่อยู่อาศัยของหน่วยงานต่างๆ ค่อนข้างแออัด มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ก็ไม่มีข้อยกเว้น อาจารย์วัยกลางคนและวัยหนุ่มสาวอย่างพวกโหวอวี้เฟิน ทำได้เพียงให้ครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่ในแฟลตทางเดินรวมที่คับแคบและซอมซ่อ
เมื่อเข้าไปในโถงทางเดิน ด้านในนั้นแออัดยัดเยียด อัดแน่นไปด้วยเตาไฟ อุปกรณ์ทำอาหาร และหม้อไหกะละมัง ห้องครัวของแฟลตทางเดินรวมล้วนอยู่ในโถงทางเดิน ปลายทางเดินทั้งสองฝั่งคือห้องน้ำรวม
ในฤดูร้อนกลิ่นต่างๆ ปะปนกันจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย
แต่ในยุคสมัยนี้สภาพความเป็นอยู่ของทุกคนก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครรู้สึกว่ามันลำบากยากเข็ญอะไรนัก
ทั้งสองมาถึงบ้านของโหวอวี้เฟิน บ้านของเธอเป็นห้องเดี่ยว พื้นที่ขนาดหนึ่งจ้างสี่เหลี่ยมจัตุรัสถูกยัดด้วยเตียงคู่หนึ่งหลัง เตียงสองชั้นหนึ่งหลัง และโต๊ะหนังสือหนึ่งตัว พื้นที่อันคับแคบยังถูกกั้นแบ่งครึ่งด้วยผ้าม่านอีก
ดูเหมือนว่าเตียงคู่น่าจะเป็นของสามีภรรยาอาจารย์โหว ส่วนเตียงสองชั้นน่าจะเป็นของลูกๆ
พื้นที่อันน้อยนิดที่เหลืออยู่นอกจากของใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือหนังสือ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทุกที่
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฉาหยางได้มาเยือนแฟลตทางเดินรวมในยุคแปดศูนย์ และเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสถึงความยากลำบากของสภาพที่อยู่อาศัยของพนักงานในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง
ในใจเขามีเพียงความคิดเดียว แฟลตทางเดินรวมของหน่วยงาน ถ้าไม่ขอก็อย่าขอเลยดีกว่า
เถาอวี้ซูและหลินเฉาหยางหิ้วของมาเยี่ยมบ้าน จึงถูกโหวอวี้เฟินบ่นไปสองสามประโยค
เพราะวันนี้จะเลี้ยงข้าว โหวอวี้เฟินจึงกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าวที่โถงทางเดิน เถาอวี้ซูอาสาเข้าไปช่วย
ยืนอยู่ในโถงทางเดินไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก มัวแต่ยุ่งอยู่กับการทักทายคนนั้นคนนี้
ตึกนี้มีอาจารย์วัยกลางคนและวัยหนุ่มสาวของภาควิชาภาษาจีนอาศัยอยู่หลายคน พอทุกคนได้ยินว่าเถาอวี้ซูพาสามีมากินข้าวที่บ้านโหวอวี้เฟิน ก็พากันวิ่งมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"สวัสดีค่ะอาจารย์หลาน!"
"สวัสดีค่ะอาจารย์หวัง!"
"สวัสดีค่ะอาจารย์กัว!"
"สวัสดีค่ะอาจารย์ซ่าง!"
หลินเฉาหยางทักทายทีละคนตามคำบอกของเถาอวี้ซูจนมึนงงไปหมด
ผู้คนพากันมาดูความครึกครื้นที่บ้านโหวอวี้เฟินแล้วไม่ยอมไป ดึงตัวหลินเฉาหยางมาคุยด้วย ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาแอบแฝงมากินข้าวฟรี
บ้านของโหวอวี้เฟินซื้อกับข้าวมาไม่ได้เตรียมเผื่อคนเยอะขนาดนี้ โชคดีที่ตอนหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูมาได้เอาอาหารมาด้วย โหวอวี้เฟินยุ่งอยู่กับการยกกับข้าวทีละจานไปวางบนโต๊ะ เหนื่อยจนเหงื่อท่วมหัว บ่นอุบว่า "มาเป็นแขกที่บ้านคนอื่นแต่มามือเปล่า พวกคุณไม่อายบ้างหรือไง?"
