ภาพที่เขาตามหามากว่า 40 ปี ปรากฏอยู่บนโปสการ์ดเก่าใบหนึ่ง
แม้มุมภาพจะต่างออกไป ทำให้ดูเผิน ๆ แล้วจำไม่ได้ แต่เมื่อหมุนให้ตรง มุมที่ต้นไม้ขึ้นตรงกันอย่างแม่นยำกับภาพวาดของแวนโก๊ะ
ไม่คาดคิดเลยว่า คำตอบจะอยู่ในโปสการ์ดที่รวบรวมมาเพื่อสำรวจอดีตของเมืองในระหว่างโครงการบูรณะและอนุรักษ์โอแวร์ซูว์รวซ
มาร์ติน แยนเซน สั่นสะท้านไปทั้งร่างจากความปลื้มปิติเกินบรรยาย
“นี่มัน… นี่มันเป็นไปได้ยังไง?”
เขาเงยหน้าขึ้น
เด็กชายคนหนึ่งยิ้มบาง ๆ ตอบว่า
“แค่โชคดีครับ”
ไม่ใช่… แค่คำว่าโชคดีไม่อาจอธิบายสิ่งนี้ได้
ทั้งมาร์ติน แยนเซนและเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยแวนโก๊ะต่างร่วมกันตามหาภาพนี้มาหลายสิบปี แล้วจะมีทางเจอได้ง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ
แต่เขา ผู้แสวงหาคำตอบมายาวนานเกินครึ่งชีวิต ไม่อาจอดใจได้อีกต่อไป
ถ้าไม่ไปเห็นกับตา เขาจะไม่มีทางเชื่อ
มาร์ติน แยนเซน รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม
“ซูยอล”
“ไปดูกันเถอะ”
โกซูยอลก็เตรียมตัวเสร็จแล้วเช่นกัน
หัวใจเขาเต้นแรงไม่ต่างกัน
เขาอยากยืนยันสถานที่ที่วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ศิลปะ วาดภาพสุดท้ายในชีวิต
โปสการ์ดเก่าฉายภาพเบื้องหลังเป็นอาคารเลขที่ 37 ถนนโดบีนี ในเมืองโอแวร์ซูว์รวซ
ทันใดนั้น มาร์ติน แยนเซน ก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ก่อนเข้ามาในสำนักงาน โกฮุนเคยเดินดูบริเวณนั้นอยู่
‘อย่าบอกนะว่า…’
เขาอาจจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้
มาร์ตินแอบมองหลานชายของเพื่อนเก่า แต่ไม่อาจอ่านความรู้สึกในใจของเขาได้
‘แค่โชคดีจริง ๆ งั้นหรือ…’
“มัวทำอะไรอยู่ ไปตรวจสอบกันเร็ว!”
โกซูยอลเร่งเร้า
“อ…อ่า ใช่ ต้องรีบไปสิ”
ทั้งสามฝ่าความหนาวเดินขึ้นเนินจากโรงแรมราวบูไป 152 เมตร
แต่ก็ไม่อาจหาสถานที่ในโปสการ์ดได้ ภาพด้านซ้ายและบางส่วนของถนนถูกอาคารบดบัง
“หรือว่าด้านหลังถูกปิดไว้?”
เมื่อโกซูยอลพูดจบ มาร์ติน แยนเซนก็ออกเดินก่อนจะตอบ
เขาเดินไปตามทางเล็ก ๆ ด้านหลังอาคาร พร้อมหอบหายใจและสำรวจรอบข้าง
“……ไม่ใช่ตรงนี้”
แต่เขากลับไม่พบภาพในอดีต ไม่พบสถานที่ในโปสการ์ด และไม่พบสิ่งที่เคยเป็นแรงบันดาลใจของภาพสุดท้าย
ราวกับถูกสะกด มาร์ตินวิ่งพล่านไปทั่ว
โกซูยอลที่ตามมาภายหลังถอนหายใจเบา ๆ
เห็นเพื่อนที่ตามหาสถานที่นั้นมายาวนาน กลับต้องมองเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ เขารู้สึกสงสาร
“มาร์ติน…”
“เป็นไปไม่ได้! มันเป็นไปไม่ได้!”
“……”
“ฉัน… ฉันนี่มัน…”
ตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา
มาร์ติน แยนเซน ใช้ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สมบัติที่ได้รับจากพ่อและธุรกิจที่สืบทอดมา ลงทุนในโครงการอนุรักษ์เมืองโอแวร์ซูว์รวซ
แต่ตอนนี้ เขารู้สึกราวกับทุกสิ่งที่ทำเพื่อยกย่องและทำความเข้าใจในตัวตนของวินเซนต์ แวนโก๊ะ กลับไร้ความหมาย
อดีตประธานมูลนิธิแวนโก๊ะผู้เคยทำงานอย่างทุ่มเท ได้หายไปจากสายตาแล้ว
เหลือเพียงชายชรา ผู้หลั่งน้ำตาหยดใหญ่ราวสายฝน
โกซูยอล ผู้เข้าใจจิตใจของเพื่อนอย่างลึกซึ้ง เดินเข้าไปตบหลังเบา ๆ
เขาไม่อาจพูดคำปลอบใจธรรมดาอย่าง “อย่าเสียใจเลย” หรือ “มันหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เพราะเขารู้ดีว่า… คำพูดเช่นนั้น ไม่อาจปลอบโยนความสูญเสียของเพื่อนคนนี้ได้เลย
“เจอแล้ว”
ในตอนนั้น เสียงใสของเด็กคนหนึ่งดังขึ้นอย่างร่าเริง
สองชายชราหันขวับไปมอง
“ตรงนี้ครับ”
เมื่อเห็นท่าทางของโกฮุนที่ชี้มือไปยังบางสิ่ง ชายชราก็เริ่มก้าวเท้าเดินไปหา แม้จะลังเล แต่ฝีเท้าก็เร่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยความหวัง
หวังว่าจะมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ แม้เพียงน้อยนิด ก็อยากเห็นกับตา
แต่สถานที่ที่โกฮุนชี้ไปนั้น กลับแตกต่างจากภาพอย่างสิ้นเชิง
“อืม…”
ไหล่ของชายชราทั้งสองทรุดลงพร้อมกัน
ทันใดนั้น โกฮุนก็แหวกพุ่มไม้ที่บดบังอยู่ออก
และในขณะนั้นเอง
ดวงตาของมาร์ติน แยนเซน ประธานมูลนิธิแวนโก๊ะ และโกซูยอล ศิลปินชื่อดัง ก็เบิกโพลงดั่งโคมไฟ
บนเนินเล็ก ๆ ริมทาง
สถานที่ที่เคยถูกปกคลุมด้วยพุ่มไม้ กลับมีบางส่วนของภาพนั้นหลงเหลืออยู่
แค่เพียงแหวกกิ่งไม้ออก ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ไม่น่าเชื่อเลยว่า อยู่ใกล้แค่นี้เอง
ความตื่นเต้นไหลทะลักจากกลางหลังแผ่ซ่านขึ้นไปทั่วทั้งแผ่นหลังและแขน
“ฮุนอา!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!”
ชายชราทั้งสองถึงกับช้อนตัวเด็กชายขึ้นมาโอบอุ้มด้วยความดีใจราวกับได้ย้อนวัยกลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง
...
[พบสถานที่สุดท้ายที่แวนโก๊ะวาดภาพ]
[ตามรอยแวนโก๊ะผ่านโปสการ์ดอายุร้อยปี]
[ประธานมูลนิธิแวนโก๊ะ มาร์ติน แยนเซน เผย “โกฮุนเป็นผู้ค้นพบฉากหลังของภาพรากไม้”]
[วงการประวัติศาสตร์ศิลปะสั่นสะเทือน]
เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา สถานที่เบื้องหลังภาพสุดท้ายของวินเซนต์ แวนโก๊ะ (1853~1890) ศิลปินเอกแห่งยุคหลังอิมเพรสชั่นนิสต์ ได้ถูกค้นพบโดยเด็กชายคนหนึ่ง
มาร์ติน แยนเซน ประธานมูลนิธิแวนโก๊ะ ได้เชิญบุคคลในวงการวิชาการมาที่ศูนย์วิจัยบูรณะโอแวร์ซูว์รวซ เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้
เป็นเวลาหลายสิบปีที่สถาบันวิจัยแวนโก๊ะและนักวิชาการศิลปะได้พยายามไขปริศนาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแวนโก๊ะ โดยมุ่งเน้นการสำรวจบริเวณดังกล่าว
เบาะแสสำคัญคือโปสการ์ดเก่าใบหนึ่งจากปี 1905
โปสการ์ดนี้ถ่ายภาพอาคารเลขที่ 37 ถนนโดบีนี ในโอแวร์ซูว์รวซ ซึ่งเป็นเอกสารที่มาร์ติน แยนเซนเก็บรวบรวมไว้เพื่อการอนุรักษ์เมือง
และแล้ว หลานชายของศิลปินโกซูยอล “โกฮุน” ซึ่งขณะนี้มีชื่อเสียงจากผลงานรากไม้และความว่างเปล่า ได้สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกับภาพของแวนโก๊ะเข้า
ในวันนั้น สถาบันวิจัยแวนโก๊ะเห็นพ้องว่าการค้นพบของโกฮุนมีความเป็นไปได้สูง และเตรียมจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติม
ด้านทฤษฎีที่อ้างว่าต้นสนสองต้นคือภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ ก็เริ่มหมดน้ำหนัก
ผู้คนต่างจับตามองว่าข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแวนโก๊ะจะจบลงเช่นไร
วงการศิลปะถึงกับสั่นสะเทือน
เพราะการค้นพบนี้ ไม่เพียงไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการจากไปของแวนโก๊ะ แต่ยังยุติข้อถกเถียงเรื่องภาพสุดท้ายของเขาด้วย
ที่ผ่านมา มีการถกเถียงอย่างดุเดือดว่าระหว่างต้นสนสองต้นและทุ่งข้าวสาลีกับอีกา ภาพใดคือผลงานสุดท้ายของแวนโก๊ะ
แม้มาร์ติน แยนเซน และสถาบันวิจัยแวนโก๊ะจะเคยยืนกรานว่ารากไม้เป็นภาพสุดท้าย แต่ก็ไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายเท่าภาพอื่น ๆ
แต่การค้นพบครั้งนี้ได้พลิกเรื่องราวทั้งหมด และพิสูจน์ว่ามาร์ตินพูดถูกมาโดยตลอด
└ งั้นต้นสนสองต้นล่ะ?
└ ถ้าเป็นภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ ราคาคงพุ่งกระฉูดแน่ ๆ
└ จำได้ว่าประมูลที่ซัทเทบีส์ ลอนดอน คาดว่าอย่างต่ำ 28 ล้านดอลลาร์
└ ใช่ เขาว่าระหว่าง 28 ถึง 35 ล้านดอลลาร์
└ 35 ล้านเหรียญ นี่มันกว่า 4 หมื่นล้านวอนเลยนะ
└ บ้าไปแล้ว คนที่ซื้อมาด้วยคิดว่าเป็นภาพสุดท้ายคงเจ็บใจน่าดู
└ เปล่า มันขึ้นประมูลที่ซัทเทบีส์นิวยอร์ก แต่ไม่มีใครยื่นซื้อเลย
└ ห๊ะ? ทำไมอะ?
└ เพราะคนไม่มั่นใจว่ามันใช่ภาพสุดท้ายจริง ๆ รึเปล่า
└ แบบว่า มีแต่คนเถียงกันว่าอันนี้หรืออันนั้นเป็นภาพสุดท้าย
└ สรุปคือไม่มีใครมั่นใจ เลยไม่มีคนซื้อ
└ ใช่ โคตรมีดราม่าเลย
└ แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วใช่ไหมว่ารากไม้คือภาพสุดท้าย
└ สุดยอดจริง ๆ โกฮุนทำเรื่องอีกแล้ว
└ ฉันว่าหมอนี่มันไม่ธรรมดานะ 555 แบบว่า เด็กสิบขวบทำได้ไงเนี่ย?
ไม่ใช่แค่วงวิชาการเท่านั้นที่สะเทือน
การค้นพบของโกฮุนกลายเป็นประเด็นร้อนในฟอรัมศิลปะและเว็บไซต์คอมมูนิตี้ต่าง ๆ เพราะภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะมีคุณค่าทางศิลปะสูงยิ่ง
โดยเฉพาะบรรดาพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ และนักสะสมผลงานศิลปะ ล้วนให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงนี้
แม้ภาพต้นสนสองต้นจะเคยถูกมองว่าเป็นภาพสุดท้าย แต่หลังจากนี้มูลค่าก็ย่อมลดลงแน่นอน
ขณะเดียวกัน
พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองภาพรากไม้ก็พบกับยุคเฟื่องฟูอย่างไม่คาดฝัน
เควิน แมคเคอร์ลี ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของพิพิธภัณฑ์ ถึงกับรับมือไม่ไหวกับโทรศัพท์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“ยังไม่มีแผนการครับ ยังไม่มีการตัดสินใจครับ”
“ตอนนี้มีนิทรรศการอื่นจัดอยู่ และการเปิดเผยต้นฉบับต้องทำอย่างรอบคอบ จึงยังให้คำตอบไม่ได้ครับ”
แม้จะประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าจะอัปเดตกำหนดการจัดแสดงให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่อาจสยบกระแสได้
จนไม่สามารถดำเนินงานปกติได้เลย
เควินถอนหายใจยาวแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
“ที่ไหน ๆ ก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ทั้งนั้น”
เขานึกถึงโกฮุนที่อยู่ด้วยกันมาหลายวัน แล้วก็ยิ้มมุมปาก
ที่อัมสเตอร์ดัม เด็กชายผู้นี้เคยสร้างความประทับใจด้วยการอาสาเป็นไกด์ให้กับผู้ชมในพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ
ที่ปารีส เขาเคยร่วมงานกับอ็องรี มาร์โซ จนสร้างผลงานชิ้นโบแดง ความว่างเปล่า ขึ้นมา
และบัดนี้ ที่โอแวร์ซูว์รวซ เขาก็กลายเป็นผู้ค้นพบภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะเข้าให้แล้ว
ไม่ว่าใครก็ย่อมพูดถึงเขาเป็นธรรมดา
...
ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามายังหมู่บ้านเล็ก ๆ เงียบสงบอย่างโอแวร์ซูว์รวซ
พวกเขาแห่กันมาล้อมรอบสถาบันวิจัย จนดูเหมือนว่าจะมีคนมากกว่าตอนที่อ็องรี มาร์โซเลือดกำเดาไหลเสียอีก
“ไม่ใช่นะ! เขาพกปืนออกไปเองต่างหาก!”
“แค่พกปืนไว้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าเขาตั้งใจฆ่าตัวตาย!”
“แล้วเขาพกไปทำไมล่ะ?”
“อาจจะเพื่อป้องกันตัวก็ได้ ในนั้นเป็นทางเดินเขา อาจมีสัตว์ป่าออกมาก็ได้นะ!”
“แต่เขายิงเข้าที่สีข้างตัวเอง!”
“เราก็รู้ผลอยู่แล้ว! สิ่งที่ต้องทำคือหาว่าเพราะอะไรเขาถึงทำแบบนั้น! เราต้องเปิดรับทุกความเป็นไปได้!”
ฝั่งนี้ดูจะเสียงดังยิ่งกว่าฝูงนักข่าวที่ล้อมอยู่รอบศูนย์วิจัยเสียอีก
เหล่านักวิจัยจากสถาบันแวนโก๊ะกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
พูดเรื่องว่าทำไมถึงตาย, ตายที่ไหน, ตายยังไง, ยิงปืนเมื่อไหร่ ฯลฯ อย่างไม่รู้สึกลำบากใจ แม้จะพูดต่อหน้าผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตาม
‘ขอให้เรื่องพวกนี้จบเร็ว ๆ ทีเถอะ จะได้กลับไปวาดรูปอย่างสงบ’
ดูเหมือนที่ผ่านมาจะมีการถกเถียงกันมากว่า ภาพสุดท้ายของผมคือภาพไหนกันแน่
ถ้ามองว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อราคาภาพวาดก็พอเข้าใจได้อยู่… แต่ภาพที่ผมอยากวาดจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องเงินเลย และก็ไม่มีทางไหนจะบอกพวกเขาได้ด้วย
แม้ว่า… มันจะเป็นความจริงที่ผมวาดรากไม้ไว้ก่อนตาย
และแผนของผมคือจะออกไปวาดภาพทุ่งข้าวสาลีในวันรุ่งขึ้น แต่แผนนั้นก็ยังคงอยู่แค่ในหัวเท่านั้น
“ก่อนจะหาสถานที่ที่เขายิงตัวเองเจอ ฉันไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด!”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้สถานที่เลย! ดูจากบริบทโดยรวมสิ!”
ผมกระดกโคล่าขวดหนึ่งแล้วเดินตรงไปหาเหล่านักวิจัยที่กำลังถกเถียงกันอยู่
“ถ้ารู้ว่าจุดที่ยิงตัวเองอยู่ตรงไหน ก็พอแล้วใช่ไหม?”
ทุกคนเงียบงัน มองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนจะพยักหน้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ผมคิดว่าผมรู้แล้วล่ะครับ”