อาจารย์หลายท่านหัวเราะฮ่าๆ โดยไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ เห็นได้ชัดว่าปกติแล้วมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก
กว่ากับข้าวจะครบก็เล่นเอาเหนื่อย อาจารย์หวังฝูเหรินที่สอนวรรณกรรมสมัยใหม่ไม่รู้ว่าไปล้วงเอาเหล้าเอ้อร์กัวโถวมาจากไหน รินให้สหายผู้ชายที่อยู่ในวงจนเต็มแก้ว
"ถ้าดื่มเยอะก็อย่ามาเมาอาละวาดที่บ้านฉันนะ!" โหวอวี้เฟินเตือน ดูเหมือนว่าจะมีประสบการณ์มาก่อน
วันนี้อาจารย์โหวเลี้ยงข้าว ถ้าจะบอกว่าใครดีใจที่สุด ไม่ใช่หลาน หวัง กัว ซ่าง ที่มากินข้าวฟรี และไม่ใช่สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูที่มาเป็นแขก แต่เป็นลูกสาวสองคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของเธอ
อาจารย์โหวมีลูกสาวสองคน คนหนึ่งเรียนอยู่มัธยมปลายปีหนึ่ง อีกคนเรียนอยู่มัธยมต้นปีสอง พอได้ยินว่าวันนี้สวี่หลิงจวินจะมาเป็นแขกที่บ้าน ก็ตื่นเต้นกันใหญ่
ตั้งแต่หลินเฉาหยางปรากฏตัวก็จ้องเขาไม่วางตา ถึงแม้ดูๆ ไปแล้วจะแตกต่างจากสวี่หลิงจวินในจินตนาการอยู่บ้าง แต่นี่ก็คือสวี่หลิงจวินผู้เขียนเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' เชียวนะ
พูดถึงชื่อเสียงและสถานะของหลินเฉาหยางในแวดวงวรรณกรรมและกลุ่มผู้อ่านในประเทศตอนนี้ ความจริงแล้วมันน่าสนใจมาก
โดยรวมแล้วก็คือผลงานน้อยแต่ชื่อเสียงโด่งดัง คล้ายๆ กับดาราไอดอลในวงการบันเทิงยุคหลัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'คนเลี้ยงม้า' ที่สวมเสื้อคลุมของวรรณกรรมบาดแผลแต่เนื้อในเขียนแบบเจคซู (ตัวละครชายที่สมบูรณ์แบบ) ทำให้ได้กลุ่มผู้อ่านหญิงวัยรุ่นมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อิทธิพลของหลินเฉาหยางในกลุ่มนี้พุ่งสูงเกินระดับเพื่อนร่วมอาชีพไปไกล
การถูกเด็กสาวจ้องมองต่อหน้าอาจารย์หลายท่านของเถาอวี้ซู ทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย อาจารย์โหวก็สังเกตเห็นความไม่เป็นธรรมชาติของเขาเช่นกัน
"พวกเธอสองคน อย่าเอาแต่จ้องเขาแบบนี้สิ มีมารยาทหน่อย!"
"ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร" หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ
ลูกสาวสองคนถูกอาจารย์โหวตำหนิไปประโยคหนึ่ง สายตาก็ไม่กล้าจาบจ้วงขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังแอบมองอยู่เงียบๆ
บ้านอาจารย์โหววางโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ไม่ได้ คนกลุ่มหนึ่งจึงต้องกินข้าวกันบนโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เนื่องจากคนเยอะ อาจารย์หลานและอาจารย์ซ่าง รวมถึงลูกสาวสองคนของอาจารย์โหว จึงทำได้เพียงนั่งล้อมวงกันอยู่บนเตียงและเก้าอี้ข้างๆ
แม้ว่าสภาพการรับประทานอาหารจะคับแคบและลำบาก แต่ทุกคนก็อารมณ์ดีกันมาก
เถาอวี้ซูขึ้นชื่อเรื่องความใฝ่รู้ในภาควิชาภาษาจีนของม.ครุศาสตร์เยียนจิง อีกทั้งผลการเรียนก็ดี ไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่ความฉลาดทางอารมณ์ก็สูงด้วย จึงเป็นนักศึกษาที่อาจารย์ในภาควิชาชื่นชอบที่สุดมาโดยตลอด
วันนี้เธอพาสามีมาเป็นแขก หลินเฉาหยางเองก็ถือเป็นเพื่อนร่วมอาชีพครึ่งหนึ่งของทุกคน เพราะล้วนทำงานเกี่ยวกับตัวอักษร หัวข้อสนทนาจึงเป็นไปอย่างออกรส
มื้ออาหารในวันนี้มีที่มาจากบทวิจารณ์ที่โหวอวี้เฟินเขียนให้ 'รองเท้าคู่เล็ก' คุยไปคุยมาทุกคนก็พูดถึง 'รองเท้าคู่เล็ก' ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
อาจารย์หวังเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาอาจารย์หลายท่าน เขาจิบเหล้าอึกหนึ่ง
"ผมรู้สึกว่าการจัดการกับภาพลักษณ์ของเสี่ยวกั๋วจื่อและน้องสาวในนวนิยายเรื่องนี้ เป็นภาพลักษณ์ที่มีมิติซึ่งหาได้ยากในช่วงหลายปีมานี้ ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาและความดีงามอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กๆ อย่างเต็มเปี่ยม แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบแบบ 'ลูกคนจนเป็นผู้ใหญ่เร็ว' อีกด้วย
ตอนที่เฉาหยางจัดการกับตัวละครสองตัวนี้ ทั้งบทสนทนาและกิริยาท่าทางล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง ไม่มีจุดไหนที่ขัดหูขัดตาเลย ผมชอบฉากที่เสี่ยวกั๋วจื่อแพ้การแข่งขันในตอนท้ายแล้วมองผู้ชนะด้วยน้ำตาคลอเบ้ามากเป็นพิเศษ เฉาหยางจัดการได้ดีเหลือเกิน
ความรู้สึกแบบนั้นจะพูดว่ายังไงดีล่ะ... ไม่ใช่แค่ซาบซึ้ง แต่ยังปวดใจ ทว่าก็ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความไม่ยอมแพ้
งดงาม! เขียนได้งดงามมาก!"
อาจารย์หวังวิจารณ์นวนิยายไปพลาง ส่ายหัวไปมาอย่างอดไม่ได้ พูดจบก็จิบเหล้าอีกอึกหนึ่งอย่างมีความสุข
อารมณ์ของเขาส่งผ่านไปยังคนรอบข้าง ทุกคนนึกย้อนไปถึงเนื้อหานวนิยายที่เคยอ่าน และเห็นด้วยกับคำพูดของเขาอยู่ในใจ
"ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ชอบที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้ของเฉาหยาง คือการบรรยายถึงประเพณีพื้นบ้านและลักษณะทางวัฒนธรรมของสังคมชนบท การพรรณนารายละเอียดของฉากต่างๆ อย่างชีวิตในโรงเรียน ชีวิตเพื่อนบ้าน และตลาดนั้น ทำได้ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ" อาจารย์หลานกล่าว
"ไม่ๆๆ จุดที่นิยายเรื่องนี้ของเฉาหยางทำได้ดีที่สุดจริงๆ แล้วก็คืออารมณ์อันละเอียดอ่อนต่างหาก มันดูเหมือนจะเรียบง่ายธรรมดา แต่กลับมีแรงดึงดูดอันทรงพลัง ทำให้คุณอดไม่ได้ที่จะลุ่มหลงไปกับมัน หลังจากปิดหนังสือลงแล้ว ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ถึงจะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันพลุ่งพล่านนั้น"
"ผมคิดว่าจุดเด่นที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้คือการที่เฉาหยางใช้ความแตกต่างและความขัดแย้งที่แยบยล มาสร้างความซับซ้อนของโลกผู้ใหญ่และความไร้เดียงสาของเด็กๆ ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางปรัชญา
แต่ปรัชญาของมันก็ไม่ได้เป็นการสั่งสอน กลับซึมซาบเข้าสู่จิตใจของผู้อ่านอย่างเงียบเชียบ"
อาจารย์หลายท่านดื่มเหล้าเข้าไปนิดหน่อย ดูเหมือนว่าจะถือเอางานเลี้ยงอาหารค่ำในวันนี้เป็นงานเสวนาผลงาน 'รองเท้าคู่เล็ก' ผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยคไม่หยุดหย่อน
หลินเฉาหยางที่เป็นผู้เขียนนั่งอยู่ตรงหน้าแท้ๆ กลับสอดแทรกคำพูดไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว







